ศาสตร์จีนกับฮวงจุ้ยห้องครัว เสริมบารมีให้ปังโดนใจ เพิ่มพลังชีวิต

ฮวงจุ้ยห้องครัว สำหรับ ผู้คนที่สนใจในศาสตร์ แห่งฮวงจุ้ย ในฉบับที่สามารถสร้างขึ้นมาได้ง่าย และประหยัดงบประมาณ กับ เวลา ให้มาทางด้านนี้ได้เลย ทุกคนจะเข้าใจดีว่าเป็นฮวงจุ้ยที่สัมพันธ์กับเรื่องสุขภาพและความอุดมสมบูรณ์ในชีวิตโดยตรง คนโบราณถือว่าห้องครัวเป็นเสมือนผู้รักษาจิตวิญญาณของบ้าน อีกทั้งเป็นห้องที่ต้องใช้งานเป็นประจำทุกวัน ต้องมีการประกอบอาหารและใช้เตาไฟบ่อย ๆ ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นสภาพความเป็นหยางของธาตุไฟอย่างสูง ดังนั้น การจัดวาง ตำแหน่งของห้องครัว รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ให้ถูกต้องเหมาะสมตามหลัก ฮวงจุ้ยห้องครัว จึงส่งผลโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของคนในบ้าน แล้วจะจัด ฮวงจุ้ยห้องครัวเสริมโชคลาภ เพิ่มบารมีให้กับเจ้าของบ้าน อย่างไร ?

จัดห้องครัวอย่างไรใหถูกฮวงจุ้ย ตามธาตุ สร้างบารมีคนอยู่อาศัย

โดยหลักการแล้ว ฮวงจุ้ย คือ การนำพลังจากสภาพแวดล้อมที่เราเกี่ยวข้องด้วยเพื่อมาเสริมพลังของคน โดยพิจารณาจากเรื่องธาตุทั้ง 5 ในทางฮวงจุ้ย ได้แก่ ธาตุไฟ , ธาตุดิน , ธาตุทอง , ธาตุน้ำ และธาตุไม้ ประกอบกันกับเรื่องของทิศทาง

ซึ่งเรื่องของฮวงจุ้ยห้องครัวนั้นจะเน้นไปที่ 2 ธาตุหลัก คือ ธาตุไฟ และธาตุน้ำ เพราะถือเป็นสถานที่ที่มีการใช้ทั้งไฟและน้ำประกอบกันเป็นหลัก ฮวงจุ้ยห้องครัวเสริมโชคลาภ และสุขภาพของคนในบ้าน จึงต้องเน้นการจัดวาง ตำแหน่งของห้องครัว ให้เกิดความสมดุลกันระหว่างธาตุทั้งสองนี้

ฮวงจุ้ยห้องครัว

ฮวงจุ้ยห้องครัว ที่ดี เป็นอย่างไร เพิ่มโอกาสเป็นโชคลาภ

ห้องครัวควรอยู่หลังบ้าน

ในทางฮวงจุ้ย ห้องครัวนั้นเปรียบเสมือนท้องพระคลังหรือขุมทรัพย์ เป็นตัวกำหนดโชคลาภ ดังนั้น ตำแหน่งของห้องครัว จึงไม่ควรอยู่ในตำแหน่งที่คนนอกสามารถมองเห็นได้ เพราะจะถือว่าเป็นการแย่งชิงโชคลาภ หรือโชคลาภจะโบยบินออกจากบ้านได้ง่าย และโดยส่วนมากแล้วช่องเปิดที่ใหญ่ที่สุดจะอยู่บริเวณด้านหน้าบ้าน ซึ่งจะทำให้ลมพัดผ่านเข้ามาจากทางหน้าบ้านไปยังหลังบ้าน ดังนั้น การวางตำแหน่งห้องครัวไว้บริเวณหลังบ้าน นอกจากจะพ้นจากสายตาคนนอกแล้ว ยังช่วยลดกลิ่นควันจากการทำอาหารไม่ให้ลอยตามลมที่พัดผ่านเข้ามาจากทางหน้าบ้านได้

ห้องครัว ควรจะอยู่ทางทิศใต้ หรือ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตามหลักของฮวงจุ้ย

นอกจากจัดวางห้องครัวไว้ในตำแหน่งหลังบ้านแล้ว หากสามารถกำหนดทิศทางของห้องภายในบ้านได้ ตามหลัก ฮวงจุ้ยห้องครัว ควรเลือกจัดห้องครัวไว้ทางทิศใต้ และทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นทิศของธาตุไฟ

ห้องครัวไม่ควรอยู่บริเวณทางเข้าออกของบ้าน

อีกสิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ห้องครัวที่ดีต้องไม่อยู่บริเวณทางเข้าหรือทางออกของบ้าน เพราะจะทำให้พลังงานดีเคลื่อนออกไปได้ง่าย

ห้องครัวไม่ควรอยู่ตรงกับตำแหน่งห้องนอนหรือเตียงนอนชั้นบน

เหตุผลที่ห้องครัวไม่ควรอยู่ตรงกับตำแหน่งห้องนอนหรือเตียงนอนชั้นบน เพราะจะทำให้ผู้อยู่อาศัยต้องเจอกับอากาศร้อนจากสภาพเป็นหยางของธาตุไฟมากกว่าปกติ

ห้องครัวไม่ควรอยู่ติดห้องน้ำ

เนื่องจากห้องน้ำถือเป็นธาตุน้ำ หากอยู่ใกล้กันจะทำให้ธาตุทั้งสองไม่สมดุล และกลิ่นเหม็นจากห้องน้ำยังรบกวนและทำลายบรรยากาศภายในห้องครัวด้วย

ฮวงจุ้ย กับ ห้องครัว

ตำแหน่งของเตาไฟภายในครัว คือการแทนโชคลาภของครอบครัว

จัดวางเตาไฟทางทิศใต้ หรือทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้าน

ตามความเชื่อจีนโบราณ เตาไฟคือตัวแทนโชคลาภของครอบครัว เป็นสัญลักษณ์การหล่อเลี้ยงผู้คนในบ้าน จึงต้องจัดวางไว้ในตำแหน่งที่เป็นมงคล เพื่อให้อาหารที่ปรุงจากเตาได้รับพลังงานไหลเวียน ส่งผลให้คนในบ้านสุขภาพดีและมีโชคมีลาภ ซึ่งทั้งสองทิศนี้ถือเป็นทิศที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเตาไฟที่มีสภาพเป็นธาตุไฟ

จัดวางเตาไฟกับอ่างล้างจานให้อยู่เยื้องกัน หรือห่างกัน

เนื่องจากเตาไฟที่มีสภาพเป็นธาตุไฟและมีความเป็นหยางสูง กับอ่างล้างจานที่มีสภาพเป็นธาตุน้ำ ทำให้ทั้งสองสิ่งนี้มีพลังพิฆาตกันอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่ควรจัดวางทั้งสองสิ่งนี้ไว้คู่กัน หรือตรงข้ามกัน การจัดวางที่ดีคือควรจัดให้อยู่เยื้องกันคนละฝั่ง หรือห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร เพื่อไม่ให้ตัวคนอยู่ตรงกลางธาตุทั้งสองขณะใช้งาน

จัดวางเตาไฟ อ่างล้างจาน และตู้เย็นเป็นรูปสามเหลี่ยม

เตาไฟ กับ อ่างล้างจาน และ ตู้เย็น ทั้ง 3 สิ่งนี้ถือเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่สำคัญลำดับแรก ๆ ในห้องครัว การจัดวางให้ทั้ง 3 สิ่งนี้อยู่ในตำแหน่งสามเหลี่ยมนอกจากจะถูกต้องตามหลัก ฮวงจุ้ยห้องครัว แล้ว ยังช่วยให้การใช้งานห้องครัวสะดวกสบายขึ้นด้วย

ปัญหาของการวางเตาไฟ

เตาไฟ ดั่งที่บอกว่า เตาไฟ ถือเป็นตัวแทนของธาตุไฟที่ส่งผลโดยตรงต่อชะตาของผู้อยู่อาศัยในบ้าน การวางเตาไฟในตำแหน่งที่ผิดอาจทำให้ชะตาขึ้นๆ ลงๆ ไม่มั่นคง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย รายรับรายจ่ายไม่คงที่ และอาจส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้คน ทำให้เกิดปากเสียง ความขัดแย้ง ความวุ่นวายภายในบ้านได้

การวางเตาไฟใกล้น้ำ

หากวางเตาไฟใกล้น้ำ ไม่ว่าจะเป็นอ่างล้างจาน , ก๊อกน้ำ , อ่างน้ำ หรืออยู่ในแนวเดียวกันกับถังเก็บน้ำ จะเป็นการรวมเอาสองธาตุ คือ ธาตุไฟและธาตุน้ำที่ขัดแย้งกันมาปะทะกัน มีผลทำให้สมาชิกภายในบ้านขี้หงุดหงิดง่าย และมักเกิดการโต้แย้งกันเสมอ และแม้ก๊อกน้ำจะอยู่ไกลกับเตา แต่หากหันหัวก๊อกน้ำตรงกับเตาก็ถือว่าอยู่ในตำแหน่งปะทะกัน ธาตุไฟจะถูกบั่นทอนโดยธาตุน้ำ ส่งผลต่อสุขภาพของคนในบ้าน ทำให้มีปัญหาเรื่องการย่อย , การดูดซึม , โรคกระเพาะ , โรคลำไส้ , โรคตับ , อุบัติเหตุ และการผ่าตัด

การวางเตาไฟตรงกับประตูห้องน้ำ

ส่งผลให้มีปัญหาเกี่ยวกับการสูญเสียทรัพย์ , ถูกลักทรัพย์ , เกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ , โรคไต , โรคนิ่วในไต หรือตำแหน่งอวัยวะอื่นที่นำไปสู่โรคมะเร็งได้

การวางเตาไฟบริเวณใต้คาน

ตัวคานจะมีพลังกดทับ ส่งผลให้คนในบ้านมีความต้านทานโรคน้อยลง มักมีโรคเกี่ยวกับลำคอ , จมูก , ตา , โรคเบาหวาน , ริดสีดวงทวาร และมักรักษาให้หายยาก

การวางเตาไฟลอย ๆ ไม่มีอะไรกั้น

หากวางเตาไฟโดยด้านหลังไม่ติดกับผนังหรือกำแพง เป็นการวางเตาไฟแบบลอยๆ เท่ากับขาดพลัง , ขาดโชคลาภ , ขาดความมั่นคงหรือเสถียรภาพทางการเงิน

ฮวงจุ้ยห้องครัว

การวางเตาไฟในตำแหน่งเดียวกับการตากผ้า

นอกจากจะทำให้กลิ่นอาหารติดเสื้อผ้า และกลิ่นเคมีหรือสิ่งสกปรกปนเปื้อนเข้าไปในอาหารแล้ว ยังเป็นการทำให้ สิ่งมงคล หนีออกไปด้วย เพราะตามความเชื่อของจีนโบราณ ห้องครัวถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีเทพเตาอาศัยอยู่ ออกแบบภายใน  และมีการไหว้เทพเจ้าเตาไฟทุกปี การตากผ้าบริเวณเตาไฟจึงเป็นสิ่งอัปมงคล และผิดหลักฮวงจุ้ยห้องครัว

วิธีแก้ ฮวงจุ้ยห้องครัว

การจัดวาง ตำแหน่งของห้องครัว รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ล้วนมีผลต่อชะตาของผู้อยู่อาศัยในบ้าน หากจัดวางได้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยห้องครัวก็ย่อมส่งผลให้ดวงชะตาดี มีโชคลาภ สุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่หากมีข้อจำกัดในการจัดวางตำแหน่งห้องครัวก็ยังมี วิธีแก้ฮวงจุ้ย ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้

กรณีห้องครัวอยู่ติดกับห้องน้ำ

หากห้องครัวอยู่ใกล้กับห้องน้ำ หรือประตูทั้งสองห้องหันหน้าชนกัน สามารถแก้ไขได้โดยปิดประตูห้องน้ำไว้ เพื่อช่วยไม่ให้พลังงานดีไหลออก หมั่นรักษาความสะอาดของห้องน้ำเพื่อให้เป็นแหล่งพลังงานดี และทาสีผนังของทั้งสองห้องให้แตกต่างกันเพื่อเป็นการแบ่งแยกพื้นที่ของแต่ละส่วนให้ชัดเจน เป็น วิธีแก้ฮวงจุ้ย ที่ช่วยไม่ให้พลังงานจากทั้งสองห้องมาปะทะกัน

กรณีห้องครัวอยู่ตรงกับตำแหน่งเตียงนอน หรือห้องนอนในชั้นสอง

ตำแหน่งที่ตรงกันจะทำให้เกิดความร้อนมากกว่าปกติจากพลังหยาง ให้แก้ไขโดยติดตั้งฉนวนกันร้อนใต้ฝ้าเพดานบริเวณระหว่างห้องครัวด้านล่าง และห้องนอนที่อยู่ชั้นบน

กรณีมีเนื้อที่จำกัดในการตั้งเตาไฟ

หากมีเนื้อที่ในห้องครัวค่อนข้างจำกัดจนไม่สามารถวางเตาไฟและอ่างล้างจานให้ตรงตามหลัก ฮวงจุ้ยห้องครัว ได้ วิธีแก้ฮวงจุ้ย คือการนำธาตุที่อยู่ระหว่างกลางธาตุไฟและธาตุน้ำมาคั่นไว้ ซึ่งธาตุตรงกลางนี้ได้แก่ธาตุไม้ การนำแจกันใส่ต้นไม้มาจัดวางคั่นกลางระหว่างพื้นที่สองส่วนนี้จะช่วยปรับสมดุล และลดพลังพิฆาตระหว่างสองธาตุได้

5 สังเกต จุดเปลี่ยน ฮวงจุ้ยห้องครัวทำแล้วดี ให้ปัง แน่นอน

1. บริเวณหรือ ตำแหน่งของห้องครัว

ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ควรจัดตำแหน่งให้อยู่ในบริเวณด้านหลังของบ้าน  และไม่ควรให้ห้องครัวสามารถมองเห็นได้โดยตรงจากทางเข้าบ้าน เพราะจะเหมือนเป็นการปะทะกับธาตุไฟโดยตรง เวลาที่เดินเข้ามาภายในบ้าน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความร้อนรุ่มหรือกระวนกระวายใจ อีกทั้งไม่ควรวางตำแหน่งห้องครัว ให้ตรงกับห้องนอนของชั้นบน เพราะจะทำให้ได้รับธาตุไฟมากจนเกินไป ซึ่งอาจกระทบต่อการพักผ่อนได้

2.แสงสว่าง และ ความปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเทง่าย

ความปลอดโปร่งหรือแสงสว่างถือเป็นสิ่งที่ดี  เพราะฉะนั้น ภายในห้องครัวควรที่จะมีแสงสว่างมากพอ และอากาศสามารถถ่ายเทได้มากที่สุด หากมีอากาศถ่ายเทหรือแสงสว่างไม่เพียงพออาจทำให้คนภายในบ้านเจ็บป่วยได้ง่าย อีกทั้ง อาจทำให้ในเรื่องหน้าที่การงานไม่เจริญก้าวหน้าอีกด้วย

แต่ก็ไม่ควรเปิดประตูหน้าต่างจนโล่งเกินไป เพราะจะทำให้ไม่มีที่กักเก็บพลังนั้นเอง และสิ่งที่สำคัญที่ไม่ควรทำเลยนั้นก็คือ ห้ามมีประตูทางเข้าและทางออกตรงกัน เนื่องจากจะทำให้ได้รับสิ่งอัปมงคลหรือสิ่งชั่วร้ายเข้ามาได้ง่าย

3.การจัดวางเตา ตำแหน่ง เป็นเรื่องสำคัญ

มาถึงการจัดวางเตากันบ้าง  ที่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม  ซึ่งการวางตำแหน่งของเตานั้น ไม่ควรไว้ตรงกลาง เนื่องจากจะส่งผลให้คนในบ้านเจ็บป่วยเกี่ยวกับทางด้านหัวใจได้  อีกทั้งไม่ควรวางตรงข้ามกับอ่างล้างจานอีกด้วย เพราะอาจจะทำให้ผู้ที่เข้าครัวมีอารมณ์ฉุนเฉียวและโมโหง่าย จากอาหารอร่อย ๆ จะกลายเป็นไม่อร่อยขึ้นมาทันทีเลย

4. การเลือกใช้โทนสี

สำหรับการเลือกใช้สีนั้น ควรเลือกใช้เป็นโทนสีเหลือง เพราะเป็นโทนสีที่ช่วยเสริมในเรื่องของ  การย่อยอาหารให้ทำงานได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยสร้างความสดใสและความแข็งแรงให้กับคนในบ้านได้อีกด้วย  หากเพื่อนท่านไหนที่ไม่อยากให้ห้องเป็นสีเหลืองก็สามารถใช้หลอดไฟสีเหลืองแทน

5. ระดับพื้นภายในห้องครัว

มาถึงส่วนสุดท้ายกันแล้ว สำหรับระดับพื้นภายในห้องครัว ซึ่งควรปรับให้พื้นห้องครัวอยู่ต่ำกว่าพื้นบ้านเล็กน้อย เพื่อป้องกันธาตุไฟที่อยู่ภายในห้องครัว ไหลออกไปสู่ห้องอื่น ๆ

จะเห็นได้ว่าโดยแท้จริงแล้ว ฮวงจุ้ยห้องครัว มีความสอดคล้องกับหลักวิทยาศาตร์อยู่มากทีเดียว จึงเชื่อว่าการนำศาสตร์ของฮวงจุ้ยไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันจึงไม่ใช่ เรื่องงมงาย หรือน่าเสียหาย แต่อย่างไรก็แล้วแต่ การรักษาความสะอาดในห้องครัว เป็นเรื่องสำคัญมาก

Tagged :

ความกรอบอร่อย ที่แฝงอันตราย ของทอด ที่รับประทานทุกวัน

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าของทอดต่าง ๆ อย่างมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ ไก่ทอด หรือ เฟรนช์ฟรายส์ ล้วนเป็นเมนูโปรดปรานของใครหลายคน แต่นอกจากรสชาติที่อร่อยและลักษณะชวนรับประทานแล้ว รู้หรือไม่ว่าของทอดยังมีแคลอรี่และไขมันทรานส์ในปริมาณสูง ดังนั้น การรับประทานอาหารชนิดนี้เป็นประจำก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและก่อให้เกิดโรคได้ แล้วควรเลือกรับประทานของทอดอย่างไรให้ปลอดภัย สามารถศึกษาได้จากข้อมูลต่อไปนี้

ของทอดที่ไม่มีประโยชน์

ทำไม ของทอดอาจเป็น อันตรายต่อสุขภาพ ?

ของทอดมีแคลอรี่สูง อาหารที่ผ่านกระบวนการทอดส่วนใหญ่จะมีแคลอรี่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับอาหารที่ผ่านการปรุงด้วยกรรมวิธีอื่น ๆ เนื่องจากการทอดอาหารในน้ำมันจะทำให้อาหารสูญเสียน้ำและดูดซับไขมันเข้าไปแทน รวมทั้งวัตถุดิบที่จะนำไปทอดมักถูกชุบด้วยแป้งทอดกรอบก่อน เช่น ไก่ทอด หมูทอด จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ของทอดมีแคลอรี่สูง โดยมันฝรั่งอบ 1 ลูกเล็กที่หนักประมาณ 100 กรัม จะให้คุณค่าทางโภชนาการเป็นพลังงาน 93 แคลอรี่ และไขมัน 0 กรัม ในขณะที่เฟรนช์ฟรายส์หรือมันฝรั่งทอด 100 กรัม จะให้พลังงานถึง 319 แคลอรี่ และมีไขมัน 17 กรัม

นอกจากนี้ การรับประทานของทอดอาจทำให้เกิด ภาวะอ้วน ได้ง่าย โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ว่า ไขมันทรานส์ในอาหารทอดอาจส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหารและการสะสมไขมัน ซึ่งเป็นเหตุให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้

ของทอดมักมี ไขมันทรานส์สูง ไขมันทรานส์ ที่มีในอาหาร พวกของทอด ที่พวกเรารับประทาน เกิดจากการแปลงสภาพของไขมันไม่อิ่มตัวด้วยการเติมไฮโดรเจนลงในน้ำมัน (Hydrogenation) โดยผู้ประกอบการหลายแห่งมักใช้วิธีนี้ในการผลิตอาหาร เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและทำให้อาหารคงอยู่ในสภาพเดิมได้นานขึ้น นอกจากนี้ กระบวนการเติมไฮโดรเจนอาจเกิดได้จากการประกอบอาหารที่ใช้ความร้อนสูง ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะทำให้โครงสร้างของน้ำมันเกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นเหตุให้ร่างกายสลายไขมันไม่ได้จนอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ และ โรคเบาหวาน เป็นต้น

ไขมันทรานส์ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร ?

การบริโภคอาหารที่ประกอบด้วยไขมันทรานส์เป็นประจำอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นเดียวกับไขมันอิ่มตัวอื่น ๆ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้ ดังนี้

  • ลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีและทำให้ระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีเพิ่มสูงขึ้น
  • อาจมีส่วนเพิ่มระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์และไลโปโปรตีน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • อาจส่งผลต่อกระบวนการเผาผลาญพลังงานจากกรดไขมันจำเป็นและการเกิดกระบวนการอักเสบของร่างกาย
  • อาจส่งผลให้ฮอร์โมนอินซูลินในร่างกายทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินและอาจนำไปสู่โรคเบาหวานประเภทที่ 2 ได้

ของทอดอาจมีสารอะคริลาไมด์ อะคริลาไมด์ (Acrylamide) เป็นสารเคมีที่เกิดขึ้นในอาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงสุกด้วยความร้อนสูง เช่น อาหารทอด และอาหารประเภทอบกรอบ เป็นต้น โดยอาหารที่สุกด้วยความร้อนสูงมาก ๆ จะเกิดปฏิกิริยาระหว่างกรดอะมิโนแอสพาราจีน (Asparagine) กับน้ำตาลในอาหารจนเกิดเป็นสารอะคริลาไมด์ขึ้นมา ซึ่งสามารถพบสารเคมีดังกล่าวได้ในอาหารทอดทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะมันฝรั่งที่มีปริมาณน้ำตาลฟรักโทสและกลูโคสสูง นอกจากนี้ การทดลองในสัตว์หลายชิ้นยังชี้ว่าสารอะคริลาไมด์อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่มีการทดลองกับมนุษย์ จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าการรับประทานอาหารทอดบ่อย ๆ จะก่อมะเร็งได้จริงหรือไม่

สารอะคริลาไมด์ เป็นสารที่เกิดขึ้นจากการปรุงอาหารด้วยความร้อน พบได้ในอาหารหลายประเภท แต่ที่พบได้มากที่สุดคือในอาหารที่มีปริมาณแป้งอยู่สูง เช่นขนมปัง เค้ก ขนมอบ กาแฟ มันฝรั่งทอดและขนมกรุบกรอบ โดยน้ำ น้ำตาล และกรดอะมิโน ซึ่งเป็นตัวสร้างสีและกลิ่นในอาหารประเภทนี้จะเปลี่ยนเป็นอะคริลาไมด์เมื่อได้รับความร้อนสูงเกิน 120 องศาเซลเซียส และพบได้ทั้งในอาหารสำเร็จรูปและอาหารที่ปรุงรับประทานเองในครัวเรือน

ของทอดอาจทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อโรค งานวิจัยจากวิทยาลัยสาธารณสุขแห่งฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ได้ติดตามพฤติกรรมการรับประทานอาหารของชายหญิงจำนวน 100,000 ราย เป็นเวลากว่า 25 ปี พบว่าผู้ที่รับประทานอาหารทอดอย่างน้อยสัปดาห์ ละครั้ มีโอกาสเสี่ยงเป็น โรคเบาหวาน และ โรคหัวใจ และยิ่งเสี่ยงมากขึ้นหากรับประทานอาหารทอดถี่ขึ้น โดยกลุ่มผู้ทดลองที่รับประทานอาหารทอด 4-6 ครั้งต่อสัปดาห์ มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นถึง 39 เปอร์เซ็นต์ ส่วน กลุ่มผู้ทดลอง ที่รับประทานอาหารทอด 7 ครั้งต่อสัปดาห์ มีโอกาสเสี่ยงเป็น โรคเบาหวาน เพิ่มขึ้นถึง 55 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับผู้ที่รับประทานอาหารทอดน้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์

ไขมันทรานส์ (TRANS FAT)

รับประทานของทอดอย่างไร ให้ปลอดภัย หายห่วง แบบคนรักสุขภาพ ?

แม้อาหารทอดจะส่งผลเสียต่อร่างกายหากรับประทานในปริมาณมากหรือรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่ด้วยรสชาติและเนื้อสัมผัสกรุบกรอบก็อาจทำให้หลายคนอดใจไม่ได้ ซึ่งการปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้ อาจช่วยให้รับประทานของทอดได้อย่างปลอดภัยต่อสุขภาพมากขึ้น

เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ทอด การปรุงอาหารประเภททอดนั้นต้องใช้อุณหภูมิสูงกว่าอาหารประเภทผัด จึงควรเลือกใช้น้ำมันที่เหมาะกับการทอดมากกว่า อย่างการใช้น้ำมันปาล์มหรือน้ำมันจากสัตว์แทนการใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย หรือน้ำมันรำข้าว แต่ก็ควรใช้น้ำมันในปริมาณที่เหมาะสม และระวังเรื่องคอเลสเตอรอลจากไขมันสัตว์ด้วย เนื่องจากร่างกายได้รับไขมันจากการรับประทานเนื้อสัตว์อยู่แล้ว โดยการใช้น้ำมันหมู 1 ช้อน ร่างกายจะได้รับคอเลสเตอรอลประมาณ 9-10 มิลลิลิตร

เปลี่ยนวิธีการทอด อาจเปลี่ยนไปทอดด้วยหม้อทอดไร้น้ำมัน ซึ่งเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการรับประทานอาหารทอดที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ โดยตัวเครื่องจะพ่นลมร้อนออกมารอบ ๆ อาหาร ทำให้อาหารกรอบด้านนอกและเนื้อสัมผัสด้านในมีความฉ่ำ ซึ่งจะใช้น้ำมันน้อยกว่าการทอดแบบธรรมดา 70-80 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ อาจใช้การอบแทนการทอด โดยอบอาหารที่อุณหภูมิสูงประมาณ 232 องศา ซึ่งวิธีนี้จะช่วยทำให้อาหารมีความกรอบแม้จะใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อยหรือไม่ใช้เลยก็ตาม

ปรับวิธีการทอด หากต้องการใช้กระทะทอดแบบธรรมดา อาจปรับเปลี่ยนวิธีการทอดด้วยเคล็ดลับที่ช่วยให้อาหารทอดปลอดภัยมากขึ้น ดังนี้

  • ทอดอาหารโดยใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อให้น้ำมันเพียงพอต่อการเคลือบอาหารและไม่ให้อาหารติดภาชนะทอด โดยใช้วิธีนี้แทนการทอดให้อาหารจมอยู่ในน้ำมัน
  • เลือกใช้น้ำมันที่ทนความร้อนสูงในการผัดหรือทอด
  • ไม่ใช้เกล็ดขนมปังเคลือบอาหาร เพราะจะทำให้อาหารดูดซับน้ำมันมากขึ้น
  • ไม่ใช้น้ำมันเก่า โดยควรเปลี่ยนน้ำมันทุกครั้งที่ผัดหรือทอดอาหาร
Tagged :

หาว เกิดจากอะไร หาวบ่อย เป็นสัญญาณอันตรายหรือไม่

หาว เป็นกระบวนการที่มักเกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ มีลักษณะอาการ คือ อ้าปากแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ นำอากาศเข้าสู่ปอด ก่อนจะหายใจออกมา หาวอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ หรือยาวนานหลายวินาทีก่อนที่คนจะอ้าปากเพื่อหาว โดยกระบวนการหาวอาจเกิดร่วมกับการมีน้ำตาไหล การยืดกล้ามเนื้อ หรือการเกิดเสียงในขณะหาวได้ด้วยเช่นกัน

หาว เกิดจากอะไร

ทำไมคนเราต้องหาว ?

  • ความง่วง ความเมื่อยล้า ความเบื่อหน่าย แม้นักวิจัยยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดของการหาวได้ แต่ยังมีทฤษฎีหลักเกี่ยวกับสาเหตุของการหาว คือ ความง่วง ความเมื่อยล้า และความเบื่อหน่าย เช่น เมื่อเรากำลังเบื่อหรือเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เราจะไม่สามารถหายใจได้ตามปกติ การหาวจะช่วยให้เราสามารถหายใจเข้าลึก ๆ นำออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดได้มากขึ้น ในขณะที่หายใจออกนำเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากกระแสเลือดได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน
  • กระบวนการสร้างความเย็นแก่สมอง ทฤษฎีนี้นำเสนอว่า การหาวอาจช่วยลดอุณหภูมิภายในสมองได้ โดยในขณะที่หาว การยืดกล้ามเนื้อบริเวณขากรรไกรจะกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณลำคอ ใบหน้า และศีรษะ โดยการหายใจเข้าลึก ๆ ในขณะหาว จะนำเอาอากาศเย็นเข้าไปผ่านทางปาก และอากาศเย็นเหล่านี้จะเพิ่มความเย็นแก่น้ำไขสันหลังและเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงสมองต่อไป
  • ยืดเนื้อเยื่อปอด อีกทฤษฎีเกี่ยวกับสาเหตุของการหาว คือ หาวเพื่อยืดเนื้อเยื่อปอด รวมทั้งการยืดกล้ามเนื้อและข้อต่อต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการหาว จะช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และทำให้ผู้ที่หาวรู้สึกกระปรี้กระเปร่ายิ่งขึ้นด้วย
  • กระตุ้นสารหล่อลื่นภายในปอด อีกความเชื่อหนึ่ง คือ การหาวเป็นปฏิกิริยาที่ช่วยกระตุ้นการสร้างสารหล่อลื่นที่ทำให้เนื้อเยื่อภายในปอดชุ่มชื้น และป้องกันปอดทำงานล้มเหลว ตามทฤษฎีนี้เชื่อว่า หากเราไม่หาว จะทำให้การหายใจเข้าลึก ๆ เป็นไปอย่างยากลำบากขึ้น

ความเชื่อเกี่ยวกับการหาว : เมื่อเห็นคนหาว เรามักหาวตาม

มีความเชื่อว่า การหาวตาม ๆ กัน อาจเกี่ยวข้องกับการสื่อสารทางสังคม เนื่องจากโดยทั่วไป คนส่วนใหญ่มักจะหาวหรืออยากหาวหลังจากพบเห็นคนอื่น ๆ หาว หรือแม้กระทั่งการคิดหรือพูดถึงการหาว ก็ทำให้เราเกิดอาการหาวขึ้นมาได้เช่นกัน

หาวบ่อย เกิดจากอะไร อันตรายหรือไม่ ?

หาวบ่อย คือ อาการหาวที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ มากกว่า 1 ครั้ง/นาที แม้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของการหาวอาจมาจากความง่วง ความอ่อนเพลีย และความเบื่อหน่าย แต่ในบางครั้ง การหาวมากผิดปกติอาจเป็นผลมาจากการเจ็บป่วยด้วยโรคและภาวะที่ต้องการการรักษา เช่น

  • มีปัญหาในการนอน เช่น ภาวะหยุดหายใจในขณะนอนหลับ หรือโรคลมหลับ ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการง่วงนอนมากผิดปกติ เนื่องจากไม่สามารถนอนหลับสนิทได้
  • ได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น กลุ่มยารักษาโรคซึมเศร้า หรือกลุ่มยารักษาภาวะวิตกกังวล ซึ่งจะมีผลข้างเคียงเป็นอาการง่วงซึม นอนไม่หลับ
  • ภาวะเลือดออกภายในหัวใจ หรือเนื้อเยื่อบริเวณหัวใจ

ส่วนภาวะอาการป่วยรุนแรงที่มีโอกาสพบได้น้อย แต่อาจทำให้เกิดอาการหาวบ่อย ๆ ได้แก่

  • กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
  • โรคลมชัก
  • ตับทำงานล้มเหลว (ตับวาย)
  • เนื้องอกในสมอง
  • โรคปลอกประสาทอักเสบ
  • ร่างกายขาดสมรรถภาพในการควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกาย
  • โรคหลอดเลือดสมอง

แม้อาการหาวไม่ได้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดใด ๆ แต่สามารถปรึกษาแพทย์หรือไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาได้ หากมีอาการหาวบ่อย ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

การตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ เมื่อมีอาการหาวบ่อยจนเกินไป

เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะซักถามเกี่ยวกับอาการและความถี่ในการหาว พฤติกรรมการนอนว่าผู้ป่วยพักผ่อนเพียงพอหรือไม่ สอบถามประวัติทางการแพทย์และการรักษา รวมทั้งอาจทำการตรวจร่างกายในเบื้องต้นด้วย หากแพทย์มีข้อสงสัยเพิ่มเติมถึงอาการป่วยที่เป็นสาเหตุ อาจส่งตรวจผู้ป่วยเพิ่มเติม เช่น

  • ตรวจการนอนหลับ (Sleep Test หรือ Polysomnography) เพื่อตรวจหาความผิดปกติของการนอนหลับ เช่น ภาวะหยุดหายใจในขณะนอนหลับ หรือโรคลมหลับ โดยจะมีการตรวจวัดระดับออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ คลื่นไฟฟ้าสมอง การกลอกตา การขยับของหน้าอกและช่องท้อง เพื่อดูว่ามีความผิดปกติในระหว่างการนอนหลับอย่างไร
  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalogram: EEG) เป็นการตรวจปฏิกิริยาและการทำงานของคลื่นไฟฟ้าในสมอง ใช้ตรวจในกรณีที่แพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นโรคลมชัก หรือมีภาวะอาการป่วยอื่น ๆ ที่กระทบต่อการทำงานของสมอง
  • ตรวจเลือด อาจใช้ตรวจเมื่อแพทย์มีข้อสงสัยถึงอาการชัก โรคลมชัก หรือภาวะอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการหาวบ่อย ๆ โดยแพทย์อาจตรวจค่าความสมบูรณ์ของเลือด และตรวจหาระดับสารเคมีต่าง ๆ ในเลือดด้วย เพื่อตรวจหาสัญญาณการติดเชื้อ หรือตรวจการทำงานของตับและไต เป็นต้น
  • การฉายภาพด้วยเครื่องสแกนสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Scan) คล้ายกับการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ผู้ป่วยจะอยู่บนเตียงของเครื่องสแกน ปล่อยให้สนามแม่เหล็กวิ่งผ่านรอบตัวผู้ป่วย แล้วคอมพิวเตอร์จะสร้างภาพฉายอวัยวะภายในบริเวณที่ต้องการตรวจออกมา มักใช้ตรวจหาความผิดปกติในระบบต่าง ๆ เช่น โรคที่เกี่ยวข้องกับสมอง ไขสันหลัง และการทำงานของหัวใจ

หาว ต้องรักษาให้หายหรือไม่ ?

อาการหาวไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาเหมือนอาการป่วยอื่น ๆ ทุกคนทุกเพศทุกวัยล้วนต้องหาว เช่นเดียวกันกับสัตว์มีกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ เพราะการหาวเป็นกระบวนการหนึ่งของร่างกายที่เป็นไปตามธรรมชาติ

หากต้องเผชิญกับอาการหาวบ่อย ๆ จากความง่วง ความเมื่อยล้า และความเบื่อหน่าย ที่ไม่มีสาเหตุปัจจัยจากการเจ็บป่วยอื่น ๆ อาจบรรเทาอาการได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • นอนหลับให้เต็มที่ พักผ่อนอย่างเพียงพอกับเวลานอนที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและอายุ หากกำลังเจ็บป่วยด้วยอาการไข้หรือไข้หวัด ผู้ป่วยอาจต้องการการพักผ่อนยาวนานกว่าปกติ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวจากอาการป่วยได้เร็วขึ้น
  • กำจัดอุปสรรคที่รบกวนการนอน ปิดเสียงและแสงที่อาจรบกวนการนอนได้ ไม่รับประทานอาหารก่อนเข้านอน ไม่ทำกิจกรรมอื่น ๆ บนเตียงก่อนเข้านอน เช่น ดูโทรทัศน์ หรืออ่านหนังสือ
  • สำหรับผู้ป่วยที่เพิ่งฟื้นตัวจากอาการป่วย ควรเริ่มกลับมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันตามปกติ เพื่อไม่ให้อยู่ในภาวะเมื่อยล้าอ่อนเพลียนานจนเกินไป
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตามโภชนาการในปริมาณที่เหมาะสม และไม่อดอาหาร โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้า
  • ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะขาดน้ำ
  • ทำกิจกรรมนอกบ้านและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดอาการอ่อนเพลียเมื่อยล้า แต่ไม่ควรออกกำลังกายใกล้กับเวลาเข้านอนน้อยกว่า 4 ชั่วโมง เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาในการนอนได้
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาในกลุ่มที่เสี่ยงทำให้เกิดผลข้างเคียงเป็นอาการอ่อนเพลีย เมื่อยล้า หรือง่วงซึม หากจำเป็นต้องใช้ยา สามารถปรึกษากับแพทย์เกี่ยวกับวิธีการใช้ยาหรือการปรับยาได้
  • งดหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน ไม่สูบบุหรี่ และไม่ใช้ยาเสพติด

หากเป็นอาการหาวบ่อย ๆ ที่เกิดจากภาวะเจ็บป่วยอื่น ๆ ผู้ป่วยควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ โดยแพทย์จะพิจารณารักษาตามอาการป่วยด้วยวิธีที่เหมาะสมต่อไป เช่น

  • มีปัญหาในการนอน แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยปรับพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ เช่น เข้านอนให้เป็นเวลา ออกกำลังกายหรือหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด รวมทั้งอาจจ่ายยานอนหลับเพื่อช่วยรักษาบรรเทาอาการด้วย
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยา แพทย์อาจแนะนำให้ลดปริมาณยารักษาที่ใช้อยู่ เปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่น หรือหยุดใช้ยาชนิดนั้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ และไม่ปรับยาหรือหยุดใช้ยาอย่างกะทันหันด้วยตนเอง

นอกจากนี้ หากมีอาการหาวบ่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากโรคหรือภาวะเจ็บป่วยที่รุนแรง ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสมจากแพทย์อย่างเร่งด่วน เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน โรคลมชัก ตับวาย เป็นต้น

Tagged :

เลือกสีทาบ้าน NATURAL COLOR ช่วยลดโลกร้อน ไร้สารก่อมะเร็ง!

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพฤติกรรม การใช้ชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน และเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งหากสูดดมเข้าไปในปริมาณสูง จะทำให้เกิดอาการหายใจติดขัด ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นคืออาการขาดอ๊อกซิเจน ทำให้ปวดศีรษะ ความดันสูง และมีอัตราการเต้นของหัวใจที่สูงขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว นอกจากหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดโลกร้อนแล้ว การออกแบบบ้านที่เหมาะสม ก็มีส่วนช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้เช่นกัน พี่เข้มีเทคนิคการออก แบบบ้านประหยัดพลังงาน ที่ช่วยลดโลกร้อน และปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยมาแนะนำ โดยต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

เลือกทิศทางที่เหมาะสม

ควรเลือกสร้างบ้านที่หันไปทางทิศเหนือ หรือทิศใต้ เนื่องจากเป็นทิศที่มีลมเข้าออกตลอดเวลา ช่วยให้ภายในบริเวณบ้านเย็นสบาย อากาศปลอดโปร่ง ไม่มีปัญหาบ้านร้อนอบอ้าว ทำให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า อาทิ พัดลม หรือเครื่องปรับอากาศ ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน

ใช้กระเบื้องดินเผามุงหลังคา

การใช้กระเบื้องดินเผามุงหลังคาจะช่วยกันความร้อน ทำให้ภายในบ้านเย็นสบาย ไม่ต้องเปิดพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา

เลือกรูปทรงหลังคาที่เหมาะสม

แนะนำให้เลือกหลังคาทรงหน้าจั่ว ทรงปั้นหยา หรือหลังคามะนิลา เนื่องจากช่วยกันความร้อนเข้าสู่ภายในบริเวณบ้านได้ดี

ออกแบบรั้วบ้านให้เหมาะสม

รั้วบ้านควรออกแบบให้มีความโปร่ง เพื่อช่วยให้ลมพัดผ่านเข้ามาภายในบริเวณบ้านได้ดี ไม่ก่อให้เกิดปัญหาบ้านร้อนอบอ้าวตามมาภายหลัง

เลือกวัสดุของแต่งบ้านที่เหมาะสม

ของแต่งบ้านที่เป็นหนังแท้ หรือหนังเทียม มีส่วนนำความร้อนเข้ามาในบ้าน  ออกแบบบริเวณบ้าน เพราะฉะนั้นแนะนำให้เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นวัสดุผ้า เนื่องจากดูดซับความชื้นได้ดีกว่า

เลือกหน้าต่างบานใหญ่

แนะนำให้เลือกหน้าต่างที่มีขนาดใหญ่ ลมจะได้พัดผ่านเข้ามาในบ้านสะดวก รวมถึงมีแสงสว่างที่เพียงพอ เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในบ้าน

ปลูกต้นไม้ภายในบ้าน

การปลูกต้นไม้ภายในบ้านนอกจากให้ความรู้สึกได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้ภายในบริเวณบ้านมีความร่มรื่น และเย็นสบายอีกด้วย

เลือกสีทาบ้านที่เหมาะสม

ก่อนจ้างสถาปนิกให้ออกแบบบ้าน

การเลือกสีทาบ้านที่เหมาะสมมีส่วนช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้ดีเช่นกัน โดยกลุ่มสี NATURAL COLOR สีจากจระเข้ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ โดยมี Lime Base ที่ช่วยลดการเกิดปัญหาโลกร้อน โดยการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในเวลาแห้งตัว อีกทั้งไม่มีกลิ่นสารระเหย (NON VOCs) ไร้สารก่อมะเร็ง (Formaldehyde) และมีสัญลักษณ์ JORAKAY GREEN PRODUCTS ที่ผ่านมาตรฐานตามการประเมินอาคารเขียวในระดับสากล ได้รับการทดสอบว่ามีค่า VOCs ต่ำ หรือไม่มีเลยในบางผลิตภัณฑ์ (NON VOCs) ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง และเลือกใช้วัตถุดิบที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่มีกลิ่นฉุน สามารถเข้าอยู่ได้ภายใน 24 ชั่วโมง

5 เทคนิคออกแบบบ้านให้เหมาะกับประเทศร้อนชื้น

5 เทคนิคออกแบบบ้านให้เหมาะกับประเทศร้อนชื้น สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ติดกับประเทศพม่า และประเทศลาว ติดกับทะเล จึงทำให้ประเทศไทยมีอากาศร้อนชื้นเกือบทั้งปี นอกจากนี้ยังได้รับอิทธิพลความหนาวจากจีนไล่จากพม่า ลาวลงมาที่ไทย ทำให้ประเทศไทยมี 3 (ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว) ดังนั้นบ้านของเราก็ควรที่จะ ออกแบบบ้าน ให้เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นและฤดูต่าง ๆ ของประเทศเราด้วย วันนี้เราจึงมีเทคนิคดี ๆ ที่จะช่วยใน การออกแบบบ้าน

สำหรับลักษณะของบ้าน เราควรเลือกแบบบ้านที่ โปร่งโล่ง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของอากาศทำให้บ้านไม่ร้อนมาก ควรมีหน้าต่างและประตู ช่วยระบายอากาศด้านในบ้านและรับอากาศภายนอก จะช่วยให้บ้านไม่มีกลิ่นอับอีกด้วย หากบ้านติดกับถนนควรยกพื้นสูงขึ้น เป็นการป้องกันพื้นทรุดจากการวิ่งของรถยนต์ รวมถึงป้องกันอันตรายจากสัตว์มีพิษที่มักจะมาในฤดูฝนกับฤดูหนาว และเพื่อป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝน ได้อีกด้วย

  • โทนสีบ้าน

โทนสีบ้านที่เหมาะกับประเทศร้อนชื้นแบบประเทศไทย ควรเลือกใช้เป็นสีโทนอ่อนไม่ควรใช้สีเข้ม เพราะสีเข้มจะทำให้ตัวบ้านดูดความร้อน ทำให้ตัวบ้านร้อนขึ้น สีบ้านก็จะหลุดก่อนถึงเวลา และอาจจะทำให้คุณต้องเสียค่าบำรุงรักษาบ้านเพิ่มได้

  • การเลือกใช้วัสดุ

สำหรับการเลือกวัสดุในการสร้างบ้านหรือออกแบบบ้าน คุณควรเลือกวัสดุที่ทนต่อความร้อนและความชื้นได้สูง อาทิเช่น เลือกเสาบ้านเป็นแบบเสาปูนเสริมเหล็กแทนที่จะใช้เสาไม้ จริงอยู่ที่ในอดีตคนไทยนิยมสร้างบ้านด้วยไม้ แต่ในปัจจุบันนี้ ไม้มาราคาสูง จึงหันมาใช้เสาปูนเสริมเหล็กแทน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้าน หรือ เลือกใช้หลังคาเมทัลชีทบุฉนวนกันร้อน นอกจากป้องกันความร้อนได้แล้วยังป้องกันหลังคารั่วด้วย

  • ทิศของบ้าน

การออกแบบบ้านให้หันไปทิศต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการหันหน้าบ้านหรือตัวบ้านไปในแต่ละทิศ จะให้ประโยชน์ที่ต่างกันออกไป เช่น ทิศใต้เป็นทิศที่แดดส่องตลอดทั้งปี เหมาะจะใช้เป็นหลังบ้านและลานอเนกประสงค์ จะช่วยให้ตากผ้าได้แห้งหรือปลูกต้นไม้ เป็นต้น

  • การตกแต่งบ้าน

การออกแบบบ้านและการตกแต่งบ้าน ไม่ควรตกแต่งให้เฟอร์นิเจอร์ขวางทางลม หรือ วางสิ่งของขวางทางลมที่จะผ่านหน้าต่างและประตู เพราะจะทำให้ระบายอากาศได้น้อยลง

หลายๆ คนที่กำลังมองหาสถาปนิกเพื่อมาช่วยออกแบบบ้านให้ ก็อาจจะมีข้อสงสัยว่าเราจะต้องคุยกันแบบไหน เพื่อให้สถาปนิกที่ทำงานด้วยเข้าใจสิ่งที่เราต้องการ ทั้งด้านการออกแบบบ้านให้เป็นไปตามที่เราฝันไว้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และที่สำคัญคืออยู่ในงบประมาณที่เราตั้งเอาไว้ด้วย วันนี้เรามี 5 วิธีง่ายๆ

เมื่อเราซื้อบ้านหรือคอนโดหรืออสังหาฯ เป็นของตัวเองแล้ว ก็ต้องการที่จะตกแต่งให้สวยงามตามที่เราต้องการใช่มั๊ยครับ ทีนี้เราก็ต้องจ้างสถาปนิก เพื่อให้เขาออกแบบให้เรา เราก็จะเห็นภาพรวมของบ้านเราทั้งหมด แต่กว่าจะหาสถาปนิกได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แถมระยะเวลาในการตกแต่งบ้านก็กินเวลาไปหลายเดือน ดังนั้นถ้าเราจะเลือกสถาปนิกที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของเรา คุยง่าย สามารถปรับเปลี่ยนหรือครีเอทบ้านของเราได้ดี ก็จะทำให้เราแฮปปี้ตั้งแต่เริ่มงาน ไม่ต้องมานั่งปวดหัวแก้ปัญหาต่างๆ ให้เสียเวลา โดยวันนี้เราแบ่งอออกเป็น 5 วิธีในการเตรียมตัวก่อนจะจ้างสถาปนิกให้ออกแบบบ้าน จะมีอะไรบ้างไปดูกัน

ขั้นแรกต้องเริ่มจากหาผู้ออกแบบที่ตรงใจเราก่อน อาจจจะสอบถามจากคนรู้จัก หรือหาทางออนไลน์ โดยดูผลงานที่สถาปนิกเคยออกแบบว่าเป็นแนวที่เราชอบมั้ย มีการรีวิวของลูกค้าที่พอใจกับผลงานรึเปล่า

Tips : ให้ลองหาสถาปนิกหรือทีมผู้ออกแบบหลายๆ เจ้า แล้วลองทักไปคุย สอบถามแนวทางการทำงานและการออกแบบของสถาปนิกเบื้องต้นว่าเป็นไปในแนวทางที่เราคิดไว้หรือไม่ เพราะสถาปนิกแต่ละคนจะมีแนวการออกแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งรสนิยมและสไตล์ความชอบที่แตกต่างกันของสถาปนิกผู้ออกแบบนั้นเองที่จะทำให้เราเลือกสถาปนิกที่ตรงใจและคุยกันรู้เรื่องมากที่สุด

บอกความต้องการให้กับสถาปนิกทราบ ไม่ว่าจะเป็นสีหรือสไตล์ที่ชอบ ถ้าไม่แน่ใจให้ลองปรึกษากับทางสถาปนิกผู้ออกแบบดู ว่ามีแนวทางการออกแบบให้อย่างไรบ้าง ซึ่งสถาปนิกส่วนใหญ่จะใช้วิธีดูจากช่วงอายุ ไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้านและผู้อยู่อาศัยเป็นหลักหรือที่สถาปนิกเรียกว่า “User” นั่นเอง วิธีนี้อาจจะช่วยให้ได้ไอเดียการออกแบบที่ดีกว่าที่คิดไว้ก็ได้ครับ

Tips : บอกความชอบสไตล์เท่าที่พอจะนึกได้ เช่น ชอบแบบ minimal, classic, contemporary เป็นต้น หรือต้องการในการใช้วัสดุแบบไหน เช่น ไม้, ปูนเปลือย, เหล็ก เป็นต้น หรืออาจจะหาภาพตัวอย่างที่ชอบเพื่อเป็นแนวทางการออกแบบ อีกจุดสำคัญคือแนะนำว่าอย่าบอกว่าให้สถาปนิก Copy งานตามรูป เพราะจะทำให้บ้านของคุณไม่แตกต่างจากคนอื่นอีกทั้งยังทำให้ลดความคิดสร้างสรรค์ของสถาปนิกผู้ออกแบบอีกด้วย

ด้วยสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันทำให้เราต้องใช้จ่ายอย่างระวัดระวัง มีการจำกัดงบประมาณค่าก่อสร้างและค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งเงื่อนไขคลาสสิกของผู้ว่าจ้างหรือ “User” ก็คือ อยากได้การออกแบบที่สวย ได้วัสดุที่ดี ในราคาถูก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันให้เข้าใจทั้งกับผู้ออกแบบและผู้รับเหมาตั้งแต่เริ่มแรก ให้ลองตีงบคร่าวๆ ไว้ในใจก่อน และถ้าไม่แน่ใจว่าจะประมาณงบเท่าไรดี ให้สอบถามทางสถาปนิกถึงราคาค่าก่อสร้างดูครับ โดยปกติจะคิดเป็นราคาต่อ ตร.ม. ซึ่งส่วนมากการประมาณราคาจะบวกลบประมาณ 5-10%

Tips : แนะนำให้เตรียมรูปแบบหรือวัสดุคร่าวๆ ที่อยากจะใช้เพื่อที่ทางสถาปนิกจะช่วยหา Option ของวัสดุที่เหมือนหรือใกล้เคียงในราคาที่ถูกลง ช่วยให้การคำนวนราคากลางของวัสดุง่ายและแม่นยำขึ้นอีกด้วย

สอบถามทางสถาปนิกผู้ออกแบบให้กำหนดกรอบเวลาการทำงาน ทั้งการออกแบบและการก่อสร้างว่าจะใช้เวลาเท่าไร เนื่องจากสถาปนิกมีความจำเป็นต้องใช้เวลาในการวางแผนและออกแบบงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ว่าจ้างหรือ User บางทีการวางแผนและออกแบบที่กินเวลามากกว่าปกติสักหน่อย แต่แบบที่ออกมาชัดเจน คำนวนวัสดุไม่ขาดไม่เกิน ปัญหาหน้างานน้อย ก็จะช่วยลดระยะเวลาในการก่อสร้าง ทำให้งบประมาณการก่อสร้าง งบการจ้างคนงานลดลงตามไปด้วย

Tips :  ในขั้นตอนการออกแบบสามารถคุยระยะเวลาว่าสามารถแก้แบบว่าได้จำนวนกี่ครั้ง แก้กี่ครั้งคิดเงินเพิ่มเท่าไหร่ และ ควรมีสัญญาการก่อสร้าง  ว่าแต่ละงวดงานเป็นอย่างไรบ้าง ต้องจ่ายแต่ละงวดเท่าไหร่ แล้วถ้าเสร็จไม่ตามเวลาก็ต้องมีค่าปรับ เป็นต้น

Tagged :

8 วิธีทำให้ท้องง่ายขึ้น เพิ่มความสำเร็จในการมีเจ้าตัวน้อย

วิธีทำให้ ตั้งครรภ์ง่ายขึ้น เป็นเคล็ดลับที่ คู่รัก ทั้งมือใหม่และมือเก่ามักมองหาเมื่อต้องการมีเจ้าตัวน้อยมาเติมเต็มครอบครัว ซึ่งวิธีเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้ที่มีบุตรยากและคู่รักที่ต้องการเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์

ปัญหาการตั้งครรภ์ยากเป็นอีกปัญหาที่พบได้ใน คู่รัก หลายคู่ นั่นอาจเพราะการตั้งครรภ์เป็นภาวะที่เกิดจากปัจจัยหลายอย่างรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ โรคประจำตัว อาหารการกิน การใช้ชีวิต รวมไปถึงความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ โดยในบทความนี้ได้รวบรวมวิธีที่อาจช่วยเพิ่มโอกาสตั้งท้องได้ง่ายขึ้นมาให้บรรดาคุณแม่ได้ศึกษาและนำไปปรับใช้กัน

วิธีทำให้ท้องง่าย

8 วิธีทำให้ท้องง่ายขึ้น

วิธีที่อาจช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้สำเร็จมีดังนี้

1. ไปพบแพทย์

การไปพบแพทย์นั้นไม่จำกัดแค่ในผู้ที่มีปัญหาในการตั้งครรภ์ ซึ่งส่วนใหญ่มักไปพบแพทย์หลังจากพยายามตั้งครรภ์แล้วไม่ประสบความสำเร็จ แต่ คู่รัก ที่วางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยก็สามารถไปพบแพทย์ได้เช่นกัน เพราะการปรึกษาแพทย์จะช่วยให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ได้รับข้อมูลและคำตอบเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ที่ถูกต้อง อย่างอาหารที่ควรรับประทานหรือพฤติกรรมที่ควรเลิก ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งท้องและช่วยให้ทารกที่คลอดออกมามีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง นอกจากนี้ การเข้ารับการตรวจสุขภาพก่อนมีบุตรยังช่วยให้พบโรคทางพันธุกรรมที่อาจถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปยังลูกได้ด้วย หากพบความเสี่ยงในจุดนี้เสียก่อน แพทย์อาจช่วยให้คำแนะนำหรือมีทางเลือกอื่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

2. ทำความรู้จักกับวันไข่ตก

คู่รัก หลายคู่อาจพยายามเพิ่มความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์ให้บ่อยขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งท้อง แต่การมีเพศสัมพันธ์บ่อยจนเกินพอดีอาจส่งผลเสียได้ จึงควรหาวิธีอื่นที่จะช่วยให้มีเพศสัมพันธ์กันในจุดที่พอดีและมีเป้าหมาย หนึ่งในวิธีที่อาจช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้คือการนับวันไข่ตก เพราะการตั้งครรภ์นั้นเกิดจากสเปิร์มหรืออสุจิเจาะเข้าไปยังไข่ที่ตกลงมายังผนังมดลูก หากมีเพศสัมพันธ์ก่อนวันไข่ตกล่วงหน้าประมาณ 1-2 วัน อสุจิจะเข้าไปรอที่รังไข่เพื่อรอให้ไข่ตกลงมาและทำการปฏิสนธิจนเกิดการตั้งครรภ์ในที่สุด

3. สลัดความเครียดออกจากหัว

ความเครียดเป็นอีกตัวแปรที่ส่งผลต่อกลไกของร่างกาย โดยเฉพาะอารมณ์ สมอง และระบบสืบพันธุ์ เพราะ สมองจะหลั่งฮอร์โมนบางชนิดออกมาเมื่อร่างกายเครียด ซึ่งอาจรบกวนการทำงานของระบบสืบพันธุ์และระบบอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อโอกาสในการตั้งท้อง ส่วนมากในช่วงก่อนการตั้งครรภ์มักเป็นช่วงที่ว่าที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจเกิดความเครียดจากการพยายามที่จะมีเจ้าตัวน้อยมาก จึงอาจส่งผลกระทบต่ออารมณ์และสมองโดยไม่รู้ตัว ด้วยเหตุนี้จึงควรปรับวิธีคิด การใช้ชีวิต และลองหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่น ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ หรือดูหนัง เป็นต้น นอกจากนี้ การใช้เวลาร่วมกันและแลกเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกของทั้ง 2 ฝ่ายก็อาจช่วยกำจัดเรื่องเครียดออกไปได้ อีกทั้งยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นอีกด้วย ดังนั้น การทำกิจกรรมเพื่อลดความเครียดก็เป็นวิธีที่อาจทำให้ท้องได้ง่ายขึ้น

4. เพิ่มคุณภาพให้กับสเปิร์ม

หลายคนอาจเคยได้ยินว่ามนุษย์เกิดจากสเปิร์มหรืออสุจิตัวที่แข็งแรงที่สุดเข้าไปผสมกับไข่ ซึ่งการเพิ่มความแข็งแรงของสเปิร์มอาจช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้ แต่หนุ่ม ๆ หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าไลฟ์สไตล์บางอย่างอาจส่งผลต่อคุณภาพของสเปิร์มเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการใส่กางเกงที่รัดแน่นจนเกินไป ทั้งกางเกงชั้นในและกางเกงด้านนอก รวมไปถึงอัณฑะสัมผัสกับอุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน อย่างการแช่น้ำร้อน ยืนกลางแจ้ง หรือแม้แต่การวางโน้ตบุ๊กไว้บนตัก อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมเหล่านี้เชื่อกันอาจส่งผลต่อการผลิตอสุจิ แต่การศึกษาในเรื่องเหล่านี้ยังมีอยู่ค่อนข้างน้อย

5. ปรับเปลี่ยนอาหารการกิน

อาหารและสารอาหารนั้นมีผลต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ฝ่ายผู้หญิงจึงควรเตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์สำหรับการให้กำเนิดชีวิตใหม่ด้วยการใส่ใจเรื่องอาหารให้มากขึ้น เพราะสารอาหารบางชนิดไม่เพียงช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบสืบพันธุ์ แต่ยังอาจลดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ที่อาจเกิดกับแม่และเด็กได้อีกด้วย โดยอาหารหลายชนิดมีบทบาทสำคัญในการตั้งครรภ์และกระตุ้นการทำงานของระบบสืบพันธุ์ เช่น

  • ผักและผลไม้
    ผักและผลไม้เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพสำหรับคนแทบทุกกลุ่ม รวมทั้งผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์ด้วย เนื่องจากผักผลไม้อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีสรรพคุณในการชะลอการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย รวมถึงไข่และอสุจิ โดยอาจเน้นการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสังกะสีและโฟเลต เพราะเป็นทั้งสารต้านอนุมูลอิสระและมีประโยชน์ต่อระบบสืบพันธุ์ทั้งในเพศชายและเพศหญิง

    นอกจากนี้ การศึกษาบางส่วนยังพบว่าโปรตีน สารอาหาร และ แร่ธาตุ จาก ผักผล ไม้ อาจ มี ประโยชน์ ต่อ การ ตั้ง ครรภ์ มาก กว่า เนื้อ สัตว์ แต่ ก็ ควร แบ่ง การ รับ ประ ทาน อย่าง เหมาะ สม เพราะ ใน เนื้อ สัตว์ ก็ มี สารอาหาร บางชนิด ที่ ไม่ มี ใน พืช เช่น กัน

  • อาหารไขมันสูง
    แม้ว่าโรคอ้วนจะเป็นอุปสรรคต่อการตั้งครรภ์ แต่การเลือกรับประทานอาหารไขมันสูงที่เป็นไขมันดีและรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมอาจไม่ส่งผลให้เกิดโรคอ้วนและยังเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ จากการศึกษาความแตกต่างของการบริโภคอาหารไขมันต่ำและไขมันสูงในเพศหญิง ผลพบว่าการบริโภคอาหารไขมันสูงอาจลดความเสี่ยงของภาวะมีลูกยาก ขณะที่อาหารไขมันต่ำกลับให้ผลตรงกันข้าม จึงควรเพิ่มอาหารที่มีไขมันดีอย่างอะโวคาโด นม และปลาทะเลในมื้ออาหารแต่ละวัน

นอกจากนี้ ควรลดการบริโภคน้ำตาลและคาเฟอีนลงด้วย เพราะอาหารเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะมีบุตรยากและอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ดังนั้น การใส่ใจเรื่องอาหารเพิ่มมากขึ้นก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยให้ท้องได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีอาหารและสารอาหารอีกมากมายที่ให้ประโยชน์เกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์และการตั้งครรภ์ แต่หากบางคนมีปัญหาสุขภาพก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการบริโภคอาหารบางชนิด เพื่อความปลอดภัย

6. ออกกำลังกายให้บ่อยขึ้น

การออกกำลังกายนั้นไม่เพียงช่วยให้น้ำหนักลดและสลายไขมันเท่านั้น แต่การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะช่วยให้เลือดภายในร่างกายไหลเวียนได้ดีขึ้น เมื่ออวัยวะและระบบต่าง ๆ ได้รับออกซิเจนและสารอาหารที่อยู่ภายในเลือดอย่างเพียงพอก็จะช่วยให้ระบบสืบพันธุ์และระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น ไม่เพียงเท่านี้ น้ำหนักและระดับไขมันที่ลดลงอาจบรรเทาอาการและฟื้นฟูร่างกายจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโรคอ้วน ซึ่งอาจส่งผลดีต่อระบบสืบพันธุ์ด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรโหมออกกำลังกายหนักมากเกินไป เพราะอาจเป็นผลเสียต่อร่างกาย

7. หยุดพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพ

ทราบโดยทั่วกันว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ไปจนถึงการใช้สารเสพติดทุกชนิดส่งผลเสียโดยตรงต่อสุขภาพร่างกาย รวมไปถึงระบบสืบพันธุ์และการตั้งครรภ์ด้วย เพราะสารประกอบอยู่ในสารเสพติดไม่เพียงแค่ลดโอกาสในการตั้งครรภ์ แต่ยังเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์จนอาจทำให้เกิดการแท้งหรือพิการแต่กำเนิด ดังนั้น การหยุดพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพและไม่ใช้สารเสพติดเหล่านี้จึงเป็นวิธีทำให้ท้องง่ายขึ้น

8. มีเพศสัมพันธ์อย่างมีสติ

มีหลายความเชื่อเกี่ยวโยงกับการท้อง ไม่ว่าจะเป็นท่าทางในการมีเพศสัมพันธ์ที่อาจจะช่วยให้ท้องง่ายขึ้น อย่างการยกขาขึ้นฟ้าและนอนราบหลังจากมีสัมพันธ์ หรือการเพิ่มของเหลวในช่องคลอดจะช่วยให้อสุจิวิ่งเข้าเส้นชัยได้เร็วขึ้น ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ยังไม่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดและไม่เพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์แต่อย่างใด ในทางตรงอาจส่งผลเสียได้ อย่างการเพิ่มของเหลวที่มีส่วนผสมของสารอื่นยังอาจลดคุณภาพของสเปิร์มอีกด้วย ทั้งนี้ ความเชื่อเหล่านี้สามารถทำตามได้ เพียงแต่ควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและตั้งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยเสมอ

คำแนะนำเหล่านี้อาจช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มีโอกาสตั้งครรภ์เจ้าตัวน้อยมากขึ้น แต่หากพยายามตั้งครรภ์เป็นเวลานานแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของความผิดปกตินี้ หรือหากบางคู่มีอาการของโรคที่อาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์ อย่างประจำเดือนมาไม่ปกติ โรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ โรคทางเพศสัมพันธ์ การผ่าตัด การรักษามะเร็งบริเวณอัณฑะหรือมดลูก ควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินโอกาสในการตั้งครรภ์เช่นเดียวกัน เนื่องจากคนกลุ่มนี้อาจมีโอกาสที่จะตั้งครรภ์น้อยกว่าคนกลุ่มอื่น

Tagged :

หลักการออกแบบบ้าน  สิ่งที่ควรรู้คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจสร้าง

หลักการออกแบบบ้าน  สิ่งที่ควรรู้คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจสร้าง

หลักการออกแบบบ้าน เป็นสิ่งสำคัญมากก่อนการสร้างบ้านแต่ละหลังขึ้นมาไม่ใช่ว่าจะมีแค่ที่ดิน แล้วจ้างผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านเพียงแค่นั้น แต่จำเป็นต้องมีการออกแบบบ้านที่ดีและรอบคอบก่อนที่จะเริ่มลงมือก่อสร้าง เพื่อให้ได้บ้านที่ตรงตามความต้องการและเหมาะสมกับเจ้าของบ้าน  ออกแบบบริเวณบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงบประมาณ การคำนวณวัสดุที่จะต้องนำมาใช้ในการก่อสร้าง ระยะเวลาที่ใช้ในการก่อสร้างแต่ละขั้นตอน ตลอดจนกระทั่งเพื่อให้ได้รูปแบบของบ้านที่ชอบ และตรงตามรสนิยม เจ้าของบ้านแต่ละคน ส่วนการออกแบบบ้านนั้นหากเจ้าของบ้านไม่ต้องการโครงสร้างบ้านที่สลับซับซ้อนมากนักก็สามารถออกแบบบ้านได้เอง แต่ถ้าเป็นบ้านที่มีความซับซ้อนหรืองานระบบเยอะๆก็ควรว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือสถาปนิกในการออกแบบให้มาดูแล เพียงแค่เจ้าของบ้านบอกความต้องการว่าอยากได้บ้านลักษณะไหน สถาปนิกก็จะดำเนินการให้ และสำหรับหลักการที่นำมาใช้ในการออกแบบบ้านนั้นจะต้องคำนึงถึงหลักการ

รับออกแบบบ้าน

หลักการออกแบบบ้าน เป็นสิ่งสำคัญมากก่อนการสร้างบ้านแต่ละหลังขึ้นมาไม่ใช่ว่าจะมีแค่ที่ดิน แล้วจ้างผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านเพียงแค่นั้น แต่จำเป็นต้องมีการออกแบบบ้านที่ดีและรอบคอบก่อนที่จะเริ่มลงมือก่อสร้าง เพื่อให้ได้บ้านที่ตรงตามความต้องการและเหมาะสมกับเจ้าของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงบประมาณ การคำนวณวัสดุที่จะต้องนำมาใช้ในการก่อสร้าง ระยะเวลาที่ใช้ในการก่อสร้างแต่ละขั้นตอน ตลอดจนกระทั่งเพื่อให้ได้รูปแบบของบ้านที่ชอบ และตรงตามรสนิยม เจ้าของบ้านแต่ละคน ส่วนการออกแบบบ้านนั้นหากเจ้าของบ้านไม่ต้องการโครงสร้างบ้านที่สลับซับซ้อนมากนักก็สามารถออกแบบบ้านได้เอง แต่ถ้าเป็นบ้านที่มีความซับซ้อนหรืองานระบบเยอะๆก็ควรว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือสถาปนิกในการออกแบบให้มาดูแล เพียงแค่เจ้าของบ้านบอกความต้องการว่าอยากได้บ้านลักษณะไหน สถาปนิกก็จะดำเนินการให้ และสำหรับหลักการที่นำมาใช้ในการออกแบบบ้านนั้นจะต้องคำนึงถึงหลักการ

1.หลักการออกแบบบ้านกำหนดสไตล์

จุดเริ่มต้นของการออกแบบบ้านการเลือกสไตล์ของบ้าน เป็นการกำหนด ขอบเขต เป้าหมาย เพื่อให้ความฝันที่คิดไว้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยดูจากแบบบ้านตาม website ต่างๆ หรือเวลาไปที่ไหนแล้วพบเจอแบบที่ถูกใจก็ถ่ายรูปเก็บไว้เผื่อนำมาใช้เลือกและมาเป็นแนวทางในการออกแบบหรือลองนำเอามาประยุกต์กับบ้านในฝันของเราได้ ซึ่งสไตล์ของบ้านก็มีให้เลือกอยู่มากมาย เช่น ไทยประยุกต์, Vintage, Loft, Minimal, Tropical  หากว่าเจ้าของบ้านมีความชอบหลายสไตล์ก็อาจจะนำหลายๆแบบมาผสมผสานเข้าด้วยกัน อย่างละนิดหน่อย เพื่อให้กลายเป็นสไตล์ในแบบของตนเอง ทั้งนี้การออกแบบให้ได้สไตล์ที่ชอบจะต้องคำนึงถึงสถานที่ และชุมชนที่อาศัยอยู่รอบๆเพื่อใช้ในการพิจารณาร่วมอยู่ด้วย

2.หลักการออกแบบกำหนดขนาด

โดยเป็นการกำหนดขนาดพื้นที่ใช้สอยของแต่ละห้องลงไป ต้องการให้มีความกว้าง ยาว กี่เมตร การกำหนดขอบเขตการใช้งานของแต่ละห้องจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์หาพื้นที่ใช้สอยรวมทั้งหมดได้ ซึ่งผลวิเคราะห์นี้จะทำให้การออกแบบชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งยังช่วยให้รู้อีกว่าควรสร้างบ้านกี่ชั้นถึงจะเหมาะสม กรณีที่มีที่ดินพร้อมปลูกสร้างแล้วจึงจำเป็นต้องออกแบบให้สอดคล้องกับที่ดินที่มีอยู่ แต่หากว่าคุณยังไม่ได้ซื้อที่ดิน การกำหนดขอบเขตเรื่องพื้นที่ใช้สอย จะช่วยทำให้คุณหาซื้อที่ดินได้ตามขนาดที่ต้องการ แถมยังสามารถนำไปใช้อ้างอิงกับการประมาณงบประมาณในการก่อสร้างได้ด้วย

3.ออกแบบโดยกำหนดตำแหน่ง และทิศทางลม

การออกแบบบ้านที่ดีนอกจากเรื่องความสวยงามแล้ว อีกหนึ่งสิ่งก็คือการออกแบบให้สอดคล้องกับธรรมชาติ เพื่อให้การอยู่อาศัยภายในบ้านเป็นไปอย่างเหมาะสม ดังนั้นจึงควรนึกถึงทิศทางของแสงแดด และทิศทางลม ตามหลักธรรมชาติแสงแดดจะส่องมากในทิศตะวันตก และใต้ ฉะนั้นห้องที่ต้องการแสงมากหรือห้องที่ต้องการกำจัดความชื้นจึงควรออกแบบให้หันไปทางทิศนั้น เช่น ห้องน้ำ, ห้องครัว, ห้องซักล้าง เป็นต้น ส่วนห้องที่ต้องการปริมาณแสงที่เพียงพอเหมาะ เช่น ห้องนอน, ห้องนั่งเล่น, ห้องทำงาน, ห้องดูหนัง เพราะห้องเหล่านี้ถ้ามีแสงเข้ามาเกินไปก็จะทำให้ห้องร้อนได้เช่นกัน ข้อดีของการออกแบบด้วยหลักการนี้ยังช่วยประหยัดพลังงาน เพราะถ้าบ้านมีแสงส่องสว่างเข้ามาเพียงพอก็ไม่จำเป็นต้องเปิดไฟในช่วงเวลากลางวัน

4.การวางตำแหน่งของเครื่องปรับอากาศ

อย่างที่ทราบกันดีว่าด้วยสภาพภูมิอากาศประเทศเราเป็นเมืองร้อน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องติดเครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนที่ผู้อยู่อาศัยต้องการความเย็นสบายเวลานอน การออกแบบห้องนอนจึงต้องคำนึงถึงมุมที่สามารถวางเครื่องปรับอากาศ รวมทั้งจุดตำแหน่งของเครื่องระบายความร้อน ต้องไม่รบกวน และไม่ดูดความร้อนกลับเข้ามา หรือจะติดฉนวนกันความร้อนเพิ่มเข้าไป ก็ช่วยให้ห้องมีความเย็นสบายมากยิ่งขึ้น

5.ออกแบบเพื่อป้องกันเสียง

ในที่นี้หมายถึงทั้งเสียงรบกวนจากภายในบ้านและภายนอกบ้าน เช่น จากถนนหน้าบ้าน, เสียงจากข้างบ้าน ดังนั้นจึงควรออกแบบป้องกันเสียงจากที่ต่างๆ เช่น การออกแบบให้หน้าต่างกันเสียงได้ , การจัดแบ่งพื้นที่การใช้งานเป็นสัดส่วน, การติดตั้งฉนวนกันเสียง, การทำกำแพงสองชั้น หรือการใช้ประตูทึบ เป็นต้น

6.ออกแบบบ้านโดยคำนึงถึงอนาคต

ในการออกแบบ้านต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ และมองการณ์ไกลไปถึงอนาคต เพราะนอกจากจะคิดถึงเรื่องความสะดวกสบายของทุกคนภายในบ้านแล้ว ยังต้องคิดเผื่อว่าหากสมาชิกในครอบครัวมีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุอาศัยอยู่ด้วย ควรจะเลือกสร้างห้องหรือใช้โครงสร้างบ้านที่ดูแล้วปลอดภัย หลีกเลี่ยงการมีพื้นต่างระดับเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และควรเพิ่มห้องนอนชั้นล่างเพื่อความสะดวกของคนในครอบครัว และอย่าลืมเผื่อโครงสร้างกรณีที่อาจจะต้องมีการต่อเติมเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน หากต้องมีสมาชิกใหม่เข้ามาเพิ่ม

หลักการออกแบบบ้านที่นำเสนอมาเป็นเพียงแค่ขั้นพื้นฐาน ซึ่งผู้ที่ต้องการสร้างบ้านจึงควรต้องศึกษาเพิ่มเติม ด้วยการใช้เหตุผลว่าบ้านคือที่อยู่อาศัยอันเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต แต่ทั้งนี้จากหลักการทั้งหมดก็สามารถนำไปเป็นแนวทางออกสร้างบ้านในฝันได้เช่นเดียวกัน

ตามมาดูการออกแบบบ้านด้วยไม้ การสร้างบ้านหนึ่งหลังนั้นต้องมีองค์ประกอบ และวัสดุมากมายกว่าจะเป็นบ้านหนึ่งหลัง วัสดุหลักที่เรามักจะเห็นทั่วไปมักจะเป็น เหล็ก ปูน อิฐ กระเบื้อง กระจก และไม้ เป็นต้น ซึ่งวันนี้เราจะมากล่าวถึงการตกแต่งและออกแบบบ้านด้วยไม้กัน เพราะในปัจจุบันไม้เป็นวัสดุสร้างบ้าน ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ด้วยความสวยงามของลายไม้ ความทนทานต่อการใช้งาน รวมถึงเป็นวัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติอีกด้วย

สำหรับการสร้างบ้านหรือออกแบบบ้านที่ใช้ไม้ เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติ หรือผู้ที่ชื่นชอบบ้านสไตล์วินเทจ สไตล์ร่วมสมัยและ สไตล์เนเชอรัล เป็นต้น การใช้ไม้สร้างบ้านนอกจากตัวบ้านที่ใช้ไม้แล้ว ส่วนประกอบของบ้าน เช่น ประตู หน้าต่าง และผนัง ก็นิยมทำจากไม้ด้วยเช่นกัน ไม้นั้นเป็นวัสดุธรรมชาติที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อผู้อาศัย จึงทำให้กลุ่มผู้รักสุขภาพนิยมใช้ไม้สร้างบ้านอีกด้วย

การตกแต่งบ้าน ไม้ก็มักเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่นำมาทำเฟอร์นิเจอร์ ด้วยไม้มีลวดลายที่สวยงาม สามารถเข้าได้กับทุกสไตล์ และสามารถเข้าได้กับทุกพื้นที่ จึงทำให้เป็นส่วนหนึ่งในการตกแต่งบ้านของคุณ การแปรรูปไม้นิยมแปรรูปเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ เช่น ตู้เสื้อผ้า เตียงนอน โต๊ะ ชั้นวางของ เป็นต้น

ซึ่งในการแปรรูปในแต่ละครั้งก็จะมีการใช้สีเข้ามาช่วยให้ไม้มีจุดเด่นมากขึ้น สีที่นิยมนำมาใช้กับไม้ ได้แก่ สีขาว สีน้ำตาล สีน้ำตาลเข้ม สีน้ำตาลแดง และสีเหลืองอมน้ำตาล เพราะสีเหล่านี้จะทำให้ลายไม้เด่น และเป็นสีที่เข้ากับบ้านได้ทุกรูปแบบ

การตกแต่งบ้านด้วยไม้ยังช่วยให้บ้านนั้นน่าอยู่ยิ่งขึ้น ทำให้สบายตา ดูละมุน ดูดีมีสไตล์ และส่งเสริมฐานะให้เราได้ด้วย เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้มักมีราคาแพง โดยเฉพาะเพอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ทั้งต้น ซึ่งหากคุณต้องการสร้างบ้านหรือออกแบบบ้านด้วยไม้ หรือมีไม้เป็นส่วนประกอบภายในบ้าน


แล้วก็มาถึงเดือนธันวาคม เดือนที่ใครหลาย ๆ คนชื่นชอบมากที่สุดเพราะเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองและการตกแต่ง การสังสรรค์ต่าง ๆ และเป็นเดือนแห่งการเปลี่ยนแปลงด้วย ซึ่งใครหลาย ๆ คนได้ให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงภายในบ้านกันไม่น้อยเลยทีเดียว เช่นการเปลี่ยนสไตล์การตกแต่งภายในบ้านต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งในวันนี้แอดมินจะขอแนะนำสไตล์การตกแต่งบ้านต่าง ๆ ที่สามารถเข้าได้กับ พื้นไม้จริง เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการตกแต่งบ้านต้อนรับอะไรใหม่ ๆ

เสน่ห์ของการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลกับพื้นไม้จริงคือการเข้ากันได้อย่างดีและลงตัวทั้งในด้านของอารมณ์ สัมผัส และสีสัน เนื่องจากจุดเด่นของการตกแต่งสไตล์มินิมอลคือการใช้สีเอิร์ธโทนอย่างสีขาว สีน้ำตาล สีเทา จึงไม่แปลก ที่พื้นไม้จริงจะสามารถเข้ากับการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลได้เป็นอย่างดี และด้วยสไตล์ของการตกแต่งบ้านแบบมินิมอลที่มักจะเน้นเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นและเป็นสีที่สะอาดตานั้น เลยส่งผลให้พื้นไม้จริงที่ถูกปูอยู่ภายในบริเวณห้องโดดเด่นมากขึ้นอีกด้วย

การตกแต่งสไตล์ทรอปิคอลกับพื้นไม้จริง

อีกหนึ่งสไตล์การตกแต่งที่สามารถเข้ากับพื้นไม้จริงของคุณได้ดีก็คือการตกแต่งสไตล์ทรอปิคอล เนื่องจากว่าสไตล์การตกแต่งสไตล์ทรอปิคอลนั้นจะเป็นการตกแต่งที่จะทำให้บ้านดูมีชีวิตชีวา ด้วยการนิยมใช้สีและลวดลายเลียนแบบธรรมชาติในเมืองร้อน เช่น สีฟ้า สีเขียว สีเหลือง การใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นลายธรรมชาติต่าง ๆ เช่นใบไม้ ให้ความรู้สึกเหมือนได้พักร้อน เหมาะกับการพักผ่อน สบาย และผ่อนคลายดังนั้นจึงไม่แปลก ที่พื้นไม้จริงจะสามารถเข้ากับการตกแต่งสไตล์ทรอปิคอลได้เป็นอย่างดี

การตกแต่งสไตล์รัสติกกับพื้นไม้จริง

อีกหนึ่งสไตล์การตกแต่งที่สามารถเข้ากับ พื้นไม้จริง ได้ เป็น อย่าง ดี คือ การ ตก แต่ง สไตล์ รัสติก เนื่องจากการตกแต่งบ้านสไตล์รัสติก คือการตกแต่งบ้านที่คล้ายกับสไตล์ลอฟท์ แต่มีความแตกต่างกันตรงที่สไตล์รัสติกมีกลิ่นอายของความวินเทจ และคันทรีอย่างละนิด เน้นเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่และของที่ทำจากหินอ่อน งานไม้ แม้จะเปลือยผิววัสดุ แต่ก็มีการตกแต่งให้ดูสวยงาม นอกจากนี้ยังนิยมใช้ของเก่ามารียูสใหม่หรือของ DIY ที่ทำขึ้นเองอีกด้วย

การตกแต่งบ้านสไตล์โคสตัลกับพื้นไม้จริง

หากใครชอบบรรยกาศของสีน้ำทะเล ริมทะเล และชายทะเลแอดมินขอแนะนำการตกแต่งสไตล์โคสตัลเลย  ซึ่งการตกแต่งบ้านสไตล์นี้จะเน้นการใช้สีโทนเย็นเช่นสีขาว สีฟ้า สีเขียวน้ำทะเลและเน้นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้เป็นหลักเช่นโต๊ะไม้ เก้าอี้หวาย รวมถึงของตกแต่งชิ้นเล็ก ๆ น่ารัก ๆ อย่าง เปลือกหอย โมเดลประภาคาร หรือภาพวาดของท้องทะเลเป็นต้น  และหากมีความธรรมชาติของพื้นไม้จริงเสริมมาด้วยแล้วหละก็จะทำให้สไตล์การแต่งห้องแบบโคสตัลของคุณมีเสน่ห์มากขึ้นอย่างน่าประหลาดใจเลยทีเดียว

Tagged :

กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ครบถ้วน คาร์โบไฮเดรต

คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) คือสารอาหารหลักชนิดหนึ่งซึ่งเป็น แหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย อาหารส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรตและสารอาหารหลักชนิดอื่น ๆ อย่างไขมันและโปรตีนในปริมาณที่แตกต่างกัน โดยคาร์โบไฮเดรตที่พบในอาหารแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ น้ำตาล แป้ง และเส้นใยอาหาร

โดยทั่วไปแล้ว ร่างกายจะย่อยคาร์โบไฮเดรตให้กลายเป็นกลูโคสเพื่อดูดซึมสู่กระแสเลือด และนำไปใช้เป็นพลังงานสำหรับเซลล์ เนื้อเยื่อ รวมทั้งอวัยวะต่าง ๆ ส่วนน้ำตาลที่เหลือจากการใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ จะถูกสะสมไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อ เพื่อนำออกมาใช้ในยามจำเป็น

คาร์โบไฮเดรตมีกี่ประเภท ?

คาร์โบไฮเดรตแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก คือ คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

  • คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว (Simple Carbs) หรืออาจเรียกว่าน้ำตาลเชิงเดี่ยว มักพบในน้ำตาลที่ผ่านการขัดสี เช่น น้ำตาลทรายขาว อย่างไรก็ดี คาร์โบไฮเดรตชนิดนี้พบได้ในอาหารอื่น ๆ ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการเช่นกัน ได้แก่ ผลไม้ หรือน้ำนม ซึ่งเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวที่ควรเลือกรับประทาน เพราะมักไม่มีน้ำตาลปรุงแต่งและอุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ควรเลี่ยงอาหารที่ปรุงแต่งด้วยน้ำตาล เช่น โซดา คุกกี้ ซีเรียล พาย น้ำผลไม้ ลูกอม เป็นต้น
  • คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Complex Carbs) คืออาหารจำพวกแป้งและเส้นใยอาหาร เช่น ผลิตภัณฑ์จากธัญพืชอย่างขนมปัง แครกเกอร์ เส้นพาสต้า ข้าว รวมถึงผักใบเขียว ถั่วต่าง ๆ หรือแอปเปิล ทั้งนี้ ควรเลี่ยงการรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนชนิดผ่านการขัดสี เช่น ข้าวขาว หรือขนมปังขาว ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้สูญเสียคุณค่าทางสารอาหาร ควรเลือกรับประทานธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี อันอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ รวมทั้งมีเส้นใยอาหารสูงช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะส่งผลให้รู้สึกอิ่มนาน รวมทั้งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลหลังรับประทานอาหารของผู้ป่วยเบาหวานได้ด้วย

คาร์โบไฮเดรต

ค่าดัชนีน้ำตาลในคาร์โบไฮเดรตคืออะไรและสำคัญอย่างไร

ค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index: GI) คือค่าบ่งชี้ระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ซึ่งมีความสำคัญต่อผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากการรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงจะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นมาก ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรเลือกบริโภคอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลระดับต่ำถึงปานกลาง หรือรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงควบคู่กับอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เพื่อให้เกิดความสมดุล โดยแบ่งประเภทอาหารตามระดับค่าดัชนีน้ำตาลได้ดังนี้

  • อาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ มีค่าดัชนีน้ำตาลในระดับ 55 หรือน้อยกว่านั้น มักพบในผัก ผลไม้ ถั่วชนิดต่าง ๆ ธัญพืชที่ผ่านกระบวนการแปรรูปเพียงเล็กน้อย และผลิตภัณฑ์เนยนมไขมันต่ำ
  • อาหารดัชนีน้ำตาลปานกลาง มีค่าดัชนีน้ำตาลอยู่ในระดับ 56-69 ได้แก่ มันหวาน ข้าวโพด ข้าวขาว หรืออาหารเช้าซีเรียล
  • อาหารดัชนีน้ำตาลสูง มีค่าดัชนีน้ำตาลในระดับ 70 ขึ้นไป ได้แก่ ขนมปังขาว เค้กข้าว แครกเกอร์ โดนัท หรือครัวซองต์

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตอีกอย่างหนึ่งก็คือคุณค่าทางสารอาหาร อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงบางอย่างอาจมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น ข้าวโอ๊ตมีค่าดัชนีน้ำตาลและสารอาหารสูงกว่าช็อกโกแลต ผู้ป่วยจึงควรเลือกบริโภคอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลพอเหมาะและมีสารอาหารครบถ้วน ในปริมาณที่เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย

คาร์โบไฮเดรตสำคัญต่อร่างกายอย่างไร

คาร์โบไฮเดรตคือแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย โดยคาร์โบไฮเดรต 1 กรัมให้พลังงาน 4 แคลอรี่ ในแต่ละมื้อควรรับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสม การงดคาร์โบไฮเดรตจะทำให้เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารและเกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ได้ เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตมีความสำคัญต่อร่างกาย ดังนี้

  • ให้พลังงาน โดยทั่วไปแล้ว ร่างกายจะย่อยสลายคาร์โบไฮเดรตให้กลายเป็นกลูโคสหรือน้ำตาล และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด โดยมีฮอร์โมนอินซูลินคอยลำเลียงกลูโคสไปยังเซลล์ของร่างกาย เพื่อเป็นพลังงานในการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ แต่หากร่างกายไม่ได้นำกลูโคสไปใช้ ก็จะเก็บกลูโคสเหล่านั้นไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อในรูปของไกลโคเจน ส่วนกลูโคสที่เหลือจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมัน เพื่อใช้เป็นพลังงานสำรองในระยะยาว
  • เสริมสร้างสุขภาพ อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอย่างผักใบเขียว ถั่วต่าง ๆ หรือธัญพืชไม่ขัดสี ล้วนอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร ให้คุณค่าทางโภชนาการและมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ลดการเกิดท้องผูก อีกทั้งอาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล หลักฐานทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูงอย่างผัก ผลไม้หรือธัญพืชไม่ขัดสี ช่วยลดโอกาสเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งยังป้องกันการเกิดภาวะอ้วนและเบาหวานชนิดที่ 2
  • ควบคุมน้ำหนัก อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตนั้นให้พลังงานน้อยกว่าไขมัน และหากเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนก็ยังอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร ช่วยให้รู้สึกอิ่มและได้รับพลังงานน้อยกว่า ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักจึงควรเลือกรับประทานอาหารจำพวกแป้งที่มีเส้นใยอาหารสูงแทนอาหารที่มีไขมันสูง เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป

ความเชื่อและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับประทานคาร์โบไฮเดรต

ลดคาร์โบไฮเดรต ช่วยลดน้ำหนัก

วิธีลดน้ำหนักแบบพร่องแป้งหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “โลว์คาร์บ” (Low Carbs Diet) คือการบริโภคคาร์โบไฮเดรตในปริมาณน้อย และเน้นรับประทานอาหารจำพวกโปรตีนกับไขมัน ซึ่งหลายคนเชื่อว่าวิธีนี้ช่วยลดน้ำหนักได้จริง ทั้งยังส่งผลดีต่อสุขภาพ เช่น ลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและกลุ่มอาการเมตาบอลิก นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งเปรียบเทียบวิธีลดน้ำหนักระหว่างการลดแป้งกับการลดไขมัน เพื่อดูว่าจะส่งผลต่ออารมณ์ ความหิว และมีอาการอื่น ๆ แตกต่างกันอย่างไร ผลลัพธ์พบว่าการลดน้ำหนักด้วยวิธีลดแป้งก่อให้เกิดอาการที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ช่วยให้รู้สึกหิวน้อยกว่าผู้ที่ลดน้ำหนักด้วยการลดไขมัน

การลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตอาจเป็นวิธีลดน้ำหนักที่ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อภายในร่างกายได้ ดังปรากฏในงานวิจัยอีกชิ้นที่แบ่งผู้เข้าร่วมการทดลองออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกลดน้ำหนักด้วยการลดคาร์โบไฮเดรต และอีกกลุ่มจำกัดจำนวนแคลอรี่อาหาร ให้น้อยลง เพื่อเปรียบเทียบว่าวิธีใดช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่าการรับประทานคาร์โบไฮเดรตน้อยลงช่วยให้น้ำหนักลดลง และไม่ทำให้ร่างกายสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ลดความเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อพร่อง

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังไม่อาจยืนยันได้ว่าการลดแป้งจะส่งผลต่อการลดน้ำหนักได้จริง ควรมีการทดลองระยะยาวกับกลุ่มคนจำนวนมากขึ้น รวมถึงการศึกษาเกี่ยวกับการรักษาน้ำหนักให้คงที่และการควบคุมปัจจัยเสี่ยงจากการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้  ทั้งยังปรากฏงานวิจัยอื่นที่ชี้ให้เห็นว่าการลดคาร์โบไฮเดรตไม่ได้เป็นวิธีลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพเสมอไป งานวิจัยชิ้นหนึ่งศึกษาปริมาณและค่าดัชนีน้ำตาลที่ส่งผลต่ออัตราการเผาผลาญและองค์ประกอบของร่างกายระหว่างลดน้ำหนัก ผลลัพธ์พบว่าผู้ที่บริโภคอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำในปริมาณพอดี มีอัตราการเผาผลาญของร่างกายและมวลไขมันเท่าเดิม ทั้งยังไม่ได้ช่วยในการรักษามวลกล้ามเนื้อ

นอกจากนี้ การงดคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปอาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ท้องผูกหรือท้องร่วง และลมหายใจเหม็น ส่วนผู้ที่รับประทานคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่าวันละ 20 กรัม อาจมีภาวะคีโตซิส (Ketosis) เนื่องจากร่างกายขาดน้ำตาลหรือกลูโคสสำหรับนำมาใช้เป็นพลังงาน ทำให้ต้องย่อยสลายไขมันออกมา ส่งผลให้เกิดคีโตนขึ้นในร่างกาย อันมีผลข้างเคียงเป็นอาการคลื่นไส้ ปวดศีรษะ ลมหายใจเหม็น และเมื่อยล้าตามร่างกาย หากลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปเป็นเวลานานอาจทำให้ขาดวิตามินและเกลือแร่ สูญเสียมวลกระดูก เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมทั้งเสี่ยงเกิดปัญหาสุขภาพเรื้อรังมากมาย

ลดคาร์โบไฮเดรต ช่วยลดไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับหรือภาวะไขมันคั่งในตับ (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease) ชนิดที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นโรคที่อาจมีปัจจัยเสี่ยงมาจากปัญหาสุขภาพหลายประการ ได้แก่ คอเลสเตอรอลสูง กลุ่มอาการเมตาบอลิก ภาวะอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ไฮโปไทรอยด์ หรือภาวะต่อมใต้สมองทำงานน้อย

การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่จะช่วยเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวอาจช่วยควบคุมอาการของโรคนี้ได้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ศึกษาประสิทธิภาพของอาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำต่อการลดภาวะไขมันพอกตับ โดยให้ผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งรับประทานอาหารเมดิเตอร์เรเนียนค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ส่วนผู้ป่วยอีกกลุ่มเป็นกลุ่มควบคุม ผลปรากฏว่าการรับประทานอาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำเป็นเวลา 6 เดือน ช่วยลดระดับความรุนแรงของภาวะไขมันพอกตับลงได้

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่อาจชี้ชัดได้ว่าการรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำมีส่วนช่วยในการรักษาโรคไขมันพอกตับ เนื่องจากยังมีปัจจัยนอกเหนือจากพฤติกรรมการกินลักษณะนี้ที่อาจส่งผลดีต่ออาการของโรค ทางที่ดีผู้ป่วยไขมันพอกตับจึงควรเข้ารับการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์อย่างเหมาะสม

Tagged :

การมี ฟังก์ชันบ้านสมัยใหม่ ในการจัดการ ปรับปรุงบ้านเก่าชั้นเดียว

ปรับแปลนภายใน อยู่สบายกว่าเดิม
ตอนแรกคิดว่าใช่ นาน ๆ ไปกลับพบว่า ไม่ใช่เสียแล้ว ใครเคยเจอเหตุการณ์หรือความรู้สึกนี้คงเข้าใจเป็นอย่างดีว่า แม้ว่าจะเสียดายกับสิ่งที่เคยคิดว่าใช่ แต่ก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งที่ใช่ว่า โดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวกับการอยู่อาศัยในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น ผังแปลนบ้าน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เปลี่ยนไป อาจเกี่ยวเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงขนาดของครอบครัว หน้าที่การงาน รวมถึงไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้นในอดีต เป็นต้น

เจ้าของบ้านชั้นเดียวหลังนี้ก็เคยคิดว่าผังแปลนบ้านที่อยู่อาศัยมานาน ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแล้วเช่นเดียวกัน แต่กาลเวลาและปัจจัยบางอย่างมากระตุ้นทำให้พื้นที่เดิมไม่ได้ตอบโจทย์อย่างครบครัน ถึงเวลาต้องเปลี่ยนใหม่ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์มากที่สุด ผังภายในเดิมนั้น ห้องนอนและห้องแฟมิลี่อยู่ใกล้ชิดจนเกินไป จึงทำให้ความเป็นส่วนตัวลดน้อยลง อีกทั้งจำนวนของห้องนอนที่มีแค่ 2 ห้องไม่เพียงพอต่อสมาชิกที่เพิ่มขึ้น นอกจากการปรับผังแล้ว ได้มีการขยับขยายพื้นที่ด้านหลังเพิ่มขึ้นด้วย

ผังใหม่มีการแบ่งโซนของห้องนอนเอาไว้อย่างเป็นกลุ่มก้อน ออกแบบภายใน โดยห้องนอนทั้ง 3 ห้องอยู่รวมกันโซนหน้าของบ้าน และจัดสรรให้ห้องแฟมิลี่หรือพื้นที่ส่วนรวมของครอบครัวอยู่โซนด้านหลังแทน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสวนกลางแจ้งได้อย่างมีชีวิตชีวา ไม่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในห้องผนังสี่เหลี่ยมอย่างเช่นที่ผ่านมา

การตกแต่งภายในที่นำมาให้ชมในบทความนี้เน้นไปที่ห้องแฟมิลี่หรือโซนหลังบ้านที่ทำการต่อเติมขึ้นใหม่ ห้องที่เปิดโปร่งแบบ Open Plan ช่วยให้ใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น ขณะเดียวกันก็ช่วยสานสัมพันธภาพระหว่างสมาชิกในครอบครัวให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นอีกด้วย  แต่การที่จะทำให้สมาชิกทุกคนมารวมตัวอยู่ด้วยกันในห้องเดียวได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดนั้น ต้องทำการออกแบบให้มีความปลอดโปร่ง โล่งกว้างและสว่างไสว

แสงธรรมชาติสาดส่องเข้ามาสู่พื้นที่ภายในได้อย่างสะดวก ผ่านช่องแสงด้านข้าง อย่างประตู หน้าต่างกระจก รวมถึงสาดส่องลงมาจากช่องแสงด้านบน เจาะช่องหลังคาเพื่อทำการติดตั้งฟังก์ชัน Sky Light ไม่ว่าจะฤดูไหน แสงจึงไม่ขาดหายไปแม้แต่น้อย

bay window

เติมไอเดียการใช้สอยให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อกระจายการใช้งานไปยังมุมต่าง ๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มุมนั่งเล่นริมหน้าต่าง กรอบสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่พอประมาณ รองรับการนั่งพักพร้อมกันได้ 2 คน ไม่เพียงเท่านี้ยังเป็นมุมสวยที่สามารถมองเห็นสวนนอกบ้านได้อย่างเพลิดเพลินตาด้วยBay Window ได้ติดตั้งหน้าต่างบานเกล็ดเข้าไป เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางในการระบายอากาศ ภายในจึงไม่อบอ้าว เพราะมีอากาศใหม่ไหลเข้ามาผลัดเปลี่ยนกับอากาศเก่าอยู่เสมอสีขาว สีน้ำตาลและสีเทา เป็นสีหลักที่นำมาใช้กับการตกแต่ง ความเรียบนิ่งของสีแต่ละโทนนั่น ช่างเข้ากันได้อย่างลงตัว อารมณ์ของบ้านจึงมีความผ่อนคลาย สุขุม และอบอุ่นไปพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวจัดสัดส่วนของห้องซักล่างเอาไว้อย่างชัดเจน เอาใจคุณพ่อบ้านแม่บ้านที่ต้องดูแลทำความสะอาด บิลท์อินตู้เก็บของ เคาน์เตอร์ด้วยหน้าบานสีน้ำตาลสว่าง ซ่อนเก็บอุปกรณ์ของใช้ไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ผนังด้านหนึ่งใช้ Pegboard สำหรับแขวนกระเป๋า เสื้อหรือร่ม ได้มากกว่าเดิม แถมยังสวยงามสบายตาอีกด้วย

โครงสร้างเดิมของบ้านหลังเก่า รวมไปถึงองค์ประกอบ เดิม ๆ ของ บ้าน มา ปรับ ปรุง ให้ เข้า กับ การ ใช้ ชีวิต และ สไตล์ ที่ ทัน สมัย ขึ้น ใน ปัจจุบัน ซึ่ง ขอ บอก เลย ว่า ใน ขั้นตอนของการปรับปรุงให้เข้ายุคสมัยอย่างไม่ทิ้งกลิ่นอายเดิม ๆ นั้นเรียกได้ว่าไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็น การ Renovate แบบนี้จะมีหลักคิดอะไรบ้าง วันนี้เราได้สรุปมาเป็นข้อๆให้คุณได้อ่านกันแล้ว

1. รื้อดีไม่มีเสียของ
สำหรับบ้านเก่าอายุเกินกว่า 50 ปี ขึ้นไปนั้น มักจะเป็นบ้านไม้ หรือผสมระหว่างปูนและไม้ หลายๆ ส่วนของบ้านจึงมักกร่อนสลายเสียหายไปตามกาลเวลา การรื้อถอนบ้านเดิมจึงเป็นเรื่องทีต้องทำก่อนขั้นตอนอื่นๆ แต่การรื้อออกโดยไม่ได้วางแผนอาจจะกลายเป็นเรื่องน่าเสียดายไปได้ เพราะโครงสร้างหรือองค์ประกอบต่างๆ นั้นไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างทดแทนหรือซื้อหามาเติมได้ หากรู้จักเลือกใช้ดีๆ การ Renovate จะไม่ใช่เพียงแค่การทำให้บ้านกลับมาใช้งานได้ดี แต่เปรียบเสมือนการชุบชีวิตคุณค่าและความทรงจำให้กลับมามีชีวิตชีวาได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

สภาพบ้านโทรมกว่า 30 ปี

2. ผสมผสานองค์ประกอบจากวันวาน กับ ปรับแปลนภายใน
และอย่างที่ได้บอกไปในข้อที่ 1 ถึงการเลือกเก็บเอาองค์ประกอบของบ้านเดิมเอาไว้ แต่การเลือกปรับใช้นั้นไม่จำเป็นต้องคงการใช้งานเดิมๆ ไว้ก็ได้ เช่น ไม้พื้นจากเรือนเดิมอาจกลายเป็นผนังไม้สวยๆ ในบ้านหลัง Renovate หรือจะเป็นชุดหน้าต่างที่นำมาจัดวางใหม่ให้ลงตัว สร้างจังหวะใหม่ๆ จากองค์ประกอบเดิมๆ ให้น่าสนใจขึ้น ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ ที่คนมักนึกไม่ถึง เช่น การลอกสีและการทาน้ำยารักษาเนื้อไม้ด้วยสีที่อ่อนลงให้แตกต่างไปจากเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มเดิมๆ ที่นิยมในสมัยโบราณ สามารถนำเอาเฟอร์นิเจอร์เก่าให้ดูร่วมสมัยและเข้ากับการตกแต่งอื่นๆ ได้ง่ายขึ้นอย่างมาก หรือการนำเอาบานหน้าต่างเก่าจากผนังด้านต่างๆ ของบ้านมารวมกันเป็นชุดผนังเดียวก็ทำให้ภาษาของงานสถาปัตยกรรมดูน่าสนใจและลงตัวมากขึ้นกว่าเดิม
3. ปรับพื้นที่เก่าเพื่อการใช้งานใหม่
ในหลายพื้นที่ของบ้านที่เคยมีการใช้งานเดิมอยู่นั้น ก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมกับปัจจุบัน เช่น โต๊ะทำงานเดิมของคุณย่า ก็ปรับให้พื้นที่แลดูโปร่งขึ้น ผ่านการกั้นพื้นที่จากพื้นที่รับแขกด้วยชั้นวางของแบบโปร่งที่สามารถมองเห็นกันได้ทั้งสองพื้นที่ เปลี่ยนบานทึบของหน้าต่างให้เป็นบานกระจก รวมทั้งห้องทานข้าวที่แต่เดิมเป็นห้องทำงานและมีพื้นที่ต่อเนื่องยาวออกไปยังชานนอกบ้าน ก็ลดขนาดของห้องลงให้พอดีกับจำนวนสมาชิก จากนั้นจึงกั้นผนังและทิ้งพื้นที่ชายคาให้ต่อเนื่องไปยังชาน ทำให้ห้องทานข้าวมีจังหวะที่อบอุ่นมากยิ่งขึ้น เพราะการ Renovate นั้นไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ในวิธีการของบ้านเดิมเสมอไป แต่อยู่ที่วิธีใช้และความเข้าใจในความพอดีเสียมากกว่า
4. เก็บรักษากลิ่นอายของวันวาน
และนี่คือสิ่งสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนบ้านเก่าให้หลายเป็นบ้านใหม่ ความทรงจำที่อบอวลอยู่ในบ้านแต่ละหลังนั้นเป็นคุณค่าที่ควรแก่การตีความและทำความเข้าใจ นักออกแบบที่ดีจะไม่รื้อทำลายกลิ่นอายของความทรงจำเหล่านั้น แต่จะหาวิธีสานต่อเรื่องราวของบ้านแต่ละหลังให้ดำเนินต่อไปผ่านหลากหลายวิธีการ เช่น การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดิมๆ ของบ้านเก่า การสร้างพื้นที่กิจกรรมที่คุ้นเคยจากวันวาน เก็บรักษามุมโปรดของบุคคลในครอบครัวเอาไว้ หรือแม้แต่การประดับภาพครอบครัวตามทางสัญจรในบ้านอย่างโถงบันได สิ่งเล็กๆ อันธรรมดาเหล่านี้ จะกลายเป็นสิ่งมีค่าในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน
Tagged :

ลูกตัวร้อน พ่อแม่ควรดูแลอย่างไร ? เจ็บป่วยได้ง่าย

เด็กเล็กมักตัวร้อน เป็นไข้ และเจ็บป่วยได้ง่าย แม้ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากโรคหรือ ภาวะที่ร้ายแรง ทว่าหากลูกตัวร้อน มีเหงื่อท่วม และแก้มแดงเพราะพิษไข้ อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่วิตกกังวลจนทำอะไรไม่ถูก การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์เช่นนี้อาจช่วยให้พ่อแม่รู้วิธีดูแลและบรรเทาอาการไข้ให้ลูกน้อยได้ดียิ่งขึ้น

สังเกตอย่างไรว่าลูกตัวร้อน ?

พ่อแม่สามารถสังเกต อาการไข้ของลูก ได้จากการสัมผัสดูว่าตัวร้อนกว่าปกติหรือไม่ และเพื่อให้แน่ใจควรใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ด้วย โดยอุณหภูมิร่างกายปกติไม่ควรเกิน 37.6 องศาเซลเซียส แต่หากมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 37.6-38.4 องศาเซลเซียส แสดงว่าเด็กมีไข้ต่ำ และหากสูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียสขึ้นไปจะจัดว่ามีไข้สูง

นอกจากนี้ เด็กอาจมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วยในช่วงที่อุณหภูมิร่างกายเริ่มสูงขึ้น และอาจมีเหงื่อออกเมื่อไข้เริ่มลดลง ซึ่งเป็นกลไกปลดปล่อยความร้อนที่มากเกินไปออกจากร่างกาย

ลูกตัวร้อน ควรทำยังไงดี

ลูกตัวร้อนเกิดจากอะไร ?

อุณหภูมิร่างกายของคนเราถูกควบคุมด้วยสมองส่วนที่เรียกว่าไฮโปโทลามัส สมองส่วนนี้จะคอยส่งสัญญาณให้ร่างกายรักษาอุณหภูมิไว้ในระดับที่เหมาะสม คือ ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ซึ่งในระหว่างวันอุณหภูมิร่างกายอาจเปลี่ยนไปได้เล็กน้อย โดยในตอนเช้ามักมีอุณหภูมิต่ำกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ และอาจเพิ่มขึ้นเมื่อเคลื่อนไหวร่างกายหรือออกกำลัง

อาการตัวร้อนหรือมีไข้นั้นเกิดจากสมองส่วนไฮโปโทลามัสปรับอุณหภูมิร่างกายให้สูงกว่าเดิม ซึ่งอาจเป็นผลมาจากปัจจัยเหล่านี้

  • การติดเชื้อ อาการไข้มักเกิดจากการติดเชื้อหรือความเจ็บป่วยอื่น ๆ เนื่องจากเป็นกลไกธรรมชาติที่ช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรค
  • การก่อภูมิคุ้มกัน หลังจากได้รับวัคซีน ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคนั้น ๆ ขึ้นมา ทำให้เด็กอาจมีไข้อ่อน ๆ ได้
  • การสวมใส่เสื้อผ้าหนาเกินไป ทารกที่สวมใส่เสื้อผ้าหนาเกินไปหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่อึดอัดอาจมีอุณหภูมิร่างกายเพิ่มสูงขึ้นได้ เนื่องจากร่างกายยังปรับอุณหภูมิได้ไม่ดีเท่าเด็กที่โตกว่า

ทำอย่างไรเมื่อลูกตัวร้อน ?

อาการตัวร้อนและมีไข้ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาเสมอไป หากเด็กยังอยากเล่นสนุก สามารถกินอาหาร ดื่มน้ำ มีพฤติกรรมต่าง ๆ ตามปกติและไม่มีอาการอึดอัดไม่สบายตัว ก็ไม่จำเป็นต้องให้ลูกรับประทานยา เพียงพยายามบรรเทาไข้ตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • เบื้องต้นควรเช็ดตัวเด็กด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดา โดยเช็ดย้อนขึ้นจากปลายมือไปยังต้นแขนและลำตัว จากปลายเท้าไปสู่ต้นขา และพักผ้าไว้บริเวณหน้าผาก ซอกคอ ใต้รักแร้ และขาหนีบ เพื่อระบายความร้อน แต่การเช็ดตัวจะช่วยให้อุณหภูมิลดลงเพียงชั่วคราวเท่านั้นและอาจต้องเช็ดตัวใหม่อีกครั้ง โดยห้ามให้เด็กอาบน้ำเย็น และไม่ใช้แอลกอฮอล์ถูผิวหนังเด็กเพราะอาจซึมผ่านเข้าสู่ร่างกายจนเป็นอันตรายได้
  • ให้เด็กดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้อุณหภูมิร่างกายลดลง รวมทั้งหมั่นเฝ้าระวังอาการของภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ตาโบ๋ ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลง เป็นต้น
  • หากเด็กดื่มน้ำเพียงพอแล้วหรือไม่รู้สึกอยากอาหาร พ่อแม่ไม่ควรบังคับให้เด็กกินและไม่ต้องวิตกกังวลจนเกินไป เพราะอาจเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ
  • หากเด็กอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย อาจสอบถามแพทย์เกี่ยวกับการใช้เกลือแร่สำหรับเด็กโดยเฉพาะ และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเกลือแร่ที่ใช้ทดแทนการเสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย เพราะมีส่วนผสมของน้ำตาลและอาจทำให้อาการท้องเสียแย่ลง
  • อย่าให้เด็กสวมใส่เสื้อผ้าที่หนาหรืออึดอัดเกินไป โดยเฉพาะในระหว่างนอนหลับ
  • หากคาดว่าเด็กมีไข้เนื่องจากใส่เสื้อผ้าหนาเกิน อากาศร้อน หรือเล่นสนุกจนเป็นไข้ ควรให้เด็กสวมใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ และให้นอนพักผ่อนหรือเล่นในที่ที่มีอากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนจนเกินไป เพื่อให้อุณหภูมิร่างกายลดลง
  • หากเด็กมีอาการหนาวสั่น ควรให้ห่มผ้าหนา ๆ เมื่อไข้ลดลงให้นำผ้าที่ห่มออก
  • หมั่นสังเกตอาการผิดปกติของเด็กในระหว่างที่เด็กนอน
  • กรณีที่อาการไข้เกิดจากการติดเชื้อ ควรให้ลูกหยุดเรียนเพื่อพักผ่อนและลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไปสู่เด็กคนอื่น หากไปโรงเรียนหรือฝากเด็กไว้ที่สถานรับเลี้ยง ควรแจ้งผู้ดูแลด้วยว่าเด็กมีไข้
  • หากเด็กดูไม่สบายตัว พ่อแม่อาจให้รับประทานยาลดไข้อย่างพาราเซตามอล โดยปฏิบัติตามคำเตือนและวิธีการใช้ยาอย่างระมัดระวัง
  • ห้ามให้เด็กที่มีอายุไม่ถึง 2 เดือนใช้ยาใด ๆ โดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้ยาแอสไพริน

เมื่อไรควรพาเด็กไปพบแพทย์ ?

หากลูกตัวร้อนและแสดงอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ พ่อแม่ควรพาเด็กไปพบแพทย์

  • เด็กมีอายุต่ำกว่า 3 เดือน และมีอุณหภูมิที่วัดจากทางทวารหนัก 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป ซึ่งถือเป็นภาวะเร่งด่วน เพราะการมีไข้แม้เพียงเล็กน้อยในช่วงวัยนี้อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
  • ปฏิเสธการดื่มน้ำและการกินอาหาร หรือดูป่วยเกินกว่าจะดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ
  • มีอาการของภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ ไม่มีน้ำตาเมื่อร้องไห้ เฉื่อยชาผิดปกติ เป็นต้น
  • อาเจียนและท้องเสียอย่างต่อเนื่อง
  • เด็กบอกว่ามีอาการผิดปกติ เช่น ปวดศีรษ ะ เจ็บคอ เจ็บหู เป็นต้น
  • มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมกับมีไข้ตัวร้อน ไข้ไม่ลดลงแม้จะเช็ดตัวหรือรับประทานยาแล้ว และอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน
  • มีไข้บ่อยครั้ง แม้แต่ละครั้งจะเป็นเวลาไม่นานก็ตาม
  • มีผื่นขึ้น
  • รู้สึกเจ็บขณะปัสสาวะ
  • มีโรคประจำตัว เช่น แพ้ภูมิตัวเอง โรคหัวใจ มะเร็ง เป็นต้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากลูกตัวร้อนมีไข้ร่วมกับมีอาการรุนแรงดังต่อไปนี้ ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

  • ร้องไห้ไม่หยุด แม้จะพยายามปลอบหรือเบี่ยงเบนความสนใจแล้ว
  • ร้องไห้เสียงสูง หรือเสียงผิดไปจากปกติ
  • หงุดหงิดฉุนเฉียวมากผิดปกติ
  • เฉื่อยชา ตื่นยาก
  • มีผื่นหรือจุดสีม่วงบนผิวหนังคล้ายรอยฟกช้ำ ซึ่งไม่หายไปเมื่อออกแรงกดบนผิวหนังบริเวณนั้น
  • ริมฝีปาก คอ หรือเล็บเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ
  • ศีรษะบางส่วนมีรอยยุบหรือนูน
  • ปวดคอหรือขยับคอลำบาก
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
  • ขยับแขนขาตามปกติไม่ได้ หรือไม่ยอมเคลื่อนไหวร่างกาย
  • นั่งฟุบตัวลงไป
  • น้ำลายไหล
  • ปวดท้อง
  • มีปัญหาในการหายใจ หายใจเร็ว หรือหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

นอกจากนี้ หากเด็กมีไข้จนชัก ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายและพบได้ในเด็กช่วงอายุ 6 เดือนถึง 6 ปี โดยอาจไม่แสดงอาการชักออกมาอย่างชัดเจน แต่ดูคล้ายเด็กกำลังจะหมดสติ ควรจัดท่าให้เด็กนอนตะแคง ห้ามให้กัดช้อนหรืออุปกรณ์ใด ๆ และรีบโทรเรียกหน่วยแพทย์ฉุกเฉินหรือพาเด็กไปพบแพทย์ทันทีหากเด็กชักเป็นเวลานาน ทั้งนี้ หากตัวเด็กเองหรือคนในครอบครัวมีประวัติชักเมื่อมีไข้สูง ควรเฝ้าระวังอาการของเด็กมากเป็นพิเศษ โดยให้รับประทานยาลดไข้และเช็ดตัวบ่อย ๆ

Tagged :

หลักการออกแบบห้องครัวในงานสถาปัตยกรรม (Kitchen Design)

หลัก การออกแบบห้องครัว (Kitchen Design) คือ

การออกแบบวางผังพื้นที่ปรุงอาหาร (ครัว) ในภาพรวม ให้มีความเหมาะสมสัมพันธ์กับรูปแบบการใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ ถูกต้องตามหลักสุขลักษณะ ให้ความสะดวกสบาย ให้ความปลอดภัยในการใช้งาน และช่วยยกระดับสุขอนามัยที่ดี หรือ คุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้อยู่อาศัย หรือ ผู้ใช้งาน  โดยมีองค์ประกอบหลักในการออกแบบ ดังนี้

ตำแหน่งที่ตั้ง (Area)

การกำหนดพื้นที่ตั้งของห้องครัวจะต้องคำนึงถึงปัญหาเรื่องการใช้งานเป็นหลัก ตำแหน่งของห้องครัวไม่ควรอยู่ใกล้กับส่วนที่เป็นมุมพักผ่อน เช่น ห้องนั่งเล่น หรือมุมที่ต้องการความสงบ เช่น ห้องนอน ห้องทำงาน ฯลฯ เนื่องจากการประกอบอาหารนั้นอาจมีเสียงและกลิ่น ที่เกิดจากการประกอบอาหารรบกวนได้

นอกจากนี้ตำแหน่งที่ตั้งของห้องครัวยังมีผลในเรื่องของความสะอาด และสุขอนามัยที่ดี ซึ่งจะต้องเป็นพื้นที่ ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่อับชื้น เพื่อไม่ให้เกิดแหล่งสะสมเชื้อโรค และจะต้องมีทางเดินที่สะดวกในการเดินเข้าสู่พื้นที่ครัว

แสงสว่าง (Lighting)

การออกแบบแสงสว่างในพื้นที่ครัวถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่จะโโต้องพิจารณาเป็นลำดับต้นๆ แสงธรรมชาติที่ส่องผ่านเข้ามาจากช่องเปิด หรือ หน้าต่าง นอกจากจะให้แสงสว่างที่นุ่มนวลสบายตาแล้ว ยังเป็นช่องระบายอากาศที่ดีอีกด้วย  ออกแบบภายใน การมีแสงสว่าง และการระบายอากาศที่เหมาะสมจะทำให้ครัวไม่มีกลิ่นเหม็นอับ และไม่มีปัญหาเรื่องความอับชื้น อีกทั้งยังให้อุณหภูมิความร้อน (โดยเฉพาะแสงแดดช่วงบ่าย) ที่สามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้ดีอีกด้วย

ในกรณีภายในครัวมีช่องเปิด หรือ มีหน้าต่างค่อนข้างน้อยจนทำให้มีแสงสว่างไม่เพียงพอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายในระหว่างปรุงอาหาร หรือ ประกอบอาหารได้ไม่สะดวกเท่าที่ควร ดังนั้นควรติดตั้งไฟส่องสว่างเพิ่ม เพื่อให้แสงกระจายไปยังจุดต่างๆภายในครัวได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้การทาสีห้องครัวด้วยโทนสีอ่อนๆ จะช่วยให้บรรยากาศภายในครัวรู้สึกสว่าง และดูกว้างขึ้น

การถ่ายเทอากาศ (Ventilation)

พื้นที่ห้องครัวภายในบ้านพักอาศัยทั่วไป ถ้าหากมีช่องเปิด หรือ มีหน้าต่างที่เพียงพอย่อมเป็นผลดี (ส่วนมากนิยมใช้หน้าต่างบานเปิด หน้าต่างบานเลื่อน หรือ หน้าต่างบานกระทุ้ง) เพราะนอกจากจะเป็นช่องให้แสงธรรมชาติส่องผ่านเข้ามาอย่างเพียงพอแล้ว ยังเป็นช่องระบายอากาศที่จะช่วยให้พื้นที่ครัวมีอากาศถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ และไม่มีปัญหาเรื่องความชื้น อีกทั้งยังช่วยลดการสะสมตัวของเชื้อโรค เชื้อรา และแบคทีเรียได้อีกด้วย

แต่ในกรณีที่ห้องครัวอยู่ในอาคารชุดที่มีพื้นที่จำกัด หรือ อาคารสาธารณะ เช่น อพาร์ทเมนต์ คอนโดมิเนียม โรงแรม ฯลฯ อาจมีช่องเปิด หรือ หน้าต่างในพื้นที่ครัวค่อนข้างน้อย หรือ ไม่มีช่องเปิดเลย จึงจำเป็นต้องติดตั้งระบบระบายอากาศเพิ่มเติม เพื่อช่วยดูดควัน หรือ กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ออกไปยังด้านนอกอาคาร และช่วยถ่ายเทอากาศได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดความอับชื้น กลิ่นเหม็นอับ และการสะสมของเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้น

พื้น (Floor)

การออกแบบตกแต่งพื้นห้องครัว ควรออกแบบให้ลดระดับต่ำกว่าพื้นห้องอื่นๆประมาณ 5-10 ซม. และจะต้องมีองศาพื้นที่ลาดเอียงเล็กน้อยซึ่งจะช่วยให้การระบายน้ำสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น การออกแบบพื้นห้องครัวในลักษณะนี้ก็เพื่อความสะดวกเวลาทำความสะอาดพื้น หรือ ล้างพื้น เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำที่ใช้ในการล้างทำความสะอาดใหลไปเปรอะเปื้อนห้องอื่นๆ เนื่องจากเวลาที่ปรุงอาหารพื้นจะเป็นส่วนที่สกปรกได้ง่ายจากคราบวัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหารซึ่งมักจะหล่นลงสู่พื้นในระหว่างปรุงอาหาร

แต่ในกรณีที่ห้องครัวอยู่ในอาคารชุดที่มีพื้นที่จำกัด เช่น อพาร์ทเมนต์ หรือ คอนโดมิเนียม ซึ่งไม่สามารถลดระดับเพื่อล้างพื้นได้ มักนิยมทำเป็นครัวฝรั่งมากกว่าเป็นครัวไทย เพราะมีกรรมวิธีปรุงอาหารที่เรียบง่ายกว่า และมีความสกปรกน้อยกว่า ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการทำความสะอาด

ห้องครัวถือเป็นพื้นที่ ที่มีการใช้งานค่อนข้างหนัก วัสดุที่เหมาะสมกับการปูพื้นห้องครัวนั้น ควรเป็นวัสดุที่แข็งแรงทนทาน สามารถรับน้ำหนักได้ดี ทนทานต่อรอยขีดข่วน ทนความร้อน ทนความชื้น ทนกรดด่าง หรือ สารเคมีต่างๆ และดูแลรักษาทำความสะอาดได้ง่าย เช่น กระเบื้องที่มีพื้นผิวไม่มันหรือด้านจนเกินไป หรือ พื้นหินขัด

แม้พื้นไม้จริง พื้นลามิเนต หรือ พื้นกระเบื้องยาง จะมีความสวยงาม แต่ในแง่การใช้งานจริงมักจะทำความสะอาดได้ยาก และไม่ค่อยทนทาน แต่ถ้าหากอยากจะนำมาใช้งานจริงๆควรนำมาใช้งานในครัวฝรั่ง เพราะมีกรรมวิธีปรุงอาหารที่เรียบง่ายกว่า และมีความสกปรกน้อยกว่าครัวไทย

ผนัง (Wall)

การออกแบบตกแต่งผนังห้องครัว ถ้าหากทาสี แนะนำว่าควรใช้สีน้ำมัน หรือสีอะครีลิคกึ่งเงาแทนการใช้สีน้ำพลาสติคสำหรับทาภายในทั่วไป เนื่องจากสามารถทำความสะอาดคราบเขม่า คราบควัน ที่เกิดจากการปรุงอาหารได้ง่ายกว่าสีทาบ้านทั่วไป

แต่ถ้าหากเลือกใช้วัสดุตกแต่งปิดผิวผนัง ควรใช้วัสดุที่ทนทานต่อรอยขีดข่วน ทนความร้อน และมีพื้นผิวมัน เพื่อความสะดวกในการกำจัดคราบสกปรกจากการปรุงอาหาร เช่น กระเบื้องเคลือบที่มีพื้นผิวไม่มันหรือด้านจนเกินไป กระจกเคลือบสี หรือ คริสตัลบอร์ด

ท็อปเคาน์เตอร์ (Top Counter)

การออกแบบตกแต่งท็อปเคาน์เตอร์ครัว ควรมีความลึกอย่างน้อย 60 ซม. และสูงจากพื้นถึงท็อป 90-105 ซม.ในบริเวณขอบควรลบมุมขอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานเวลาเกิดการชน หรือ การกระแทกโดยไม่ตั้งใจ

ควรใช้วัสดุที่แข็งแรงทนทานสามารถรับน้ำหนักแรงกดได้ดี ทนทานต่อรอยขีดข่วนไม่แตกหักง่าย ทนความร้อน ทนความชื้น ทนกรดด่าง หรือ สารเคมีต่างๆ และมีพื้นผิวมัน เพื่อความสะดวกในการกำจัดคราบสกปรกจากการปรุงอาหาร เช่น สแตนเลส ปูนซีเมนต์เปลือย หินแกรนิต หินสังเคราะห์ ลามิเนตแรงอัดสูง(HPL) หรือ คริสตัลบอร์ด

ฝ้าเพดาน (Ceiling​​​​​​​)

การออกแบบฝ้าเดานห้องครัวควรมีความสูงจากพื้นห้องถึงฝ้าเพดานไม่น้อยกว่า 2.5 เมตร เพื่อความสะดวกในการถ่ายเทอากาศ และวัสดุที่ใช้ควรเป็นแบบแผ่นเรียบที่ดูแลทำความสะอาดได้ง่าย ทนความร้อน ทนความชื้นได้ดีในระดับหนึ่ง และเป็นวัสดุไม่ลามไฟ เช่น ยิปซั่มบอร์ด ไฟเบอร์ซีเมนต์ ฯลฯ

ลักษณะพื้นที่ใช้สอยแบบต่างๆของห้องครัว (Function Zoning)

สามารถแบ่งออกได้ 3 Zone ดังนี้

Zone 1 : พื้นที่สำหรับเก็บของ ทั้งของสดและของแห้ง

องค์ประกอบหลักของพื้นที่ส่วนนี้ คือ ที่เก็บวัตถุดิบทั้งแบบสด และแบบแห้ง ประกอบด้วย

– ตู้ และชั้นลอย (สำหรับเก็บของแห้ง)

– ตู้เย็น (สำหรับเก็บของสด) ควรจัดวางห่างจากผนังอย่างน้อย 15 ซม. เพื่อให้ตู้เย็นมีพื้นที่รอบๆสำหรับระบายความร้อนได้อย่างเหมาะสม ในด้านรูปแบบส่วนใหญ่แล้วตู้เย็นจะมีตั้งแต่แบบ 1 ประตู 2 ประตู และ 3 ประตู  โดยมีลักษณะการเปิดที่แบ่งได้ดังนี้ เปิดจากด้านซ้าย (นิยมเป็นส่วนใหญ่) เปิดจากด้านขวา (นิยมเป็นส่วนน้อย) และบานเปิดคู่ (ส่วนใหญ่ใช้กับครัวขนาดใหญ่)

ในการออกแบบพื้นที่ส่วนนี้ ควรจัดให้อยู่ใกล้กับบริเวณทางเข้าห้องครัวมากที่สุด และเพื่อความสะดวกในการหยิบจับใช้สอยได้ง่าย จึงควรแยกชนิดวัตถุดิบต่างๆ อย่างชัดเจน

Zone 2 : พื้นที่สำหรับล้าง และทำความสะอาด 

องค์ประกอบหลักของพื้นที่ส่วนนี้ คือ ซิงค์ล้างจาน และที่พักจาน ในการออกแบบควรจัดพื้นที่สำหรับล้าง และทำความสะอาดให้อยู้ใกล้กับช่องเปิด หรือ หน้าต่าง สำหรับให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อป้องกันเชื้อรา และกลิ่นเหม็นอับ

นอกจากนี้ควรจัดวางอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับตู้เย็น เพราะจะสะดวกต่อการจัดเตรียมวัตถุดิบ เช่น สามารถนำวัตถุดิบสด เช่น เนื้อ ผักประเภทต่างๆ หรือ ผลไม้ มาล้างทำความสะอาดก่อนปรุงอาหารได้อย่างสะดวก

Zone 3 : พื้นที่สำหรับเตรียมของ และปรุงอาหาร 

องค์ประกอบหลักของพื้นที่ส่วนนี้ ประกอบด้วย

– ท็อปครัว (สำหรับเตรียมอาหาร)

– พื้นที่เตาประกอบอาหาร และเครื่องดูดควันสำหรับถ่ายเทอากาศ (สำหรับปรุงอาหาร)

– เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เช่น เครื่องปั่น ตู้อบ หรือ ไมโครเวฟ ฯลฯ (สำหรับปรุงอาหารด้วยกรรมวิธีอื่นๆนอกเหนือจากเตาประกอบอาหาร)

ในการออกแบบพื้นที่ส่วนนี้ควรจัดวางเตาปรุงอาหาร และเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทต่างๆให้อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันในระยะที่เดินได้ไม่เกิน 1-2 เมตร และไม่ควรมีสิ่งกีดขวาง เพื่อความสะดวก และความปลอดภัยในการใช้งาน

รูปแบบการวางผังครัว (Kitchen Layout Types)

สามารถแบ่งออกเป็นรูปแบบต่างๆได้ดังนี้

การจัดวางผังครัวแบบ I หรือ I-Shaped Kitchen

เหมาะกับพื้นที่ขนาดเล็ก  3-5 ตร.ม. ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นห้องในอาคารชุด เช่น อพาร์เม้นท์ คอนโดมิเนียม หรือ ทาวน์เฮ้าส์ พื้นที่ครัวลักษณะนี้มักจะมีพื้นที่ทั้ง 3 โซน อยู่ในแถวเดียวกัน โดยออกแบบเรียงลำดับพื้นที่ใช้งานจากซ้ายไปขวา เริ่มจากพื้นที่สำหรับเก็บของ ทั้งของสดและของแห้ง (Zone 1)  พื้นที่สำหรับล้าง และทำความสะอาด (Zone 2) พื้นที่สำหรับเตรียมของ และปรุงอาหาร (Zone 3) ตามลำ

การจัดวางผังครัวแบบ L หรือ L-Shaped Kitchen

เหมาะกับพื้นที่ตั้งแต่  6 ตร.ม. ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นห้องชุดคอนโดมิเนียมที่มีขนาดใหญ่ หรือ บ้านพักอาศัยทั่วไป แต่การจัดผังครัวในลักษณะนี้มักไม่มีรูปแบบการวางฟังก์ชั่นที่ตายตัว 100% ดังนั้นการจะจัดวางตำแหน่งฟังก์ชั่นใดๆ จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาจากตำแหน่งพื้นที่ตั้ง จำนวนช่องเปิด และบริบทสภาพแวดล้อมเป็นหลัก

แต่ส่วนใหญ่โดยทั่วไปแล้วมักจะจัดให้พื้นที่สำหรับเก็บของ ทั้งของสดและของแห้ง (Zone 1) และพื้นที่สำหรับล้าง และทำความสะอาด (Zone 2) อยู่เคาน์เตอร์ด้านที่มีความยาวมากที่สุด และมักจัดวางในบริเวณใกล้เคียงกัน โดยในส่วนพื้นที่สำหรับเตรียมของ และปรุงอาหาร (Zone 3) จะจัดวางอยู่ในบริเวณเคาน์เตอร์ด้านที่มีความยาวสั้นกว่า ซึ่งการจัดวางฟังก์ชั่นต่างๆในลักษณะนี้ลักษณะพื้นที่ห้องมักจะมีช่องเปิดอย่างน้อย 2 จุด

การจัดวางผังครัวแบบ U หรือ U-Shaped Kitchen 

เป็นการจัดวางผังครัวที่เหมาะกับพื้นที่ขนาด  9 ตร.ม. ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย หรือ อาคารสาธารณะ เช่น ครัวโรงแรม หรือ ครัวในร้านอาหาร การจัดวางผังครัวในลักษณะนี้ ควรจัดวางพื้นที่สำหรับเก็บของ ทั้งของสดและของแห้ง (Zone 1) และพื้นที่สำหรับเตรียมของ และปรุงอาหาร (Zone 3) ให้อยู่ตรงข้ามกัน

โดยจัดวางพื้นที่สำหรับล้าง และทำความสะอาด (Zone 2) และพื้นที่สำหรับเตรียมของ และปรุงอาหาร (Zone 3) ให้อยู่ในฝั่งเดียวกัน โดยพื้นที่ตรงกลางจะต้องมีความกว้างตั้งแต่ 90 ซม. ขึ้นไป ซึ่งเป็นความกว้างที่สามารถเดิน หมุนตัว หรือ กลับตัวทั้งด้านหน้า และหลังในระหว่างปรุงอาหารได้อย่างสะดวก และไม่เป็นอันตราย

เนื่องจากการจัดวางผังแบบ U หรือ U-Shaped Kitchen จะกินพื้นที่มากพอสมควร ดังนั้นควรมีช่องเปิด หรือ หน้าต่าง สำหรับการระบายถ่ายเทอากาศอย่างน้อย 2 จุด แต่ถ้าหากมีช่องเปิดน้อยกว่าที่กล่าวมา จะต้องติดตั้งระบบระบายอากาศ เช่น พัดลมดูดควัน และ พัดลมช่องระบายอากาศ ให้มีจำนวนที่เหมาะสมสัมพันธ์กับขนาดพื้นที่ครัว และรูปแบบการปรุงอาหาร

การจัดวางผังครัวแบบเกาะกลาง หรือ Island Kitchen 

เป็นการจัดวางผังครัวที่เหมาะกับพื้นที่ 12 ตร.ม. ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย(ขนาดใหญ่) หรือ อาคารสาธารณะ เช่น ครัวโรงแรม หรือ ครัวร้านอาหาร การจัดวางผังครัวในลักษณะนี้ถ้าหากจัดวางในพื้นที่แบบ Open Space จะมีความสวยงามโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง

การจัดวางผังแบบเกาะกลาง หรือ Island Kitchen มีทั้งขนาดเล็ก และใหญ่ เพื่อความเหมาะสมลงตัวในการเข้าคู่ได้กับผังครัวทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นผังครัวแบบ I-Shaped Kitchen ผังครัวแบบ U-Shaped Kitchen หรือ ผังครัวแบบ L-Shaped Kitchen โดยตัวเกาะกลางจะต้องมีความสูงอย่างน้อย 90 ซม. และจะต้องมีพื้นที่ช่องว่างระหว่างเกาะกลาง และเคาน์เตอร์ติดผนังสำหรับใช้เป็นทางเดินกว้างตั้งแต่ 90 ซม. ขึ้นไป ซึ่งเป็นขนาดความกว้างที่สามารถเดิน หมุนตัว หรือ กลับตัวทั้งด้านหน้า และหลังในระหว่างปรุงอาหารได้อย่างสะดวก และไม่เป็นอันตราย

ในการออกแบบเกาะกลางนั้น สามารถทำได้ทั้งแบบถาวร และใส่ล้อสำหรับเคลื่อนย้ายได้ โดยรูปแบบของเกาะกลางนั้นขึ้นอยู่กับว่าจะใช้งานเกาะกลางนั้นอย่างไร ถ้าในกรณีที่ไม่มีความจำเป็นมากเท่าใดนักก็อาจจะทำเป็นเพียงเคาน์เตอร์โล่งๆสำหรับวางวัตถุดิบ หรือ ทานอาหารเท่านั้น แต่ในกรณีที่ต้องปรุงอาหารจำนวนมากอยู่ตลอดเวลา เช่น ครัวในโรงแรม หรือ ร้านอาหาร อาจใช้เป็นอ่างล้างจาน หรือ เตาปรุงอาหารก็ได้

ในการทำเกาะกลางนั้น สิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญไม่แพ้ส่วนอื่นๆเลยก็คือ งานระบบน้ำ และงานระบบไฟ ควรมีการวางแผนออกแบบให้แน่ชัดก่อนว่าจะใช้งานเกาะกลางเพื่อวัตถุประสงค์ใดเป็นหลักก่อนที่จะสร้างจริง ก็เพื่อให้การติดตั้งไม่ยุ่งยาก การเก็บรายละเอียดงานเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูแลรักษาง่าย สามารถใช้งานได้สะดวก และมีความปลอดภัยไม่เป็นอันตราย

การจัดวางผังครัวแบบเส้น 2 ด้าน หรือ Gallery Kitchen

เป็นการจัดวางผังครัวที่เหมาะกับพื้นที่ขนาด  9 ตร.ม. ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย หรือ อาคารสาธารณะ เช่น ครัวโรงแรม หรือ ครัวในร้านอาหาร

การจัดวางผังครัวในลักษณะนี้จะมีลักษณะคล้ายกับผังแบบ U หรือ U-Shaped Kitchen เพียงแต่จะไม่มีเคาน์เตอร์ด้านสั้นมาเชื่อมให้เป็นตัว U เท่านั้น ซึ่งจะจัดวางพื้นที่สำหรับเก็บของ ทั้งของสดและของแห้ง (Zone 1) และพื้นที่สำหรับเตรียมของ และปรุงอาหาร (Zone 3) ให้อยู่ตรงข้ามกัน

และจัดวางพื้นที่สำหรับล้าง และทำความสะอาด (Zone 2) และพื้นที่สำหรับเตรียมของ และปรุงอาหาร (Zone 3) ให้อยู่ในฝั่งเดียวกัน โดยพื้นที่ตรงกลางจะมีความกว้างตั้งแต่ 90 ซม. ขึ้นไป ซึ่งเป็นความกว้างที่สามารถเดิน หมุนตัว หรือ กลับตัวทั้งด้านหน้า และหลังในระหว่างปรุงอาหารได้อย่างสะดวก และไม่เป็นอันตราย

G-Shaped Kitchen

การจัดวางผังครัวแบบ G หรือ G-Shaped Kitchen (มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Peninsula Kitchen)

เป็นการจัดวางผังครัวที่เหมาะกับพื้นที่ 12 ตร.ม. ขึ้นไป ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นครัวร้านอาหาร การจัดวางผังครัวในลักษณะนี้มักจะจัดวางในบริเวณกลางห้อง นอกจากพื้นที่ทำครัวปรุงอาหารแล้ว ยังสามารถประยุกต์ให้มีเคาน์เตอร์บาร์สำหรับนั่งรับประทานอาหารอยู่รอบๆได้ ซึ่งนั่งได้ตั้งแต่ 2 – 6 คน (ขึ้นอยู่กับขนาด)

การจัดวางผังครัวในลักษณะนี้จะมีเคาน์เตอร์หลักอยู่ 3 ด้าน โดยจะจัดวางพื้นที่สำหรับเก็บของ ทั้งของสดและของแห้ง (Zone 1) และพื้นที่สำหรับเตรียมของ และปรุงอาหาร (Zone 3) ให้อยู่ตรงข้ามกัน

แล้วจัดวางพื้นที่สำหรับล้าง และทำความสะอาด (Zone 2) อยู่ในบริเวณเคาน์เตอร์ที่คอยเชื่อมระหว่างเคาน์เตอร์สำหรับเก็บของ ทั้งของสดและของแห้ง (Zone 1) และเคาน์เตอร์สำหรับเตรียมของ และปรุงอาหาร (Zone 3) ซึ่งการจัดวางฟังก์ชั่นการใช้สอยในลักษณะนี้จะทำให้การใช้งานมีความสะดวก และสัมพันธ์เหมาะสมกับขั้นตอนในการปรุงอาหาร

เนื่องจากการจัดวางผังแบบ G-Shaped Kitchen หรือ Peninsula Kitchen จะกินพื้นที่มากพอสมควร ดังนั้นควรมีช่องเปิด หรือ หน้าต่าง สำหรับการระบายถ่ายเทอากาศอย่างน้อย 2 จุด แต่ถ้าหากมีช่องเปิดน้อยกว่าที่กล่าวมา จะต้องติดตั้งระบบระบายอากาศ เช่น พัดลมดูดควัน และ พัดลมช่องระบายอากาศ ให้มีจำนวนที่เหมาะสมสัมพันธ์กับขนาดพื้นที่ครัว และรูปแบบการปรุงอาหาร

การจัดวางผังครัวแบบอิสระ (Cross Zone Kitchen)

การจัดวางผังครัวในลักษณะนี้จะเป็นการจัดผังแบบอิสระ โดยไม่เรียงลำดับความสัมพันธ์ หรือ ความต่อเนื่องในการใช้งานตาม Zone 1 > Zone 2 > Zone 3 เฉกเช่นการจัดวางผังครัว 6 รูปแบบที่ผ่านมาก่อนหน้านี้

ส่วนใหญ่แล้วการจัดผังครัวในลักษณะอิสระมักจะจัดวางแบบ Cross Zone ตามความต้องการของเจ้าของ หรือ ตามวัตถุประสงค์การใช้งานบางอย่าง ที่ทำให้ไม่สามารถใช้การจัดวางผังครัวแบบปกติทั่วๆไปได้

เมื่อไม่สามารถจัดวางผังแบบทั่วๆไปได้ ข้อควรระวังที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆเลยก็คือ การออกแบบงานระบบน้ำ งานระบบไฟฟ้า และระบบถ่ายเทอากาศ ที่จะต้องออกแบบในลักษณะพิเศษเพื่อรองรับการใช้งานที่จะต้องให้ความสะดวกสบาย มีความเหมาะสม และให้ความปลอดภัยในการใช้งาน

Tagged :