เผย 14 เทคนิคแต่งบ้าน รู้แล้วแต่งบ้านเองได้ ไม่สิ้นเปลือง


แบบบ้านสำเร็จรูป

ไม่ว่าคุณกำลังคิดจะแต่งห้องไหน ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องน้ำ หรือว่า ห้องครัว สิ่งสำคัญที่ต้องนึกถึง นอกจากเรื่องของ สไตล์ แล้ว ยังมี เรื่อง ของ ความสมดุล ด้วย ห้องที่ได้รับการตกแต่ง อย่าง ลงตัว จะทำให้เรารู้สึก ผ่อนคลาย ออกแบบภายใน สบาย แต่หาก ห้อง มีความเยอะ หรือ รกเกิน ไป จะส่ง ผลในทางตรงกัน ข้าม หลายคนต้องให้ มันฑนากร หรือนักออกแบบตกแต่งภายใน มาเป็นคนแต่งบ้าน หรือแต่งห้องให้ เพราะพวกเขามีความเชี่ยวชาญและเลือกสรรได้ลงตัว แต่ถ้าหากคุณทราบ 15 เทคนิค ที่พวกมัณฑนากรไม่เคยบอกคุณ ดังต่อไปนี้การแต่งห้องของคุณจะเป็นเรื่องง่าย และลงตัวขึ้นอีกเยอะ

1.ให้ความสำคัญเรื่องแสงและสี : เพดาน หรือฝ้าที่มีสีเข้ม ไม่ว่าจะเป็นไม้ หรือเป็นการทาสีเข้มก็ตาม ส่งผลกระทบต่อห้องทั้งห้อง สีเพดานที่เหมาะที่สุด คือสีขาว เพราะสีขาวนั้นสะท้อนแสง ทำให้ห้องดูสว่าง และกว้าง สีครีม สีมินท์ หรือเหลืองอ่อน ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน หากไม่ต้องการใช้สีขาว

2.สีเข้ม และสีโทนอุ่น สามารถใช้เป็นทางเลือกได้ : พวกนักออกแบบจะใช้สีเข้มเพื่อทำให้ห้องดูหรูหรา และดูมีความลึกได้ ดังนั้น สีน้ำเงินเข้ม สีถ่าน ก็เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยม สำหรับการนำมาใช้ในห้องที่ต้องการความรู้สึกว่าเป็นห้องของผู้มีบารมี

3.อย่าเอาของรกๆ ไปเก็บไว้ในโรงรถหรือใต้บันได : ของที่ไม่จำเป็นแล้วให้เอาออกไป ไม่ควรเสียดายแล้วเก็บเอาไว้ในส่วนที่เราอยู่อาศัย เพราะทำให้รก ดูไม่สะอาดตา แถมยังเปลืองพื้นที่

4.ควรให้มีพื้นที่ว่างบ้าง : ทุกที่ ทุกมุม ไม่จำเป็นต้องมีเฟอร์นิเจอร์ นักแต่งบ้านส่วนมากมักจะเลือกเฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์ที่ใช้งานได้หลายอย่าง เพื่อทำให้บ้านมีพื้นที่ว่างบ้าง

5.ใช้มู่ลี่ปรับแสงที่หน้าต่าง : การใช้มู่ลี่ ทำให้เราสามารถปรับแสงที่จะส่องผ่านเข้ามาในบ้านให้เหมาะสมได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นเช้า กลางวัน หรือกลางคืน

6.ใช้พรม : สำหรับพื้นหินอ่อน พื้นไม้ หรือพื้นวัสดุอื่น ๆ ที่มีผิวเรียบลื่น ยิ่งบ้านที่อยู่ในสภาพอากาศเย็น พรมจะช่วยให้อุ่นขึ้น

7.ในครัวให้มีแสงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ : ไม่ว่าจะเป็นครัวขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ มีอุปกรณ์มากหรือน้อย ก็ต้องทำให้มีแสงสว่างมากที่สุด ความสว่างต้องมากพอที่จะทำให้เราทำอาหารในเวลากลางคืนได้

8.ทำให้ห้องดูมีเพดานสูง : วิธีการนี้ ไม่ยากอย่างที่คิด แค่ทาสีเพดานด้วยเฉดที่ต่างจากผนัง จะทำให้สัดส่วนของห้องดูเปลี่ยนไป นอกจากนี้ การห้อยโคมไฟลงมาจากเพดาน ก็ทำให้ห้องดูน่าสนใจขึ้น หรืออาจจะใช้ชั้นวางหนังสือ ติดผนัง ติดรูป ติดกระจก หรือใช้ม่านช่วย ก็สามารถจะทำให้ห้องดูสูงขึ้นได้เช่นกัน

9.หัวเตียงเป็นวัสดุที่เป็นของแข็ง : หัวเตียงไม้นั้นตามหลักฮวงจุ้ยบอกว่าดีมาก เพราะช่วยรองรับพลังบวกในขณะที่เรานอน การมีหัวเตียงที่แข็งแรง ก็เป็นการรองรับการนอนที่ดีไม่ต่างจากการนั่ง ที่ต้องการพนักเก้าอี้ที่ดีเช่นกัน

10.เครื่องนอน ควรจะเป็นโทนสีหวาน หรือสีพาสเทล : ในเมื่อเราต้องทำภาระกิจต่าง ๆ มากมายในช่วงกลางวัน การนอนจึงสำคัญมาก เราควรนอนในที่ปลอดภัย สีโทนหวานเช่น ม่วงอ่อน เขียวอ่อน ชมพูอ่อน สีฟ้า หรือโทนอ่อนอื่น ๆ รวมทั้งโทนสีพาสเทล ทำให้เกิดความรู้สึกสงบ และสบาย

11.หลังเตียงนอนควรมีผนังรองรับ : ใม่ควรนอนใต้หน้าต่าง หัวนอนควรเป็นจุดที่เป็นผนังรองรับ

12.เตียงควรจะเลือกที่มีขา ใต้เตียงโปร่ง : ร้านเฟอร์นิเจอร์จำนวนไม่น้อย ออกแบบเตียงให้มีที่เก็บของใต้เตียง แต่ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ไม่แนะนำให้ใช้เตียงแบบนั้น พวกมันฑนากรเองก็เช่นกัน เขามักจะเลือกเตียงที่มีขายกสูงจากพื้น เพื่อให้ลมผ่านใต้เตียงได้

13.สองข้างเตียงต้องมีความสมดุล : การทำให้สองข้างของเตียงนอนนั้นมีความสมดุล ก็เพื่อทำให้การนอนมีความสมดุลอาจจะมีโต๊ะหัวเตียง 2 ข้างก็ได้ ยิ่งสำหรับคู่สามีภรรยา ยิ่งต้องจัดให้มีความสมดุลเท่าเทียมกัน เพื่อความสัมพันธ์ที่ดี

14.ต้นไม้ ดอกไม้ไม่ควรนำมาไว้ในห้องนอน : ในกรณีที่ห้องพักมีอยู่ห้องเดียว และมีต้นไม้ หรือดอกไม้ เอาออกไปไว้ข้างนอกไม่ได้ ก็ให้หาที่ตั้ง ที่คุณไม่สามารถมองเห็นมันเมื่ออยู่บนที่นอน

มืออาชีพเท่านั้นที่มีคอนเนคชั่น

ไม่ใช่นักออกแบบทุกคนที่จะมีคอนเนคชั่นดี ๆ เสมอไป แต่มักจะมีเฉพาะนักออกแบบที่อยู่ในวงการมานานเท่านั้น ซึ่งคอนเนคชั่นเหล่านี้สำคัญมาก เพราะหมายถึงส่วนลดที่คุณจะได้รับจากการได้วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ มาในราคาถูก ดังนั้นก่อนจะเลือกใช้บริการนักออกแบบภายในคนไหน คงต้องเช็กประวัติกันหน่อย โดยพยายามพิจารณาจากหลาย ๆ ตัวเลือก และอย่าลืมสอบถามถึงคอนเนคชั่นของสินค้าประเภทพื้นหรือเคาน์เตอร์ครัวที่มัก มีราคาแพง เพราะจะช่วยประหยัดเงินได้หลายบาทเลยทีเดียว

การประหยัดเงินลูกค้าไม่ใช่เป้าหมายหลัก

คุณอาจจะคิดว่าปรัชญาของนักออกแบบ คือการช่วยเซฟเงินลูกค้า แต่บอกเลยว่าผิดมหันต์ เพราะผลงานเป็นสิ่งสะท้อนความสามารถของนักออกแบบ พวกเขาจึงมักเลือกวัสดุที่ดีที่สุด เพื่อส่งเสริมให้ผลงานออกมาเพอร์เฟคท์ที่สุดนั่นเอง ดังนั้นพูดคุยเรื่องงบประมาณก่อนเป็นสิ่งแรก ถ้าคุณไม่อยากให้เงินในบัญชีหมดเกลี้ยงไปกับค่าตกแต่ง แจ้งไปเลยว่าค่าใช้จ่ายที่รับได้คือเท่าไร ซึ่งนักตกแต่งที่เก่งจะออกแบบในสิ่งที่คุณต้องการ ภายใต้งบประมาณที่คุณตั้งไว้ได้

เผลอใส่รสนิยมตัวเองลงไป

แม้กระทั่งนักออกแบบที่เป็นมืออาชีพที่สุด ก็ยังอาจเผลอใส่รสนิยมส่วนตัวลงในการตกแต่ง ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากให้สไตล์ที่่นักออกแบบชื่นชอบ ถูกถ่ายทอดลงในบ้านของคุณ ก็อย่าแจ้งความจำนงแบบเปิดกว้างจนเกินไป โดยให้ระบุสไตล์ที่คุณต้องการอย่างชัดเจน ทั้งภาพรวม โทนสี วัสดุที่คุณชื่นชอบ พูดคุยกันให้ชัดเจนเพื่อความมั่นใจว่าบ้านที่สำเร็จจะสะท้อนความเป็นตัวคุณ ไม่ใช่ตัวของนักออกแบบ

จ่ายน้อยได้มากไม่ใช่เรื่องยาก

สิ่งที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องจ่ายด้วยราคาแพงเสมอไป ลองมองหานักเรียนออกแบบที่มักต้องทำโปรเจคท์การตกแต่งเพื่อเอาคะแนน นักออกแบบรุ่นเล็กเหล่านี้มักมีไอเดียที่สดใหม่ และให้บริการคุณภาพสูงในราคาที่ถูกกว่าครึ่งได้ อย่างไรก็ตามข้อเสียคือพวกเขามักไม่มีคอนเนคชั่นเหมือนอย่างมืออาชีพ ดังนั้นคุณต้องลองพูดคุยและชั่งน้ำหนักดูว่ารับได้หรือไม่ โดยให้พยายามเลือกใช้บริการว่าที่นักออกแบบที่เคยมีผลงานมาบ้าง และพิจารณาว่าไอเดียของพวกเขาตรงตามความคาดหวังของคุณหรือไม่ เพราะนี่คือหนึ่งในหนทางที่จะทำให้คุณจ่ายน้อยได้มากนั่นเอง

ปฏิเสธได้ไม่ต้องเกรงใจไปทุกเรื่อง

แม้การพูดตรง ๆ ว่าคุณไม่ชอบการออกแบบบางอย่าง อาจเป็นเรื่องลำบากใจ แต่นักออกแบบมืออาชีพย่อมไม่โกรธหากคุณจะปฏิเสธไอเดียเหล่านั้น จำไว้ว่าคุณจ่ายเงินเพื่อให้ได้แบบที่คุณต้องการ และพวกเขามีหน้าที่ถ่ายทอดไอเดียของคุณ ดังนั้นอะไรที่คุณไม่ชอบก็จงอย่าลังเลที่จะปรับเปลี่ยนมัน โดยรีบบอกให้เร็วที่สุด และหากนักออกแบบไม่เห็นด้วยกับไอเดียของคุณก็ควรพูดคุยแลกเปลี่ยน โดยระลึกไว้เสมอว่าการตัดสินใจทั้งหมดเป็นสิทธิของคุณไม่ใช่ของนักออกแบบ

ไม่จำเป็นต้องจ้างทั้งโปรเจคท์

อย่ายึดติดว่าคุณต้องจ้างนักออกแบบรายเดียวสำหรับบ้านทั้งหลัง เพราะความเป็นจริงนักออกแบบสามารถรับงานเล็ก ๆ บางส่วนของบ้านได้ เช่น หากคุณต้องการที่ปรึกษาด้านเคาน์เตอร์ในครัว ก็ไม่จำเป็นต้องจ้างนักออกแบบตกแต่งทั้งห้องครัวให้คุณ อย่าให้ใครหลอกคุณได้ว่าการออกแบบที่สวยเป็นมืออาชีพ เกิดขึ้นได้ด้วยการจ้างนักออกแบบเพียงรายเดียว บ้านเป็นของคุณและคุณมีสิทธิเลือก แค่ต้องแน่ใจว่าคุณได้ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนออกแบบ จะได้ไม่เกิดปัญหาทีหลัง

บ้านของคุณอาจไม่ได้มาก่อน

นักออกแบบอาจบอกคุณว่า บ้านของคุณสำคัญที่สุด แต่เอาเข้าจริง ๆ นักออกแบบหนึ่งรายย่อมไม่ได้มีลูกค้าแค่คนเดียว ดังนั้นพูดคุยให้เข้าใจถึงระยะเวลาและนัดหมายต่าง ๆ เพราะคุณคงไม่อยากเจอปัญหาที่นักตกแต่งมา ๆ หาย ๆ เพราะมัวแต่ไปให้บริการลูกค้าที่จ่ายหนักกว่าอยู่ ดังนั้นตกลงกันให้แน่ใจว่า ถึงคุณไม่ใช่ลูกค้าคนที่มาก่อน แต่ก็เป็นลูกค้าคนหนึ่งที่สำคัญ หรืออีกวิธีคือเช็กประวัติของนักออกแบบดูสักนิด จะได้ไม่เจอปัญหานี้มากวนใจ

 ไม่จำเป็นต้องใช้ของใหม่เสมอ

หากนักออกแบบยุให้คุณซื้อของใหม่เพื่อเติมเต็มการตกแต่งในฝัน คุณอาจต้องจ่ายเงินจนหมดกระเป๋าแน่ ๆ ทั้งที่ความเป็นจริง คุณสามารถออกไอเดียเอาของเก่าในบ้านมาทำใหม่ ยกตัวอย่างเช่น ใช้แจกันเก่าทำที่ใส่ช้อน หรือนำตู้ลิ้นชักที่ไม่ใช้แล้วมาเติมซิงก์ใช้เป็นเคาน์เตอร์ในห้องน้ำ ดังนั้นก่อนจะสั่งของใหม่มา เดินสำรวจของในบ้านก่อน หรือจะลองไปเดินดูตามร้านขายของมือสอง ที่นอกจากจะช่วยประหยัดเงินแล้วยังได้ลุคที่คลาสสิกสุด ๆ

นักออกแบบอาจไม่ชอบไอเดียของคุณเสมอไป

อย่างที่กล่าวมาแล้วว่านักออกแบบก็มีรสนิยมส่วนตัว ดังนั้นพวกเขาอาจไม่ชอบไอเดียการตกแต่งของคุณ แต่ไม่บอกตรง ๆ ดังนั้นอย่าประหลาดใจถ้าพวกเขาพยายามจะเอนเอียงคุณไปในทิศทางอื่น จงเป็นตัวของตัวเอง บางไอเดียของคุณอาจจะเหมาะ ในขณะที่บางไอเดียอาจจะไม่ แต่ไม่ต้องกังวล ให้ยึดมั่นอยู่กับภาพรวมที่สำคัญกับคุณที่สุด และยืนกรานว่าคุณต้องการจะใส่มันลงในการออกแบบ

ใช้สิ่งของทดแทนได้

แน่นอนว่านักออกแบบต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณ แต่นั่นอาจไม่สัมพันธ์กับงบประมาณที่มีอยู่ ทั้งที่ความเป็นจริงเราสามารถประหยัดงบประมาณในขณะที่บรรลุการออกแบบที่ต้อง การได้ ด้วยการเลือกของทดแทนที่ให้ลุคคล้ายกัน เช่น ม่านที่ให้ลุคเรียบหรูแต่ราคาไม่แพง หรือตู้เนี้ยบ ๆ ตามร้านเฟอร์นิเจอร์แทนที่การสั่งทำ แค่พวกเขาต้องยอมตามหาให้คุณหน่อย ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้มากทีเดียว

+ There are no comments

Add yours