ฝึกความคิดสร้างสรรค์ง่าย ๆ เริ่มได้ทุกวัน

ความคิดสร้างสรรค์

เมื่อพูดถึง ความคิดสร้างสรรค์ หลายคนอาจนึกถึงการประดิษฐ์คิดค้นหรือการสร้างผลงานทางศิลปะ แต่ความจริงแล้วความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณลักษณะที่เราทุกคนมีอยู่ในตัว และแสดงออกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การคิดสูตรอาหารใหม่ การเสนอกิจกรรมครอบครัวในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือการนำเสนอแนวคิดใหม่ในการประชุม

ความคิดสร้างสรรค์อาจเกิดจากการสะสมและบ่มเพาะจากนิสัยส่วนตัว อิทธิพลของคนรอบข้าง และสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา จึงทำให้แต่ละคนมีระดับความคิดสร้างสรรค์ที่มากหรือน้อยแตกต่างกัน บทความนี้ได้รวบรวมเทคนิคการฝึกความคิดสร้างสรรค์ด้วยตัวเองมาฝากกัน

กลไกของสมองต่อความคิดสร้างสรรค์

ผลการศึกษาระบุว่าสมองประกอบด้วยเครือข่ายขนาดใหญ่ 3 ส่วนที่ทำงานร่วมกันและทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่

Default Mode Network (DMN)

Default Mode Network เป็นเครือข่ายของสมองที่ทำงานอัตโนมัติเมื่อเราผ่อนคลาย โดยไม่ครุ่นคิดหรือจดจ่อกับสิ่งรอบตัว

Central Executive Network (CEN)

Central Executive Network เป็นเครือข่ายของสมองที่ทำงานเมื่อเราต้องการทำบางสิ่งให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราต้องทำตามกฎเกณฑ์และผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้ จึงควบคุมการทำงานของอารมณ์และทำให้เราจดจ่ออยู่กับการคิดและตัดสินใจ

Salience Network (SN)

เครือข่ายของสมองที่ประเมินข้อมูลหรือกิจกรรมต่าง ๆ  Salience Network โดยแบ่งเป็นข้อมูลที่ต้องใช้สมาธิและตั้งใจทำ (CEN) และข้อมูลที่ไม่ต้องใช้สมาธิหรือไม่มีเป้าหมาย (DMN)

นักวิจัยสันนิษฐานว่าเครือข่ายทั้งสามทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดความสามารถในการประเมินวิธีการและการจัดการกับผลลัพธ์ต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ โดยทบทวนการตัดสินใจในอดีตและจินตนาการถึงอนาคตเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีที่ทำให้ตนเองสามารถบรรลุเป้าหมายตามต้องการได้ การทำงานของเครือข่ายในสมองจึงอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้น

ความคิดสร้างสรรค์ ( Creative Thinking )

เทคนิคพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด การปรับเปลี่ยนมุมมองวิธีคิดโดยอาศัยความรู้และทักษะที่ตัวเองมี จะช่วยให้คุณมีความคิดสร้างสรรค์ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งอาจเริ่มจากเทคนิคง่าย ๆ เหล่านี้

  • ฝึกความคิดสร้างสรรค์อย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่กดดันตัวเองจนเกิดความเครียด การเริ่มต้นคิดและลงมือทำจากสิ่งเล็ก ๆ อาจนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่ใหญ่ขึ้นได้
  • เริ่มต้นวันใหม่ด้วยกิจกรรมที่สร้างสรรค์ อย่างการฟังเพลงเดิมทุกเช้า ดื่มกาแฟ หรือทำสมาธิประมาณ 10 นาที จะช่วยกระตุ้นให้สมองเริ่มทำงานและเตือนให้สมองรู้ว่าเราพร้อมที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวันอย่างสร้างสรรค์
  • การเปลี่ยนเส้นทางการกลับบ้าน กล้าคิดนอกกรอบและทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยวิธีที่แปลกใหม่ เช่น พลิกแพลงสูตรการทำอาหาร เพื่อฝึกสมองในการคิดและตัดสินใจเรื่องใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ
  • ยอมรับข้อผิดพลาด และไม่ยึดติดกับการโทษตัวเอง กระตุ้นตัวเองให้เรียนรู้จากความล้มเหลวนั้น และคิดหาวิธีใหม่ ๆ เพื่อจัดการกับข้อผิดพลาดนั้นให้ดียิ่งขึ้น
  • ค้นหาแรงบันดาลใจเพิ่มเติมจากการออกไปท่องเที่ยว ชมงานศิลปะ หรือไปห้องสมุดอาจช่วยเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ในชีวิต
  • ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ในสวนหลังบ้าน หรือออกไปพักผ่อนที่สวนสาธารณะจะช่วยให้สมองได้ผ่อนคลายความเครียดและมีพลังในการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
  • ออกไปพบปะผู้คน พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่แปลกใหม่ และเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้อื่น เพื่อนำแนวคิดต่าง ๆ มาปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง
  • จดบันทึกแนวคิดใหม่ ๆ ลงในสมุดหรือบันทึกเสียงไว้ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องราวดี ๆ ขึ้นมาได้ เพื่อป้องกันการลืมและสามารถนำแนวคิดต่าง ๆ ไปพัฒนาต่อยอดในอนาคต
  • ช่วยเพิ่มทักษะการเรียนรู้ ผ่อนคลายความเครียดและความกังวล อย่างการฟังเพลงสบาย ๆ เพื่อให้สมองรู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดีขึ้น และพัฒนากระบวนการคิดและการตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้ผ่านการเรียนรู้และสะสมประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเชื่อมั่นในความสามารถและความคิดของตัวเองโดยไม่คิดกังวลหรือตัดสินตัวเองล่วงหน้า จะช่วยพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้หาก รู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือคิดโทษตัวเอง ควรปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำในการปรับวิธีการคิดและรับมือกับปัญหาได้อย่างเหมาะสมต่อไป

กระบวนการคิดของสมองซึ่งสามารถคิดได้หลากหลายและแปลกใหม่ สามารถนำไปประยุกต์ทฤษฎีหรือปฏิบัติได้อย่างรอบคอบและถูกต้อง จนนำไปสู่การคิดค้นและนวัตกรรม
Creativity มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน “creo” = to create, to make =สร้างหรือทำให้เกิด

ความคิดสร้างสรรค์คือ ปรากฏการณ์ที่บุคคลสร้างสรรค์”สิ่งใหม่” อาทิ ผลผลิต การแก้ปัญหา นวัตกรรม หรืองานศิลปะ ฯลฯ ซึ่งมีคุณค่า การจะตีความเกี่ยวกับ”ความใหม่” ขึ้นอยู่กับผู้สร้างสรรค์หรือสังคม หรือแวดวงที่สิ่งใหม่นั้นเกิดขึ้น การประเมินคุณค่าก็ในทำนองเดียวกัน คุณสมบัติที่มักใช้ในการตีความ “ความใหม่” ประกอบด้วย

  • สิ่งประดิษฐ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
  • สิ่งประดิษฐ์ที่อาจปรากฏอยู่ที่อื่น แต่มีผู้สร้างสรรค์ขึ้นใหม่โดยอิสระ
  • การคิดวิธีดำเนินการใหม่
  • ปรับกระบวนการผลผลิตเข้าสู่ตลาดที่แตกต่างออกไป
  • คิดวิธีการใหม่ในการแก้ไขปัญหา
  • เปลี่ยนแนวคิดที่แตกต่างจากผู้อื่น
  • ความคิดสร้างสรรค์คือ ความคิดใหม่ ๆ แนวทางใหม่ ๆ ทัศนคติใหม่ ๆ ความเข้าใจและการมองปัญหาในรูปแบบใหม่ ผลลัพท์ของความคิดสร้างสรรค์ที่ชัดเจน คือ ดนตรี การแสดง วรรณกรรม ละคร สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมทางเทคนิค แต่บางครั้งความคิดสร้างสรรค์ก็มองไม่เห็นชัดเจน เช่น การตั้งคำถามบางอย่างที่ช่วยขยายกรอบของแนวคิดซึ่งให้คำตอบบางอย่าง หรือการมองโลกหรือปัญหาในแนวนอกกรอบ

การมีความคิดสร้างสรรค์ คือ ความคิดเชื่อมโยงที่พยายามหาทางออกหลาย ๆทาง ใช้ความคิดที่หลากหลาย แสวงหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และนอกกรอบ คัดสรรค์หาทางเลือกใหม่ ๆและพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมีวิธีการอยู่ ๖ ขั้นตอน คือ

  • แสวงหาข้อบกพร่อง(Mess Finding)
  • รวบรวมข้อมูล(Data Finding)
  • มองปัญหาทุกด้าน(Problem Finding)
  • แสวงหาความคิดที่หลากหลาย(Idea Finding)
  • หาคำตอบที่รอบด้าน(Solution Finding)
  • หาข้อสรุปที่เหมาะสม(Acceptance Finding)
  • กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์ สมัครบาคาร่า  อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือโดยความตั้งใจ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการศึกษา การอบรมฝึกฝน การระดมสมอง (brain-storming) มากกว่าครึ่งหนึ่งของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของโลก เกิดจากการค้นพบโดยบังเอิญ(serendity) หรือการค้นพบสิ่งหนึ่งซึ่งใหม่ ในขณะที่กำลังต้องการค้นพบสิ่งอื่นมากกว่า

การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative thinking) หมายถึง ความสามารถในการมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่ง ต่างๆ การขยายขอบเขตความคิดออกไปจาก กรอบความคิดเดิมที่มีอยู่สู่ความคิดใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อ ค้นหาคําตอบที่ดีที่สุดให้กับปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม เป็นความคิดที่ หลากหลาย คิดได้กว้างไกล หลายแง่หลายมุม เน้นทั้งปริมาณและคุณภาพ องค์ประกอบของความคิด สร้างสรรค์ ได้แก่ ความคิดนั้นต้องเป็นสิ่งใหม่ไม่เคยมีมาก่อน (New Original) ใช้การได้(Workable) และมี ความเหมาะสม (Appropriate) การคิดเชิงสร้างสรรค์จึงเป็นการคิดเพื่อการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเดิมไปสู่สิ่ง ใหม่ที่ดีกว่า ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ที่ต่างไปโดยสิ้นเชิงหรือที่เรียกว่า “นวัตกรรม” (Innovation)

ความคิดสร้างสรรค์และการค้นหาวิธีการแก้ปัญหาเป็นกิจกรรมที่ปฏิสัมพันธ์กัน
ความพยายามแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ด้วยการใช้เหตุผล(ตรรกะ)หนึ่งเชื่อมโยงไปยังอีกเหตุผลหนึ่งเป็นขั้นตอนขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อให้บรรลุการแก้ปัญหา เรียกวิธีการนี้ว่า “ความคิดแนวตั้ง”(vertical thinking) ซึ่งเป็นการใช้งานสมองซีกซ้ายเป็นหลัก
Dr.Edward de Bono นักจิตวิทยาและนักวิจัยทางการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัย เคมบริดจ์ ได้เสนอการใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วย แนวคิดที่เรียกว่า”ความคิดข้างเคียง”(lateral thinking) ซึ่งแตกต่างจากวิธีการเดิม ๆจากการใช้ความคิดในแนวตั้ง แต่ใช้จินตนาการวาดภาพแบบนอกกรอบ ซึ่งเป็นการใช้งานสมองซีกขวา

Dr. Daniel Pink ในหนังสือขายดี A Whole New Mind(2005) ยืนยันประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงกันตลอดศตวรรษที่ ๒๐ ว่า เรากำลังเข้าสู่ยุคสมัยที่ความสร้างสรรค์มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคแห่งวิสัยทัศน์ เราต้องเสริมสร้างและกระตุ้นการใช้สมองซีกขวา(right-directing thinking) ซึ่งหมายถึง ความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าสมองซีกซ้าย(left-directed thinking) ซึ่งหมายถึงเพียงการใช้เหตุผลและการวิเคราะห์ซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
Dr. Pink ยังอธิบายถึง “แรงจูงใจ”(Motivation) ที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างน่าสนใจว่า

แรงจูงใจในการสร้างความคิดสร้างสรรค์ที่ดีมีคุณภาพ ไม่สามารถใช้เงินเป็นตัวนำหลักได้ ยิ่งใช้เงินมากเท่าใด งานสร้างสรรค์ยิ่งมีคุณภาพต่ำ
การใช้เงินสร้างแรงจูงใจต้องระมัดระวังและเฉพาะที่จำเป็นอย่างเหมาะสม แต่ต้องให้ความสำคัญกับจิตใจและความตั้งใจจริง
การจะสร้างความคิดสร้างสรรค์ที่ดี ต้องใช้องค์ประกอบสำคัญ ๓ ประการคือ

อิสระในการคิดและทำงาน(Autonomy)
มีสิทธิและอำนาจที่จะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อย ๆหรือก้าวไปสู่ความเป็นเลิศ(Mastery)
มีความตั้งใจจริง(Purpose)
ลักษณะการทำงานของสมองซีกซ้าย

  • เป็นการใช้สติปัญญาอย่างมีเหตุมีผล
  • เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลข
  • เป็นการคิดแบบนามธรรม
  • เป็นการคิดเป็นเส้นตรง
  • เป็นเรื่องของการวิเคราะห์
  • ไม่เกี่ยวกับจินตนาการ
  • คิดแบบต่อเนื่องตามลำดับ
  • เป็นเรื่องของวัตถุวิสัย
  • ไม่เกี่ยวกับคำพูด เห็นเป็นภาพ

ลักษณะการทำงานของสมองซีกขวา

  • เป็นเรื่องของสหัชญาณ(ไม่เกี่ยวกับเหตุผล)(สหัช=ที่มีมาแต่กำเนิด)
  • เป็นเรื่องของการอุปมาอุปมัย
  • เป็นการคิดแบบเป็นรูปธรรม
  • คิดอิสระไม่เป็นเส้นตรง เห็นภาพทั้งหมด
  • เป็นเรื่องของการสังเคราะห์
  • ใช้จินตนาการ
  • ไม่เป็นไปตามลำดับ
  • เป็นเรื่องของอัตวิสัย
  • ไม่เกี่ยวกับคำพูด เห็นภาพ
Tagged :

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *