การทำ SEO และความเหมาะสมกับยุคปัจจุบัน

SEO CONTENT

การทำ SEO กับ การทำธุรกิจ ไม่ว่าจะธุรกิจใดๆ ก็ตาม ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยปัจจัยในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งปัจจัยหนึ่งก็คือการตลาดที่มีความเหมาะสมกับยุคสมัย

ในยุคของโลกออนไลน์ สังคมออนไลน์ ถือได้ว่าเป็นสังคมที่มีขนาดใหญ่มากที่สุด และเชื่อมต่อกันได้หมด ทำให้โลกใบใหญ่ของเราถูกย่อลงมาเหลือเพียงใบเล็กๆ ที่ใครก็สามารถเข้าถึงกันได้ หากมองในแง่ของธุรกิจแล้ว โลกออนไลน์ ก็ถือเป็นช่องทางที่น่าสนใจในการทำธุรกิจอย่างมาก และจะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้

การทำ SEO คือการตลาดในยุคปัจจุบันที่ได้รับความนิยมอย่างมากในแวดวงธุรกิจ ที่มีความเหมาะสมกับปัจจุบันเนื่องจากข้อต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. คนส่วนมากใช้การค้นหาบนอินเทอร์เน็ต
ในปัจจุบันนี้ใครๆ ก็ค้นหาสิ่งที่ต้องการทราบ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ หรือแม้แต่การซื้อของทางอินเทอร์เน็ตกันทั้งสิ้น การทำ SEO ซึ่งมุ่งเน้นการทำให้เว็บติดอันดับจากการค้นหา เพื่อให้เว็บนั้นๆ เป็นที่รู้จัก จึงถือเป็นการตลาดที่เหมาะสมกับการทำธุรกิจมาก

การทำ SEO

2. การทำ SEO ส่งผลดีในระยะยาว
การทำธุรกิจก็มุ่งเน้นที่จะเกิดผลดี ความสำเร็จในระยะยาว ซึ่งการตลาด หรือการโฆษณาแบบอื่นๆ อาจส่งผลดีอยู่ระยะเวลาหนึ่ง และต้องมีการทำใหม่ แต่การทำ SEO หากสามารถติดอันดับจาก Google แล้ว ย่อมมีผู้เข้ามาในเว็บอยู่เสมอในระยะยาว หากมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งธุรกิจของคุณยังเป็นตัวเลือกแรกๆ อยู่เสมอ ตราบใดที่ยังคงสามารถติดอันดับ และมีการพัฒนาด้านคุณภาพควบคู่กันไป

การทำ SEO เป็นการตลาดที่เหมาะสมกับยุคสมัยมากที่สุด และยังคงใช้ได้อีกยาวนาน จึงได้รับความนิยม และมีธุรกิจมากทายที่เลือกการทำ SEO  รับทำ SEO จึงมีผู้ รับทำ SEO หลายเจ้าด้วย การเลือกผู้รับทำ SEO ที่ดี ก็เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความสำเร็จที่คุณควรใส่ใจ

หากคุณกำลังมองหาช่องทางโปรโมทธุรกิจที่มีความน่าสนใจ และได้ผลที่น่าพอใจ อย่าลืมนึกถึงการทำ SEO ให้กับธุรกิจของคุณ

สำหรับการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization ในแต่ละยุคนั้นเรียกว่าแทบจะไม่มีสูตรตายตัว เพราะว่าแต่ละธุรกิจ แต่ละแบรนด์ มีการใช้ SEO ที่ไม่เหมือนกันเพียงแค่คล้ายๆ เท่านั้น แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือ SEO ต้องเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมผู้บริโภค หรือกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจะสื่อสาร ไม่สามารถทำ SEO สูตรเดิมได้ตลอดไป

แต่การทำ SEO บางทีก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ keyword ที่เราใช้ค้นหาอย่างเดียว จริงอยู่ว่าเมื่อก่อนนี้การทำ SEO ผ่านคำ keyword ต่างๆ จะช่วยให้การตลาดมีประสิทธิภาพขึ้น แต่ไม่ใช่สำหรับยุคนี้อีกต่อไป โดยสิ่งที่นักวิเคราะห์แนะนำเทคนิคการทำ SEO ที่ Google จะปลื้ม มีอยู่ 3 หลักการด้วยกัน ส่วนใหญ่มุ่งไปที่การวิเคราะห์พฤติกรรมของคนยุคนี้

โฟกัสที่การทำ ROI ไม่ใช่แค่วัดจากความถี่ของลูกค้า
สำหรับ SEO ในยุคนี้การให้ความสำคัญกับ traffic หรือความถี่ของการเข้าชมสินค้า/เว็บไซต์จากลูกค้ากลายเป็นสิ่งล้าหลัง ไม่ใช่ว่ามันไม่ work แล้วเพียงแต่ว่ามันมีประสิทธิภาพน้อย อีกทั้งยังไม่ยั่งยืนด้วย เพราะการที่ลูกค้า หรือกลุ่มผู้บริโภคจะเข้าเยี่ยมชมเราบ่อยๆ ไม่สามารถตัดสินได้ว่า สินค้าเราจะถูกซื้อ

ดังนั้น การลงทุนทำ SEO เพื่อเพิ่มปริมาณการเยี่ยมชม ธุรกิจหรือแบรนด์ควรปรับความคิดใหม่ และหันมาใช้ข้อมูลที่เข้ามาเป็นล้านๆ ทุกวันเพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อ

ธุรกิจส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ ‘Landing page’ คือ หน้าที่คนคลิกเข้ามาแล้วเห็นเรา เห็นแบรนด์เราตั้งแต่แรกเพื่อให้เกิดความประทับใจ แต่น้อยมากที่จะนึกถึงการสร้าง ‘Conversation’ การทำให้เกิดการพูดคุย พูดต่อปากต่อปาก

ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่า 100 คนเข้ามาในเว็บไซต์เรา เราจะเก็บข้อมูลแค่ตัวเลข 100 คน แต่เราไม่นึกต่อยอดว่า มีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้ 5 คน (ที่เยี่ยมชมเว็บไซต์นาน) เกิดความประทับใจ หรือแค่ 3 ใน 5 คนเปลี่ยนใจมาซื้อสินค้าเราได้ในที่สุด

จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมธุรกิจ นักการตลาด แบรนด์ ถึงหันมาให้ความสำคัญกับ Return on Investment (ROI) การวัดผลตอบแทนจากการลงทุน เพราะนอกจากจะยั่งยืนกว่า เกิดการพูดต่อ เกิดความประทับใจ ยังทำให้เราได้ข้อมูลลูกค้าสำหรับการวิเคราะห์ต่อมากขึ้นอีกด้วย (จาก Conversation บนโลกโซเชียลมีเดีย ฯลฯ)

ดังนั้น การที่แบรนด์หรือธุรกิจของเราเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง ก็เท่ากับว่าเราได้สร้างเนื้อหาแบบที่ google ชอบแล้ว ซึ่งจะทำให้ SEO ของเรามีประสิทธิภาพมากกว่าด้วย

แทนที่จะใช้ keyword เยอะๆ เราก็ใช้ first-party data แทน
บทความนี้ไม่ได้บอกว่าคำค้นหา หรือ keyword ต่างๆ ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป เพียงแต่ธุรกิจ หรือแบรนด์สามารถจัดการกับความรกของ keyword ได้ด้วยการแทนที่ข้อมูล first-party ซึ่งก็คือ ข้อมูลที่เรามีความเป็นเจ้าของ เพราะเราผู้เก็บรวบรวมเองจากกลุ่มผู้ใช้ หรือลูกค้าของเราเองโดยตรง

ดังนั้น เราเองจะรู้ดีที่สุดว่าสื่อสารแบบไหนถึงจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเราได้ เราก็สามารถหยิบข้อมูล first-party มาใช้ได้เลย ด้วยการระบุวิธี, แบรนด์, ชื่อเจ้าของบริษัท ฯลฯ แทนที่คำค้นหากว้างๆ
ยกตัวอย่างเช่น บทความแนะนำวิธีการดัดฟัน สำหรับ keyword จากที่เราอาจจะใช้คำว่า “Invisalign” (การจัดฟันแบบใส) หรือ รีเทนเนอร์ เพราะดูเป็นคำเฉพาะเจาะจง และภาษาทางเทคนิคมากเกินไป โดยเราสามารถแทนที่ด้วยคำง่ายๆ แค่ “การจัดฟัน” หรือ “ชื่อคลินิกที่เป็นลูกค้าเรา” หรือ “ชื่อทันตแพทย์ชื่อดังที่คนรู้จักเยอะ” (กรณีที่เป็นลูกค้าของเรา) เป็นต้น

จัดลำดับความสำคัญในการรักษา (ลูกค้าเก่า)
ว่ากันว่าการหาลูกค้าใหม่มักจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเสมอ และค่าใช้จ่ายนั้นๆ มากกว่าการรักษาลูกค้าเดิมถึง 5 เท่าตัว นั่นจึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมเรายังต้องลงทุนกับการสร้างคอนเทนต์ หรือทำให้หน้าเว็บไซต์น่าดึงดูดอยู่เสมอ ซึ่ง SEO ที่ดีไม่ใช่แค่การดึงดูดกลุ่มคนใหม่ๆ เข้ามา แต่ต้องทำให้ลูกค้าเดิมอยู่กับเราแบบ

อิทธิพลของ SEO ที่ดีในยุคนี้ ก็คือ การทำให้ทั้งกลุ่มเป้าหมายใหม่และกลุ่มเป้าหมายเดิมมีการค้นหาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น นอกจากการดีไซน์หน้าเว็บไซต์ที่ดี การรับฟังลูกค้าเสมอยังเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ต้องทำ ไม่ว่าจะอยู่ในยุคไหนก็ตาม

สิ่งหลักๆ ที่เราต้องรับฟังและอัพเดทอยู่ตลอด ก็คือ

พวกเขาต้องการรู้อะไร หรือกำลังหาอะไร
สิ่งที่จะทำให้พวกเขาผิดหวัง
อะไรบ้างที่พวกเขาไม่ชอบจากหน้าเว็บไซต์ของเรา
มีข้อมูลเฉพาะด้านไหนบ้างที่จะช่วยพวกเขาไขคำตอบได้
อะไร หรือเซกเตอร์ไหนที่พวกเขาใช้เวลานานกับมัน
มีปัจจัยอะไรที่จะทำให้พวกเขากลับมาเยี่ยมชมเราอีกครั้ง

ทำ SEO ช่วยให้ยอดขาย พุ่งได้ยังไง

ปฎิเสธไม่ได้เลยนะคะว่า ยุคปัจจุบันคือยุคแห่งข้อมูล เมื่อเราคิดจะซื้อสินค้าหรือบริการอะไรสักอย่าง เราจะเริ่มจากการค้นหาข้อมูลบน Google ก่อนเป็นที่แรก เมื่อจุดเริ่มต้นของ Customer Journey อยู่ที่นี่การ ทำ SEO จึงเป็นสิ่งที่ธุรกิจจะขาดไม่ได้เลยค่ะ

“80% ของผู้บริโภคยุคดิจิทัล ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการก่อนตัดสินใจซื้อ การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์จึงเป็นเรื่องพื้นฐานและจำเป็นสำหรับธุรกิจทุกประเภท”

SEO คืออะไร?
Search Engine Optimization หรือ SEO คือกระบวนการปรับปรุง จัดการ พัฒนาเว็บไซต์ของเรา เพื่อให้ได้รับการจัดอยู่ในลำดับต้น ๆ ของ Search Engine พูดง่าย ๆ คือทำให้เว็บไซต์ของเราติดหน้าแรกของ Google เวลาที่คนเสิร์ซค้นหานั่นแหละค่ะ

ทำไมต้อง ทำ SEO ?
การทำ SEO คือเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจมีตัวตนบนโลกออนไลน์

แล้วมันสำคัญยังไงกันล่ะ ?

อย่างที่บอกไปข้างต้นนะคะว่า ผู้บริโภคยุคดิจิทัลเริ่มต้นการซื้อสินค้าและบริการจากการค้นหาข้อมูลออนไลน์ ดังนั้นคุณจะต้องมั่นใจว่า ธุรกิจของคุณเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่พวกเขาเห็นเมื่อลูกค้ามองหา

มีข้อมูลที่น่าสนใจค่ะว่า บนหน้าแสดงผลการค้นหา (Search Results) คนเราจะเลือกคลิกเว็บไซต์ที่อยู่บนหน้าแรกมากกว่า 90%

นี่แหละค่ะคือเหตุผลว่าทำไมทุกธุรกิจจึงต้องการให้เว็บไซต์ของตัวเองติดหน้าแรก

ธุรกิจจะได้อะไรจากการ ทำ SEO?
1.เพิ่มผู้เข้าชมเว็บไซต์ นอกเหนือจากการซื้อโฆษณา (Increase Organic Traffic)
SEO เป็นเครื่องมือการตลาดที่จะช่วยให้ลูกค้าหาคุณเจอก่อนใครบนโลกออนไลน์ และเพิ่มผู้เข้าชมเว็บไซต์โดยไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณา เพียงแค่คุณจัดระเบียบเว็บไซต์ให้ Google เข้าใจและนำไปจัดลำดับได้ง่าย

และใช้คีย์เวิร์ดที่ตรงกับการค้นหา แค่นี้ Google ก็พร้อมที่จะแนะนำเว็บไซต์ของคุณบนการแสดงผลหน้าแรก

2. เพิ่มศักยภาพการแข่งขันเหนือคู่แข่ง
ยิ่งติดอันดับแรก ๆ บน Google ยิ่งมีโอกาสที่ลูกค้าจะเจอคุณ

รู้มั้ยคะว่า ทุก ๆ 1 อันดับที่เปลี่ยนแปลงไป มีผลต่อการคลิกสู่เว็บไซต์ (CTR) โดยเฉลี่ยถึง 30% และเว็บไซต์ที่ติดอันดับแรกมีการคลิกสูงกว่าลำดับที่ 10 ถึง 10 เท่า !

3. เพิ่มคุณภาพของผู้เข้าชมเว็บไซต์ (Quality Leads)
ประโยชน์ข้อนี้สำคัญมาก แค่เลือกคีย์เวิร์ดที่ถูกต้อง ก็ทำให้คุณภาพของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ดีขึ้นกว่าคนที่คลิกมาจากโฆษณา 12 เท่า เนื่องจากความตั้งใจ (intent)ของผู้ค้นหาที่มีความต้องการในสินค้าและบริการนั้น ๆ อยู่แล้ว

4. ลงทุนเพื่อสร้างผลลัพธ์ระยะยาว
การทำ SEO ไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์เพียงข้ามวัน แต่เป็นกระบวนการจัดระเบียบเว็บไซต์ที่อาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การจัดโครงสร้างเว็บไซต์ วิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่เหมาะสม สร้างคอนเทนต์ และสร้างลิงก์อ้างอิง (backlink) จึงเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา รวมถึงต้องมีการวิเคราะห์ผลลัพธ์ และปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง

แต่ข้อดีคือ เมื่อเว็บไซต์ของคุณติดอันดับแล้ว การดูแลเว็บไซต์เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ก็เพียงพอต่อการรักษาอันดับเว็บไซต์ในระยะยาวได้แล้ว

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ทำให้หลายธุรกิจเริ่มให้ความสนใจกับการทำ SEO กันมากขึ้น โดยทำควบคู่ไปกับโฆษณาออนไลน์อื่น ๆ เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

อยากทำ SEO ต้องเริ่มต้นอย่างไร?
หลายคนยังเข้าใจผิดว่า การทำ SEO คือ การเขียนคอนเทนต์ที่ประกอบด้วยคีย์เวิร์ดที่มีศักยภาพในการดึงดูดผู้เข้าชมเว็บไซต์ แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะการทำ SEO ยังรวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ การแก้ปัญญาทางเทคนิคของเว็บไซต์ให้ตอบสนองการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว และมีโครงสร้างพื้นฐานเว็บไซต์ที่ดี เพื่อให้ Google สามารถเข้าถึงองค์ประกอบของเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น เพื่อนำมาจัดอันดับ

นอกจากนี้ ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างเครือข่ายเว็บไซต์ ทำให้เว็บไซต์อื่นลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรา (Link Building) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้เว็บได้ และมีผลต่อการจัดอันดับด้วยเหมือนกัน

การเริ่มต้นทำ SEO โดยไม่มีทีม SEO specialist ของตนเองทำได้ยาก บริษัทส่วนใหญ่จึงเลือกใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง

เราก็มีบริการรับทำ SEO ด้วยเหมือนกันค่ะ สิ่งที่อยากแนะนำสำหรับธุรกิจที่ต้องการทำ SEO คือ ขอให้เริ่มต้นจากการเข้าใจสินค้าและบริการของตัวเอง รู้ว่าใครคือลูกค้าที่อยากจะโฟกัส และมีเป้าหมายธุรกิจชัดเจน

เพราะที่เราไม่ได้นำเสนอแพ็คเกจแบบเดียวกันให้กับลูกค้าทุกราย แต่เราออกแบบโซลูชันส์ที่ตอบโจทย์เป้าหมายของแต่ละธุรกิจโดยเฉพาะ

สิ่งที่เราทำไม่ใช่แค่เลือกคีย์เวิร์ดเท่านั้น แต่ลงลึกตั้งแต่การวิเคราะห์เว็บไซต์ เปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาด แล้วจึงนำมาออกแบบกลยุทธ์ SEO ที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าบริการ SEO ของเราสามารถสร้างผลตอบแทนให้คุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด

เช่น ธุรกิจร้านอาหารที่ต้องการเพิ่มยอดจองโต๊ะ หรือยอดสั่งซื้อสินค้าบนเว็บไซต์ เราก็ต้องวิเคราะห์ก่อนว่าใครคือคู่แข่งของคุณในตลาด แล้วเว็บไซต์ของคุณมีจุดอ่อน-จุดแข็งกว่าคู่แข่งอย่างไร แล้วจึงวางแผนใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ดังนั้นการทำ SEO ในความหมายของเรา จึงไม่ใช่การใช้คีย์เวิร์ดให้มากที่สุด แต่เป็นการสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

วิธีเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับ Google
Google มีชื่อเสียงใช้ปัจจัยการจัดอันดับมากกว่า 200 รายการ ดังนั้น คุณจึงต้องศึกษาความสัมพันธ์ ระหว่าง ปัจจัยต่าง ๆ กับการจัดอันดับของ Google อย่างเข้าใจ

Google จัดอันดับหน้า ไม่ใช่จัดอันดับเว็บไซต์
คุณสามารถจัดอันดับสำหรับคำหลักและหัวข้อต่าง ๆ ด้วยหน้าต่างๆ สำหรับเครื่องมือค้นหาที่มีผลต่อการจัดอันดับ และการมองเห็น

Crawlability
ก่อนที่ Google จะพิจารณาจัดอันดับเนื้อหาของคุณได้ Google ใช้หลายวิธีที่จะค้นพบเนื้อหาใหม่บนเว็บไซต์ แต่วิธีการหลัก คือการรวบรวมข้อมูล เป็นโครงสร้างของเว็บไซต์ที่เอื้อต่อการเก็บข้อมูลของ Search Engine

การรวบรวมข้อมูลเป็นสิ่งที่ Google ติดตามลิงก์ในหน้าเว็บไซต์
การทำเช่นนี้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Spider ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลของเว็บไซต์นั้นมาทำการวิเคราะห์ มาทำดัชนีของเว็บเพื่อใช้ในการ Search Engine

วิธีการคือ ครั้งต่อไปการรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์นั้นจะติดตามลิงก์นั้น เพื่อค้นหาหน้าแรกของเว็บไซต์ของคุณและจะเพิ่ม ไปยังดัชนี จากนั้นพวกเขาจะรวบรวมข้อมูลลิงก์ในหน้าแรกของคุณเพื่อค้นหาหน้าอื่น ๆ ในเว็บไซต์ของคุณ

โปรแกรมการรวบรวมข้อมูลของ Google 
การเชื่อมต่อภายในที่ไม่ดี: Google อาศัยลิงก์ภายใน เพื่อรวบรวมข้อมูลทุกหน้าในเว็บไซต์ เพจที่ไม่มี ลิงก์ภายในมักจะไม่ได้รับการรวบรวมข้อมูล
ลิงก์ภายในที่ไม่ได้ติดตาม: ลิงก์ภายในที่มีแท็ก nofollowจะไม่ถูกรวบรวมข้อมูลโดย Google หน้าเว็บที่ไม่มีดัชนี: คุณสามารถยกเว้นหน้าเว็บจากดัชนีของ Google โดยใช้เมตาแท็ก noindex หรือ ส่วนหัว HTTP หากหน้าอื่น ๆ ในเว็บไซต์ของคุณมีลิงก์ภายในจากหน้าเว็บที่ไม่มีดัชนีแสดงว่ามีโอกาสที่ Google จะไม่พบหน้าเหล่านั้น
บล็อกใน robots.txt: Robots.txt เป็นไฟล์ข้อความที่บอก Google ว่าสามารถใช้งานได้และ ไม่สามารถไปที่เว็บไซต์ของคุณได้ หากหน้าเว็บถูกปิดกั้นที่นี่หน้านั้นจะไม่สามารถรวบรวมข้อมูลได้
หากคุณกำลังกังวลเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้บนเว็บไซต์ให้พิจารณาการทำงาน SEO ใช้วิธีตรวจสอบด้วย เครื่องมือ เช่น Ahrefs เว็บไซต์ตรวจสอบ

เป็นมิตรกับมือถือ Mobile friendly
การค้นหาของ Google 63% มาจากอุปกรณ์เคลื่อนที่และมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี จากสถิติ ในปี 2559 Google ประกาศ การจัดอันดับสำหรับเว็บไซต์ที่เหมาะกับอุปกรณ์พกพาในผลการค้นหาบนมือถือ Google ยังเปลี่ยนเป็นการจัดทำดัชนีสำหรับมือถือเป็นครั้งแรก ในปี 2561 ซึ่งหมายความว่าตอนนี้พวกเขาจะใช้หน้า เวอร์ชันมือถือของคุณเพื่อจัดทำดัชนีและจัดอันดับ

สิ่งสำคัญ Google ต้องการให้ผู้ใช้พึงพอใจมากที่สุด หน้าเว็บที่ไม่ได้รับการปรับให้เหมาะกับมือถือนำไปสู่ความ ไม่พอใจ และแม้ว่าคุณจะจัดอันดับและชนะคลิกคุณสามารถตรวจสอบว่าหน้าเว็บของคุณเหมาะกับอุปกรณ์พกพา ด้วยเครื่องมือทดสอบที่เหมาะกับอุปกรณ์พกพา หากไม่ใช่ให้ทำการแก้ไข

Pagespeed คือ ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บของคุณ เป็นปัจจัยการจัดอันดับในเดสก์ท็อปและโทรศัพท์มือถือ
Google ต้องการให้ผู้ใช้พึงพอใจ หากผู้ใช้คลิกที่ผลการค้นหาที่ใช้เวลาในการโหลดนานเกินไปจะนำไปสู่ความไม่พอใจ หากต้องการตรวจสอบความเร็ว ของหน้าเว็บของคุณให้ใช้ เครื่องมือของ Google PageSpeed Insights เพื่อตรวจสอบหน้าเว็บที่โหลดช้าทั่วทั้งไซต์ของคุณ

Google ค้นหาข้อความและแสดงผลลัพธ์ที่ผู้ใช้ต้องการ ด้วยเจตนาการค้นหาในการดำเนินการ เพิ่มประสิทธิภาพ

ดูหน้าอันดับต้น ๆ และถามคำถามตัวเอง เพื่อระบุเจตนาการค้นหา 3 C คือ

ประเภทเนื้อหา (Content type): ส่วนใหญ่ของบล็อกโพสต์ผลลัพธ์หน้าผลิตภัณฑ์หน้าหมวด หมู่หน้าที่เชื่อมโยงไปถึงหรืออย่างอื่นหรือไม่
รูปแบบเนื้อหา (Content format): Google จัดอันดับคู่มือวิธีบทความบทความแบบฝึกหัดการ เปรียบเทียบชิ้นส่วนความคิดเห็นหรือสิ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงหรือไม่?
(หมายเหตุอันนี้ใช้กับหัวข้อที่ให้ ข้อมูลเป็นหลัก)

มุมเนื้อหา (Content angle): มีชุดรูปแบบทั่วไปหรือจุดขายที่ไม่ซ้ำกันในหน้าการจัดอันดับด้านบน หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจสิ่งที่อาจมีความสำคัญต่อผู้ค้นหา
Backlink หรือ ลิงก์ย้อนกลับ
ขั้นตอนวิธีการจัดอันดับของ Google จะขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า PageRank จะเห็นได้ว่า ลิงก์ย้อนกลับเป็นคะแนน โดยทั่วไป แล้วหน้าเว็บที่มีคะแนนโหวตมากกว่าจะมีอันดับสูงกว่า เกิดจากความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างโดเมนอ้างอิง (ลิงก์จากเว็บไซต์ที่ไม่ซ้ำ) และปริมาณการค้นหาทั่วไป

ลิงก์ย้อนกลับมีความสำคัญในการอันดับ มีกลยุทธ์การสร้างลิงค์มากมาย แต่สำหรับมือใหม่ ควรสร้างลิงค์ไปยังเนื้อหาที่ ให้ข้อมูลที่ดีที่สุดของคุณ เช่น โพสต์บล็อกหรือเลือกใช้เครื่องมือฟรี

Authority
Google หยุด ให้คะแนน PageRank ในปี 2559 หมายความว่าไม่สามารถดูว่า“Authority” หน้าเว็บมี จำนวนเท่าใดในสายตาของ Google

การจัดอันดับ URL จะทำงานในระดับ 0-100 และคำนึงถึงปริมาณและคุณภาพของลิงก์ย้อนกลับไปยังหน้าเว็บ ความสัมพันธ์ระหว่าง UR และปริมาณการค้นหาทั่วไปจะพบความสัมพันธ์เชิงบวกที่ชัดเจน เมื่อสร้างลิงก์ย้อนกลับ ไปยังเนื้อหา คุณควรจัดลำดับความสำคัญในการสร้างลิงก์จากหน้าเว็บที่แข็งแกร่งมากกว่าหน้าเว็บที่อ่อนแอ การวิเคราะห์หน้าคู่แข่งสำหรับโอกาสลิงก์ย้อนกลับ ก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำเช่นนี้

หากคุณต้องการเพิ่ม “Authority“ ของหน้าใดหน้าหนึ่งและกำลังพยายามสร้างลิงก์ย้อนกลับไปยังหน้านั้นให้ลอง เพิ่มลิงก์ภายในที่เกี่ยวข้องจากหน้าเว็บที่มีสิทธิ์ระดับสูงอื่น ๆ หากต้องการดูหน้าที่มีอำนาจมากที่สุดของคุณให้ตรวจสอบรายงานจาก SEO tools ต่างๆได้เข่นกัน

กลยุทธ์นี้เสนอวิธีที่ดีในการเพิ่ม “อำนาจ” ของหน้าเว็บด้วยมูลค่าทางการค้า เช่น หน้าผลิตภัณฑ์ คุณมักจะพยายาม สร้างลิงก์ย้อนกลับไปยังหน้าเหล่านั้นโดยตรง

Content quality
คุณภาพของเนื้อหา Google ต้องการจัดอันดับผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือและมีประโยชน์ที่สุดเสมอ เพื่อแสดงให้เห็นถึง สิ่งสำคัญเหล่านี้ เช่น ความเชี่ยวชาญ , มีอำนาจ และความน่าเชื่อถือ คุณสามารถทำได้เพื่อเพิ่มคุณภาพ การรับรู้ เนื้อหาของคุณได้ดังนี้

การทำ SEO CONTENT

ยึดระดับการอ่านระดับที่ 7 หรือระดับ 8 คนอเมริกันส่วนใหญ่ อ่านในระดับนี้
ใช้ประโยคและย่อหน้าสั้น ๆ นี่คือเนื้อหาของเว็บไซต์ ไม่ใช่เรียงความ
เชื่อมโยงไปยังทรัพยากรที่มีประโยชน์ที่เหมาะสม ไม่ต้องกังวลกับการสะสม PageRank มุ่งหวัง ที่จะทำให้เนื้อหาของคุณมีคุณค่าต่อผู้เข้าชมมากที่สุด
หลีกเลี่ยงข้อความขนาดใหญ่ สร้างสรรค์ด้วยรูปภาพ คำพูด ฯลฯ มุ่งหวังที่จะทำให้เนื้อหาของคุณ สามารถอ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น
ดูผลการค้นหาสำหรับคำหลักเป้าหมายของคุณ เพื่อดูว่ามีความสดใหม่ เป็นปัจจัยอันดับที่สำคัญหรือไม่ เพื่อเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม Google จะพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น ตำแหน่งที่ตั้ง ประวัติการค้นหา และการตั้งค่า การค้นหา เพื่อปรับผลลัพธ์ของคุณให้ตรงกับสิ่งที่มีประโยชน์ และเกี่ยวข้องมากที่สุดในช่วงเวลานั้น

นี่คือการจัดอันดับของเราสำหรับ “การตรวจสอบ SEO” ในปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการดีกว่าที่จะให้ความ สำคัญกับทราฟฟิกออร์แกนิกมากกว่าอันดับ คุณสามารถทำเช่นนี้กับเครื่องมือการวิเคราะห์ เช่น Google Analytics

การรู้ว่าเครื่องมือค้นหาทำงาน และคุณสมบติที่ใช้ในการจัดอันดับเนื้อหามีความสำคัญอย่างไร ช่วยให้คุณสามารถ สร้างเนื้อหาที่จัดอันดับได้ อัลกอริทึม เป็นเครื่องมือค้นหาที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและไม่การันตีได้ในระยะยาว แต่ปัจจัยต่าง ๆ เช่น Backline (ลิงก์ย้อนกลับ) Authority และความตั้งใจในการค้นหา คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด สำหรับใครที่มองหา เอเจนซี่ รับทำ SEO ก็อาจจะต้องดูให้ชัวร์ เพราะวิธีทำ SEO มันก็มีข้อเสียได้เช่นกัน ถ้าผู้ทำ ทำด้วยไม่ห่วงความปลอดภัยของ website หรือทำการ spam link ก็จะทำให้ google แบน website ของเราไปด้วยก็ได้

Tagged :

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *