เลือกสีทาบ้าน NATURAL COLOR ช่วยลดโลกร้อน ไร้สารก่อมะเร็ง!


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพฤติกรรม การใช้ชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน และเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งหากสูดดมเข้าไปในปริมาณสูง จะทำให้เกิดอาการหายใจติดขัด ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นคืออาการขาดอ๊อกซิเจน ทำให้ปวดศีรษะ ความดันสูง และมีอัตราการเต้นของหัวใจที่สูงขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว นอกจากหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดโลกร้อนแล้ว การออกแบบบ้านที่เหมาะสม ก็มีส่วนช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้เช่นกัน พี่เข้มีเทคนิคการออก แบบบ้านประหยัดพลังงาน ที่ช่วยลดโลกร้อน และปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยมาแนะนำ โดยต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

เลือกทิศทางที่เหมาะสม

ควรเลือกสร้างบ้านที่หันไปทางทิศเหนือ หรือทิศใต้ เนื่องจากเป็นทิศที่มีลมเข้าออกตลอดเวลา ช่วยให้ภายในบริเวณบ้านเย็นสบาย อากาศปลอดโปร่ง ไม่มีปัญหาบ้านร้อนอบอ้าว ทำให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า อาทิ พัดลม หรือเครื่องปรับอากาศ ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน

ใช้กระเบื้องดินเผามุงหลังคา

การใช้กระเบื้องดินเผามุงหลังคาจะช่วยกันความร้อน ทำให้ภายในบ้านเย็นสบาย ไม่ต้องเปิดพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา

เลือกรูปทรงหลังคาที่เหมาะสม

แนะนำให้เลือกหลังคาทรงหน้าจั่ว ทรงปั้นหยา หรือหลังคามะนิลา เนื่องจากช่วยกันความร้อนเข้าสู่ภายในบริเวณบ้านได้ดี

ออกแบบรั้วบ้านให้เหมาะสม

รั้วบ้านควรออกแบบให้มีความโปร่ง เพื่อช่วยให้ลมพัดผ่านเข้ามาภายในบริเวณบ้านได้ดี ไม่ก่อให้เกิดปัญหาบ้านร้อนอบอ้าวตามมาภายหลัง

เลือกวัสดุของแต่งบ้านที่เหมาะสม

ของแต่งบ้านที่เป็นหนังแท้ หรือหนังเทียม มีส่วนนำความร้อนเข้ามาในบ้าน  ออกแบบบริเวณบ้าน เพราะฉะนั้นแนะนำให้เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นวัสดุผ้า เนื่องจากดูดซับความชื้นได้ดีกว่า

เลือกหน้าต่างบานใหญ่

แนะนำให้เลือกหน้าต่างที่มีขนาดใหญ่ ลมจะได้พัดผ่านเข้ามาในบ้านสะดวก รวมถึงมีแสงสว่างที่เพียงพอ เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในบ้าน

ปลูกต้นไม้ภายในบ้าน

การปลูกต้นไม้ภายในบ้านนอกจากให้ความรู้สึกได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้ภายในบริเวณบ้านมีความร่มรื่น และเย็นสบายอีกด้วย

เลือกสีทาบ้านที่เหมาะสม

ก่อนจ้างสถาปนิกให้ออกแบบบ้าน

การเลือกสีทาบ้านที่เหมาะสมมีส่วนช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้ดีเช่นกัน โดยกลุ่มสี NATURAL COLOR สีจากจระเข้ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ โดยมี Lime Base ที่ช่วยลดการเกิดปัญหาโลกร้อน โดยการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในเวลาแห้งตัว อีกทั้งไม่มีกลิ่นสารระเหย (NON VOCs) ไร้สารก่อมะเร็ง (Formaldehyde) และมีสัญลักษณ์ JORAKAY GREEN PRODUCTS ที่ผ่านมาตรฐานตามการประเมินอาคารเขียวในระดับสากล ได้รับการทดสอบว่ามีค่า VOCs ต่ำ หรือไม่มีเลยในบางผลิตภัณฑ์ (NON VOCs) ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง และเลือกใช้วัตถุดิบที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่มีกลิ่นฉุน สามารถเข้าอยู่ได้ภายใน 24 ชั่วโมง

5 เทคนิคออกแบบบ้านให้เหมาะกับประเทศร้อนชื้น

5 เทคนิคออกแบบบ้านให้เหมาะกับประเทศร้อนชื้น สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ติดกับประเทศพม่า และประเทศลาว ติดกับทะเล จึงทำให้ประเทศไทยมีอากาศร้อนชื้นเกือบทั้งปี นอกจากนี้ยังได้รับอิทธิพลความหนาวจากจีนไล่จากพม่า ลาวลงมาที่ไทย ทำให้ประเทศไทยมี 3 (ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว) ดังนั้นบ้านของเราก็ควรที่จะ ออกแบบบ้าน ให้เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นและฤดูต่าง ๆ ของประเทศเราด้วย วันนี้เราจึงมีเทคนิคดี ๆ ที่จะช่วยใน การออกแบบบ้าน

สำหรับลักษณะของบ้าน เราควรเลือกแบบบ้านที่ โปร่งโล่ง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของอากาศทำให้บ้านไม่ร้อนมาก ควรมีหน้าต่างและประตู ช่วยระบายอากาศด้านในบ้านและรับอากาศภายนอก จะช่วยให้บ้านไม่มีกลิ่นอับอีกด้วย หากบ้านติดกับถนนควรยกพื้นสูงขึ้น เป็นการป้องกันพื้นทรุดจากการวิ่งของรถยนต์ รวมถึงป้องกันอันตรายจากสัตว์มีพิษที่มักจะมาในฤดูฝนกับฤดูหนาว และเพื่อป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝน ได้อีกด้วย

  • โทนสีบ้าน

โทนสีบ้านที่เหมาะกับประเทศร้อนชื้นแบบประเทศไทย ควรเลือกใช้เป็นสีโทนอ่อนไม่ควรใช้สีเข้ม เพราะสีเข้มจะทำให้ตัวบ้านดูดความร้อน ทำให้ตัวบ้านร้อนขึ้น สีบ้านก็จะหลุดก่อนถึงเวลา และอาจจะทำให้คุณต้องเสียค่าบำรุงรักษาบ้านเพิ่มได้

  • การเลือกใช้วัสดุ

สำหรับการเลือกวัสดุในการสร้างบ้านหรือออกแบบบ้าน คุณควรเลือกวัสดุที่ทนต่อความร้อนและความชื้นได้สูง อาทิเช่น เลือกเสาบ้านเป็นแบบเสาปูนเสริมเหล็กแทนที่จะใช้เสาไม้ จริงอยู่ที่ในอดีตคนไทยนิยมสร้างบ้านด้วยไม้ แต่ในปัจจุบันนี้ ไม้มาราคาสูง จึงหันมาใช้เสาปูนเสริมเหล็กแทน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้าน หรือ เลือกใช้หลังคาเมทัลชีทบุฉนวนกันร้อน นอกจากป้องกันความร้อนได้แล้วยังป้องกันหลังคารั่วด้วย

  • ทิศของบ้าน

การออกแบบบ้านให้หันไปทิศต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการหันหน้าบ้านหรือตัวบ้านไปในแต่ละทิศ จะให้ประโยชน์ที่ต่างกันออกไป เช่น ทิศใต้เป็นทิศที่แดดส่องตลอดทั้งปี เหมาะจะใช้เป็นหลังบ้านและลานอเนกประสงค์ จะช่วยให้ตากผ้าได้แห้งหรือปลูกต้นไม้ เป็นต้น

  • การตกแต่งบ้าน

การออกแบบบ้านและการตกแต่งบ้าน ไม่ควรตกแต่งให้เฟอร์นิเจอร์ขวางทางลม หรือ วางสิ่งของขวางทางลมที่จะผ่านหน้าต่างและประตู เพราะจะทำให้ระบายอากาศได้น้อยลง

หลายๆ คนที่กำลังมองหาสถาปนิกเพื่อมาช่วยออกแบบบ้านให้ ก็อาจจะมีข้อสงสัยว่าเราจะต้องคุยกันแบบไหน เพื่อให้สถาปนิกที่ทำงานด้วยเข้าใจสิ่งที่เราต้องการ ทั้งด้านการออกแบบบ้านให้เป็นไปตามที่เราฝันไว้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และที่สำคัญคืออยู่ในงบประมาณที่เราตั้งเอาไว้ด้วย วันนี้เรามี 5 วิธีง่ายๆ

เมื่อเราซื้อบ้านหรือคอนโดหรืออสังหาฯ เป็นของตัวเองแล้ว ก็ต้องการที่จะตกแต่งให้สวยงามตามที่เราต้องการใช่มั๊ยครับ ทีนี้เราก็ต้องจ้างสถาปนิก เพื่อให้เขาออกแบบให้เรา เราก็จะเห็นภาพรวมของบ้านเราทั้งหมด แต่กว่าจะหาสถาปนิกได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แถมระยะเวลาในการตกแต่งบ้านก็กินเวลาไปหลายเดือน ดังนั้นถ้าเราจะเลือกสถาปนิกที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของเรา คุยง่าย สามารถปรับเปลี่ยนหรือครีเอทบ้านของเราได้ดี ก็จะทำให้เราแฮปปี้ตั้งแต่เริ่มงาน ไม่ต้องมานั่งปวดหัวแก้ปัญหาต่างๆ ให้เสียเวลา โดยวันนี้เราแบ่งอออกเป็น 5 วิธีในการเตรียมตัวก่อนจะจ้างสถาปนิกให้ออกแบบบ้าน จะมีอะไรบ้างไปดูกัน

ขั้นแรกต้องเริ่มจากหาผู้ออกแบบที่ตรงใจเราก่อน อาจจจะสอบถามจากคนรู้จัก หรือหาทางออนไลน์ โดยดูผลงานที่สถาปนิกเคยออกแบบว่าเป็นแนวที่เราชอบมั้ย มีการรีวิวของลูกค้าที่พอใจกับผลงานรึเปล่า

Tips : ให้ลองหาสถาปนิกหรือทีมผู้ออกแบบหลายๆ เจ้า แล้วลองทักไปคุย สอบถามแนวทางการทำงานและการออกแบบของสถาปนิกเบื้องต้นว่าเป็นไปในแนวทางที่เราคิดไว้หรือไม่ เพราะสถาปนิกแต่ละคนจะมีแนวการออกแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งรสนิยมและสไตล์ความชอบที่แตกต่างกันของสถาปนิกผู้ออกแบบนั้นเองที่จะทำให้เราเลือกสถาปนิกที่ตรงใจและคุยกันรู้เรื่องมากที่สุด

บอกความต้องการให้กับสถาปนิกทราบ ไม่ว่าจะเป็นสีหรือสไตล์ที่ชอบ ถ้าไม่แน่ใจให้ลองปรึกษากับทางสถาปนิกผู้ออกแบบดู ว่ามีแนวทางการออกแบบให้อย่างไรบ้าง ซึ่งสถาปนิกส่วนใหญ่จะใช้วิธีดูจากช่วงอายุ ไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้านและผู้อยู่อาศัยเป็นหลักหรือที่สถาปนิกเรียกว่า “User” นั่นเอง วิธีนี้อาจจะช่วยให้ได้ไอเดียการออกแบบที่ดีกว่าที่คิดไว้ก็ได้ครับ

Tips : บอกความชอบสไตล์เท่าที่พอจะนึกได้ เช่น ชอบแบบ minimal, classic, contemporary เป็นต้น หรือต้องการในการใช้วัสดุแบบไหน เช่น ไม้, ปูนเปลือย, เหล็ก เป็นต้น หรืออาจจะหาภาพตัวอย่างที่ชอบเพื่อเป็นแนวทางการออกแบบ อีกจุดสำคัญคือแนะนำว่าอย่าบอกว่าให้สถาปนิก Copy งานตามรูป เพราะจะทำให้บ้านของคุณไม่แตกต่างจากคนอื่นอีกทั้งยังทำให้ลดความคิดสร้างสรรค์ของสถาปนิกผู้ออกแบบอีกด้วย

ด้วยสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันทำให้เราต้องใช้จ่ายอย่างระวัดระวัง มีการจำกัดงบประมาณค่าก่อสร้างและค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งเงื่อนไขคลาสสิกของผู้ว่าจ้างหรือ “User” ก็คือ อยากได้การออกแบบที่สวย ได้วัสดุที่ดี ในราคาถูก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันให้เข้าใจทั้งกับผู้ออกแบบและผู้รับเหมาตั้งแต่เริ่มแรก ให้ลองตีงบคร่าวๆ ไว้ในใจก่อน และถ้าไม่แน่ใจว่าจะประมาณงบเท่าไรดี ให้สอบถามทางสถาปนิกถึงราคาค่าก่อสร้างดูครับ โดยปกติจะคิดเป็นราคาต่อ ตร.ม. ซึ่งส่วนมากการประมาณราคาจะบวกลบประมาณ 5-10%

Tips : แนะนำให้เตรียมรูปแบบหรือวัสดุคร่าวๆ ที่อยากจะใช้เพื่อที่ทางสถาปนิกจะช่วยหา Option ของวัสดุที่เหมือนหรือใกล้เคียงในราคาที่ถูกลง ช่วยให้การคำนวนราคากลางของวัสดุง่ายและแม่นยำขึ้นอีกด้วย

สอบถามทางสถาปนิกผู้ออกแบบให้กำหนดกรอบเวลาการทำงาน ทั้งการออกแบบและการก่อสร้างว่าจะใช้เวลาเท่าไร เนื่องจากสถาปนิกมีความจำเป็นต้องใช้เวลาในการวางแผนและออกแบบงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ว่าจ้างหรือ User บางทีการวางแผนและออกแบบที่กินเวลามากกว่าปกติสักหน่อย แต่แบบที่ออกมาชัดเจน คำนวนวัสดุไม่ขาดไม่เกิน ปัญหาหน้างานน้อย ก็จะช่วยลดระยะเวลาในการก่อสร้าง ทำให้งบประมาณการก่อสร้าง งบการจ้างคนงานลดลงตามไปด้วย

Tips :  ในขั้นตอนการออกแบบสามารถคุยระยะเวลาว่าสามารถแก้แบบว่าได้จำนวนกี่ครั้ง แก้กี่ครั้งคิดเงินเพิ่มเท่าไหร่ และ ควรมีสัญญาการก่อสร้าง  ว่าแต่ละงวดงานเป็นอย่างไรบ้าง ต้องจ่ายแต่ละงวดเท่าไหร่ แล้วถ้าเสร็จไม่ตามเวลาก็ต้องมีค่าปรับ เป็นต้น

+ There are no comments

Add yours