Radiation การฉายรังสี/ฉายแสงเพื่อการรักษาโรคมะเร็ง

รังสีรักษาหรือการฉายรังสี/แสง (Radiation) เป็นหนึ่งในวิธีรักษาโรคมะเร็งที่นำรังสีเอกซเรย์ รังสีแกมมา ลำแสงอิเล็กตรอนหรือโปรตอน มาใช้เพื่อทำลายสารพันธุกรรมภายในเซลล์มะเร็งจนหยุดเจริญเติบโตและตายไปในที่สุด ทว่าการฉายรังสีอาจส่งผลต่อเซลล์ปกติที่อยู่โดยรอบ แต่เซลล์ส่วนใหญ่จะสามารถซ่อมแซมตนเองและกลับมาทำงานได้อย่างเป็นปกติในภายหลัง

โดยทั่วไป การฉายรังสีจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • รังสีรักษาระยะไกล (External Radiation) เป็นการฉายเครื่องฉายรังสีพลังงานสูงจากแหล่งกำเนิดภายนอกร่างกายทะลุผ่านทางผิวหนังเพื่อทำลายก้อนเนื้องอกที่อยู่ภายในร่างกายผู้ป่วย
  • รังสีรักษาระยะใกล้ (Brachytherapy หรือ Internal Radiation) จะใช้กับโรคมะเร็งบางชนิดเท่านั้น โดยแพทย์จะนำสารกัมมันตรังสีเข้าไปในตัวผู้ป่วยหรือใกล้บริเวณที่มีก้อนเนื้องอกในระยะเวลาไม่นานแล้วจึงนำออกมาจากบริเวณนั้น ๆ

แม้แพทย์จะยังใช้วิธีนี้อย่างต่อเนื่องและบางครั้งอาจนำมาใช้ร่วมกับวิธีรักษาอื่น ๆ แต่การฉายรังสีส่วนใหญ่ส่งผลเพียงอวัยวะบางจุดเท่านั้น จึงอาจใช้ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยในระยะที่มะเร็งแพร่กระจายไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทั้งนี้ การฉายรังสีอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นอยู่กับประเภทของรังสี ปริมาณรังสีที่ได้รับ บริเวณที่โดนฉายรังสี รวมถึงสุขภาพโดยรวมของตัวผู้ป่วยเอง

การรักษาด้วยการฉายรังสีในผู้ป่วยโรคมะเร็ง

การฉายรังสี มีขั้นตอนอย่างไร?

ในเบื้องต้น แพทย์จะถามประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วยและคนในครอบครัว ประวัติการใช้ยา รวมถึงอาการแพ้ต่าง ๆ แล้วถึงจะตรวจร่างกายเพิ่มเติมเพื่อประเมินสุขภาพของผู้ป่วย หลังจากนั้นทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาจะร่วมประชุมกับผู้ป่วย เพื่อค้นหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนมากที่สุด

โดยก่อนการรักษาจริง แพทย์จะจำลองการฉายรังสีด้วยการสร้างภาพถ่ายจากซีที สแกน (CT Scan)  สมัครบาคาร่า หรือเอ็มอาร์ไอ สแกน (MRI Scan) เพื่อกำหนดจุดฉายรังสีและวางขอบเขตการฉายรังสีให้ตรงกันทุกครั้ง รวมถึงเลือกชนิดและปริมาณของรังสีให้เหมาะกับโรคและสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย ซึ่งผู้ป่วยจะต้องทำเหมือนอยู่ในการฉายรังสีจริงทุกขั้นตอน โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือในการติดลวดเพื่อกำหนดขอบเขตการฉายรังสี และยึดร่างกายของผู้ป่วยให้อยู่ในตำแหน่งเดิมด้วยอุปกรณ์อย่างที่วางศีรษะหรือที่วางแขน เพื่อให้การฉายรังสีในทุกครั้งนั้นมีความแม่นยำมากที่สุด

โดยขั้นตอนการฉายรังสีทั้ง 2 ประเภทจะมีรายละเอียด ดังนี้

การฉายรังสีระยะไกล

หลังการเตรียมพร้อมเสร็จสิ้น แพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนนิ่ง ๆ บนเตียงโดยจะมีเจ้าหน้าที่ช่วยจัดตำแหน่งท่าทางให้เหมาะสม จากนั้นจะใช้เครื่องฉายรังสีไปยังจุดที่กำหนดไว้ประมาณ 10–30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ไปสักระยะหนึ่งแล้วอาจปรับจำนวนครั้งหรือจำนวนวันในแต่ละสัปดาห์ตามดุลยพินิจของแพทย์ ส่วนใหญ่มักใช้เวลารักษาต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ เพื่อให้เซลล์ปกติฟื้นฟูตัวเองในระหว่างการรักษา หากรู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายตัวในระหว่างการฉายรังสีสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที

การฉายรังสีระยะใกล้ 

แพทย์จะให้ผู้ป่วยดมยาสลบหรือฉีดยาชาก่อนจะฝังวัสดุกัมมันตรังสีปริมาณสูงให้อยู่ใกล้จุดที่มี ก้อนมะเร็งชั่วคราวในตัวผู้ป่วย แล้วทิ้งไว้ประมาณ 10–20 นาที โดยอาจทำวันละ 1–2 ครั้ง และเว้นระยะห่าง 2–3 วัน หรือทำวันละ 1 ครั้ง และเว้นระยะห่าง 2-3 สัปดาห์ แต่บางรายอาจจำเป็นต้องฝังวัสดุกัมมันตรังสีขนาดเล็กที่มีปริมาณต่ำไว้ในร่างกายอย่างถาวร ซึ่งผู้ป่วยอาจต้องพักที่โรงพยาบาลจนกว่าจะนำวัสดุดังกล่าวออกจากร่างกายเพราะอาจเป็นอันตรายต่อคนรอบข้างได้

ปกติแล้ว การฉายรังสีประเภทต่าง ๆ มักไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด หากรู้สึกเจ็บหรือมีความผิดปกติอื่นใดควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที และการตอบสนองต่อการรักษาในผู้ป่วยแต่ละคนจะแตกต่างกัน บางรายอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน แต่บางรายอาจรักษาด้วยวิธีนี้ไม่ได้ผลเลย

การดูแลตัวเองในระหว่างการฉายรังสี 

ในระหว่างการรักษา ผู้ป่วยควรดูแลร่างกายของตนเองให้แข็งแรงสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยอาจปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • แจ้งให้แพทย์ทราบถึงยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน หรือสมุนไพรที่ผู้ป่วยกำลังใช้อยู่ทั้งหมด
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออยู่เสมอ หรืองีบหลับระหว่างวันหากรู้สึกอ่อนเพลีย ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการฉายรังสี
  • ดื่มน้ำให้มาก ๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และให้พลังงานในปริมาณที่พอเหมาะ เช่น ไข่ขาว เนื้อสัตว์ ปลา เป็นต้น
  • ออกกำลังกายเบา ๆ เช่น การเดินในระยะทางสั้น ๆ การทำกิจกรรมที่ไม่ต้องออกแรงมากนัก เป็นต้น
  • ไม่ขัด ถูหรือเกาผิวหนังที่ผ่านการฉายรังสี หรือสวมเสื้อผ้าคับแน่นในบริเวณดังกล่าว
  • ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่ได้รับรังสีด้วยน้ำอุ่นและสบู่ที่มีฤทธิ์อ่อน และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหรือบำรุงผิวหนังโดยปราศจากคำแนะนำจากแพทย์
  • ปกป้องผิวหนังบริเวณที่ถูกฉายรังสีจากแสงแดดด้วยการสวมเสื้อผ้าหรือหมวกเป็นประจำ

ผลข้างเคียงจากการฉายรังสี

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เข้ารับการฉายรังสีมักเกิดอาการอ่อนเพลีย ผมร่วง และมีปัญหาผิวหนัง อย่างการระคายเคือง อาการบวมแดง หรือสีผิวคล้ำขึ้น แต่ในบางรายอาจไม่มีผลข้างเคียงเกิดขึ้นเลย ส่วนผลข้างเคียงอื่น ๆ มักจะควบคุมอาการได้และหายไปเมื่อสิ้นสุดการรักษา โดยผลข้างเคียงนั้นขึ้นอยู่กับบริเวณที่ถูกฉายรังสีและปริมาณของรังสีที่นำมาใช้ เช่น

  • บริเวณช่องปากและลำคออาจแสดงอาการ เช่น ปากแห้ง น้ำลายเหนียว มีปัญหาในการกลืน เจ็บปากหรือคอ แผลในปาก ปากเหม็น ฟันผุ การรับรู้รสชาติของอาหารเปลี่ยนไป คลื่นไส้ เป็นต้น
  • บริเวณหน้าอกอาจแสดงอาการ เช่น หลอดอาหารเกิดการระคายเคือง มีปัญหาในการกลืน ไอ หายใจลำบาก เป็นต้น
  • บริเวณท้องอาจแสดงอาการ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เป็นต้น
  • บริเวณกระดูกเชิงกรานอาจแสดงอาการ เช่น ท้องเสีย กระเพาะปัสสาวะเกิดการระคายเคือง ปัสสาวะบ่อย มีความต้องการทางเพศลดลง มีบุตรยาก ในเพศชายอาจมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศหรือเจ็บขณะหลั่งน้ำอสุจิ ส่วนในเพศหญิงอาจมีอาการช่องคลอดแห้ง ช่องคลอดแคบ หรือขาดประจำเดือน เป็นต้น

นอกจากนี้ การฉายรังสียังส่งผลให้จำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายลดน้อยลงแต่มักพบได้น้อย ซึ่งอาจจำเป็นหยุดการรักษาจนกว่าจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวจะกลับสู่ระดับปกติ และระบบน้ำเหลืองถูกทำลายจนอาจก่อให้เกิดภาวะบวมน้ำเหลือง

อย่างไรก็ตาม รังสีรักษาอาจจะไปเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งชนิดอื่น ๆ หลังการรักษาได้ แต่ในปัจจุบันก็ยังนิยมนำมาใช้รักษาโรคมะเร็งอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากพิจารณาแล้วว่ามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้น หากผู้ป่วยเป็นกังวลด้านความปลอดภัยของตนเอง รวมถึงข้อดี ข้อเสีย และข้อควรระวังของการฉายรังสีสามารถปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลได้โดยตรง

Tagged :

ความดันต่ำ ค่าความดันโลหิตต่ำกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท (mmHg)

ความดันต่ำ (Low Blood Pressure/Hypotension) เป็นภาวะความดันโลหิตในหลอดเลือดแดงต่ำกว่าปกติ หรือมีค่าความดันโลหิตต่ำกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) ในผู้ใหญ่ สำหรับบางรายที่มีภาวะความดันเลือดต่ำ แต่ไม่พบอาการผิดปกติใด ๆ ในทางการแพทย์ยังจัดว่าสุขภาพเป็นปกติดีและไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา

โดยปกติหัวใจจะมีการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายอย่างสม่ำเสมอผ่านหลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำ และหลอดเลือดฝอย โดยอาศัยแรงดันภายในหลอดเลือดเป็นตัวช่วยสูบฉีด ซึ่งมีค่าการวัดเป็นมิลลิเมตรปรอท และสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ค่า โดยตัวแรก (หรือตัวบน) เรียกว่า ค่าความดันโลหิตซีสโตลิค (Systolic Pressure) เป็นแรงดันในหลอดเลือดแดงขณะหัวใจบีบตัว และตัวที่สอง (หรือตัวล่าง) เรียกว่าค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิค (Diastolic Pressure) เป็นแรงดันในหลอดเลือดแดงขณะหัวใจคลายตัว  สมัครบาคาร่า  ความดันโลหิตของผู้ใหญ่จะอยู่ระหว่าง 90/60 มิลลิเมตรปรอท และ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ดังนั้น หากวัดค่าความดันโลหิตได้สูงต่ำกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท จึงทำให้เกิดภาวะความดันเลือดต่ำ แต่ถ้าค่าที่วัดได้สูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไปจะจัดเป็นภาวะความดันโลหิตสูง

นอกจากนี้ ภาวะความดันโลหิตต่ำยังแบ่งออกได้หลายประเภทตามลักษณะในแต่ละช่วงเวลาที่ค่าความดันโลหิตลดลง เช่น ความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า (Orthostatic Hypotension) จะเกิดเมื่อมีการเปลี่ยนท่าทางอย่างทันทีทันใดจากการนั่งหรือนอนมาลุกขึ้นยืน หรือจากท่านอนมาเป็นท่านั่ง ความดันโลหิตต่ำหลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่ (Postprandial Hypotension) ความดันโลหิตต่ำขณะยืนเป็นเวลานาน (Neurally Mediated Hypotension) หรือความดันโลหิตต่ำรุนแรงจนนำไปสู่อาการช็อก

อาการของภาวะความดันโลหิตต่ำ

ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำกว่าปกติโดยธรรมชาติมักไม่ก่อให้เกิดอาการใด ๆ แต่สำหรับผู้ที่เคยมีความดันโลหิตสูงแล้วลดลง แม้อาจไม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยความดันโลหิตปกติก็ถือว่าเป็นภาวะผิดปกติที่ต้องรักษา ภาวะความดันโลหิตต่ำบางครั้งอาจเป็นผลมาจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอหรือมีความผิดปกติเกิดขึ้นภายในร่างกายจนเป็นผลให้ภาวะความดันโลหิตลดต่ำลง ผู้ป่วยจึงอาจพบอาการได้ดังนี้

  • วิงเวียนศรีษะ หน้ามืด เป็นลม
  • ทรงตัวไม่อยู่
  • มองเห็นภาพไม่ชัด
  • ใจสั่น ใจเต้นแรง
  • อาการมึนงง สับสน
  • คลื่นไส้
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • หายใจตื้นและถี่
  • กระหายน้ำ
  • ตัวเย็น ผิวซีด หนาวสั่น

อาการเหล่านี้มักจะเป็นชั่วคราว สำหรับผู้ป่วยที่เกิดอาการเล็กน้อยสามารถทำให้ดีขึ้นด้วยการดื่มน้ำมาก ๆ หยุดทำกิจกรรมในขณะนั้น ค่อย ๆ นั่งพักหรือนอนลงชั่วครู่ แต่หากเป็นบ่อยหรือรุนแรงขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจดูและหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ เพราะอาจเป็นผลมาจากความผิดปกติด้านอื่นจนเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

ความดันโลหิตต่ำอย่าไว้ใจ

สาเหตุของภาวะความดันโลหิตต่ำ

ความดันโลหิตต่ำเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่พฤติกรรมการใช้ชีวิต การรับประทานยา ไปจนถึงเป็นผลพวงมาจากความผิดปกติของปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ซึ่งสาเหตุของภาวะความดันโลหิตต่ำที่พบได้บ่อยอาจมาจาก

  • พันธุกรรม อาจมีส่วนให้เกิดภาวะความดันต่ำในรุ่นลูกหากพบว่าพ่อแม่มีภาวะความดันโลหิต ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ว่ามีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • อายุ ความดันโลหิตจะมีความแตกต่างกันในแต่ละวัน โดยปกติจะมีแนวโน้มสูงขึ้นตามอายุที่มากขึ้น
  • การรับประทานยา ยาบางชนิดอาจส่งผลให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาเบต้า บล็อกเกอร์ (Beta Blocker) ที่รักษาโรคหัวใจ ยารักษาโรคพาร์กินสัน ยากลุ่มไตรไซคลิก (Tricyclic Antidepressants: TCA) ยารักษาผู้ที่มีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ บางรายอาจเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อมีการรับประทานยาชนิดอื่นร่วมกับยาเสพติด แอลกอฮอล์ หรือยารักษาโรคความดันโลหิตสูง
  • ภาวะขาดน้ำ เมื่อร่างกายสูญเสียน้ำปริมาณมาก เช่น การขับน้ำออกทางผิวหนังในรูปแบบของเหงื่อ การอาเจียน หรือท้องเสีย
  • อาการป่วยหรือปัญหาสุขภาพ โรคประจำตัว ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย หรือสภาวะที่ต้องนอนพักอยู่บนเตียงเป็นระยะเวลานาน อาจนำไปสู่ภาวะความดันโลหิตต่ำขึ้นได้ เช่น
    • โรคโลหิตจาง เกิดจากปริมาณฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ที่เป็นสารสำคัญในเม็ดเลือดมีปริมาณต่ำกว่าปกติหรือมีจำนวนเม็ดเลือดแดงน้อย อันเนื่องมาจากการสูญเสียเลือดปริมาณมากจากการบาดเจ็บรุนแรง ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ ภาวะเลือดออกภายใน สามารถส่งผลให้ภาวะความดันโลหิตลดต่ำลงได้
    • ความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจเต้นช้า (Bradycardia) ลิ้นหัวใจมีปัญหา ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งเป็นผลทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้ในปริมาณที่ร่างกายต้องการ
    • ความผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาทอัตโนมัติ ผู้ที่มีความผิดปกติหรือโรคเกี่ยวกับระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ซึ่งจะเป็นตัวควบคุมการทำงานหลายส่วนภายในร่างกาย และควบคุมความกว้างและแคบของหลอดเลือด อาจส่งผลให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ เช่น โรคพาร์กินสัน
    • ปัญหาเกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อ เช่น ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน ภาวะต่อมหมวกไตทำงานบกพร่อง ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือในบางรายอาจมาจากโรคเบาหวาน
    • การสื่อสารระหว่างหัวใจและสมองผิดพลาด อาจก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำบางประเภท เช่น Neurally Mediated Hypotension เป็นภาวะความดันโลหิตที่เกิดจากการยืนเป็นระยะเวลานาน ทำให้ร่างกายส่งสัญญาณไปยังสมองว่าเกิดภาวะความดันโลหิตสูงมากเกินไป แต่แท้จริงแล้วร่างกายมีความดันโลหิตต่ำ ด้วยเหตุนี้สมองจึงสั่งให้หัวใจลดอัตราการเต้นให้ช้าลง ความดันโลหิตจึงลดต่ำลงกว่าเดิม
  • การบาดเจ็บอย่างรุนแรงหรือภาวะช็อก ความดันโลหิตต่ำอาจเกิดจากการบาดเจ็บที่รุนแรงและเกิดบาดแผลขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่สูญเสียเลือดในปริมาณมาก บางรายที่เกิดอาการช็อกเนื่องจากการได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็อาจเกิดความดันต่ำได้ นอกจากนี้ยังเกิดได้จากการติดเชื้อรุนแรง หรืออาการแพ้อย่างรุนแรง เช่น
    • ภาวะติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด (Septic Shock/Toxic Shock Syndrome) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้สารน้ำในร่างกายไหลออกจากหลอดเลือดเข้าสู่เนื้อเยื่อรอบข้าง
    • ภาวะช็อกจากอาการแพ้ (Anaphylactic Shock) เป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้อย่างเฉียบพลัน ทำให้ร่างกายผลิตสารเคมีที่ชื่อว่า ฮีสตามีน (Histamine) ในปริมาณมาก ทำให้มีปัญหาทางด้านการหายใจ ลมพิษขึ้น มีอาการคัน คอบวม รวมไปถึงความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว
    • ภาวะช็อกจากหัวใจทำงานผิดปกติ (Cardiogenic Shock) ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ มักเกิดขึ้นในภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

อีกทั้งความดันโลหิตปกติสามารถมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายส่วน เช่น กิจกรรมที่ทำในขณะนั้น ความเครียด อุณหภูมิ อาหาร ช่วงเวลาในระหว่างวัน ล้วนส่งผลต่อค่าความดันโลหิตทั้งสิ้น

การวินิจฉัยความดันโลหิตต่ำ

สิ่งสำคัญที่แพทย์ต้องทราบก่อนทำการรักษา คือ ประเภทและระดับความรุนแรงของภาวะความดันโลหิตต่ำที่ผู้ป่วยเป็น รวมไปถึงสภาวะที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ เพื่อการวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง

โดยปกติแพทย์จะสอบถามประวัติทางการแพทย์ อาการผิดปกติที่เกิดขึ้น การตรวจร่างกายทั่วไป จากนั้นจะมีการตรวจวัดความดันโลหิตของผู้ป่วยว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่ และตรวจหาภาวะช็อก ซึ่งเป็นภาวะที่ค่อนข้างอันตราย

นอกจากนี้ ในรายที่มีอาการรุนแรง มีอาการเกิดขึ้นบ่อย และการดูแลในเบื้องต้นไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นอาจจะต้องมีการตรวจด้านอื่นเพิ่มเติมตามลักษณะอาการของผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์เพื่อหาสาเหตุ เช่น

  • การตรวจเลือด (Blood Tests) ขั้นตอนการตรวจใช้เวลาไม่นานและไม่ซับซ้อน ผู้ป่วยจะนอนหรือนั่ง เพื่อเก็บตัวอย่างเลือดไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งทำให้ทราบข้อมูลหลายส่วนในเลือด รวมไปถึงโรคโลหิตจาง หรือระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลหิตต่ำ
  • การตรวจระบบประสาทอัตโนมัติหัวใจด้วยเตียงปรับระดับ (Tilt Table Test) แพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนลงบนโต๊ะตรวจเฉพาะที่ออกแบบให้สามารถปรับระดับความลาดเอียงได้ เพื่อตรวจดูค่าความดันโลหิตของผู้ป่วยในขณะที่เปลี่ยนแปลงท่าทาง
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: EKG) การทดสอบสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจในแต่ละจังหวะการเต้นของหัวใจว่ามีความสม่ำเสมอหรือผิดปกติไป
  • การบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง (Holter and Event Monitors) เป็นการบันทึกการทำงานของหัวใจตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมงด้วยเครื่องบันทึกการทำงานของหัวใจขนาดเล็กและพกพาได้ง่าย จึงทำให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้เป็นปกติ ทำให้ตรวจพบความผิดปกติได้ง่าย
  • การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Stress Test) เป็นการตรวจดูการทำงานของหัวใจขณะออกกำลังกาย เนื่องจากความผิดปกติของหัวใจบางอย่างสามารถตรวจพบได้ง่ายเมื่อหัวใจทำงานหนักและมีการสูบฉีดมากขึ้น ซึ่งโดนกระตุ้นจากการออกกำลังกาย
  • การตรวจระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) เป็นการตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงจังหวะการเต้นของหัวใจในขณะทำกิจกรรมบางอย่าง เพื่อวัดค่าความดันโลหิตที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ในขณะผู้ป่วยหายใจเข้าลึก ๆ หรือจุ่มมือลงในน้ำเย็นจัด
  • การตรวจปัสสาวะใน 24 ชั่วโมง (24 Hour Urine Test) แพทย์จะให้ผู้ป่วยเก็บปัสสาวะตลอดในช่วงระยะเวลา 24 ชั่วโมงลงในบรรจุภัณฑ์ที่เตรียมไว้ให้ก่อนนำกลับมาส่งคืนให้แพทย์ เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ในระหว่างนี้ควรเก็บปัสสาวะไว้ในที่เย็น

การรักษาภาวะความดันโลหิตต่ำ

จุดประสงค์ของการรักษาจะเป็นการมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมความดันโลหิตให้กลับมาสู่ภาวะปกติและบรรเทาอาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีการตอบสนองต่อการรักษาที่แตกต่างกันออกไปตามหลายปัจจัย เช่น วัย สุขภาพ ความแข็งแรงของร่างกาย หรือการใช้ยา ทั้งนี้ วิธีการรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของภาวะโลหิตต่ำและความรุนแรงของอาการเป็นหลัก

ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำระดับไม่รุนแรงและมีสุขภาพแข็งแรงสามารถควบคุมภาวะความดันโลหิตต่ำได้ด้วยการปฏิบัติตนตามคำแนะนำทั่วไป ดังนี้

  • หากเกิดอาการอันเนื่องมาจากภาวะความดันโลหิตต่ำ ควรนั่งพักหรือนอนลงทันทีที่มีอาการ โดยพยายามยกเท้าให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจ
  • เคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงเช้าของวัน เพื่อเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย เช่น ยืดเส้นยืดสายทุกเช้าก่อนลุกขึ้นมาทำกิจกรรมอื่น ๆ ของวัน อาจเป็นการบิดตัว ไข้วขา เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงการยืนเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันภาวะโลหิตต่ำที่เกิดจากการสื่อสารผิดระหว่างหัวใจและสมอง (Neutrally Mediated Hypotension)
  • สวมใส่ถุงเท้าประเภทที่ช่วยเพิ่มความดัน (Support Stockings/Compression Stockings) ซึ่งเป็นถุงเท้าที่ทำมาจากผ้ายืด มีความยืดหยุ่นและรัดแน่น เพื่อช่วยระบบการไหลเวียนของเลือดและเพิ่มความดันโลหิต แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ เพราะอาจไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยทุกราย
  • ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในตอนกลางคืน และจำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจไปกระตุ้นให้เกิดภาวะความดันต่ำได้มากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ในมื้อเดียว แต่ควรแบ่งรับประทานอาหารทีละน้อยในแต่ละมื้อ

แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะความดันโลหิตต่ำจากการบาดเจ็บอย่างรุนแรงหรือเกิดภาวะช็อกขึ้น จำเป็นต้องได้รับน้ำเกลือและหาสาเหตุอย่างเร่งด่วนจากแพทย์ รวมไปถึงผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงขึ้นและเป็นอย่างต่อเนื่องก็ควรเข้าพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธีด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม เช่น

  • การให้น้ำเกลือ (IV Fluids) ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำจากภาวะการขาดน้ำและเกลือแร่ สูญเสียเลือด หรือเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด อาจได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำเพื่อช่วยเพิ่มความดันโลหิตให้สูงขึ้น
  • รักษาต้นเหตุของภาวะความดันโลหิตต่ำ หากแพทย์สงสัยว่าภาวะความดันโลหิตต่ำมาจากความผิดปกติหรือโรคประจำตัว ผู้ป่วยอาจจะต้องมีการตรวจด้านอื่นเพิ่มเติมและการรักษาเฉพาะโรคนั้น ๆ เช่น ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำจากฮอร์โมนผิดปกติ อาจต้องได้รับการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนโดยเฉพาะ และรักษาด้วยการให้ฮอร์โมนทดแทน
  • การรักษาด้วยยา หากการรักษาด้วยการปรับพฤติกรรมตามคำแนะนำและการให้สารน้ำทางเส้นเลือดไม่สามารถบรรเทาอาการ แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าควรใช้ยาในกลุ่มใดที่เหมาะกับผู้ป่วยตามสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิต ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยยาหลายกลุ่ม เช่น
    • แอลฟา อะดรีเนอร์จิก รีเซพเตอร์ อะโกนิสต์ (Alpha Adrenergic Receptor Agonists) ช่วยเพิ่มความดันโลหิต และลดอาการจากภาวะความดันโลหิตต่ำ
    • สเตอรอยด์ (Steroid) ช่วยป้องกันการสูญเสียเกลือแร่ในร่างกาย เพิ่มปริมาณของเหลวและความดันโลหิตให้สูงขึ้น
    • ยาเพิ่มความดันโลหิต (Vasopressors) ออกฤทธิ์บีบหลอดเลือดให้เล็กลง เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง และลดอาการจากภาวะความดันโลหิตต่ำอื่น ๆ
    • ยาแอนติไดยูเรติก ฮอร์โมน (Antidiuretic Hormone) ช่วยควบคุมความดันโลหิตและลดการตื่นมาปัสสาวะกลางดึกบ่อย ๆ
    • ยาทางจิตเวช (Antiparkinson Drugs) ช่วยเพิ่มความดันโลหิตให้สูงขึ้นและลดอาการจากภาวะความดันโลหิตต่ำอื่น ๆ

ภาวะแทรกซ้อนของภาวะความดันโลหิตต่ำ

ภาวะความดันโลหิตต่ำไม่รุนแรงอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในการหกล้มได้มากที่สุด และอาจรุนแรงจนถึงขั้นทำให้สะโพกหักหรือกระดูกสันหลังร้าว โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ และส่งผลให้ความสามารถในการเคลื่อนไหวของร่างกายยากลำบากขึ้น มีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมา

แต่ในรายที่มีความดันลดต่ำลงจนทำให้เกิดอาการรุนแรงงอาจทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนจนทำให้หัวใจ สมอง หรืออวัยวะต่าง ๆ เกิดความเสียหาย และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้หากได้รับการรักษาไม่ทัน

การป้องกันภาวะความดันโลหิตต่ำ

ภาวะความดันโลหิตต่ำแต่ละชนิดมีสาเหตุการเกิดที่แตกต่างกัน การป้องกันอาจไม่สามารถทำได้เต็มที่ แต่สามารถช่วยลดความเสี่ยงด้วยการการปฏิบัติตนตามคำแนะนำ ดังนี้

  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ เกลือแร่ และเพิ่มปริมาณเลือดให้สูงขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน เน้นอาหารประเภทผัก ผลไม้ ธัญพืช เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน
  • การลุกหรือนั่งไม่ควรเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็วมากเกินไป
  • ตรวจเช็คความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละมื้อ โดยแบ่งรับประทานเป็นมื้อย่อย ๆ หลายมื้อ และควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น มันฝรั่ง ข้าว พาสต้า และขนมปัง ในปริมาณมาก เพื่อป้องกันความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างรวดเร็วหลังรับประทานอาหาร
Tagged :

เบื่ออาหาร Loss of Appetite อาการไม่รู้สึกอยากอาหาร

เบื่ออาหาร (Loss of Appetite) คือ อาการไม่รู้สึกอยากอาหาร หรือความต้องการรับประทานอาหารลดลง โดยภาวะเบื่ออาหารนี้เกิดได้จากปัญหาสุขภาพกายและปัญหาสุขภาพจิต โดยมีทั้งสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเบื่ออาหารชั่วคราว เช่น ภาวะเบื่ออาหารจากการใช้ยาบางอย่าง และสาเหตุที่ทำให้เบื่ออาหารอย่างรุนแรง เช่น ภาวะเบื่ออาหารจากการป่วยเป็นโรคมะเร็งบางชนิด ทั้งนี้ ผู้ที่เบื่ออาหารอาจเกิดอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด หรือขาดสารอาหาร หากไม่ได้รับการรักษาให้หาย อาจทำให้อาการแย่ลง ผู้ป่วยจึงควรพบแพทย์ให้ตรวจวินิจฉัยสาเหตุของอาการดังกล่าว เพื่อรับการรักษาต่อไป

อาการเบื่ออาหาร

อาการเบื่ออาหารจะทำให้ผู้ที่ประสบภาวะนี้รู้สึกไม่เจริญอาหาร หรืออยากอาหารน้อยลง ไม่อยากกินหรือปฏิเสธอาหารที่เคยชอบ รวมทั้งน้ำหนักตัวลดลง ส่วนผู้ที่เบื่ออาหารจากความเครียดหรือโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติในการกิน มักเกิดอาการอื่นร่วมด้วย ดังนี้

  • เสียใจมาก ๆ หรือรู้สึกผิดต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  • เบื่อหน่ายหรือไม่มีแรงจูงใจทำสิ่งที่เคยชอบ
  • นอนไม่หลับ
  • ท้องผูก
  • คลื่นไส้
  • คิดฆ่าตัวตาย

นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่เบื่ออาหารควรพบแพทย์เพื่อปรึกษาและรับการรักษาทันทีในกรณีที่เกิดอาการต่อไปนี้

  • คลื่นไส้และรับประทานอาหารไม่ได้หลายวัน
  • น้ำหนักลดลง 2 กิโลกรัมหรือมากกว่านั้น หรือน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • รู้สึกเจ็บเมื่อรับประทานอาหาร
  • ไม่ได้ปัสสาวะทุกวัน หรือไม่ได้ขับถ่ายมา 2 วันหรือมากกว่านั้น
  • ปัสสาวะออกน้อย หรือปัสสาวะกะปริบกะปรอย มีกลิ่นแรง รวมทั้งปัสสาวะมีสีเข้ม
  • อาเจียนมากกว่า 24  ชั่วโมง
  • ไม่สามารถดื่มน้ำหรือกลืนของเหลวลงคอได้
  • มีอาการปวดมากจนระงับอาการดังกล่าวให้หายไม่ได้
  • ประสบภาวะขาดประจำเดือน

สาเหตุของการเบื่ออาหาร

อาการเบื่ออาหารเกิดได้จากสาเหตุหลายประการ ผู้ที่เกิดอาการเบื่ออาหารจะกลับมาเจริญอาหารและรับประทานได้ตามปกติเมื่อได้รับการรักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าว โดยสาเหตุที่ทำให้เบื่ออาหารแบ่งออกเป็น 3 สาเหตุหลัก ได้แก่ ปัญหาสุขภาพกาย ปัญหาสุขภาพจิต  สมัครบาคาร่า  และการใช้ยา ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

  • ปัญหาสุขภาพกาย โดยทั่วไปแล้ว อาการเบื่ออาหารมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ผู้ป่วยที่เบื่ออาหารจากการติดเชื้อดังกล่าวจะมีอาการของไข้หวัดใหญ่ร่วมด้วย เช่น ไอ อ่อนเพลีย หรือจาม อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจะกลับมารู้สึกอยากอาหารและรับประทานได้ตามปกติ เนื่องจากโรคที่ติดเชื้อเหล่านี้มักป่วยไม่นาน นอกจากนี้ ปัญหาสุขภาพกายอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการเบื่ออาหารยังมีอีกหลายอย่าง ได้แก่
    • มะเร็งลำไส้ใหญ่
    • มะเร็งรังไข่
    • มะเร็งกระเพาะอาหาร
    • มะเร็งตับอ่อน
    • สมองเสื่อม
    • หัวใจวาย
    • ตับวายเรื้อรัง
    • ไตวายเรื้อรัง
    • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
    • ไวรัสตับอักเสบ
    • เชื้อเอชไอีวี
    • ไฮโปไทรอยด์
    • ตั้งครรภ์ช่วงแรก
  • ปัญหาสุขภาพจิต ผู้ป่วยที่เบื่ออาหารอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพจิต ผู้ที่เกิดอาการซึมเศร้า เสียใจมาก ๆ เบื่อหน่าย เครียด หรือกังวล มีแนวโน้มรู้สึกอยากอาหารน้อยลง โดยอาการซึมเศร้าจะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย ซึ่งรวมไปถึงการรับประทานอาหาร อาการเบื่ออาหารจากปัญหาสุขภาพจิตมักเกิดอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อ่อนเพลีย และไม่มีแรงจูงใจทำสิ่งต่าง ๆ นอกจากนี้ ผู้ที่ประสบภาวะการกินผิดปกติ (Eating Disorders) ก็มักเกิดอาการเบื่ออาหาร เช่น ผู้ป่วยอะนอเร็กเซีย (Anorexia Nervosa) มักอดอาหารหรือทำทุกวิธีเพื่อควบคุมน้ำหนักให้น้อยลง ส่งผลให้น้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์และกลัวว่าน้ำหนักตัวจะเพิ่มอยู่เสมอ ผู้ป่วยอะนอเร็กเซียอาจประสบภาวะขาดสารอาหารได้หากอดอาหารไปเรื่อย ๆ และไม่รับการบำบัดรักษา
  • การใช้ยา ยารักษาปัญหาสุขภาพบางอย่างส่งผลให้ผู้ป่วยที่ได้รับยานั้นอยากอาหารน้อยลง โดยยาที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าว ได้แก่ ยาปฏิชีวนะ เคมีบำบัดสำหรับรักษามะเร็ง ยาโคเดอีน (Codeine) และมอร์ฟีน ทั้งนี้ การใช้สารเสพติดก็ส่งผลให้เกิดอาการเบื่ออาหาร ได้แก่ โคเคน เฮโรอีน และแอมเฟตามีน

อย่ามองข้าม เบื่ออาหาร

การวินิจฉัยอาการเบื่ออาหาร

ผู้ที่มีอาการเบื่ออาหารควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและวินิจฉัยสาเหตุของอาการดังกล่าวก่อนเข้ารับการรักษา เบื้องต้นแพทย์จะชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูงผู้ป่วยเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยน้ำหนักตัวทั่วไป ทั้งนี้ แพทย์จะซักประวัติการรักษา ประวัติการใช้ยา และการรับประทานอาหารของผู้ป่วย รวมทั้งถามคำถามอื่น ๆ พอสังเขป ดังนี้

  • ช่วงเวลาที่เริ่มเกิดอาการเบื่ออาหาร
  • ระดับความรุนแรงของอาการ
  • จำนวนน้ำหนักที่ลดลง
  • อาการป่วยอื่น ๆ หรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่ผู้ป่วยเป็น

นอกจากนี้ แพทย์จะตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติมเพื่อวินิจฉัยสาเหตุของภาวะเบื่ออาหาร โดยการตรวจประกอบด้วย

  • ทำอัลตราซาวด์บริเวณท้อง
  • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
  • ตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยการทำงานของตับ ต่อมไทรอยด์ และไต
  • ตรวจระบบทางเดินอาหาร โดยเอกซ์เรย์ดูหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก
  • ตรวจครรภ์หรือเชื้อเอชไอวีสำหรับผู้ป่วยบางราย

การรักษาอาการเบื่ออาหาร

วิธีรักษาอาการเบื่ออาหารมีหลายวิธี โดยแต่ละวิธีจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าว ผู้ที่เกิดอาการเบื่ออาหารอาจรับการรักษาจากแพทย์และดูแลตัวเอง ดังนี้

  • อาการเบื่ออาหารจากปัญหาสุขภาพกาย อาการเบื่ออาหารจากการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสจะหายไปหากผู้ป่วยรับประทานยาและดูแลตัวเองให้ดี ซึ่งไม่จำเป็นต้องรับการรักษาด้วยขั้นตอนทางการแพทย์ที่ซับซ้อน ส่วนผู้ป่วยที่ประสบภาวะขาดสารอาหารหรือมีเกลือแร่ในร่างกายต่ำจะได้รับการให้น้ำเกลือหรือสารอาหารเข้าทางหลอดเลือดดำ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เบื่ออาหารจากโรคมะเร็งหรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ มักรักษาอาการเบื่ออาหารให้หายได้ยาก แต่ผู้ป่วยช่วยดูแลอาการไม่ให้แย่ลงได้ โดยปฏิบัติ ดังนี้
    • รับประทานอาหาร กับครอบครัวหรือเพื่อน โดยทำอาหารที่ผู้ป่วยชอบกิน หรือออกไปรับประทานอาหารข้างนอก เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารมากขึ้น
    • พยายามรับประทานอาหารให้ได้มากตามที่ต้องการ แต่ไม่ควรฝืนรับประทานมากเกินไป
    • รับประทานมื้อใหญ่มื้อเดียวในหนึ่งวัน และรับประทานของกินเล่นหรือของว่างอื่น ๆ ระหว่างวัน
    • รับประทานอาหารมื้อย่อยบ่อย ๆ จะช่วยให้กระเพาะอาหารย่อยได้ง่าย โดยแบ่งเป็น 5-6 มื้อย่อย แทนการรับประทานอาหารมื้อใหญ่สามมื้อต่อวัน
    • ควรรับประทานอาหารที่ให้พลังงานและโปรตีนสูง หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีโปรตีน เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เพียงพอ
    • ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอเพื่อเลี่ยงภาวะขาดน้ำ โดยดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหาร และเลี่ยงดื่มน้ำขณะรับประทานอาหาร เนื่องจากจะทำให้อิ่มเร็ว
    • ดื่มชามินต์หรือน้ำขิงเพื่อช่วยลดอาการขมปากขมคอ
    • ออกกำลังกายเบา ๆ ก่อนมื้ออาหารประมาณหนึ่งชั่วโมง เพื่อกระตุ้นน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร
  • อาการเบื่ออาหารจากปัญหาสุขภาพจิต ผู้ป่วยที่เกิดอาการเบื่ออาหารและได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่ามีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต เช่น ซึมเศร้า เครียด หรือป่วยเป็นโรคที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร อาจต้องปรึกษาและรักษากับจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
  • อาการเบื่ออาหารจากการใช้ยา ผู้ที่รู้สึกเบื่ออาหารโดยมีสาเหตุมาจากการใช้ยารักษาโรคบางอย่าง อาจต้องพบแพทย์เพื่อปรึกษาขอเปลี่ยนปริมาณยาหรือให้สั่งจ่ายยาตัวอื่นมาใช้รักษาแทน อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยไม่ควรเปลี่ยนยาหรือหยุดใช้ยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน ส่วนผู้ที่เบื่ออาหารอันเนื่องมาจากการใช้สารเสพติดจะต้องเข้ารับการบำบัดกับนักจิตวิทยาหรือผู้ที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการรักษาอาการติดยาเสพติด

ภาวะแทรกซ้อนของอาการเบื่ออาหาร

ผู้ที่เบื่ออาหารจากปัญหาสุขภาพซึ่งเกิดขึ้นเพียงระยะสั้นนั้น จะกลับมาเจริญอาหารและรับประทานได้ตามปกติเมื่อได้รับการรักษาและหายจากปัญหาสุขภาพดังกล่าว โดยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนใด ๆ ตามมาภายหลัง อย่างไรก็ตาม ปัญหาสุขภาพบางอย่างที่ทำให้เกิดอาการเบื่ออาหารอาจทำให้ผู้ป่วยอาการแย่ลงหากไม่เข้ารับการรักษาให้หาย โดยผู้ป่วยจะเกิดอาการอื่น ๆ ที่รุนแรงขึ้น ดังนี้

  • อ่อนเพลียมากกว่าปกติ
  • น้ำหนักตัวลดลง
  • หัวใจเต้นเร็วมาก หรือเต้นช้าจนผิดปกติ
  • มีไข้ หรืออุณหภูมิร่างกายต่ำลง
  • รู้สึกไม่สบายตัว
  • เกิดอาการป่วยหรือไม่สบายอย่างอื่น  รวมทั้งประสบภาวะขาดสารอาหาร
Tagged :

ทำแท้ง อันตรายอย่างไร ไม่จำเป็นอย่าเสี่ยง

ควรหรือไม่กับ การทำแท้ง ยังคงเป็นปัญหาที่โต้แย้งกันในสังคมไทย การทำแท้งจากการท้องไม่พร้อมถือว่าผิดกฎหมาย แต่ก็ยังมีบริการทำแท้งเถื่อนที่เสี่ยงอันตรายสูงเปิดให้เห็นเป็นจำนวนมาก

จากการคาดการณ์ อุบัติการณ์ของการทำแท้ง หรือการยุติการตั้งครรภ์ก่อนคลอดทั่วโลกในปี 2010-2014 เผยแพร่โดยสถาบัน Guttmacher ซึ่งเป็นองค์กรที่ศึกษาและวางแผนเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศและการเจริญพันธุ์แห่งสหรัฐอเมริกา พบว่ามีการทำแท้งเกิดขึ้นทั้งหมด 56.3 ล้านครั้ง ในจำนวนนี้เป็นการทำแท้งในประเทศที่พัฒนาแล้ว 6.7 ล้านครั้ง และในประเทศกำลังพัฒนาถึง 49.6 ล้านครั้ง

ทำแท้ง

สำหรับในประเทศไทย ยังมีข้อจำกัดในการทำแท้ง หญิงตั้งครรภ์จะสามารถทำแท้งได้อย่างถูกกฎหมายก็ต่อเมื่อแพทย์ลงความเห็นว่ามีความจำเป็นเท่านั้น นั่นคือเสี่ยงต่อสุขภาพของแม่ ซึ่งหากไม่ทำแท้งอาจทำให้แม่เกิดอันตรายถึงชีวิต ผู้เป็นแม่มีอาการผิดปกติทางจิต หรือกรณีตั้งครรภ์จากการถูกกระทำชำเรา เช่น ถูกข่มขืนหรือการมีเพศสัมพันธ์ในเชื้อสายเดียวกัน ซึ่งต้องให้แพทย์ในโรงพยาบาลที่ถูกกฎหมายเป็นผู้ดำเนินการเท่านั้น

ในโรงพยาบาลที่ถูกกฎหมาย ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลและรักษาพยาบาลก่อนและหลังทำแท้ง โดยมีการตรวจร่างกาย ตรวจทางห้องปฏิบัติการ และให้ความรู้เกี่ยวกับการยุติครรภ์ วิธีการดูแลตัวเอง ไปจนถึงวิธีติดตามสังเกตอาการของตนเองเพื่อกลับมาพบแพทย์อีกครั้ง ซึ่งวิธีการทำแท้งในบทความนี้มีไว้เฉพาะเพื่อให้ข้อมูลการทำแท้งโดยแพทย์ที่ถูกกฎหมายในกรณีที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

วิธีการทำแท้ง หรือยุติการตั้งครรภ์มี 2 วิธีหลักด้วยกัน ได้แก่ การใช้ยา และวิธีการที่มีหัตถการทางการแพทย์ร่วมด้วยโดยการดูดหรือขูดมดลูก

ทำแท้งด้วยการใช้ยา

การใช้ยาช่วยให้แท้งจะทำได้เมื่อผู้เป็นแม่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 9 สัปดาห์ โดยยาที่ใช้จะช่วยให้ปากมดลูกนิ่มและเปิดออก กระตุ้นการหดตัวของมดลูก ซึ่งเป็นยาควบคุมพิเศษ สั่งจ่ายได้เฉพาะในโรงพยาบาลโดยแพทย์เท่านั้น

ทำแท้งโดยมีหัตถการทางแพทย์ร่วมด้วย

แพทย์อาจดูดมดลูกด้วยเครื่องดูดสุญญากาศ หรือใช้วิธีขยายและขูดมดลูก ซึ่งวิธีการในแต่ละอายุครรภ์ก็แตกต่างกันไป ดังนี้

  • ไตรมาสแรก (อายุครรภ์ 5-12 สัปดาห์แรก) ใช้เครื่องมือสุญญากาศดูดมดลูก (Manual or Machine Vacuum Aspiration) วิธีนี้อาจใช้มือถือเครื่องมือหรือเครื่องมืออัตโนมัติก็ได้ โดยดูดเนื้อเยื่อในมดลูกออกมาผ่านท่อเล็ก ๆ
  • ไตรมาสที่สอง (สัปดาห์ที่ 12-24) ใช้วิธีการขยายปากมดลูกและขูดมดลูก (Dilation and Evacuation) และมักใช้เครื่องดูดสุญญากาศร่วมด้วย การใช้วิธีนี้กับครรภ์ในไตรมาสที่ 2 จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้น้อยกว่าการใช้ยาที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ในระยะนี้  UFABET แพทย์จะเลือกใช้ยาก็ต่อเมื่อตัวอ่อนในครรภ์มีความผิดปกติหรือเกิดปัญหาร้ายแรงเท่านั้น

อันตรายจากการทำแท้ง

การทำแท้งตามเงื่อนไขที่กฎหมายรับรองนั้นทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะมีขั้นตอนกระบวนการดูแลอย่างใกล้ชิด พบว่าน้อยกว่า 1 ใน 100 ของหญิงที่ทำแท้งจะเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือปัญหาร้ายแรง เช่น มดลูกอักเสบติดเชื้อ ตกเลือดมาก ซึ่งหลังการทำแท้ง หากสังเกตได้ถึงอาการต่อไปนี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

  • ภาวะเลือดออกรุนแรง ได้แก่
    • มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่กว่าลูกกอล์ฟขับออกมานานกว่า 2 ชั่วโมง
    • มีเลือดออกเต็มแผ่นผ้าอนามัยที่รองไว้ภายในชั่วโมงเดียวถึง 2 แผ่น ต่อเนื่องนาน 2 ชั่วโมง
    • มีเลือดออกมากติดต่อกันใน 12 ชั่วโมง
  • มีสัญญาณของการติดเชื้อ เช่น ไข้สูง ตกขาวมีกลิ่นเหม็น
  • ปวดรุนแรงบริเวณท้องจนไม่อาจบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวด การพัก หรือความร้อนได้
  • เหนื่อยเพลียมาก คลื่นไส้ วิงเวียน

การทำแท้งที่กล่าวไปข้างต้นไม่มีผลใด ๆ ต่อการตั้งครรภ์ใหม่ในอนาคต แต่มีข้อควรระวังคือ ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าร่างกายจะฟื้นตัวเต็มที่ ซึ่งจะใช้เวลาอย่างต่ำ 1-3 สัปดาห์

ทำแท้งเถื่อน เสี่ยงถึงชีวิต

สิ่งที่การทำแท้งเถื่อนไม่อาจรับประกันได้เลยก็คือความปลอดภัย การทำแท้งที่ไม่ได้กระทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ที่เหมาะสม สามารถส่งผลให้เกิดอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนดังนี้

  • ทำแท้งไม่สำเร็จ ไม่สามารถขับเอาเนื้อเยื่อของครรภ์ออกมาจากมดลูกได้หมด
  • มีอาการตกเลือด หรือเลือดออกมาก
  • เกิดภาวะติดเชื้อ
  • มดลูกทะลุจากการวัตถุมีคม
  • อันตรายต่อระบบสืบพันธ์ุและอวัยวะภายในจากการสอดใส่วัตถุอันตรายในการทำแท้ง เช่น ไม้ เข็มถักไหมพรม หรือเศษแก้วแตกไปยังช่องคลอดหรือทวารหนัก

การป้องกันและการควบคุม

ปัญหาท้องไม่พร้อม ท้องก่อนวัยอันควร นำไปสู่การทำแท้งตามคลินิกเถื่อนหรือการสั่งซื้อยามารับประทานเอง ซึ่งไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ปลอดภัย ไม่ควรเสี่ยงชีวิตเป็นอย่างยิ่ง คุณแม่ที่ท้องไม่พร้อมควรให้เวลากับตัวเอง ตั้งสติและคิดทบทวนถึงผลลัพธ์ให้ดีก่อนตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม ทางออกของปัญหาไม่ได้มีแค่วิธีเดียว ทางเลือกหนึ่งที่แนะนำ คือการขอความช่วยเหลือจากองค์กรและโครงการต่าง ๆ ที่คอยช่วยเหลือ และให้คำปรึกษาปัญหา เช่น สายด่วน 1663 ปรึกษาปัญหาเอดส์และท้องไม่พร้อม เป็นต้น

ปัญหาการทำแท้งสามารถป้องกันได้ หากมีการศึกษาในเรื่องเพศที่ดีมากขึ้นในสังคม ป้องกันการท้องโดยการใช้ยาคุมกำเนิด การใช้ยาคุมฉุกเฉิน และการใช้ถุงยางอนามัย เป็นต้น

Tagged :

คลินดามัยซิน คลินดามัยซิน เป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย

คลินดามัยซิน (Clindamycin) เป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย มักใช้รักษาสิวอักเสบ ผิวหนังอักเสบ การติดเชื้อในข้อต่อกระดูก ระบบทางเดินหายใจ ช่องปาก ช่องท้อง หรือรักษาแบคทีเรียในช่องคลอด เป็นต้น อาจใช้เป็นยารักษาเพียงอย่างเดียว ใช้ควบคู่กับยาปฏิชีวนะตัวอื่น หรือใช้เมื่อใช้ยาตัวอื่นแล้วไม่ได้ผล

เกี่ยวกับคลินดามัยซิน

กลุ่มยา ยาปฏิชีวนะ  
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่หาซื้อได้เอง
สรรพคุณ ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
กลุ่มผู้ป่วย เด็กและผู้ใหญ่
รูปแบบของยา ยารับประทาน ยาทา และยาฉีด

คำเตือนของการใช้ยาคลินดามัยซิน

  • ก่อนใช้ยาต้องแจ้งแพทย์เกี่ยวกับประวัติการแพ้ยาและประวัติการป่วย
  • ก่อนใช้ยาต้องแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่กำลังใช้อยู่และการรักษาที่ได้รับในปัจจุบัน
  • ผู้หญิงตั้งครรภ์หรือผู้หญิงที่กำลังวางแผนมีบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
  • ใช้ยาตามปริมาณที่แพทย์สั่ง  UFABET ไม่หยุดใช้ยากะทันหัน
  • การใช้คลินดามัยซินอาจส่งผลข้างเคียงได้ เช่น เวียนหัว ปวดหัว มีผดผื่น ความดันโลหิตลดต่ำลง คลื่นไส้อาเจียน หลอดเลือดอักเสบ หรือท้องร่วง

ปริมาณการใช้ยาคลินดามัยซิน

คลินดามัยซิน clindamycin

ยารับประทาน

  • ผู้ใหญ่ ปริมาณ 150-450 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง
  • เด็กอายุ 1 เดือนขึ้นไป ปริมาณ 10-30 มิลลิกรัม ทุก 6-8 ชั่วโมง

ยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อและเส้นเลือด

  • ผู้ใหญ่ ปริมาณ 300-600 มิลลิกรัม ทุก 6-8 ชั่วโมง
  • เด็กอายุ 1 เดือนขึ้นไป ปริมาณ 25-40 มิลลิกรัม/กิโลกรัม วันละครั้ง
  • เด็กอายุน้อยกว่า 1 เดือน และมีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 2 กิโลกรัม ปริมาณ 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทุก 8-12 ชั่วโมง

ยาในรูปสารระเหย

  • ผู้ใหญ่และวัยรุ่น ใช้ทาหรือหยด วันละ 2 ครั้ง

เจลและโฟม (มีคลินดามัยซินเป็นส่วนผสม 1%)

  • บริเวณที่ต้องการรักษา วันละ 1 ครั้ง สำหรับเจลและโฟม

การใช้ยาคลินดามัยซิน

ผู้ป่วยควรใช้ยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์ โดยการใช้ยาแบบรับประทานโดยรับประทานยานี้ขณะท้องว่าง อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนอาหาร หรือ 2 ชั่วโมงหลังอาหาร ทุก 6-8 ชั่วโมง หากลืมรับประทานยาตามเวลาที่กำหนด สามารถรับประทานได้ทันที แต่หากใกล้ถึงกำหนดรอบต่อไป ให้ข้ามไปรับประทานยารอบถัดไป

ผู้ป่วยไม่ควรใช้ยาเกินปริมาณที่แพทย์กำหนด รวมทั้งไม่ควรหยุดใช้ยาด้วยตนเองหากยังไม่ครบที่แพทย์กำหนด เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงในการดื้อเชื้อแบคทีเรียต่อไป และเชื้ออาจพัฒนาจนต้านยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาได้

สำหรับผู้หญิงให้นมบุตร หากใช้ยาแล้วเกิดอาการแพ้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการท้องร่วง ถ่ายเหลวเป็นน้ำ หรือถ่ายเป็นเลือด ควรหยุดใช้ยาแล้วไปพบแพทย์ทันที

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา คลินดามัยซิน

หลังใช้คลินดามัยซิน ผู้ป่วยอาจเกิดอาการจากการแพ้ยา เช่น ผื่นขึ้น หายใจติดขัด หน้าบวม หรืออาจเกิดผลข้างเคียงจากตัวยาได้ ควรหยุดใช้ยาแล้วรีบไปพบแพทย์ทันทีหากพบตัวอย่างอาการเหล่านี้

  • ท้องไส้ปั่นป่วน ท้องร่วง ถ่ายเหลวเป็นน้ำหรือเป็นเลือด
  • รู้สึกขมปาก
  • รู้สึกเวียนหัว มึนงง กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • เป็นดีซ่าน
  • ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีไข้ เจ็บคอ แสบตา
Tagged :

การพักผ่อนเป็นเรื่องสำคัญ และเลือกซื้อเตียงนอนก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน

การที่มี ที่พักผ่อนหย่อนใจที่ดีของเรา คือ บ้าน บ้านยังให้เราพักผ่อนจากการเหนื่อยล้ามาจากงาน หรือ เรื่องต่าง ๆ มากมาย แต่จุดหนึ่งที่เราใช้เวลามากที่สุด ภายในบ้าน คือ ห้องนอน และมีผืนผ้าขนาดใหญ่ไว้รองรับ ร่างกายที่ผ่านอะไรมามากมายในแต่ละวัน หากพูดถึง “ เตียงนอน ” คงจะเป็นแดนสวรรค์แห่งการพักผ่อนของใครหลายคน เรียกว่า เป็นเฟอร์นิเจอร์หลักภายใน บ้าน ที่ขาดไม่ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ล้วนต่างก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องของการนอน หรือ อาจจะเป็นสิ่งที่รองรับอารมณ์ต่าง ๆ ของเรา สำหรับการเลือกซื้อเตียงนอน หากเราศึกษาแนวทางในการเลือกซื้ออย่างถูกต้อง ก็จะช่วยให้ทุกวันแห่งการนอนหลับของเราเป็นวันที่ดีได้

ปัจจุบันนี้เตียงนอนก็ได้ผลิตออกมาหลากหลายรูปแบบ  ด้วยระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้ผู้ใช้ได้เลือกสรรกันมากขึ้น โดยมีทั้งขนาด รูปร่าง ดีไซด์ และสีสันต่างๆ จนใครหลายคนสงสัยว่าจะต้องเลือกซื้อเตียงนอนแบบไหนดี ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องรู้แนวทาง เพราะนั่นอาจจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของการเลือกซื้อเตียงนอน

เลือกเตียงนอนให้เหมาะกับที่นอน

การเลือกซื้อเตียงนอน นอกจากจะสัมพันธ์กับขนาดของห้องนอนแล้ว ยังจะต้องสอดคล้องกับที่นอนอีกด้วย ทั้งเรื่องของขนาด และความสูง รวมถึงจะต้องมีฐานรองรับที่นอนอย่างมีประสิทธิภาพ ทนทาน ใช้งานได้ยาวนานมากที่สุด

เลือกเตียงนอนให้เหมาะกับขนาดครอบครัว

ปัจจุบันเตียงนอนได้ผลิตออกมาให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งมีทั้งเตียงนอนขนาดเล็ก เตียงนอนขนาดใหญ่ ทั้งนี้ก็จะต้องสำรวจความต้องการของผู้ใช้งานว่าต้องการอะไรจากเตียงรุ่นนี้ ต้องการนอนคนเดียวหรือว่าหลายคน

เลือกเตียงนอนให้ตรงกับการใช้งาน

เราสามารถเลือกซื้อเตียงนอนให้ตรงกับรูปแบบความต้องการในการใช้งานของเราได้ เช่น กำหนดชุดหัวเตียง ฐานรองเตียง และผ้าหุ้มเตียงนอน ให้ตรงกับความต้องการของคุณได้ หรือกำหนดให้ใต้เตียงนอนเป็นลักษณะทึบหรือโปร่ง โดยคนส่วนใหญ่นั้นมักจะชอบใต้เตียงที่มีพื้นที่โปร่งๆ เพราะทำให้ไม่ดูอึดอัด สามารถใส่ของไว้ในใต้เตียงได้ แต่เตียงนอนที่ปิดทึบ ก็ช่วยป้องกันปัญหาเรื่องไรฝุ่นได้เป็นอย่างดี

เลือกเตียงนอนที่ใส่ใจสุขภาพการนอน

เตียงบางรุ่นก็ผลิตมาไม่ได้คำนึงถึงสุขภาพของผู้นอน แม้ว่าจะใช้ที่นอนมีคุณภาพ แต่นอนแล้วบางทีก็ยังรู้สึกปวดเมื่อย เพราะเตียงบางรุ่นก็ออกแบบมาไม่มีคุณภาพ เตียงเป็นหลุมจึงทำให้ผู้นอนรู้สึกไม่สบาย ดังนั้น ก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อ แนะนำให้ทดลองนอนก่อน เพื่อจะได้รู้ว่าเตียงแบบไหนนอนแล้วสบาย สามารถตอบโจทย์กับผู้ใช้ได้มากที่สุด

เลือกเตียงนอนให้เหมาะกับเฟอร์นิเจอร์

สิ่งที่จะทำให้ห้องนอนดูโดดเด่นมีสไตล์ จะต้องกำหนดแนวทางในการตกแต่งว่าชอบสไตล์แบบไหน หรือสีแบบไหน สามารถเลือกนำมาประยุกต์ได้ตามความชอบ แต่ควรจะเลือกซื้อให้เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องนอน นอกจากนี้เรายังสามารถกำหนดความสูงของเตียงนอนได้อีกด้วยว่าชอบแบบสูงหรือเตี้ย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสไตล์ของแต่ละคน

เลือกเตียงนอนที่ทำจากวัสดุมีคุณภาพ

การเลือกซื้อวัสดุของเตียงนอนที่มีประสิทธิภาพ ก็จะส่งผลให้มีการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น ซึ่งเตียงนอนก็จะมีคุณสมบัติที่หลากหลาย เช่น เลือกซื้อเตียงไม้ก็จะทำความสะอาดได้ง่าย เกิดความรู้สึกอบอุ่นเป็นธรรมชาติ เลือกซื้อเตียงบุผ้าก็จะสามารถระบายความร้อนได้ดี โครงสร้างภายในควรมีวัสดุ Anti Mite ป้องกันปลวกและไรฝุ่นได้ ส่วนเตียงบุหนังอายุการใช้งานก็จะทนทานมากขึ้น ทำความสะอาดได้ง่าย เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวัสดุและโครงสร้างของเตียงนอน จะต้องแข็งแรงและมีคุณภาพต่อการใช้งานด้วย ออกแบบภายใน นอกจากนี้ก็ต้องเลือกวัสดุของชุดหัวเตียง และโครงสร้างของฐานรองเตียงที่มีคุณภาพ สามารถตอบสนองได้ทุกความต้องการ มีความยืดหยุ่น อากาศถ่ายเท และรองรับน้ำหนักได้ดี พร้อมกับขาตั้งดีไซน์ที่ทันสมัย

เลือกเตียงนอนที่ทำความสะอาดง่าย

การทำความสะอาดเตียงนอนเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ควรปล่อยให้เตียงนอนเป็นที่สะสมของไรฝุ่นและเชื้อโรค ซึ่งก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ พยายามอย่าเลือกซื้อเตียงที่มีซอกเล็กซอกน้อย เพราะจะทำความสะอาดได้ยาก การเลือกซื้อเตียงนอนจึงต้องมองให้ครบรอบด้าน

ขนาดของเตียงนอน

วิธีการเลือกเตียงนอน ขนาดของเตียงนอน ควรเลือกอย่างไร

โดยทั่วไปแล้วเตียงนอนจะมีอยู่ด้วยกัน 3 ไซส์มาตรฐาน ได้แก่ เตียงนอน 3 ฟุต หรือ 3.5 ฟุตเตียงนอน 5 ฟุต และเตียงนอน 6 ฟุต โดยแต่ละขนาดจะแบ่งออกตามการใช้งานดังตอนไปนี้

เตียงนอน 3 ฟุต หรือ 3.5 ฟุต (Single Size)

เตียงเดี่ยวสำหรับนอนคนเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่คอนโด หรือห้องนอนขนาดเล็กสามารถนอนได้ตั้งแต่เด็กเล็ก จนไปถึงผู้ใหญ่ที่มีขนาดตัวพอดีกับเตียง

เตียงนอน 5 ฟุต (Queen Size)

จากเตียงนอน 3 ฟุต ที่นอนสำหรับคนเดียว เพิ่มขนาดมาต่อที่เตียงนอน 5 ฟุต ที่เหมาะสำหรับนอนคนเดียวแบบสบายๆ กับพื้นที่ให้คุณได้พลิกตัว อีกทั้งยังนอนสองคู่แบบใกล้ชิด ที่ไม่เล็กจนทำให้รู้สึกอึดอัด

เตียงนอน 6 ฟุต (King Size)

เตียงนอนขนาดใหญ่สำหรับนอนสองคนได้อย่างลงตัว กับพื้นที่บนเตียงที่ค่อนข้างกว้าง จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นที่ห้องขนาดใหญ่ และเป็นอีกไซส์ที่ได้รับความนิยม

ประเภทของเตียงนอน

ในปัจจุบันมีเตียงหลากหลายประเภทให้คุณได้เลือก กับดีไซน์ที่สวยงาม ที่มาพร้อมจุดเด่นในเรื่องของการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป เรามาดูกันว่าแบบไหนที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ

    • เตียงนอนแบบขาโปร่ง มิกซ์แอนด์แมตช์เข้ากับห้องนอนได้อย่างลงตัว
    • เตียงนอนแบบขากล่อง ที่มาพร้อมกับความโมเดิร์นที่เรียบหรู
    • เตียงนอนแบบมีช่องเก็บ กับฟังก์ชันที่จะช่วยให้ห้องนอนเป็นระเบียบมากขึ้น
    • เตียงนอนแบบพับได้ ที่จะช่วยประหยัดพื้นที่ภายในห้องของคุณได้เป็นอย่างดี
    • เตียงนอนสองชั้น สำหรับห้องนอนที่มีขนาดเล็ก และฟังก์ชันที่หลากหลายในเรื่องของการใช้งาน

วัสดุในการทำเตียงนอน

นอกจากขนาด และประเภทของเตียงนอนที่ต้องใส่ใจในการเลือกซื้อให้เหมาะกับการใช้งานแล้ว วัสดุก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มองเข้าไม่ได้เด็ดขาด เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญ เรามาดูกันว่าวัสดุแต่ละชนิดมีอะไรบ้าง

    • เตียงไม้ ที่มีจุดเด่นในเรื่องของการดูแลรักษาที่ง่ายดาย พร้อมความรู้สึกอบอุ่นเป็นธรรมชาติ
    • เตียงบุผ้า ที่ช่วยระบายความร้อนให้เตียงได้เป็นอย่างดี หมดกังวลเรื่องปลวก และไรฝุ่นที่จะมารบกวนไปได้เลย
    • เตียงบุหนัง ที่ดูหรูหรามาพร้อมกับความทนทานในเรื่องของการใช้งาน ที่สำคัญยังทำความสะอาดได้ง่ายอีกด้วย
    • เตียงเหล็ก ที่มีความแข็งแรง ทนทาน รองรับน้ำหนักได้เป็นอย่างดี กับลวดลายเหล็กของหัวเตียงที่เพิ่มความคลาสสิคให้ห้องนอนของคุณ

ไม่ว่าคุณจะซื้อเตียงนอนขนาด 3 ฟุต, 3.5 ฟุต, 5 ฟุต และ 6 ฟุต ก็ตาม สิ่งที่คุณต้องคำนึงถึงเป็นอย่างแรกคือ พื้นที่ภายในห้องนอน เพราะหากคุณเลือกเตียงนอนที่มีขนาดใหญ่จนเกินไป จะทำให้ห้องนอนของคุณนั้นดูแคบ และรู้สึกอึดอัดจนรู้สึกไม่น่าอยู่

เรื่องฮวงจุ้ย เป็นศาสตร์ที่สามารถปรับตำแหน่งจากที่ไม่ดี กลายเป็นดี ฉะนั้น เราจะรู้ได้ไงว่าห้องนอนเป็นอีกหนึ่งห้องสำคัญ เพราะห้องนอนนั้นเป็นห้องสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมพลังงานที่จะทำให้มีชีวิตชีวา สำหรับในห้องนอนนั้นตำแหน่งของเตียงนอนก็เป็นความท้าทายที่คุณจะต้องปรับให้ถูกหลักฮวงจุ้ย และถ้าเตียงนอนของคุณต้องอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ที่ไม่ตรงตามศาสตร์ฮวงจุ้ย คุณจะแก้ไขอย่างไร

เลือกเตียงนอนให้นอนสบาย

7 ตำแหน่งเตียงนอนกับการปรับ “ฮวงจุ้ยเตียงนอน” ให้ถูกหลัก

ถ้าคุณเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย จะรู้ว่าห้องนอนเป็นอีกห้องสำคัญ เพราะห้องนอนนั้นเป็นห้องสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมพลังงานที่จะทำให้มีชีวิตชีวา สำหรับในห้องนอนนั้นตำแหน่งของเตียงนอนก็เป็นความท้าทายที่คุณจะต้องปรับให้ถูกหลักฮวงจุ้ย และถ้าเตียงนอนของคุณต้องอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ที่ไม่ตรงตามศาสตร์ฮวงจุ้ย คุณจะแก้ไขอย่างไร

1.กระจกหันหน้าไปทางเตียงนอน

เมื่อกระจกหันหน้าไปทางเตียงนอนเวลานอนกระจกจะสะท้อนให้เห็นร่างกายของคุณในขณะที่คุณกำลังนอนหลับเพื่อชาร์จพลังงาน ซึ่งจะทำให้สูญเสียพลัง ทางออกที่ดีที่สุดคือขยับกระจกหรือเปลี่ยนมุมเพื่อไม่ให้กระจกสะท้อนลำตัวขณะที่นอนอยู่บนเตียง หรือในเวลากลางคืนคุณอาจนำม่านหรือของตกแต่งต่างๆ มาปิดบังกระจกขณะนอนหลับแทนก็ได้

2.คาน พัดลมเพดาน หรือแชนเดอเลีย

โดยทั่วไปควรหลีกเลี่ยงของหนักที่แขวนอยู่เหนือเตียงนอนของคุณ เพราะสิ่งเหล่านี้สร้างพลังงานที่หนัก ซึ่งสื่อถึงการนำเรื่องหนักใจเข้ามาสู่ชีวิตประจำวัน วิธีแก้ไขคือปรับตำแหน่งเตียงนอนไม่ให้ทั้งสองสอดคล้องกัน หากมีคานเพดานอยู่เหนือศีรษะของคุณแต่คุณไม่สามารถขยับเตียงได้ วิธีป้องกันคือเพิ่มผ้าบางเบาทำเป็นหลังคาเหนือเตียง

3.ลูกศรในห้องนอน

ของมีคม เฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งอะไรก็ตามที่มีความคมอย่างลูกศรเป็นสัญลักษณ์ที่พุ่งตรงไปที่ร่างกายของคุณในขณะที่คุณนอนอยู่บนเตียง ดังนั้นทางออกสำหรับการปรับฮวงจุ้ยนี้คือการย้ายวัตถุมีคมเหล่านี้ไม่ให้ชี้ไปที่เตียงนอนของคุณ  หรือจะทำให้มุมหรือขอบของเหล่านั้นนุ่มลงด้วยผ้าต่างๆ

4.เตียงอยู่ใต้หน้าต่าง

หน้าต่างที่อยู่เหนือศีรษะของคุณโดยตรงในขณะที่คุณนอนหลับจะทำให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ซึ่งไม่เหมาะหากอยู่ในช่วงเวลาพักผ่อน วิธีแก้ไขถ้าทำได้คือย้ายเตียงออกจากหน้าต่างหรือป้องกันตัวคุณเองจากหน้าต่างโดยการเพิ่มหัวเตียงทึบสูง

5.เตียงอยู่ใต้เพดานลาดเอียง

การนอนใต้เพดานที่ลาดเอียงนั้นทำให้ขณะที่นอนคุณจะรู้สึกกดดันและส่งผลต่อพลังงานของคุณ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาเรื่องสุขภาพ และทำให้พลังงานของคุณลดต่ำลง ถ้าเป็นไปได้ให้ขยับเตียงของคุณเพื่อให้ศีรษะอยู่ใต้จุดสูงสุดของเพดานแทน หรืออย่างน้อยก็วางตำแหน่งเตียงนอนโดยไม่ให้หัวเตียงตรงกับส่วนต่ำสุดของเพดาน หรือผนังที่ลาดเอียง นอกจากนั้นยังสามารถแก้ไขได้ด้วยการทีเพดานหรือผนังเพื่อส่งเสริมการไหลของพลังงานให้เพิ่มขึ้น

6.เตียงที่เข้าถึงได้จากด้านใดด้านหนึ่ง

เตียงที่ถูกผลักขึ้นพิงกำแพงจะจำกัดการไหลของพลังงานไปยังเตียงของคุณ และถ้าคุณแชร์เตียงกับใครสักคนตำแหน่งที่ตั้งเตียงที่เข้าถึงได้เพียงด้านเดียวของเตียงนั้นจะขัดขวางการสื่อสาร และส่งเสริมความไม่สมดุลในเรื่องความสัมพันธ์ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้ดึงเตียงออกจากผนังเพื่อให้ทั้งสองด้านมีการเข้าถึงได้ หากพื้นที่ของคุณมีขนาดเล็กให้จัดเตียงไว้ตรงกลางเพื่อการเข้าถึงที่เท่าเทียมกันไม่ว่าพื้นที่จะเล็กแค่ไหน

7.เตียงใกล้กับประตูห้องนอน

การวางเตียงไว้ใกล้กับประตูห้องนอน หรือผนังที่มีประตูจะทำให้เตียงของคุณเปิดสู่การวิ่งชนของพลังงานซึ่งจะทำให้คุณหลับได้ยาก ถ้าไม่สามารถย้ายเตียงไปในตำแหน่งที่ดีกว่านี้ได้ ให้สร้างกำแพงกั้นที่สามารถแยกเตียงนอนออกจากพลังที่พุ่งเข้าหาประตูนั้น

การนอนหลับถือเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย เพราะกลางคืนเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของเราได้พักผ่อนจากความเหนื่อยล้าจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน และการได้นอนหลับ คือ การพักผ่อนที่ดีที่สุด สำหรับ ร่างกายมนุษย์เรา ดังนั้น เราควรเลือก เตียงนอน ตำแหน่งของเตียงนอน เพราะถือว่า ถ้าทุกอย่างถูกต้อง จะทำให้ชีวิตของเราราบรื่น และมั่นคงต่อการใช้ชีวิต

 

Tagged :

ท้องแข็ง อาการป่วย หรือสัญญาณใกล้คลอด ?

ท้องแข็ง คือ อาการซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าใกล้คลอดเจ้าตัวน้อยแล้ว โดยคุณแม่อาจรู้สึกแน่นท้อง หน้าท้องแข็ง ร่วมกับมีอาการปวดท้องคล้ายปวดประจำเดือนหรือปวดหน่วงคล้ายปวดอุจจาระ อย่างไรก็ตาม ในระยะใกล้คลอดก็อาจเกิดอาการไม่สบายท้องที่เรียกว่าท้องแข็งหลอกได้เช่นกัน ซึ่งไม่ใช่สัญญาณใกล้คลอดแต่มักทำให้คุณแม่หลายรายเข้าใจผิด และหากสามารถแยกความแตกต่างระหว่างท้องแข็งจริงกับท้องแข็งหลอกได้ อาจช่วยคลายความกังวลระหว่างตั้งครรภ์ ให้คุณแม่ดูแลสุขภาพครรภ์และเตรียมความพร้อมก่อนคลอดได้ดีขึ้น

ท้องแข็งจริง เป็นอย่างไร ?

ท้องแข็งที่เป็นสัญญาณใกล้คลอดมักเริ่มเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ 40 ของการตั้งครรภ์ โดยเกิดจากร่างกายหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ที่ไปกระตุ้นให้มดลูกส่วนต้นหดรัดตัว ทำให้ผนังมดลูกบางลงและขยายปากมดลูกให้กว้างขึ้น เพื่อส่งทารกไปยังช่องคลอดได้ง่ายขึ้น

โดยอาการท้องแข็ง มีลักษณะดังนี้

  • แน่นท้อง และรู้สึกว่าหน้าท้องแข็งเมื่อสัมผัส
  • ปวดท้องหรือไม่สบายท้อง อาจปวดคล้ายปวดประจำเดือนหรือปวดหน่วงคล้ายปวดอุจจาระ
  • อาการปวดจะเกิดขึ้นในรูปแบบเดียวกัน คือ รู้สึกปวดเป็นจังหวะ  UFABET  โดยเริ่มจากปวดเพียงเล็กน้อยแล้วรุนแรงขึ้น จากนั้นอาการปวดจะลดลงและหายไป เมื่อเวลาผ่านไปสักพักอาการปวดจะเกิดขึ้นอีกครั้ง และเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ โดยค่อย ๆ เกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น

โดยปกติ อาการท้องแข็งมักเกิดขึ้นทุก 15-20 นาที คุณแม่ที่มีอาการถี่มากหรือเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาน้อยกว่า 5 นาทีร่วมกับมีสัญญาณอื่นดังต่อไปนี้ อาจแสดงว่าใกล้เวลาคลอดและควรรีบไปพบแพทย์ทันที

  • พบมูกเลือดออกมาจากช่องคลอด
  • ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย
  • มีน้ำคร่ำซึ่งเป็นของเหลวใสไหลออกมาจากช่องคลอด

อาการท้องแข็งหรือเจ็บครรภ์

อาการท้องแข็งเกิดจากการบีบตัวของมดลูก เกิดขึ้นได้เสมอในระหว่างตังครรภ์ ความสำคัญคือต้องแยกให้ได้ว่าเป็นเพียงการเจ็บครรภ์เตือนหรือเจ็บครรภ์จริง โดยมีสาเหตุและลักษณะดังต่อไปนี้

1. เจ็บครรภ์เตือน

สาเหตุ

  • ทารกดิ้นแรง, คุณแม่ทำงานหรือเดินมาก
  • มดลูกหดรัดตัวตามปกติระหว่างตั้งครรภ์ (Braxton Hick Contraction)

อาการ

  • อาการเจ็บเกิดขึ้นได้ไม่สม่ำเสมอ มักปวดแค่บริเวณท้องน้อย
  • ระยะห่างของอาการไม่ถี่ขึ้น อาจเป็นทุก 15-20 นาที
  • ความรุนแรงของอาการเท่า ๆ เดิม ไม่แรงมากขึ้น
  • ไม่มีอาการอื่น ๆ เช่น มูก หรือ มูกปนเลือดไหลจากช่องคลอด
    • อาการสามารถทุเลาหรือหายได้เองหลังนอนพัก หรือทานยาแก้ปวด
    • การเจ็บครรภ์เตือนจะไม่ทำให้ปากมดลูกเปิดขยาย ซึ่งสามารถตรวจได้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

อาการท้องแข็ง

2. เจ็บครรภ์จริง

สาเหตุ

  • มดลูกหดรัดตัวเพื่อเข้าสู่ระยะคลอด

อาการ

  • อาการเจ็บเกิดขึ้นสม่ำเสมอ อาจปวดหลังใกล้บั้นเอวร้าวมาบริเวณหน้าท้องได้
  • ระยะห่างของอาการถี่ขึ้น เช่น จากทุก 15 นาที เป็นทุก ๆ 5-10 นาที
  • ความรุนแรงของอาการเพิ่มมากขึ้น เช่น จากเจ็บ 15-20 วินาที เป็นเจ็บนาน 45-50 วินาที
  • มีมูก หรือ มูกปนเลือดไหลออกจากช่องคลอด
    • อาการเจ็บครรภ์มักไม่หายไป แม้นอนพักหรือทานยาแก้ปวด
    • เมื่อแพทย์ตรวจภายในจะพบว่าปากมดลูกมีการเปิดขยายและคอมดลูกมีความบางลง
    • เมื่อมีอาการเช่นนี้ควรรีบไปพบแพทย์

ท้องแข็งหลอก เป็นอย่างไร ?

ส่วนใหญ่ท้องแข็งหลอกมักเริ่มเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ 28-40 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้คุณแม่บางรายเข้าใจผิดคิดว่าตนใกล้คลอดแล้ว แต่อาการนี้อาจเกิดขึ้นเมื่อรู้สึกเหนื่อย เดินเป็นเวลานาน หรือมี ภาวะขาดน้ำ

โดยอาการของท้องแข็งหลอก มีลักษณะดังนี้

  • รู้สึกแน่นท้องหรือไม่สบายท้องเป็นระยะ
  • ส่วนใหญ่ไม่มีอาการปวดท้องร่วมด้วย หรือมีอาการปวดเพียงเล็กน้อยและไม่รุนแรงมากขึ้น
  • อาการจะหายไปเมื่อถ่ายปัสสาวะ หรือเปลี่ยนท่าทางการนอนและการนั่ง

วิธีบรรเทาอาการท้องแข็งหลอก

อาการท้องแข็งหลอกส่วนใหญ่ไม่ทำให้รู้สึกปวด แต่อาจส่งผลให้รู้สึกไม่สบายท้อง ซึ่งสามารถบรรเทาอาการได้โดยปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังต่อไปนี้

  • ดื่มน้ำ เพราะอาการท้องแข็งหลอกอาจเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดน้ำ
  • เปลี่ยนท่าทางการนั่งหรือการนอน และ ลุกเดินเพื่อ เคลื่อนไหวร่างกาย
  • ออกกำลังกายอย่างเบา ๆ เพื่อทำให้รู้สึกผ่อนคลายและมีสมาธิ

ท้องแข็งที่อาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด

อาการท้องแข็งที่เกิดขึ้นก่อนสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์อาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนดได้ ดังนั้น หากพบว่ามีอาการต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

  • แน่นท้องและรู้สึกว่าหน้าท้องแข็งเมื่อสัมผัส
  • รู้สึกปวดหรือไม่สบายท้อง
  • รู้สึกปวดบริเวณกระดูกเชิงกรานคล้ายถูกกดทับ
  • มีเลือดออกทางช่องคลอด หรือพบมูกเลือดไหลออกมาจากช่องคลอด
  • ถุงน้ำคร่ำแตก ซึ่งจะพบของเหลวใสไหลออกมาจากช่องคลอด

การดูแลเมื่อมีอาการท้องแข็งขณะตั้งครรภ์

  • นั่งหรือนอนพักนิ่ง ๆ ซักระยะ
  • สังเกตลักษณะอาการให้ดีว่าเป็นการเจ็บครรภ์แบบใด
  • หากอาการเจ็บไม่หายไปและมีแนวโน้มปวดถี่ขึ้นรุนแรงขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์
  • หากคุณแม่ไม่แน่ใจ หรือ มีอาการอื่น ๆ เช่น น้ำเดิน ทารกดิ้นน้อยลง แม้ไม่มีอาการท้องแข็งก็ควรไปพบแพทย์ทันทีเช่นกัน

คำแนะนำ ระวังการเกิดอุบัติเหตุ ลดกิจกรรมที่ต้องออกแรงมาก เช่น ทำงานหนัก, ยกของหนัก ทั้งนี้คุณแม่สามารถออกกำลังกายตามความเหมาะสมได้ ถ้าไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์

ท้องแข็ง กับท้องอืด ต่างกันอย่างไร ?

หญิงมีครรภ์บางรายอาจรู้สึกสับสนระหว่างอาการท้องแข็งกับท้องอืด เพราะทำให้รู้สึกไม่สบายท้องเช่นเดียวกัน แต่ทั้ง 2 อาการมีลักษณะแตกต่างกัน ซึ่งข้อสังเกตของอาการท้องอืด มีดังนี้

  • สัมผัสแล้วไม่รู้สึกว่าหน้าท้องแข็ง
  • อาการท้องอืดมักทำให้รู้สึกเสียดท้อง ส่วนท้องแข็งมักทำให้รู้สึกปวดท้องคล้ายปวดประจำเดือน
  • อาการมักเกิดขึ้นและหายไปโดยไม่มีรูปแบบที่แน่นอน
  • ผายลมแล้วอาการดีขึ้น

นอกจากนั้น การรับประทานอาหารหรือผักตระกูลกะหล่ำปลี และเครื่องดื่มที่มีแก๊สเป็นส่วนประกอบ อาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะมากกว่าปกติ คุณแม่ที่รู้สึกไม่สบายท้องหลังรับประทานอาหารดังกล่าวก็อาจคาดได้ว่าเป็นอาการท้องอืด

Tagged :

การเลือกผ้าม่าน เป็นสิ่งสำคัญให้กับบ้าน FEEL GOOD มองจากภายในบ้าน

การเลือกผ้าม่าน อาจเป็นปัจจัยที่รองลงมาจาก การเลือกเฟอร์นิเจอร์  เลยก็ได้ อาจต้องอ้างว่าเหตุผลสำคัญ เพราะยุคสมัยปัจจุบันนี้ มีการเปลี่ยนแปลง เป็นไปตามกาลเวลา ความรู้ความเข้าใจ ที่หลากหลาย ความชอบ สไตล์ของแต่ละคน สถานที่และความเหมาะสม การลงตัวของสิ่งต่าง ๆ จึงทำให้การเลือกผ้าม่าน ยังไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวเสมอไป แต่มีแนวทางเป็นการแนะนำสำหรับผู้ที่เริ่มต้น ผ้าม่านทุกวันนี้ ต่างจากเมื่อก่อน ทั้งในด้านของรูปแบบ ลักษณะ เนื้อผ้าและสีสันของผ้า

การเลือกผ้าม่าน ข้อควรรู้ ก่อนนำมาตกแต่งบ้าน ข้อสังเกตมีอะไรบ้าง

สีผ้า

สีของผ้าม่าน มีความสำคัญอันดับแรก การเลือกสีต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมภายใน  ออกแบบภายใน ไม่ว่าจะเป็นผนัง เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ ตู้ เตียง โซฟา และอื่นๆ เพื่อให้เข้าหรือไปกันได้ การตกแต่งภายใน เรื่องของผ้าม่านสิ่งแรกที่ให้เน้นคือ เรื่องสีของผ้า เพื่อจะให้เข้ากับสิ่งเหล่านั้นได้อย่างกลมกลืนโดยลดข้อขัดแย้ง สีที่เลือกนอกจากไปกันได้ ก็ยังมีเรื่องของเทรนสีนิยมตามยุคสมัย สำหรับสีที่นิยมสำหรับ ผ้าม่านยุคนี้ ได้แก่ สีแนวเอิร์ทโทน สีครีมเข้ม น้ำตาลเฉดต่างต่างๆ สีเทา สีเข้มหรือสีที่โทนผสมให้สีที่น่ามองแล้วดูน่าสนใจ และทำให้สดชื่น

สีผ้า จะส่งผลให้ห้องหรือภายในเกิดบรรยากาศที่แตกต่าง ซึ่งมีผลด้านอารมณ์ เช่น ถ้าห้องแคบ ใช้ผ้าสีเข้ม ลายดอกใหญ่ อย่างนี้อาจส่งผลให้ไม่สดชื่น ไม่ปลอดโปร่ง บางครั้งอาจสร้างความขุ่นเคืองโดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้อารมณ์ของสีจะส่งผลมากหรือน้อย อาจขึ้นอยู่กับปัจจัยหรือเหตุอื่น ๆ ประกอบกัน

ถ้าผ้าสีเข้ม ลายใหญ่ อยู่ในพื้นที่กว้าง มีความสูง อย่างนี้ก็ไม่มีปัญหา อาจสร้างความลงตัวได้มากกว่า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ ว่าต้องการอะไร ห้องดูหนัง หรือห้องประชุมที่ใช้เวลาจำกัด อยู่ไม่นาน อาจใช้ผ้าสีเข้มมาก ๆ ก็ได้ เมื่อสียิ่งเข้ม ยิ่งมืด ก็ยิ่งเพิ่มอารมณ์ความสงบ มีสมาธิมากขึ้น

การเลือกผ้าม่าน

ลายผ้า

รูปของผ้า ลายผ้า เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความสวยงามให้กับผ้าม่าน ผ้าม่านมีการทำลวดลายต่าง ๆ ออกมาจำหน่ายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผ้าพิมพ์ลาย ผ้าทอลาย หรือผ้าอัดลาย ผ้าพิมพ์ลาย ให้ลายสวยงาม โดดเด่นเรื่องสี พิมพ์สีได้หลากหลาย ให้ความสดของสีมากว่า

ส่วนผ้าทอลาย ก็จะให้ความสวยงามของลายผ้า ให้คุณค่า ให้ความสวยงามอีกรูปแบบ มากน้อยก็ขึ้นอยู่ลายที่เลือก ความโดดเด่นของผ้าทอลายคือ ให้ความหรูหรา และมีคุณค่า ผ้าทอลาย มีลายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

เนื้อผ้ามีหลายชนิด

ส่วนใหญ่เนื้อผ้าจะทอมาจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์ หรือบางครั้งอาจเป็นเส้นด้ายอื่น ๆ เช่น ผ้าคอตตอน ผ้าเรย่อน หรือ ผ้าใยสังเคราะห์ ทอออกมาเป็นเนื้อต่าง ๆ มีคุณสมบัติในด้านการใช้งานที่เหมาะสมสำหรับการทำผ้าม่าน โดยส่วนใหญ่การเลือกใช้ผ้าจะคำนึงเรื่องคุณสมบัติผ้าม่านกว่าเนื้อผ้า เพราะว่าจะได้รู้ถึงขนาดผ้า และ ความคงทนของผ้าม่าน

การเลือกผ้าม่าน

คุณสมบัติของผ้า

คุณสมบัติของผ้า และลักษณะ สำหรับทำผ้าม่าน จุดประสงค์อาจแตกต่างกัน เพื่อให้ผลลัพธ์ ด้านการตกแต่งให้สวยงาม หรือทำเพื่อใช้งาน การทำเพื่อใช้งาน อาจมีผ้าที่มารองรับ หรือทำตามที่เราต้องการ เช่นต้องการกันแสง ต้องการกันร้อน ต้องการกรองแสง ซึ่งคุณสมบัติของผ้าแต่ละตัวก็อาจมีข้อแตกต่างกันออกไป มีผ้าม่านที่มีคุณสมบัติตามความการใช้งานที่นิยมมีดังนี้

    • ผ้ากันแสง บล๊อกไม่ให้แสงผ่าน สำหรับห้องนอน ห้องทีวี หรือห้องอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการแสง และยังช่วยกันร้อนได้ด้วย
    • ผ้าดรีมเอาท์ แสงผ่านได้บ้าง กันแสงได้ ประมาณ 70-95% มากน้อยขึ้น อยู่กับสีผ้าด้วย เช่นสีเข้มจะกันแสงได้มากกว่า
    • ผ้าพิมพ์ลาย ให้ลายสวยงาม โดดเด่น เรื่องสี พิมพ์สีได้หลากหลาย ให้ความสดของสีมากว่า
    • ผ้าทอลาย  ให้ลายสวยงามและโดดเด่น ลวดลายหลากหลาย เห็นลายได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
    • ผ้าอัดลาย ผ้าพื้นสี ผ่านการอัดให้เกิดลาย ทำให้เกิดลายที่นูนเด่น มีมิติ ให้ความสวยงามอีกแบบ
    • ผ้าโปร่ง  กรองแสงจากภายนอก แสงภายในดูนุ่มนวล สบายตา อบอุ่น ปลอดภัย ปิดบังสายตาจากภายนอก และ เป็นส่วนตัว
    • ผ้ากันไฟลาม สำหรับสถานที่ที่ต้องการความปลอดภัยเพิ่มขึ้น เช่น โรงหนัง โรงละคร หอประชุม บนเครื่องบิน และอื่น ๆ
    • ผ้ากันน้ำ ป้องกันสิ่งสกปรก ผ้ากันน้ำส่วนใหญ่จะใช้กับเฟอร์นิเจอร์ เช่นโซฟา หรือเบาะรองนั่ง หมอนอิง เมื่อน้ำหกใส่ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ น้ำหวาน หรืออื่น ๆ น้ำเหล่านั้นจะไม่สามารถซึมผ่านผ้าได้

   วิธีเลือกผ้าม่าน เลือกยังไงให้ปัง!!! เหมาะกับบ้านและตัวของคุณ

ความนิยมเปลี่ยนตามกาลเวลา

สมัยก่อน ความนิยมเลือกผ้าม่านจะเลือกเป็นสีเข้ม สีสด เช่นสีแดง สีน้ำเงิน สีเขียว สีส้ม เหตุผล เพาระกลัวผ้าเก่า สีซีดเร็ว และเพื่อการใช้งานที่คุ้มค่ายาวนาน ต้องกันแดด กันแสงได้ดี โดยเชื่อว่าสีเข้มจะทำให้ผ้าดูเก่าช้า สีซีดน้อยกว่าผ้าสีอ่อน ส่วนเนื้อผ้าต้องเป็นผ้าที่หนามาก ๆ  เชื่อว่าจะได้ทนทาน อายุการใช้งานยาวนาน คุ้มค่ากว่ากับเงินที่เสียไป นั้นคือความคิดและค่านิยมเมื่อก่อน

สีมีผลต่ออารมณ์และความคิด

แนวคิดเรื่อง สี  มีผลกระทบมาจาก สิ่งรอบ ๆ ข้าง ทำให้ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจในเรื่องของเนื้อผ้าและสีมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของสี ที่มีอิทธิพลและมีผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกของมนุษย์ การเลือกสีผ้าม่าน และปัจจุบันนี้จึงมีความคิดเรื่องสี ที่แตกต่างจากเมื่อก่อนมาก ที่มีความลงตัว สวยงามมากขึ้น ได้บรรยากาศ ความรู้สึกที่ดีกว่าเดิม

สีที่นิยมทำผ้าม่าน

ในปัจจุบัน สีที่ได้รับความนิยม ได้แก่สี เอิร์ธโทน คือสี ที่มองไม่เป็นสีใดสีหนึ่งเลยที่เดียว หรือเป็นสีที่มองกล่ำกึ่ง เป็นสีผสม อาจเป็นสีเทาอมฟ้า น้ำตาลอมม่วง เทาน้ำตาล ประมาณนี้ โทนสีมองแล้ว อบอุ่น เช่น โทนน้ำตาล ทั้งอ่อนและเข้ม และสีใกล้เคียง เช่น สีเบจ สีครีม สีเทา หรือสีที่มองแล้วที่ให้ความรู้สึก นุ่มนวล อบอุ่น อ่อนโยน มองสบาย ๆ ด้วยเหตุผลของ สี จึงมีส่วนสร้างบรรยากาศทำให้บ้านหรือที่พักอาศัยน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ชนิดผ้าที่นิยม

ผ้าม่านทุกวันนี้ ต่างจากเมื่อก่อน เหตุเพราะค่านิยมมีการเปลี่ยนแปลง เดียวนี้ผ้าหนา ๆ แข็ง ๆ ไม่เป็นที่นิยม การทำผ้าม่าน สิ่งที่ต้องการหลักคือความสวยงาม ความพลิ้วไหว อ่อนช้อยของเนื้อผ้า หลายปีที่ผ่านมา ความนิยมของการใช้ ผ้า จะเน้นเรื่องการทิ้งตัว มองดูพริ้ว ๆ มาจีบไม่นิยมรีดจีบให้เป็นสันคมลงมา แต่นิยมโดยปล่อยผ้าให้เป็นลอนโค้งสลับไปมา เป็นรูปแบบการทิ้งตัวเป็นธรรมชาติมากกว่า

เลือกผ้าม่านให้เข้ากันหรือไปกันได้กับห้อง

ความจริงการเลือกผ้าม่าน สิ่งที่ควรนึกถึงเป็นอันดับแรก คือ รูปแบบของบ้าน ม่านพับคงไม่เหมาะกับบ้านทรงโรมัน แต่ทั้งนี้อาจไม่ได้เป็นกฎเกณฑ์ตายตัวเสมอเช่นเคย ขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่เราจะเติมหรือเพิ่มเข้าไป เช่น ม่านพับสามารถเพิ่มการตกแต่งชายครุยหรืออย่างอื่น ในสไตล์หลุยส์เข้าไปได้ ตกแต่งให้บรรยากาศไปกันได้เช่นกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเลือกผ้าม่าน คือ การเลือกใช้เฉดสี  ตรงนี้อาจต้องทำความเข้าใจให้มากเป็นพิเศษ  ความสำคัญถ้าสีที่ไปกันได้กับสิ่งรอบข้างก็จะทำให้ได้บรรยากาศที่ดี

การเลือกใช้สีผ้าม่านนั้น ต้องมีความเข้าใจ หรือไม่ก็มีความรู้เรื่องอารมณ์ของสี  บางคนเลือกผ้าจากแรกเห็น แต่ลองตัดสินใจทำไปแล้ว ปรากฎว่าสีไม่ได้อย่างที่คิด เข้มเกินไป อ่อนเกินไปบ้าง ดูทึบบ้าง ดูลายตาบ้าง ดูเก่าบ้าง ออกมาไม่สวย ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง อันนี้ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เช่นกัน

ข้อควรระวัง ถ้าไม่แน่ใจ ถ้าจำเป็นต้องเลือก ให้เลือกสีทีเป็นกลาง หรือสีที่สามารถเข้ากับสภาพแวดล้อมหรือเฟอร์นิเจอร์ได้ทุกสี เช่น สีเทา สีครีม สีเบจ สีน้ำตาลอ่อน สีออฟไวท์ ซึ่งสีเหล่านี้เป็นสีที่เป็นกลาง สามารถเข้ากับทุกสีได้โดยไม่มีความขัดแย้งกับสีต่าง ๆ ก็จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้ในระดับหนึ่ง

Tagged :

เฉดสีทาภายในสวย ๆ ที่กำลังร้อนแรง อยู่ขนาดนี้ ในการทาบ้าน

ตอนนี้กำลังมี โรคระบาด COVID 19 ระบาด หนักมาก ทำให้ต้องทำงานอยู่ในบ้าน ใครที่อยู่บ้านบ่อย ๆ แล้วรู้สึกเบื่อหนาย และ ไม่ค่อยอินกับบ้านตัวเองเหมือนแต่ก่อน ยิ่ง Work From Home ติดต่อกันหลายเดือน ยิ่งเบื่อหนักกว่าเดิม ลองมาเปลี่ยนสีห้องในบ้านกันดูดีกว่าไหม เช่น เปลี่ยนสีห้องนอน ห้องครัว ห้องนั่งเล่น หรือห้องต่าง ๆ ให้เป็นสีที่น่าสนใจ

เราได้แนะนำ เฉดสีบ้านภายนอกยอดนิยม ร้อนแรงในปัจจุบัน กับเฉดสีทาบ้านภายใน เฉดสีสวย ๆ ที่กำลังได้รับความนิยมสูงในช่วงนี้ บอกเลยว่าห้องของคุณจะให้ปังไม่หยุดฉุดไม่อยู่ รู้ตัวอีกทีก็ตกหลุมรักห้องตัวเองอีกครั้ง ไปแล้ว จะมีสีอะไรบ้างเราดูกัน

ก่อนจะไปรู้เรื่องสีทาบ้าน เราต้องรู้ประโยชน์สีภายใน ที่อาจไม่มีใครเคยบอกก่อน

การทาสีภายในใหม่ นอกจากคุณจะได้สีห้องที่สวยขึ้น ดูน่ามองขึ้น และช่วยให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป สิ่งที่คนส่วนใหญ่ ไม่รู้มาก่อน คือ สีทาภายในสามารถทำให้สุขภาพคุณดีขึ้นได้ รวมถึงยังช่วยให้คุณป่วยน้อยลงได้ด้วยนะ

เพราะ ปัจจุบันสีทาภายในได้ใส่คุณสมบัติเพื่อช่วยส่งเสริมเรื่องสุขภาพมามากมาย เช่น คุณสมบัติการช่วยฟอกอากาศ คุณสมบัติการดูซับสารอันตรายในอากาศ (สารระเหยเป็นพิษ สารฟอร์มัลดีไฮด์) หรือ คุณสมบัติที่กำลังถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก อย่างการกำจัดเชื้อโรคบนผนัง ทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา หรือแม้กระทั่งเชื้อโคโรนาไวรัส

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยยกระดับสุขภาพของคุณให้ดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็ช่วยลดความเสี่ยงจากบรรดาเชื้อโรคต่างๆ บนผนัง โดยเฉพาะกับบ้านที่มีเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ ที่มีโอกาสสัมผัสผนังได้บ่อย ดังนั้น การเลือกสีทาภายในจึงจำเป็นต้องเลือกสรรมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อประโยชน์สูงสุดของเจ้าของบ้านเอง จ่ายเงินครั้งนึง เปลี่ยนสีใหม่ครั้งนึงเลือกให้ดีไปเลยดีกว่า

สีทาบ้าน ภายในห้อง

สิ่งที่ต้องดูก่อนเลือกซื้อสีทาภายใน ให้คุ้มค่าในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่ แค่รู้ เรื่อง เฟอร์นิเจอร์

1. การเลือกสีที่ไม่ผสมสารปรอทและสารตะกั่ว

สีทาภายใน คือ สีที่อยู่ใกล้ชิดเรามากที่สุด เพราะเราอาจไปสัมผัสโดดได้ เพื่อความปลอดภัยจึงต้องเลือกสีที่ปราศจากสารโลหะหนัก เช่น สารปรอท หรือสารตะกั่ว สำหรับวิธีดูง่าย ๆ ว่าสินค้าสีดังกล่าวปลอดภัยหรือไม่ ให้สังเกตจากสัญลักษณ์ข้างบรรจุภัณฑ์ หรือแคตตาล็อกของสินค้า

2. เลือกกลิ่นสำคัญมาก ควรเลือกสีที่กลิ่นอ่อน Low VOCs

กลิ่นสี อาจเป็นเรื่อง sensitive สิ่งที่หลายคนไม่ชอบเวลาทาสีใหม่ เป็นอะไรที่อันตรายกว่าที่คิด บางท่านถึงกับไมเกรนขึ้น มีผื่นแพ้ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการเหล่านี้ ทางที่ดีควรเลือกสีที่เป็นสูตรน้ำอะคริลิก และที่เป็นแบบ Low VOCs กลิ่นอ่อนไม่ปล่อยสารระเหยที่เป็นอันตราย เท่านั้น

3. อยากให้ห้องน่ามอง ทนทานต่อ สภาพอากาศ ต้องเลือกสีที่มีคุณสมบัติทนการเช็ดล้างดี ๆ

ขึ้นชื่อว่า สีทาภายใน ต้องไม่ลืมเรื่องการเช็ดล้างที่ต้องง่ายและทน อาจมีคนอยากจะเป็นศิลปินไปขีดเขียนบนผนัง หรือคราบอาหารในห้องครัว เป็นต้น สีทาภายในที่ดีควรทนการเช็ดล้างได้ที่ 100,000 ครั้ง ขึ้นไป

4. ความปลอดภัย ให้เลือกสีที่สามารถยับยั้งเชื้อโรคบนผนังได้

ผนังบ้านคิดเป็นประมาณร้อยละ 80% ของพื้นผิวในบ้านทั้งหมด การที่จะทำให้ผนังในบ้านสะอาดครบทุกส่วนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ด้วยนวัตกรรมของสีทาภายในสมัยนี้ เช่น นวัตกรรมโกลด์ ไอออน ที่มีผลรับรองจากสถาบันระดับโลกมากมายว่าสามารถยับยั้งเชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส หรือแม้กระทั่งเชื้อโคโรนาไวรัส บนผนังได้ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยทำให้ผนังบ้านคุณสะอาด และลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจากเชื้อโรคเหล่านี้ได้นั่นเอง

4 ข้อเหล่านี้ การเลือกสีทาภายใน อาจจะดูเรื่องคุณสมบัติพิเศษอื่น ๆ ที่สามารถช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับตัวคุณได้ เช่น คุณสมบัติการฟอกอากาศ เป็นต้น

ได้รู้ประโยชน์ของการทาสีภายใน และวิธีการเลือกซื้อสีข้างตนกันไปแล้ว ถึงเวลามาเปิดรับไอเดียเฉดสี ทาภายในสุดปังที่กำลังฮิตสุด ๆ ตอนนี้ ที่คัดสรรมาให้กันได้

เฉดสีทาภายในสวย ๆ ตอนรับ ยุคสมัยใหม่ ที่กำลังได้รับความนิยมสูง

สีบ้านภายใน สีเทา หรือสีควันบุหรี่

สีควันบุหรี่ คือสีถูกถามหามากที่สุดในตอนนี้ เนื่องจากเป็นสีที่มีความมินิมอลสูง ไม่ว่าเอาไปแมตช์กับเฟอร์นิเจอร์แบบไหน หรือเอาไปแต่งกับห้องอะไรก็ดูลงตัวไปหมด ด้วยเหตุนี้ ห้องสีเทาควันบุหรี่ (138-1) หรือห้องสีขาวควันบุหรี่ (135-1)   จึงได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม

สีทาบ้าน ภายในห้อง

สีบ้านภายใน สีฟ้า

สีสุดฮิตลำดับถัดมาจะเป็นสีอะไรไม่ได้เลยนอกจากสีฟ้า ห้องสีนี้จะช่วยให้ผู้อยู่รู้สึกผ่อนคลายจิตใจและอารมณ์ สามารถลดความกดดันได้เป็นอย่างดี มองแล้วสบายตา เหมาะมากกับห้องนั่งเล่น และห้องนอนที่ต้องกา รๆ พักผ่อนอย่างจริงจัง ให้ความรู้สึกว่ากำลังอยู่บนห้องฟ้าได้เลย

สีบ้านภายใน สีครีม

สีโทนอุ่น ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศของห้องให้อบอุ่นหัวใจ น่าถนุถนอม โอบกอด ให้กลิ่นอายสไตล์บ้านมูจิ อีกทั้งห้องสีครีมอ่อน ๆ ยังทำให้ห้องดูสว่างและกว้างขึ้นได้อีกด้วย สบายตา ดูแล้วทำให้คนที่อยู่อาศัยเป็นคนตัวเล็กน่ารักไปเลย

สีบ้านภายใน สีเบจ

จะน้ำตาลก็ไม่เชิงจะครีมก็ไม่ใช่ ออกเหมือนครึ่งครีม ครึ่งน้ำตาล ที่มาพร้อมความเท่แต่อบอวลไปด้วยความอบอุ่น ความทันสมัย แบบชาติตะวันตก การใช้สีโทนนี้จะช่วยให้ห้องดูหรูหรา แบบโมเดิร์น

สีบ้านภายใน สีพีช

เทรนด์ห้องสีพีชกำลังมาแรง เพราะว่าเป็นสีแนวพาสเทลที่ออกหวานซ่อนเปรี้ยว สายหวานแต่แอบมีกวน ๆ นิดหนึ่ง อาจจะเป็นการคอมบิเนชั่น ระหว่างสีชมพู และสีส้มได้อย่างกลมกลืน เรียกได้ว่าเป็นสีห้องในฝันของสาว ๆ เลย

สีทาบ้าน ภายในห้อง

สีบ้านภายใน สีชมพู – สีแดง

สีห้องที่ทำให้ดูเหมือนกำลังมีความรักตลอดเวลา เหมาะกับคนที่ชอบการแต่งห้องสไตล์หวาน ๆ จะโสดอยู่หรือมีคู่ก็ได้ แต่ถ้าใครกลัวเลี่ยนเกินไป อาจจะลองใช้โทนชมพูเข้ม ๆ ไปทางสีแดง ก็จะทำให้ห้องดูเท่ดุดันขึ้น

สีบ้านภายในสีเขียว

อยากเพิ่มความร่มรื่น และความสดชื่นให้กับห้อง ต้องสีเขียวเลย คิดดูแค่ต้นไม้ต้นเดียวห้องก็ดูร่มรื่นแล้ว แต่นี่เขียวทั้งผนังจะรื่นรมย์ขนาดไหน นอกจากนี้ห้องสีเขียวยังช่วยลดความเครียด และช่วยฟื้นฟูสายตาที่กำลังล้าจากการจ้องหน้าจอคอมนาน ๆ ได้อีกด้วย

สีบ้านภายในสีส้ม

บางคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นสีที่ร้อนแรงเกินไป ออกแบบภายใน เพราะเป็นสีโทนร้อน แต่เดี๋ยวก่อนในอีกมุมสีส้มคือสีที่จะทำให้คุณรู้สึกสนุกสนาน กระปรี้กระเปร่า หากต้องการให้ห้องดูแอคทีฟ สีนี้คือสีที่ต้องลองดูสักครั้ง เป็นสีที่เวลาทำงานแล้วผ่อนคลาย สบายใจ เป็นอีกสีที่กำลังมาแรง

สีบ้านภายในสีม่วง

เปลี่ยนห้องธรรมดาให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นสีที่พบได้น้อยตามธรรมชาติ จากการศึกษาพบว่าห้องสีม่วงช่วยปลุกเร้าอารมณ์ได้ ทำให้ห้องดูมีความน่าค้นหา เป็นสีแห่งจิตวิญญาณ สีแห่งความหลากหลาย และบางครั้งมักจะถูกเป็นสัญลักษณ์แสดงของเพศที่หลากหลายของกลุ่ม LGBTQ อีกด้วย

วิธีการและขั้นตอนการทาสีภายใน

การทาสีภายใน จะมีวิธีการขั้นตอนเหมือนกับการทาสีตามระบบทั่วไป ที่ต้องลงเตรียมพื้นผิว ทาสีรองพื้น และทาสีทับหน้า ตามลำดับ

ขั้นตอนแรก เตรียมพื้นผิว

    • ให้สำรวจพื้นที่ของผนังห้องที่ต้องการทาสีใหม่ วัดออกมาเป็นหน่วยตารางเมตร
    • ดำเนินการจัดซื้อสีทั้งสีรองพื้นและสีทับหน้าให้เพียงพอต่อพื้นที่
    • กรณีพื้นผิวเดิมยังสภาพดี ให้ทำความสะอาดพื้นผิวให้ปราศจากคราบสกปรก และฝุ่นผง
    • กรณีพื้นผิวเดิมมีปัญหา เช่น เป็นฝุ่นชอล์ก  บวมพอง มีการลอกล่อน มีเชื้อรา ตะไคร่น้ำ ให้ดำเนินการซ่อมแซมพื้นผิวดังกล่าวเสียก่อน โดยอาจจะต้องขูดลอกสีเดิมที่เสื่อมสภาพออก หรือถ้ามีเชื้อราให้ขัดล้างเชื้อราตะไคร่น้ำ และใช้น้ำยากำจัดเชื้อราและตะไคร่น้ำ ทาไปที่พื้นผิวโดยไม่ต้องล้างออก
    • หากพื้นผิวเดิมมีรอยแตกร้าวให้ซ่อมแซมอุดโป๊วด้วย ตามขนาดรอยแตก
    • เมื่อซ่อมแซมผนังเรียบร้อยแล้วให้ปิดเทปกาวในส่วนที่ไม่อยากให้สีเลอะไปโดน เช่น ขอบประตู ขอบหน้าต่าง ปลั๊กไฟ เป็นต้น

ขั้นตอนที่สอง ทาสีรองพื้น

    • กรณีที่เป็นพื้นผิวปูนเก่า (ฉาบเสร็จ 6 เดือนขึ้นไป) ให้ใช้สีรองพื้นปูนเก่าทา 1 เที่ยว
    • กรณีที่เป็นพื้นผิวปูนใหม่ (ฉาบเสร็จ 1 เดือนขึ้นไป) ให้ใช้สีรองพื้นปูนใหม่กันด่างทา 1 เที่ยว
    • กรณีที่เป็นพื้นผิวปูนสด (ฉาบเสร็จ 2 วันขึ้นไป) ให้ใช้สีรองพื้นปูนทนสูง ทาจำนวน 1 เที่ยว นอกจากนี้ซึ่งสีร้อนพื้นตัวดังกล่าวเป็นสูตรอเนกประสงค์ สามารถใช้ทาพื้นผิวปูนเก่า และปูนใหม่ได้อีกด้วย

ขั้นตอนสาม การทาสีทับหน้า

    • เปิดฝาถังสี ผสมน้ำสะอาด 10-15% แล้วคนให้เนื้อสีเข้ากันสักครู่
    • นำเทใส่ถาดสี และใช้แปรง หรือลูกกลิ้งทาไปที่พื้นผิวผนังที่ทาสีรองพื้นแล้วได้เลย โดยให้ทา 2 – 3 เที่ยว เว้นระยะห่างประมาณ 1 – 2 ชั่วโมงต่อเที่ยว
Tagged :

รอบรู้ เรื่อง เฟอร์นิเจอร์ เลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับห้องและบ้าน

รู้กันดีอยู่ว่า ถ้ามี การสร้างบ้าน ต้องมีของตกแต่ง พวก เฟอร์นิเจอร์นั้น ต้องตามมาติด ๆ เพื่อ ส่งเสริมสร้าง สไตล์และช่วยให้การตกแต่งภายในบ้านดูสวยหรู อีกทั้งหากมีพื้นที่เล็ก ๆ แต่ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องไปกับไลฟ์สไตล์ แต่ละพื้นที่ เป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับผู้อยู่อาศัยเลยทีเดียว เฟอร์นิเจอร์ยังสะท้อนสไตล์และรสนิยมของผู้แต่งบ้านด้วย การเลือกเฟอร์นิเจอร์ มีเกณฑ์ประกอบการพิจารณาหลายอย่างทั้งขนาดพื้นที่ห้อง สไตล์การตกแต่ง การใช้งาน ความสะดวกสบาย

ดังนั้น การเลือกเฟอร์นิเจอร์ เป็นปัจจัยที่รองจากการสร้างบ้าน บ้านที่เราจะมา อยู่อาศัยทั้งชีวิต ควรจะต้องได้ดั่งใจเรา และสร้างความอบอุ่น ความสะดวกสบาย และมีความสุข ภายในครอบครัวของเรา มาดูกันว่า ถ้า จะเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ มีข้อไหนบ้างที่ต้องรู้

ขนาดพื้นที่ห้อง ควรเลือกตามสิ่งของและขนาดสิ่งของ ที่อยู่ภายในห้อง

สำหรับแบบพื้นที่บ้านที่มีขนาดใหญ่ แต่ละห้องพื้นที่เยอะ ก็ไม่ต้องกังวล หรือ คิดหนักเลย เลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ ได้ตามความชอบใจ ตามที่ต้องการได้เลย แต่ก็ต้องเลือกดู ความเหมาะสมของ พื้นที่ และขนาด แต่ละห้องด้วย เช่น พื้นที่ห้องรับแขกมีขนาดใหญ่มาก แต่เลือกโซฟาขนาดตัวเล็กมาก ก็จะทำให้ดูไม่สง่า หรือ ไม่พอดีกับตัวห้องได้ และไม่สมกับขนาด และประสิทธิภาพของขนาดพื้นที่ห้องเราที่มีอยู่ แต่ถ้ามีขนาดพื้นที่ห้องเล็ก แคบเกิน ก็ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ประหยัดพื้นที่ หรือ เลือกขนาดที่พอเหมาะกับขนาดห้อง หรือถ้าเป็นไปได้ อาจทำบิ้วท์อิน Built in เพื่อการใช้งานที่ครบถ้วน และดูเป็นที่เป็นทาง เช่นชั้นวางของในห้องนอนที่มีขนาดเล็ก ก็อาจจะ Built-in ตู้ลอยจากพื้น เพื่อไม่ให้ดูเกะกะมาก ตอนทำอาหาร

สไตล์การตกแต่งห้อง ขึ้นอยู่กับ รสนิยมของผู้อยู่อาศัย เป็นหลักเลย

อันนี้ต้องอาศัยการสังเกตและศึกษาสไตล์ต่าง ๆ ด้วย อาจเปิดอินเทอร์เน็ต หรือนิตยสารเกี่ยวกับ ของตกแต่งภายในห้อง ว่ามีสไตล์ ต่าง ๆ มีลักษณะ รายละเอียดอย่างไร เช่น ถ้าชอบการตกแต่งภายในบ้านสไตล์คันทรี่ ๆ ก็ไม่ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นสเตนเลส หรือกระจก เพราะจะดูโมเดิร์นเกินไป หรือถ้าชอบการตกแต่งภายในสไตล์หวาน ๆ วินเทจ ๆ ก็ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ในโทนสีพาสเทลสว่าง ๆ เป็นเปอร์เซ็นต์มากกว่าโทนสีมืดมากหน่อยค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ยังสามารถผสมผสานสไตล์ต่าง ๆ กันได้บ้าง ตามแต่ความชอบและเซ้นส์ของแต่ละคน

การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์สําหรับบ้าน

การใช้งาน และความสะดวกสบาย

เลือกเฟอร์นิเจอร์ให้ครบเครื่อง กับการใช้งานของห้องแต่ละห้องนั่นเอง ซึ่งแต่ละห้องควรจะมีเฟอร์นิเจอร์สำคัญ ๆ ที่จะทำให้เราได้พักผ่อนจากอาการเหนื่อย จากการทำงาน เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายแสนสบาย แก่ผู้อยู่อาศัยเป็นหลัก นอกจากนี้ผู้อยู่อาศัยจะต้องพิจารณาจากรูปแบบ ขนาด ความสวยงาม และประโยชน์ในการนำไปใช้ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญและทำความเข้าใจก็คือต้องรู้ประเภทของเฟอร์นิเจอร์ เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะกับการใช้งานได้มากที่สุด

ห้องรับแขก/ห้องนั่งเล่น

เฟอร์นิเจอร์เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยก็ได้ว่า ก็คือโซฟาและเก้าอี้ ลำดับแรกคือการเลือกขนาดให้เหมาะกับพื้นที่และขนาดของห้อง ถ้าห้องพื้นที่มีน้อย ควรจะมีการเลือก การใช้โซฟาแบบสองที่นั่งจะประหยัดพื้นที่มากกว่า และเพิ่มความสะดวกต่อการนั่งสนทนาได้ตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป อาจจะมีการใช้เก้าอี้เสริมที่ยกเก็บได้ในเวลาที่แขกมาเยี่ยมเยอะ ขนาดโซฟาขนาดสามที่นั่งน่าจะเหมาะกับห้องที่มีพื้นที่พอสมควร และต้องการการใช้งานเพื่อนอนชั่วคราวในบางครั้ง ส่วนการกำหนดความสูง ต่ำ ของโซฟา นั้น ขึ้นอยู่กับความพอใจและรสนิยมของเจ้าของบ้านเป็นหลัก ก่อนซื้อควรมีการทดลองนั่งก่อน ว่ามีความสบาย สะดวกกับการใช้งาน หรือถูกใจหรือไม่

ขนาดของโต๊ะ ต้องคำนึงถึง วัตถุประสงค์ ของการใช้งานเสียก่อน เช่น หากเลือกเป็นโต๊ะอาหาร นั้น ควรมีความสูงประมาณ 724 มม. และเก้าอี้ต้องมีความสูงรับกันได้พอดี ส่วนโต๊ะเตี้ยต่ำนั้น ที่วางใกล้โซฟาหรือเก้าอี้นั้น จะต้องรู้ว่าจะใช้ทำอะไร เช่น วางโคมไฟ ที่เขี่ยบุหรี่ หรือวางถ้วยกาแฟ เป็นต้น แล้วเลือกให้มีความสูงที่เหมาะสมกับขนาดของโต๊ะ นอกจากนี้ ถ้าเลือกเก้าอี้ไม่มีเท้าแขน การเลือกโต๊ะที่มาเข้าคู่ อาจจะต่ำ ระดับเบาะรองนั่งได้ แต่ถ้ามีที่เท้าแขน โต๊ะก็ควรอยู่ต่ำกว่าเท้าแขนประมาณ 1-2 นิ้วเพื่อรองรับความสะดวกในการหยิบของ เป็นต้น

ชั้นเก็บของ ควรต้องมีการวางแผนล่วงหน้าว่าเราต้องใช้เก็บอะไรเป็นหลัก หรือ เก็บสิ่งของอะไรบ้าง และต้องเก็บมากเท่าไร และสามารถดัดแปลงให้เหมาะสมกับการใช้งานได้หรือ ไม่ อาจจะมีซื้อตู้เป็นแบบลอยตัวมาตั้งไว้ หรือบิ้วท์ตู้ให้ดูเรียบร้อยไปเลย ตามแต่ความชอบของแต่ละคน

ห้องรับประทานอาหาร

เป็นพื้นที่ที่สมาชิกในครอบครัวใช้งานกันพร้อมหน้าพร้อมตา รับประทานอาหาร เฟอร์นิเจอร์ในห้องนี้จึงต้องจัดให้มีความเหมาะสมเพื่อรองรับทุกคนในบ้านได้ สิ่งแรกที่ต้องคำนึง ถึงคือจำนวนที่นั่ง เพราะจะส่งผลถึงขนาดเก้าอี้และโต๊ะที่เหมาะสมกับพื้นที่ห้อง สำหรับเก้าอี้ เมื่อเลือกขนาดได้แล้วควรทดลองนั่งดูก่อน ความสูงของเก้าอี้ควรจะพอเหมาะที่จะทานอาหารบนโต๊ะได้อย่างสะดวก มีพนักที่ไม่เอนมากเกินไป หากเก้าอี้เป็นคนละเซตกับโต๊ะ ควรเช็คขนาดให้ดี เพื่อให้เก้าอี้สามารถสอดเก็บใต้โต๊ะได้

การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์สําหรับบ้าน

ห้องนอน กับ การจัดห้องนอน

ขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้าของห้องเป็นหลัก เพราะห้องนอนเป็นส่วนสำคัญ แต่ก็ควรคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย การเลือกเตียง ควรมีขนาดที่พอดี เหมาะสมกับผู้ที่พักอาศัย ถ้าห้องเล็กก็ต้องยอมลดขนาดเตียงให้เล็กลง เพื่อให้มีพื้นที่ในห้องเหลือพอที่จะใช้เป็นทางเดินและทำความสะอาดได้สะดวก แต่ทั้งนี้ก็ต้องสามารถนอนได้สบายด้วย การเลือกเตียงแบบมีขาเป็นที่นิยมในสมัยนี้ เพราะทำให้ดูโปร่งโล่ง และทำความสะอาดได้ ไม่เก็บฝุ่น แต่บางคนชอบเตียงทึบ เพราะดูแข็งแรง ก็ขึ้นแล้วแต่ความนิยม และไลฟ์สไตล์

ตู้เสื้อผ้ามีความกว้างที่นิยมคือ 60 เซนติเมตรและมีความสูง 180-200 เซนติเมตร ขนาดของตู้แต่ละช่วงก็ควรจะมีขนาดประมาณ 45-60 เซนติเมตร เพราะเป็นขนาดที่พอเหมาะ สามารถทำบานตู้ติดได้สัดส่วนพอดี ซึ่งบานตู้ควรจะมีขนาดเปิดได้กว้างมองเห็นภายในตู้ได้ทั้งหมด แต่ถ้าห้องนอนมีขนาดแคบควรใช้บานตู้แบบเลื่อน ตู้เสือ้ผ้าที่มีกระจกเงาติดที่บานตู้ ก็ช่วยประหยัดพื้นที่ได้ ในกรณี ที่มีพื้นที่ไม่พอที่จะวางโต๊ะเครื่องแป้ง หรือกระจกเต็มตัวต่างหาก นอกจากนี้ภายในตู้เสื้อผ้าผู้หญิงและผู้ชายก็ไม่เหมือนกัน เพราะมีเครื่องใช้แตกต่างกัน ผู้หญิงจะมีชุดเสื้อผ้าที่ยาวกว่าฉะนั้นที่แขวนเสื้อจะต้องสูงกว่าคือมีความสูงประมาณ 170-180 เซนติเมตร ส่วนตู้ของผู้ชาย อาจจะจัดเป็นสองช่วงคือ สำหรับแขวนเสื้อข้างบน และแขวนกางเกงข้างล่างได้ด้วย

ห้องทำงาน

ถ้าสำหรับ เป็นการทำงานแบบจริงจัง และมีการใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะด้วย ควรเลือกโต๊ะที่มีที่วางแป้นพิมพ์แบบลิ้นชัก ส่วนเก้าอี้ ก็ควรเป็นเก้าอี้นั่งทำงานโดยเฉพาะเพื่อรองรับแผ่นหลังและสรีระของร่างกาย แต่ถ้านั่งทำงานแบบนั่งเขียน หรือ นักออกแบบ  ออกแบบภายใน การเลือกชุดโต๊ะทำงาน ก็ควรที่จะสามารถเหมาะสมกับความยืดหยุ่นกว่า อาจเลือกแบบตามความชอบได้เลย นอกจากโต๊ะและเก้าอี้ ชั้นวางหนังสือก็เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญมาก ควรเลือกแบบที่มีโครงสร้างแข็งแรง เพราะต้องรองรับหนังสือปริมาณมาก ถ้ากลัวฝุ่นเยอะ ก็ควรเลือกตู้แบบมีบานปิดตู้ แต่ถ้าชอบแบบโปร่ง ๆ โล่ง ๆ อากาศถ่ายเทสะดวก ก็เลือกชั้นที่ไม่มีแผ่นปิดด้านหลังตู้ อาจทำมาจากสเตนเลส เหล็กที่โครงสร้างสวยงาม ก็ทำให้ห้องทำงานดูทันสมัยดี และทำให้ไม่น่าเบื่อ ด้วย

เพื่อให้เลือกใช้ให้เหมาะกับการใช้งานได้มากที่สุด เฟอร์นิเจอร์ มี กี่ ประเภท และควรเลือกอย่างไรให้เหมาะกับการใช้งาน และ การสร้างบ้าน โดย แบ่งออก เป็น 2 หลักใหญ่ ๆ

  1. เฟอร์นิเจอร์ประเภทตามลักษณะการติดตั้ง

เฟอร์นิเจอร์ประเภทตามลักษณะการติดตั้ง จะใช้เกณฑ์การพิจารณาว่า มีการติดตั้งแบบถาวรหรือไม่ สามารถเคลื่อนย้ายได้ หรือเป็นวางตั้งได้ธรรมดา และสามารถเคลื่อนย้ายได้ ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้แบ่งลักษณะย่อยออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

เฟอร์นิเจอร์ประเภทติดประกอบกับตัวอาคาร (BLUIT IN FURNITURE) เป็น เฟอร์นิเจอร์ที่ขนเคลื่อนย้ายไม่ได้ เช่น ตู้ติดผนัง หากมีการเคลื่อนย้ายอาจจะทำให้มีการเสียหายได้ เหมาะสำหรับใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์ภายในอาคารบ้านพักอาศัย และเป็นเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน

เฟอร์นิเจอร์ประเภทลอยตัว (FREE STANDING FURNITURE) เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำ สำเร็จจากโรงงาน ผ่านกระบวนการผลิตในระบบอุตสาหกรรม เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้สามารถเคลื่อนย้ายได้ตามความต้องการ เหมาะสำหรับใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์ภายในอาคารบ้านพักอาศัย และเป็นเฟอร์นิเจอร์สำนักงานได้ด้วย

 2. ประเภทแบ่งตามสถานที่ใช้งาน

เฟอร์นิเจอร์ประเภท แบ่งตามลักษณะสถานที่ใช้งาน จะใช้เกณฑ์พิจารณาว่า เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นนำไปตั้งอยู่ที่ใด ตั้งอยู่ภายในห้องหรืออาคารประเภทใด แบ่งย่อยได้เป็น 3 ประเภท คือ

เฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในห้องต่าง ๆ ภายในบ้านพักอาศัย เช่น ห้องนอน ห้องพักผ่อน หรือห้องครัว รูปแบบของเฟอร์นิเจอร์ก็จะออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละห้อง ห้องนอน เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ ได้แก่ เตียงนอน โต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เสื้อผ้า ห้องพักผ่อน ก็ได้แกโซฟาชุดรับแขก ห้องครัว ได้แก่ โต๊ะกินข้าว ชั้นวางของ เป็นต้น

เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในสำนักงาน ส่วนใหญ่เป็นได้ทั้งเฟอร์นิเจอร์สำนักงานและอุปกรณ์ สำนักงาน ประกอบไปด้วย โต๊ะ เก้าอี้หมุน เก้าอี้นั่ง ตู้เก็บเอกสาร ชั้นวางหนังสือ และอื่น ๆ

เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในที่ชุมชน เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้เป็นประเภทที่มีความแข็งทนทาน ต่อการใช้งาน ประกอบไปด้วย เก้าอี้สนามสวนสาธารณะ ชั้นวางสัมภาระต่าง ๆหรือโต๊ะทำงานช่าง

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว รสนิยมของแต่ละท่าน อาจจะจับโน้น ผสมนี้ จัดออกมาแล้วเอาเป็นว่าคนอยู่อาศัยในบ้านชอบละกันและมีความสะดวกสบายกัน เพราะว่าการออกแบบและตกแต่งบ้านนั้น มันมาจากข้างในจิตใจของผู้สร้างสรรค์งานออกแบบบ้าน
Tagged :