โดยทั่วไป คุณพ่อคุณแม่หลายคน อาจคิดว่าควรเริ่มต้นฝึกให้ลูกมี นิสัยรักการอ่าน เมื่อลูกอ่านเขียนหนังสือได้แล้วเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วเด็ก ๆ มักจะซึมซับนิสัยรักการอ่านจากการเลี้ยงดูได้ตั้งแต่ยังไม่รู้ความ อีกทั้งการอ่านยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม มาดูกันว่าเคล็ดลับสร้างนิสัยรักการอ่านให้ลูกน้อยมีอะไรบ้าง

ประโยชน์ของการอ่าน

พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กเติบโตจนรู้เรื่องราวจึงจะฝึกการอ่านให้ เหมือนที่สามารถพูดคุยหรือร้องเพลงให้ฟังแม้เด็กจะไม่เข้าใจความหมายก็ตาม เพราะเด็กเล็กจะค่อย ๆ เรียนรู้จากสิ่งที่ผู้ใหญ่ป้อนให้ ซึ่งการอ่านหนังสือนิทานรูปภาพให้เด็กฟังก็เป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดพัฒนาการและยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนี้

เสริมทักษะการพูด

ทารกจะจดจำลักษณะการออกเสียงต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการพูดได้ตั้งแต่ในปีแรก ดังนั้น ยิ่งได้ซึมซับการอ่านออกเสียงและคำศัพท์จากพ่อแม่มากเท่าไร เด็กก็จะยิ่งเลียนแบบและพูดได้ดีขึ้นเท่านั้น

เพิ่มทักษะการฟัง การจำ และเพิ่มคลังคำศัพท์

เด็กที่พ่อแม่พูดคุยด้วยหรืออ่านหนังสือให้ฟังบ่อย ๆ จะรู้คำศัพท์มากกว่าเด็กที่พ่อแม่ไม่ได้อ่านหนังสือให้ฟัง และมีแนวโน้มจะมีทักษะการอ่านในช่วงเวลาที่เหมาะสมตามพัฒนาการ

กระตุ้นทักษะด้านสังคม อารมณ์ และการคิด

เด็กเล็กจะรับรู้ถึงอารมณ์ต่าง ๆ ที่พ่อแม่สื่อออกมาผ่านการใช้เสียงที่แตกต่างกันไป ซึ่งช่วยให้เกิดการเรียนรู้และคุ้นเคยกับการสื่อสาร อีกทั้งการอ่านยังกระตุ้นให้เด็กได้มองหรือชี้รูปภาพและตอบคำถาม ทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านทักษะทางสังคมและทักษะการคิดมากขึ้น

ลูกน้อยรักการอ่าน
ลูกน้อยรักการอ่าน

ช่วยให้เด็กเข้าใจสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น

ตัวเลข ตัวอักษร สี และรูปร่างต่าง ๆ เป็นการอ่านให้เด็กฟังเป็นการปูแนวทางให้เด็กทำความเข้าใจเกี่ยวกับ อย่างสนุกสนาน และยังช่วยให้เกิดการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวด้วย

เลือกประเภทหนังสือให้เหมาะสมกับช่วงวัยของทารก

พ่อแม่ควรเลือกหนังสือให้เหมาะสมกับวัยของลูก ดังนี้ เด็กทารกในช่วงอายุ 1 ปีแรกนั้นมีพัฒนาการที่รวดเร็ว โดยเด็กจะมีความสนใจและเกิดการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

เคล็ดลับเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านให้ลูกน้อย

เด็ก ๆ จะติด นิสัยรักการอ่าน ก็ต่อเมื่อรู้สึกมีความสุขที่ได้อ่าน ไม่ใช่การบังคับฝืนใจ พ่อแม่จึงควรทำให้การอ่านกลายเป็นเรื่องที่เพลิดเพลินสำหรับเด็กเสมอ โดยสามารถลองทำตามเคล็ดลับดังต่อไปนี้

นอกจากนี้ พ่อแม่ควรจำกัดการใช้เวลากับหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ ของเด็กด้วย เพราะมีส่วนทำให้เด็กมีสมาธิสั้นและขาดปฏิสัมพันธ์ต่อผู้อื่น โดยแพทย์แนะนำว่าไม่ควรให้เด็กอายุน้อยกว่า 24 เดือน ดูทีวีหรือสื่อจากอุปกรณ์ดิจิทัลใด ๆ ยกเว้นแต่เมื่อเป็นการพูดคุยทางวิดีโอที่มีการโต้ตอบจากอีกฝ่าย ส่วนเด็กอายุ 2-5 ปี ควรกำจัดการดูเพียงวันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งต้องมีผู้ใหญ่นั่งดูด้วยกันและคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับพฤติกรรมของตัวละครหรือตัวการ์ตูนที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ด้วยหนังสือภาพแบบเดิมนั้นจัดว่าดีที่สุดสำหรับเด็ก ซึ่งพ่อแม่ควรชักชวนให้เด็กทำกิจกรรมสันทนาการด้วยกันมากกว่าใช้เวลาอยู่กับหน้าจอ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *