เริม (Herpes) คืออาการติดเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus)

โดย เชื้อไวรัสเริม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด  อาการติดเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus) เริม (Herpes) ได้แก่

    • ชนิดที่ 1 ( เชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ Herpes Simplex Virus type 1: HSV-1)
    • ชนิดที่ 2  เชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus type 2: HSV-2)

(Gential Herpes) โดยเชื้อไวรัสทั้ง 2 ชนิดนี้จะก่อให้เกิดอาการ เริมที่ปาก (Herpes Simplex) และเริมที่อวัยวะเพศ (Gential Herpes) และสามารถติดต่อกันระหว่างคนสู่คนได้โดยผ่านทางการสัมผัสอย่างใกล้ชิด ทางน้ำลาย น้ำเหลือง หรือผ่านทางเพศสัมพันธ์ได้

เริมเป็นโรคผิวหนังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสเหล่านี้จะยังคงอยู่ในร่างกายแม้อาการจะสงบลงแล้ว และกลับมาแสดงอาการอีกหากร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ

โรคเริม (Herpes Simplex)
โรคเริม (Herpes Simplex)

อาการของเริม

โดยรวมแล้วอาการของเริมที่ปาก และเริมที่อวัยวะเพศนั้นค่อนข้างคล้ายกัน โดยจะมีตุ่มน้ำใสบริเวณที่ติดเชื้อ ได้แก่ ปาก อวัยวะเพศ ทวารหนัก บั้นท้าย หรือต้นขา มีอาการเจ็บปวด แสบที่บริเวณแผล หากเป็นการติดเชื้อครั้งแรกจะมีอาการค่อนข้างรุนแรงและหายช้า แต่ถ้าหากเป็นการติดเชื้อซ้ำ อาการจะไม่รุนแรงและหายได้เร็วกว่า

สาเหตุของเริม

เริมมีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus: HSV) เชื้อไวรัสดังกล่าวแบ่งออกเป็น อีก 2 ชนิดย่อย ๆ คือ HSV-1 และ HSV-2 ซึ่งสามารถติดต่อกันได้จากคนสู่คนผ่านการสัมผัสเชื้อโดยตรง ผ่านทางการสัมผัสกับแผล และการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ หรือทางเพศสัมพันธ์และกิจกรรมทางเพศที่ไม่มีการป้องกัน รวมถึงการใช้ของเล่นทางเพศร่วมกันก็สามารถทำให้ติดเชื้อได้อีกด้วย

การวินิจฉัยเริม

ถ้าหากแพทย์ไม่แน่ใจว่าใช่อาการของเริมหรือไม่แพทย์ โรคเริมสามารถวินิจฉัยด้วยการตรวจโดยแพทย์ ก็อาจจะมีการสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่ม เช่น การตรวจเลือด การเพาะเชื้อ เนื่องจากอาการของเริมนั้นค่อนข้างคล้ายกับโรคอื่น ๆ อาทิ โรคงูสวัด แผลร้อนใน การติดเชื้อแบคทีเรีย

การรักษาเริม

ปัจจุบันโรคเริมยังคงเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายสนิทได้ ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้วการรักษาโรคเริมจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

  • การบรรเทาอาการเจ็บปวด โดยแพทย์อาจสั่งยาบรรเทาอาการปวด ซึ่งแผลจากโรคเริมจะสามารถหายเองได้ภายในเวลา 2-6 สัปดาห์
  • การควบคุมการแพร่กระจายของไวรัส โดยปกติแล้วเมื่อมีอาการของโรคเริม แพทย์มักจะสั่งใช้ยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) หรือยาวาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir) เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส และช่วยลดความรุนแรงของอาการ โดยยาเหล่านี้จะอยู่ในรูปของยาชนิดรับประทาน นอกจากนี้ ยาที่มีส่วนประกอบของอะไซโคลเวียร์ที่อยู่ในรูปแบบครีมสำหรับทา ก็ยังนิยมนำมาใช้เพื่อบรรเทาอาการของเริมในขณะที่เป็นได้ด้วย

ภาวะแทรกซ้อนของเริม

ไม่ว่าจะเป็นเริมที่ปากหรือเริมที่อวัยวะเพศ ก็สามารถส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง โดยการติดเชื้ออาจลุกลามไปที่อวัยวะอื่น ๆ เช่นการติดเชื้อที่บริเวณดวงตาทำให้สูญเสียการมองเห็นหรือตาบอด หรือในกรณีที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก ก็อาจเกิดติดเชื้อที่สมองจนทำให้เกิดสมองอักเสบได้

ไม่เพียงเท่านั้น ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นสตรีมีครรภ์ที่ติดเชื้อเริมที่อวัยวะเพศ และมีอาการแสดงในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด เด็กทารกในครรภ์มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กได้ทั้ง 2 ชนิดในขณะคลอดซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และอาจร้ายแรงจนทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นสตรีมีครรภ์ที่เคยมีการติดเชื้อของเริมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

การป้องกันเริม

วิธีการป้องกันเริมที่ดีที่สุด ก็คือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงใน การติดเชื้อทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ของใช้ร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ หรือการสัมผัสกับเชื้อโดยตรงอย่างการหอมแก้ม และการจูบ นอกจากนี้การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยด้วยการใช้ถุงยางอนามัยก็สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ได้

สำหรับผู้ป่วยที่เคยมีการติดเชื้อมาก่อนแล้ว ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเนื่องจากเชื้อไวรัสจะโจมตีร่างกายเมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ถ้าหากมีสุขภาพที่แข็งแรงก็จะช่วยให้การติดเชื้อลดลงได้

รอยโรคของ เริม

ภายในตุ่มใสจะมีน้ำอยู่ข้างใน และจะขึ้นเป็นกลุ่มบนผิวหนังในบริเวณที่ติดเชื้อ อาการเด่นชัดที่สุดของเริมคือเป็นตุ่มใสเล็ก พอง มีความเจ็บปวด และแสบบริเวณแผล เมื่อ 1-2 วันผ่านไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณปาก อวัยวะเพศ ทวารหนัก บั้นท้าย หรือต้นขา อาการจะเป็นอยู่ในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์

โดยก่อนเกิดอาการตุ่มใส ผู้ป่วยมักจะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือในบางรายอาจมีอาการคล้ายหวัดแต่เป็นอาการเพียงเล็กน้อย ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกต

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อครั้งแรกจะค่อนข้างอาการหนักและรุนแรง ทำให้ต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่าผู้ป่วยที่เคยเป็น และมีเชื้ออยู่แล้ว ซึ่งจะมีอาการที่เบาและรักษาได้เร็วกว่า

เริม อีสุกอีใส และงูสวัด แค่ดูคล้ายแต่ไม่เหมือน

เนื่องจากอาการหลักของเริมคือเป็นตุ่มใสเล็ก พอง ซึ่งก็มีอาการคล้ายโรคอื่นๆ ทำให้หลายครั้งผู้ป่วยและคนทั่วไปอาจสับสนในอาการของโรค ซึ่งได้แก่โรคอีสุกอีใส และโรคงูสวัด

ก่อนจะเป็นตุ่มจะมีอาการอ่อนเพลียคล้ายอาการหวัด ในโรคอีสุกอีใส จะมีอาการแรกเริ่มเหมือนกัน คือ  หลังจากนั้นโรคอีสุกอีใสจะเป็นผื่นราบสีแดง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำเช่นเดียวกับเริม แต่ข้อแตกต่างคือตุ่มของโรคอีสุกอีใสจะมีฐานสีแดงอยู่โดยรอบด้วย และจะมีอาการคัน ในขณะที่เริมจะเป็นตุ่มใสไม่มีฐาน และไม่มีอาการคัน แต่จะเป็นอาการเจ็บปวด และแสบบริเวณแผล

ทำให้อาการโดยทั่วไปมีความใกล้เคียงกัน โรคงูสวัดมีการติดเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใสและอาการที่เด่นชัดของงูสวัดคือจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อน บางรายอาจปวดเหมือนไฟช็อต ในขณะที่บางรายแค่สัมผัสเบาๆ หรือสัมผัสผ่านเนื้อผ้าก็มีอาการปวดแล้ว ซึ่งจะบริเวณที่เป็นของโรคงูสวัดคือผิวหนังตามเส้นประสาท ในขณะที่โรคเริมส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณปากหรืออวัยวะเพศ

แต่แท้จริงแล้วผู้ป่วยไม่ควรวินิจฉัยโรคเอง หากมีข้อสงสัยหรือความกังวลเกี่ยวกับโรคใดๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาอาการและรักษา เพราะการคิดและวินิจฉัยเองอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดและอาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่เสี่ยงต่อชีวิตได้ การได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และทันเวลาจะสามารถช่วยให้อาการทุเลาและไม่รุนแรงได้

การติดต่อของเริม

เริมสามารถติดต่อกันได้โดยการสัมผัสเชื้อโดยตรงจากบริเวณบาดแผล จากน้ำในตุ่มพอง และน้ำลาย การมีเพศสัมพันธ์หรือกิจกรรมทางเพศ รวมถึงการใช้ของเล่นทางเพศร่วมกัน นอกจากนั้นการใช้ของอื่นๆ เช่น แก้วน้ำ ผ้าขนหนู ช้อนส้อม ร่วมกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเริม ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน

ลูกก็สามารถรับเชื้อได้ทั้ง 2 ชนิด หากมารดาติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศขณะคลอดลูก ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพทารก และอาจร้ายแรงจนทำให้เสียชีวิตได้ หรือแพทย์อาจแนะนำให้ผ่าท้องคลอด เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกันของแผลและป้องกันการติดเชื้อ แต่อย่างไรก็ดี สตรีมีครรภ์ที่เคยมีการติดเชื้อของเริมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ควรไปพบแพทย์เมื่อไหร่

อาการแรกเริ่มของเริมคือมีอาการคล้ายมีไข้ อ่อนเพลีย เหมือนเป็นหวัด แต่หากพบว่าผู้ป่วยมีไข้สูงก็ควรไปพบแพทย์ ไม่ควรนิ่งนอนใจเพราะอาการไข้สูงสามารถเป็นอาการแรกเริ่มของหลายๆ โรคได้

นอกจากนี้เมื่อมีตุ่มลามมากเป็นกลุ่มบนผิวหนังที่ติดเชื้อ ก็ควรรีบไปพบแพทย์เช่นกัน เพราะอาจเป็นอาการขั้นรุนแรงของเริม และอาจเป็นอันตรายได้ รวมถึงผู้ป่วยที่เป็นบริเวณรอบดวงตา ควรรีบไปพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง เพราะเป็นบริเวณที่สามารถติดเชื้อได้ง่าย บางครั้งอาจจะมีอาการเจ็บตา เคืองตา น้ำตาไหลร่วมด้วย ซึ่งอาจส่งผลทำให้ติดเชื้อได้

และในผู้ที่ตุ่มน้ำเริ่มมีหนองข้างใน ซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียได้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะในการรักษา ไม่ควรซื้อยามากินเอง เพราะอาจเป็นอันตรายได้

รวมถึงผู้ที่มีอาการกังวลต่างๆ ไม่ต้องรอให้โรคลุกลาม รุนแรง ก็สามารถไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาได้เช่นกันยิ่งรักษาเร็วโอกาสหายสนิทก็จะยิ่งเร็ว

อันตรายจากภาวะแทรกซ้อน

ไม่ว่าจะเป็นเริมที่บริเวณอวัยวะส่วนไหนของร่างกาย การดูแลความสะอาดแผลและตุ่มใสจากเริมคือปัจจัยสำคัญ เพราะสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนได้หากดูแลไม่ดี ตุ่มพองอาจเป็นหนองจากการติดเชื้อแบคทีเรียได้

ซึ่งหากติดเชื้อบริเวณตา อาจส่งผลอันตรายถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นหรือตาบอดได้ เพราะฉะนั้นในผู้ป่วยรายที่เป็นเริมบริเวณดวงตาควรรีบไปพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง

ในผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานที่ลดลงต่ำ หรือในกรณีที่เกิดขึ้นได้น้อยแต่ก็ไม่ควรประมาท คือ อาจติดเชื้อที่สมองหรือเยื่อหุ้มสมอง และทำให้สมองอักเสบ โดยหากเกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะมาก ร่างกายอ่อนแรง ชักและอาจโคม่าได้

หายไม่ขาดแต่จัดการได้

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ Herpes Simplex Virus มาแล้ว อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า ก็จะฝังอยู่ในปมประสาท ทำให้ไม่สามารถหายขาดได้ แต่การไปพบแพทย์ก็สามารถช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและความรุนแรงของโรคได้ รวมทั้งแพทย์สามารถให้ยาเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส และลดความรุนแรงของอาการ และยังมียาสำหรับใช้ทาบริเวณตุ่มและแผล ซึ่งโดยทั่วไปแล้วแผลจากเริมจะสามารถหายได้หลังจาก 2-6 สัปดาห์

หรือในผู้ป่วยทั่วไปที่อาการไม่รุนแรง การพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด และดูแลสุขภาพให้ดีในทุกด้าน ก็สามารถหายเองได้ใน 1-2 สัปดาห์

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นเริม

เนื่องจากเริมเกิดจากการติดเชื้อไวรัสและภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำ เพราะฉะนั้นการดูแลร่างกายให้แข็งแรง ไม่ให้ภูมิคุ้มกันลดลงไปกว่าเดิม สมัครบาคาร่า และการรักษาสุขอนามัยจึงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคนี้

ผู้ป่วยควรพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำสะอาดให้มากพอ หรือดื่ม 8 แก้วต่อวัน และถ้าหากเป็นไปได้ควรออกกำลังกาย นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่จะกระตุ้นอารมณ์ทำให้เครียด หรือวิตกกังวล หลีกเลี่ยงการอยู่ในแดดจัด ลมแรง หรืออากาศหนาวเกินไปเพราะอาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลียได้

รักษาสุขอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียและการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสต่อผู้อื่น โดยการรักษาความสะอาดของแผลและตุ่มพอง ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลังสัมผัสกับแผล ไม่ใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นเกินไปในบริเวณที่เป็นแผลหรือตุ่ม ควรตัดเล็บให้สั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเกาเพราะอาจเป็นสาเหตุทำให้ตุ่มติดเชื้อและเป็นหนองได้ รวมถึงควรอาบน้ำและฟอกสบู่ให้สะอาดด้วย

ผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดควรหลีกเลี่ยงการใช้ของที่อาจทำให้ติดเชื้อร่วมกัน เช่นแก้วน้ำ หรือผ้าขนหนู ช้อนส้อม และในบริเวณที่อยู่อาศัยก็ควรรักษาและทำความสะอาดอยู่เสมอเช่นกัน

หากมีไข้สูง ควรเช็ดตัวอย่างสม่ำเสมอ และปรึกษาแพทย์เพื่อทานยา รวมถึงหากมีอาการปวดหรือคันเช่นกัน

ที่สำคัญในช่วงที่เป็นโรคผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่นโดยตรง เช่น การจูบ หรือการมีเพศสัมพันธ์เพราะเป็นการแพร่เชื้อได้ จนกว่าแผลจะหายสนิท

หากเป็นเริมครั้งแรก ผู้ป่วยสามารถไปตรวจเพื่อหาโรคอื่นๆ ในการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มเติมได้ เพื่อความปลอดภัยและคลายกังวล รวมถึงผู้ที่เป็นเริมบ่อยๆ หรือมีอาการรุนแรง เป็นนานกว่า 1 เดือน ก็ควรตรวจเช่นกัน เพราะอาจมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้ออื่นๆ ได้

Tagged :

รักการอ่าน นิสัยที่สร้างได้ตั้งแต่วัยเด็ก

โดยทั่วไป คุณพ่อคุณแม่หลายคน อาจคิดว่าควรเริ่มต้นฝึกให้ลูกมี นิสัยรักการอ่าน เมื่อลูกอ่านเขียนหนังสือได้แล้วเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วเด็ก ๆ มักจะซึมซับนิสัยรักการอ่านจากการเลี้ยงดูได้ตั้งแต่ยังไม่รู้ความ อีกทั้งการอ่านยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม มาดูกันว่าเคล็ดลับสร้างนิสัยรักการอ่านให้ลูกน้อยมีอะไรบ้าง

ประโยชน์ของการอ่าน

พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กเติบโตจนรู้เรื่องราวจึงจะฝึกการอ่านให้ เหมือนที่สามารถพูดคุยหรือร้องเพลงให้ฟังแม้เด็กจะไม่เข้าใจความหมายก็ตาม เพราะเด็กเล็กจะค่อย ๆ เรียนรู้จากสิ่งที่ผู้ใหญ่ป้อนให้ ซึ่งการอ่านหนังสือนิทานรูปภาพให้เด็กฟังก็เป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดพัฒนาการและยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนี้

เสริมทักษะการพูด

ทารกจะจดจำลักษณะการออกเสียงต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการพูดได้ตั้งแต่ในปีแรก ดังนั้น ยิ่งได้ซึมซับการอ่านออกเสียงและคำศัพท์จากพ่อแม่มากเท่าไร เด็กก็จะยิ่งเลียนแบบและพูดได้ดีขึ้นเท่านั้น

เพิ่มทักษะการฟัง การจำ และเพิ่มคลังคำศัพท์

เด็กที่พ่อแม่พูดคุยด้วยหรืออ่านหนังสือให้ฟังบ่อย ๆ จะรู้คำศัพท์มากกว่าเด็กที่พ่อแม่ไม่ได้อ่านหนังสือให้ฟัง และมีแนวโน้มจะมีทักษะการอ่านในช่วงเวลาที่เหมาะสมตามพัฒนาการ

กระตุ้นทักษะด้านสังคม อารมณ์ และการคิด

เด็กเล็กจะรับรู้ถึงอารมณ์ต่าง ๆ ที่พ่อแม่สื่อออกมาผ่านการใช้เสียงที่แตกต่างกันไป ซึ่งช่วยให้เกิดการเรียนรู้และคุ้นเคยกับการสื่อสาร อีกทั้งการอ่านยังกระตุ้นให้เด็กได้มองหรือชี้รูปภาพและตอบคำถาม ทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านทักษะทางสังคมและทักษะการคิดมากขึ้น

ลูกน้อยรักการอ่าน
ลูกน้อยรักการอ่าน

ช่วยให้เด็กเข้าใจสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น

ตัวเลข ตัวอักษร สี และรูปร่างต่าง ๆ เป็นการอ่านให้เด็กฟังเป็นการปูแนวทางให้เด็กทำความเข้าใจเกี่ยวกับ อย่างสนุกสนาน และยังช่วยให้เกิดการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวด้วย

เลือกประเภทหนังสือให้เหมาะสมกับช่วงวัยของทารก

พ่อแม่ควรเลือกหนังสือให้เหมาะสมกับวัยของลูก ดังนี้ เด็กทารกในช่วงอายุ 1 ปีแรกนั้นมีพัฒนาการที่รวดเร็ว โดยเด็กจะมีความสนใจและเกิดการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

  • ทารกอายุต่ำกว่า 4 เดือน เป็นช่วงวัยที่ยังแยกแยะไม่ได้ว่ารูปภาพในหนังสือคืออะไร แต่เด็กก็จะให้ความสนใจ โดยเฉพาะหน้าคน สีสันที่สดใส หรือสีที่ตัดกัน และทำให้เด็กเพลิดเพลินได้ไม่แพ้การร้องเพลงกล่อม
  • ทารกอายุ 4-6 เดือน จะเริ่มแสดงความสนอกสนใจต่อหนังสือ อาจใช้มือหยิบจับ แต่ก็อาจใช้ปากกัดหรือปาหนังสือทิ้งได้เช่นกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ พ่อแม่จึงควรเลือกหนังสือที่ทำจากวัสดุที่ฉีกขาดได้ยาก ไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก และควรเลือกหนังสือภาพที่มีสีสันสดใส มีคำอ่าน หรือเนื้อร้องบทเพลงง่าย ๆ ซ้ำไปซ้ำมา
  • เด็กจะเริ่มรู้ว่าภาพในหนังสือเป็นรูปอะไร  ภายในช่วงทารกอายุ 6-12 เดือน และมักแสดงออกว่าชอบรูปหรือหน้าใดหน้าหนึ่งเป็นพิเศษ ทั้งยังมีปฏิกิริยาโต้ตอบขณะฟังพ่อแม่อ่าน หรือฉวยคว้าหนังสือพร้อมส่งเสียงแสดงความพึงพอใจ และเมื่ออายุประมาณ 12 เดือน เด็กจะเริ่มใช้มือพลิกหน้าหนังสือได้ โดยพ่อแม่อาจต้องคอยช่วย นอกจากนี้ เด็กอาจเริ่มชี้ไปที่รูปในหน้าหนังสือและส่งเสียงเลียนแบบพ่อแม่ด้วย

เคล็ดลับเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านให้ลูกน้อย

เด็ก ๆ จะติด นิสัยรักการอ่าน ก็ต่อเมื่อรู้สึกมีความสุขที่ได้อ่าน ไม่ใช่การบังคับฝืนใจ พ่อแม่จึงควรทำให้การอ่านกลายเป็นเรื่องที่เพลิดเพลินสำหรับเด็กเสมอ โดยสามารถลองทำตามเคล็ดลับดังต่อไปนี้

  • ทำให้การอ่านเป็นเรื่องสนุก

    อาจทำท่าทางเป็นตัวละครนั้น พ่อแม่ควรใช้โทนเสียงที่บ่งบอกอารมณ์ได้ชัดเจน  และทำเสียงเลียนแบบสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เด็กชอบใจ เมื่อการอ่านเต็มไปด้วยความสนุกและตื่นเต้น เด็กก็จะมีความสุขกับการอ่านหนังสือ และติดนิสัยรักการอ่านในที่สุด

  • อ่านจนเป็นกิจวัตร

    พ่อแม่อาจอ่านนิทานให้เด็กฟังในช่วงเวลาก่อนเข้านอนเป็นหลัก รวมทั้งพยายามสอดแทรกการอ่านหรือเล่านิทานให้เป็นส่วนหนึ่งในการทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ เช่น ระหว่างมื้อเช้า ขณะอาบน้ำ เป็นต้น โดยการจัดสรรเวลาให้ลูกได้อ่านหนังสือนิทานไปด้วยกันทุกวันจะทำให้เด็กเริ่มคุ้นชินและคิดว่าการอ่านเป็นสิ่งสำคัญ

  • ใช้หนังสือสร้างความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก

    แม้จะไม่เข้าใจในสิ่งที่พ่อแม่พูดหรือชี้ชวนให้ดู แต่เด็กเล็ก ๆ จะมีความสุขที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ รวมทั้งเกิดความรู้สึกผูกพันและใกล้ชิดเมื่อนั่งอยู่ในอ้อมกอดของพ่อแม่และได้สนุกไปกับสิ่งตรงหน้าพร้อม ๆ กัน

  • เลือกหนังสือที่ลูกสนใจ

    สังเกตสิ่งที่เด็กสนใจเป็นพิเศษ แล้วเลือกหนังสือเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กชอบเพื่อดึงดูดความสนใจ อาจเป็นหนังสือภาพเกี่ยวกับกิจกรรมที่ชอบทำอย่างการว่ายน้ำ การเล่นลูกบอล สัตว์ที่ชื่นชอบ หรือตัวการ์ตูนตัวโปรด หากไม่แน่ใจอาจทดลองให้เด็กอ่านหนังสือที่หลากหลายหรือพาไปห้องสมุดโซนเด็ก

  • พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่อ่านด้วยกัน

    ชวนเด็กคุยและถามคำถามเพื่อให้เด็กนึกถึงเรื่องราวที่อ่าน เพราะเด็กจะเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ได้ง่ายขึ้นเมื่อได้ยินคำนั้นบ่อย ๆ และหากเด็กเล็กร้องขอให้อ่านนิทานเรื่องเดิมให้ฟังซ้ำ ๆ ก็ไม่ควรขัด เพราะแสดงถึงสัญญาณของการอยากเรียนรู้เป็นอย่างมาก และจะช่วยให้เด็กเริ่มจดจำวลีในหนังสือและพูดออกมาได้เองในที่สุด

  • รับมือกับความซุกซนของเด็ก

    เด็กเล็กมักอยู่ไม่นิ่งและชอบเล่นซน  สมัครบาคาร่า หากลูกหมดความสนใจต่อหนังสือหรือดูอยากเล่นมากกว่าก็ไม่ควรบังคับ แต่อาจพยายามให้เด็กใช้เวลากับหนังสือนานกว่าปกติอีกหน่อยในวันถัดไป สำหรับเด็กที่ชื่นชอบการเล่นสนุกมากกว่าการดูภาพในหนังสือ พ่อแม่อาจใช้วิธีอื่น เช่น เล่านิทาน หรือชี้ชวนให้เรียนรู้จากสิ่งรอบตัวแทน เป็นต้น

  • ชี้ชวนให้ดูคำศัพท์ต่าง ๆ

    แม้เด็กจะยังอ่านคำศัพท์ไม่ออก แต่การชี้ชวนให้เด็กดูบ่อย ๆ จะช่วยให้เกิดการจดจำในที่สุด โดยอาจเป็นคำง่าย ๆ ที่พบเห็นได้บ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน หรือใช้ชุดแผ่นภาพคำศัพท์ที่มีรูปภาพประกอบเพื่อดึงดูดความสนใจเด็ก

  • อย่าสร้างเงื่อนไขในการอ่าน

    การกำหนดบทลงโทษหรือรางวัลเพื่อให้เด็กยอมฟังนิทานหรืออ่านหนังสือนั้น จะทำให้เด็กรู้สึกว่าการอ่านเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดีและไม่ได้เพลิดเพลินกับการอ่านจริง ๆ โดยควรรอให้เด็กผ่อนคลายหรือไม่อยู่ในอารมณ์หงุดหงิด เช่น หลังกินอิ่ม หลังเปลี่ยนผ้าอ้อม ก่อนนอนหลับ เป็นต้น

นอกจากนี้ พ่อแม่ควรจำกัดการใช้เวลากับหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ ของเด็กด้วย เพราะมีส่วนทำให้เด็กมีสมาธิสั้นและขาดปฏิสัมพันธ์ต่อผู้อื่น โดยแพทย์แนะนำว่าไม่ควรให้เด็กอายุน้อยกว่า 24 เดือน ดูทีวีหรือสื่อจากอุปกรณ์ดิจิทัลใด ๆ ยกเว้นแต่เมื่อเป็นการพูดคุยทางวิดีโอที่มีการโต้ตอบจากอีกฝ่าย ส่วนเด็กอายุ 2-5 ปี ควรกำจัดการดูเพียงวันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งต้องมีผู้ใหญ่นั่งดูด้วยกันและคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับพฤติกรรมของตัวละครหรือตัวการ์ตูนที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ด้วยหนังสือภาพแบบเดิมนั้นจัดว่าดีที่สุดสำหรับเด็ก ซึ่งพ่อแม่ควรชักชวนให้เด็กทำกิจกรรมสันทนาการด้วยกันมากกว่าใช้เวลาอยู่กับหน้าจอ

Tagged :

สมองบวม (Cerebral Edema) สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการบาดเจ็บและอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ

อาจเกิดขึ้นกับสมองบางส่วนหรือทั่วทั้งสมอง สมองบวม (Cerebral Edema) เป็นภาวะที่มีของเหลวส่วนเกินสะสมในสมอง จนทำให้สมองบวมและมีความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการบาดเจ็บและอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ซึ่งภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากรับการรักษาไม่ทันการณ์

อาการของสมองบวม

อาการของสมองบวมขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในทันที โดยทั่วไปสามารถสังเกตได้จากอาการดังต่อไปนี้

  • ปวดหัว เวียนหัว
  • ปวดคอ คอแข็ง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • อาการชา
  • มีปัญหาในการมองเห็น
  • เดินลำบาก
  • พฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนแปลงไป
  • พูดผิดปกติ หรือพูดลำบาก
  • อ่อนแรง
  • สูญเสียความทรงจำ
  • ไม่รู้สึกตัว
  • หมดสติ
  • ชัก

สาเหตุของสมองบวม

ภาวะสมองบวมนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

  • การบาดเจ็บของสมอง เมื่อได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างถูกกระแทกหรือพลัดตกจากที่สูง อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อสมองและทำให้เนื้อเยื่อในสมองเกิดการบวม รวมทั้งการบาดเจ็บอย่างรุนแรงจนกะโหลกศีรษะแตกก็ทำให้เส้นเลือดในสมองแตกหรือส่งผลให้สมองบวมได้เช่นกัน
  • โรคหลอดเลือดสมอง สมองบวมอาจเกิดจากโรคหลอดเลือดสมองได้ โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือด (Ischemic Stroke) ซึ่งมีสาเหตุมาจากการอุดตันของลิ่มเลือดบริเวณสมอง ทำให้เลือดและออกซิเจนไม่สามารถไปเลี้ยงสมอง ได้อย่างเพียงพอ จนทำให้เซลล์ในสมองตายและส่งผลให้สมองเกิดการบวมในเวลาต่อมา
  • การติดเชื้อ แบคทีเรียหรือไวรัสบางชนิดอาจทำให้เกิดโรคและความผิดปกติที่นำไปสู่สมองอักเสบและเกิดการบวมได้ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีหนองที่เยื่อหุ้มสมอง ไข้สมองอักเสบ และโรคทอกโซพลาสโมซิส เป็นต้น
  • เนื้องอก หากมีเนื้องอกขนาดใหญ่อาจไปปิดกั้นการไหลเวียนของน้ำในไขสันหลัง ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะสมองบวมและทำให้ความดันในกะโหลกสูงขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนจากสมองบวม

ส่วนด้านภาวะสมองบวมถือว่าเป็นอาการที่มีความรุนแรงมาก หากไม่รับการรักษาอาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หรือหากรับการรักษาช้าเกินไปก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวตามมา เช่น การคิด การตัดสินใจ หรือการนอนหลับผิดปกติ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป การสื่อสารมีปัญหา ความสามารถในการจำลดลง การเดิน การทรงตัวเป็นต้น
ในทางกายภาพบำบัด หากพบว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีประวัติเกิดภาวะสมองบวมขณะเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลอาจพยากรณ์โรคได้ว่าการฟื้นฟูอาจทำได้ยากขึ้น หากผู้ป่วยเกิดภาวะนี้อยู่หลายวัน เพราะนั้นหมายความว่า สมองมีการกดเบียดและอาจขาดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงเป็นเวลานาน สมองอาจตายเป็นวงกว้างมากขึ้น ทำให้การฟื้นฟูทั้งด้านกำลังกล้ามเนื้อ การควบคุมสั่งการกล้ามเนื้อ การทรงท่าต่างๆก็จะทำได้ยากขึ้น อาจต้องใช้เวลามากในการเรียนรู้ให้เกิดกระบวนการคิดและคำสั่งใหม่ ที่ใช้เวลานานขึ้น หากไม่รับการรักษาอาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หรือหากรับการรักษาช้าเกินไปก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวตามมา เช่น การคิด การตัดสินใจ หรือการนอนหลับผิดปกติ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป การสื่อสารมีปัญหา ความสามารถในการจำลดลง เป็นต้น

สมองบวม (Cerebral Edema) ในตัวป่วย
สมองบวม (Cerebral Edema) ในตัวป่วย

การวินิจฉัยสมองบวม

อาการสมองบวมสามารถวินิจฉัยได้ค่อนข้างยาก ต้องมีการตรวจอย่างละเอียดและเหมาะสม โดยการวินิจฉัยนั้นจะขึ้นอยู่กับอาการและสาเหตุ ซึ่งอาจมีขั้นตอนดังนี้

  • การซักประวัติทางการแพทย์ เช่น สอบถามถึงอาการต่าง ๆ โรคประจำตัว และประวัติการรักษาโรค เป็นต้น
  • การตรวจร่างกาย โดยแพทย์จะตรวจระบบประสาทและสมองร่วมกับตรวจบริเวณศีรษะและคอ อาจรวมถึงตรวจบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บด้วย
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือซีทีสแกน (CT Scan) เป็นการตรวจเพื่อให้สามารถเห็นภาพรายละเอียดต่าง ๆ รวมทั้งความผิดปกติของสมองและความรุนแรงของโรค
  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอ็มอาร์ไอ (MRI Scan) เป็นการตรวจหาความผิดปกติของสมองอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถระบุความผิดปกติของสมองได้
  • การตรวจเลือด แพทย์จะตรวจเลือดเพื่อประกอบการวิเคราะห์ถึงสาเหตุในการเกิดสมองบวม

การรักษาภาวะสมองบวม
ด้านการรักษาเป้าหมายที่สำคัญของการรักษาภาวะสมองบวม คือ การลดหรือหยุดยั้งการบวมที่เกิดขึ้นแล้วและป้องกันไม่ให้เกิดความบวมใหม่ ดังนั้นการรักษาหลักเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวคือการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะสมองบวม เช่น การให้ยาสลายลิ่มเลือดอุดตันในโรคหลอดเลือดสมองตีบ การผ่าตัดเนื้องอกสมอง การรักษาภาวะโพรงน้ำสมองคั่งด้วยการใส่สายระบายโพรงน้ำสมอง (CSF diversion) และการผ่าตัดนำก้อนเลือดออกในโรคหลอดเลือดสมองแตกหรือสมองบาดเจ็บ เป็นต้น(7) นอกจากนี้แพทย์ควรเลือกการรักษาที่ตรงกับชนิดของภาวะสมองบวมที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด

ส่วนทั่วไปด้านการรักษาผู้ป่วยที่พบภาวะสมองบวมและเริ่มมีอาการทางระบบประสาท ควรเริ่มให้การรักษาโดยทันที ซึ่งใช้หลักการเดียวกับการรักษาภาวะความดันภายในโพรงกะโหลกศีรษะสูง (increased intracranial pressure, IICP)(10) ซึ่งจะกล่าวถึงโดยละเอียดในบทถัดไป ร่วมกับการพิจารณาให้ยาลดภาวะสมองบวม ซึ่งปัจจุบันยารักษาภาวะสมองบวมที่มีหลักฐานสนับสนุนมีเพียง 2 ประเภท  สมัครบาคาร่า ได้แก่ยา glucocorticoid และยากลุ่ม osmotic ส่วนยากลุ่มใหม่ที่ออกฤทธิ์เฉพาะกับตัวรับตามกลไกที่เกี่ยวข้องกับการบวม เช่น VEGF antibody, NKCC1 inhibitor และ vasopressin receptor antagonist ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติม

Glucocorticoid

คือ ยาที่ใช้ลดการบวมของสมองแบบ vasogenic ได้ดี จึงเป็นยาที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะสมองบวมจากเนื้องอกสมอง ทั้งเนื้องอกสมองปฐมภูมิและเนื้องอกสมองทุติยภูมิ (metastasis brain tumor) โดยมีข้อบ่งใช้ ดังต่อไปนี้(12,13)

1. ผู้ป่วยเนื้องอกสมองมีอาการทางระบบประสาท (neurological deficit)

2. ก่อนและระหว่างทำการผ่าตัดเนื้องอกสมอง

3. ระหว่างได้รับการฉายรังสีสมอง

ตัวยาของกลุ่มนี้จะเป็นยาที่ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับ steroid hormone มีผลยับยั้งกระบวนการอักเสบ กดภูมิต้านทานของร่างกาย (immunosuppressive agent) มีผลต่อการทำงานในระดับยีนที่เป็นองค์ประกอบของ BBB เช่น occludin, claudin และ cadherin เป็นต้น และลดการสร้าง VEGF ซึ่งส่งผลให้สภาพการซึมผ่านได้ของหลอดเลือดมีความเสถียรมากขึ้น

ยา Dexamethasone เป็นยาที่นิยมใช้มากที่สุด เนื่องจากมีฤทธิ์ Mineralocorticoid ต่ำ ค่าครึ่งชีวิตยาว และมีในรูปแบบฉีด แต่ขนาดของยาที่ให้ยังไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจน บางคำแนะนำ พิจารณาให้เพียง 4-8 มิลลิกรัมต่อวัน ถ้ามีอาการทางระบบประสาทน้อย และ สามารถเพิ่มขนาดยาได้สูงถึง 24 มิลลิกรัมต่อวัน ถ้ามีอาการทางระบบประสาทรุนแรง ซึ่งยาจะไม่ได้มีผลลดสมองบวมได้ในทันที โดยเฉลี่ยการตอบสนองที่ดีที่สุดอาจต้องรอ 5-7 วัน และถึงแม้การให้ยาจะช่วยลดอาการทางระบบประสาทได้ดี แต่การให้ยาในระยะยาวจะมีผลข้างเคียงอย่างมากต่อผู้ป่วย ดังนั้นเมื่อเริ่มให้ยาควรมีการติดตามอาการและพิจารณาใช้ยาในช่วงเวลาที่สั้นที่สุด

ส่วนด้านผลข้างเคียงที่เจอบ่อย ๆ เช่น Myopathy, weight gain, behavioral change, insomnia, glucose intolerance, visual blurring, reduced taste, osteoporosis
และยังมีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น Psychosis, hiccup, avascular necrosis, gastric irritation, infection, steroid dependence
ภาวะที่เพิ่มฤทธิ์ของ steroid Cirrhosis, hypothyroidism, ketoconazole, macrolide antibiotics
ยาที่ลดฤทธิ์ของ steroid (CYP 3A4 inducers) Barbiturates, phenytoin, carbamazepine, rifampin

เป็นตัวยาที่มีความเข้มข้นสูงกว่าค่า osmolarity ของตัวยาใน serum โดยยากลุ่มนี้มีการใช้อย่างแพร่หลายในผู้บาดเจ็บสมอง ซึ่งมีกลไกการบวมของสมองส่วนใหญ่เป็นแบบ cytotoxic และ/หรือรูปแบบผสม โดยแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บสมองของ Brain Trauma Foundation(16) แนะนำให้ใช้ยา mannitol และ hypertonic saline ซึ่งการเลือกใช้ osmotic agent ตัวใด ควรพิจารณาจากข้อห้ามในการใช้ยาของผู้ป่วยแต่ละรายและความคุ้นเคยของแพทย์ เป็นสำคัญ

เป็นยาที่สังเคราะห์จากน้ำตาลอยู่ในรูปสารละลาย เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะสลายผ่านตับแล้วขับออกทางไต ยาออกฤทธิ์ในการลดภาวะสมองบวมและลดความดันภายใต้กะโหลกศีรษะได้ด้วย 3 กลไก คือ

1. Rheological effect เป็นกลไกหลักที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกภายในไม่กี่นาที หลังผู้ป่วยได้รับยา โดยจะมีผลทำให้มีการเพิ่มปริมาตรของพลาสมา เป็นผลให้ลดความเข้มข้นเลือด (hematocrit) เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง เป็นผลให้ความหนืดของเลือดลดลง เพิ่ม cerebral blood flow (CPP = MAP – ICP) และเพิ่มการขนส่งออกซิเจนสู่เซลล์สมอง

2. ฤทธิ์ของยา Osmotic effect เกิดขึ้นหลังจากได้รับยาอย่างน้อย 15 ถึง 30 นาที โดยฤทธิ์ของยาจะคงให้มีความแตกต่างของ osmolality ระหว่างภายในและภายนอกเซลล์ ได้นานถึง 6 ชั่วโมง

3. การลดลงของ apoptosis ของ Neurohumoral / Immunological effect มีการศึกษาพบในสัตว์ทดลองที่ได้รับ mannitol พบว่ามีการลดลงของ apoptosis และลดการเกิดเซลล์สมองขาดเลือด

ส่วนความเข้มข้นของยาที่นิยมที่ใช้ในประเทศไทยคือ 20% (mannitol 20 กรัม ในสารละลาย 100 มิลลิลิตร) ขนาดยาที่แนะนำคือ 0.25 ถึง 1 กรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง โดยหยดให้ช้า ๆ ทางหลอดเลือดดำเป็นเวลา 20 ถึง 30 นาที และสามารถให้ยาซ้ำได้ในขนาดดังกล่าว ทุก 6 ชั่วโมง

อีกหนึ่งอย่างของผลข้างเคียงที่สำคัญของยา ได้แก่ ภาวะขาดน้ำจากการที่มีภาวะขับน้ำออกทางปัสสาวะ ภาวะความดันโลหิตต่ำภายหลังการขาดน้ำและไตวาย เป็นต้น (16) ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อก และผู้ป่วยไตวาย โดยระหว่างให้ยาควรมีการเฝ้าระวังภาวะความดันโลหิตต่ำ ประเมิน urine output ทุกชั่วโมง และมีการส่งตรวจ serum osmolality, serum sodium และค่าการทำงานของไตเป็นระยะ โดยควบคุมไม่ให้ค่า serum osmolality มากกว่า 320 mOsm/kg

การป้องกันสมองบวม

วิธีการป้องกันภาวะ สมองบวม อาจทำได้ ดังนี้

  • ไม่สูบบุหรี่

  • ป้องกันการบาดเจ็บบริเวณศีรษะ เช่น คาดเข็มขัดนิรภัยขณะขับรถหรือนั่งรถ สวมหมวกนิรภัยเพื่อป้องกันการกระแทกที่ศีรษะ สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเมื่อต้องเล่นกีฬาที่มีการปะทะกัน เป็นต้น

  • หากมีปัญหาความดันโลหิตสูงควรรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ส่วนผู้ที่มีปัญหาโรคหัวใจควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ เพื่อควบคุมอาการให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

Tagged :

อาเจียนเป็นเลือด (Hematemesis) เป็นการอาเจียนที่มีเลือดหรือลิ่มเลือดปะปนออกมา

อาเจียนเป็นเลือด (Hematemesis) เป็นการอาเจียนที่มีเลือดหรือลิ่มเลือดปะปนออกมา ซึ่งส่วนมากเกิดมาจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นของระบบทางเดินอาหารส่วนต้น และถือว่าเป็นอาการอันตรายที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ ผู้ที่อาเจียนเป็นเลือดจึงจำเป็นต้องรีบพบแพทย์อย่างเร่งด่วนเพื่อทำให้เลือดหยุดไหลเป็นอันดับแรกและค้นหาสาเหตุต่อไป ซึ่งอาจเป็นผลมาจากโรคร้ายแรงได้

อาการอาเจียนเป็นเลือด

การอาเจียนเป็นเลือด นอกจากจะผู้ป่วยอาจจะพบอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปตามสาเหตุ ความรุนแรง และปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพในแต่ละบุคคล โดยอาการที่มักพบร่วมกันได้บ่อยเมื่ออาเจียนเป็นเลือด เช่น

  • คลื่นไส้
  • รู้สึกอึดอัด แน่นท้อง ปวดท้องอย่างรุนแรง
  • อาเจียนปนอาหารหรือน้ำย่อยในกระเพาะออกมา
  • วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม
  • มีปัญหาในการมองเห็น
  • ใจเต้นเร็ว
  • จังหวะการหายใจผิดปกติ หายใจตื้นและเร็วขึ้น
  • มือเท้าเย็น ผิวซีด
  • มีความรู้สึกสับสน
  • ปัสสาวะออกมาในปริมาณน้อย

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีอาการอาเจียนเป็นเลือดเพียงอย่างเดียวหรือมีอาการอื่นร่วมด้วยควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อค้นหาสาเหตุที่ซ่อนอยู่และป้องกันภาวะแทรกซ้อน รวมถึงบรรเทาอาการไม่ให้กำเริบขึ้นจนเป็นอันตรายถึงชีวิต

คลื่นไส้ อาเจียน เป็นบ่อย ๆ อาเจียนเป็นเลือด
คลื่นไส้ อาเจียน เป็นบ่อย ๆ อาเจียนเป็นเลือด

สาเหตุของอาการอาเจียนเป็นเลือด

อาการอาเจียนเป็นเลือดเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

อาเจียนเป็นเลือดจากโรคทางเดินอาหาร เป็นความผิดปกติที่เกิดจากการมีเลือดออกส่วนใดส่วนหนึ่งภายในระบบทางเดินอาหารส่วนต้นอย่างหลอดอาหาร ช่องท้อง หรือลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก

  • แผลในกระเพาะอาหารหรือโรคกระเพาะอาหารขั้นรุนแรง (Stomach Ulcer/Severe Gastritis) เป็นภาวะที่เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงและกลายเป็นแผลขึ้นในกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter Pylori) การใช้ยาต้านการอักเสบมากเกินขนาด ความเครียด การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ปัจจัยเหล่านี้ทำให้มีแผลในกระเพาะอาหารและเกิดเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหารได้ง่าย ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดแสบท้องร่วมกับการอาเจียนเป็นเลือดได้บ่อย
  • การโป่งพองของหลอดเลือดในหลอดอาหาร (Oesophageal Varices) เป็นภาวะที่มีการโป่งพอง บวม และขยายใหญ่ขึ้นของหลอดเลือดบริเวณผนังในหลอดอาหารส่วนล่าง ทำให้เกิดเลือดออกอยู่ภายในแต่มักไม่ก่อให้เกิดอาการปวด ส่วนใหญ่มักพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง โดยเฉพาะตับแข็งจากแอลกอฮอล์
  • โรคกรดไหลย้อนแบบรุนแรง (Gastro-oesophageal Reflux Disease: GORD) เกิดจากกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหาร ทำให้เกิดการระคายเคืองที่เยื่อบุหลอดอาหารจนเกิดเลือดออก
  • Mallory-Weiss Syndrome หลอดอาหารเกิดการฉีกขาด เป็นภาวะที่เกิดการฉีกขาดบริเวณเยื่อบุระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร โดยอาจมีสาเหตุมาจากความดันที่เพิ่มสูงขึ้นในกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร การขย้อน เช่น การอาเจียนซ้ำ ๆ การสะอึกหรือไออย่างรุนแรง
  • โรคมะเร็งหลอดอาหาร หรือโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปี ขึ้นไปและน้ำหนักตัวเยอะ
  • การกลืนเลือดเข้าไปในบางสภาวะ เช่น กลืนเลือดกำเดาหลังจากเกิดเลือดกำเดาไหลอย่างรุนแรง ซึ่งอาจทำให้พบเลือดในอุจจาระ ลักษณะอุจจาระเป็นสีดำ

อาเจียนเป็นเลือดจากสาเหตุอื่น อาการอาเจียนเป็นเลือด อาจเกิดจากความผิดปกติอื่น ๆแต่พบได้ค่อนข้างน้อย เช่น

  • การกลืนสารพิษ สารกัดกร่อน หรือสารกัมมันตรังสี
  • ความผิดปกติของเลือด เช่น ภาวะเกล็ดเลือดต่ำหรือการลดลงของเกล็ดเลือด โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) ฮีโมฟิเลีย (Hemophilia) ซึ่งทำให้มีเลือดออกทางเดินอาหารได้ง่าย
  • ในบางรายไม่สามารถระบุสาเหตุได้ชัดเจน

การวินิจฉัยอาการอาเจียนเป็นเลือด

แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับอาการผิดปกติที่ผู้ป่วยพบในขั้นแรก เช่น เริ่มมีอาการเมื่อไหร่ อาเจียนเป็นเลือดมานานแค่ไหน ปริมาณเลือดที่อาเจียนออกมามากน้อยแค่ไหน สีของเลือดที่พบเป็นอย่างไร จากนั้นจะเป็นการสอบถามประวัติทางการแพทย์ เช่น การใช้ยา ชนิดและปริมาณยาที่รับประทาน โรคประจำตัว รวมไปถึงพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยประเมินความผิดปกติก่อนพิจารณาการตรวจด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติมตามความเสี่ยง เช่น

  • การนำตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยมาตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือ การตรวจเลือด  เช่น สารเคมีในเลือด ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) การทดสอบการแข็งตัวของเลือด (Blood Clotting Tests) การทำงานของตับ ระดับระดับออกซิเจนและเหล็กในเลือด
  • การตรวจส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น (Esophagogastroduodenoscopy: EGD) เป็นการตรวจระบบทางเดินอาหารส่วนต้นตั้งแต่หลอดอาหาร ช่องท้อง และลำไส้เล็กส่วนต้น โดยใช้กล้องสอดผ่านทางช่องปากลงไปส่องดูความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น ในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น เช่น ดูการโป่งพองของหลอดเลือดในหลอดอาหาร แผลในกระเพาะอาหาร แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งแพทย์อาจมีการตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อออกมาตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการในบางราย
  • การถ่ายภาพรังสี (Imaging Tests) อาจเป็นการตรวจเอกซเรย์ (X-Ray) อัลตราซาวด์ (Ultrasound) ซีที สแกน (CT Scan) หรือเอ็มอาร์ไอ (MRI) เพื่อตรวจดูความผิดปกติภายในร่างกาย เช่น บริเวณที่เลือดออก เกิดการฉีดขาด มีการอุดตัน หรือเนื้องอกที่อาจทำให้เกิดการอาเจียนเป็นเลือด
  • การตรวจอุจจาระ (A Bowel Movement Sample) แพทย์จะนำเอาตัวอย่างอุจจาระไปตรวจว่ามีเลือดปะปนออกมาหรือไม่
  • การตรวจอื่น ๆ Rectal Examination การการตรวจทางทวารหนัก เวชศาสตร์นิวเคลียร์ (Nuclear Medicine)

การรักษาอาการอาเจียนเป็นเลือด

โดยทั่วไปการรักษาในเบื้องต้นจะเป็นการให้สารน้ำทางหลอดเลือด หรือให้เลือดทดแทนในผู้ป่วยมีอาการเลือดออกอย่างรุนแรง แต่หากผู้ป่วยมีเลือดออกในปริมาณน้อยและหยุดไหลได้เองก็อาจไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา จากนั้นจึงเป็นการรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเป็นหลัก ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละบุคคล เช่น

  • การรักษาด้วยยา แพทย์จะให้ยาช่วยลดการผลิตกรดในกระเพาะอาหารให้ลดลงในผู้ป่วยที่อาเจียนเป็นเลือดจากการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร บางรายอาจต้องให้ยาเพื่อช่วยให้เลือดไหลมายังบริเวณที่มีบาดแผลหรือเส้นเลือดโป่งพองลดลง หรือให้ยาที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด
  • การให้เลือด (Blood Transfusion) ผู้ที่อาเจียนจนเสียเลือดในปริมาณมากอาจได้รับการให้เลือดทดแทนเลือดที่เสียไปหรือให้ส่วนประกอบของเลือด เพื่อช่วยในการแข็งตัวของเลือดให้ดีขึ้น
  • การเอกซเรย์หลอดเลือดด้วยการฉีดสวนสี (Angiography) แพทย์จะฉีดสารทึบรังสีเข้าไปภายในหลอดเลือดแดงและทำการเอกซเรย์ดูการไหลเวียนของเลือด เพื่อเป็นการตรวจดูและหยุดเลือดที่ไหลจากหลอดเลือดแดง
  • การผ่าตัดโดยการส่องกล้อง เป็นการผ่าตัดผ่านกล้องขนาดเล็กที่เรียกว่า เอ็นโดสโคป (Endoscopy) ในผู้ป่วยที่เกิดการฉีดขาดของอวัยวะภายในจนทำให้เกิดเลือดออก โดยใช้ความร้อนในการช่วยให้เนื้อเยื่อประสานกันดี
  • การผ่าตัด เป็นวิธีที่ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาเจียนเป็นเลือดออกมามาก หรือในกรณีที่การรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่มักจะใช้เมื่อเยื่อบุในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เกิดการฉีดขาด มีสิ่งกีดขวางหรือเกิดก้อนเนื้องอกขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนของอาการอาเจียนเป็นเลือด

อาการอาเจียนเป็นเลือดสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเป็นหลัก โดยทั่วไปผู้ป่วยมักจะเสี่ยงกับการสำลักเลือดได้บ่อยจนทำให้เกิดการคั่งของเลือดไว้ในปอด มีปัญหาในการหายใจ

ในบางรายอาจเสียเลือดมากจนเกิดภาวะช็อกจนนำไปสู่อาการโคม่าและเสียชีวิตได้ในที่สุดหากได้รับการรักษาไม่ทันเวลา โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นผู้สูงอายุ มีประวัติการติดสุรา เป็นโรคหลอดเลือดสมอง หรือมีปัญหาความผิดปกติที่กระทบต่อการกลืนอาหาร ซึ่งผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจะสามารถสังเกตอาการได้จากอาการวิงเวียนศีรษะเมื่อลุกขึ้นยืน หายใจตื้นและเร็ว ปัสสาวะออกมามีปริมาณน้อย ตัวเย็น ผิวซีด อาการซึมลง เรียกไม่รู้สึกตัว

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงในการเป็นโรคโลหิตจางจากการสูญเสียเลือดปริมาณมาก มักจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่อาเจียนเป็นเลือดอย่างเฉียบพลันบ่อย ๆ แต่ในบางรายที่มีสภาวะผิดปกติของร่างกายที่ทำให้เสียเลือดอย่างช้า ๆ เช่น โรคกระเพาะ การรับประทานยากลุ่มแก้ปวดหรือยาเอ็นเสด (NSAID) สมัครบาคาร่า เป็นเวลานานก็อาจพัฒนาโรคขึ้นได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ถัดมา ซึ่งอาจสังเกตอาการได้ยากจนกว่าปริมาณฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในเม็ดเลือดแดงจะลดต่ำลงมาก

การป้องกันอาการอาเจียนเป็นเลือด

อาการอาเจียนเป็นเลือดเกิดได้จากหลายสาเหตุ การป้องกันจะเน้นไปที่การรักษาต้นเหตุของโรคที่ทำให้เกิดอาการขึ้นเป็นหลักก่อน และเลี่ยงปัจจัยที่เอื้อให้เกิดเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนต้นที่พบได้บ่อย โดยสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

  • หลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่ทำให้กระเพาะเกิดการระคายเคืองได้ง่าย เช่น อาหารไขมันสูง อาหารรสจัด ซึ่งในแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันออกไป จึงควรหมั่นสังเกตอาการของตนเอง
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สารอาหารครบถ้วน เน้นอาหารประเภทผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ธัญพืช
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งไปเพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหารจนอาจทำให้เกิดการกัดเยื่อบุกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้นเป็นแผลได้ และแอลกอฮอล์ยังทำให้เกิดตับแข็ง ซึ่งทำให้มีหลอดเลือดในหลอดอาหารโป่งพองและเลือดออกง่ายขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานยาในกลุ่มแก้ปวดหรือยาเอ็นเสด (เช่น ยาแอสไพริน ยาไอบูโพรเฟน) ขณะท้องว่าง เพราะจะสร้างความระคายเคืองกับเยื่อบุภายในช่องท้อง
  • พยายามไม่เครียด หรือ ควบคุมความเครียดด้วยการทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ผู้ที่เป็นโรคในทางเดินอาหาร เช่น โรคกระเพาะอาหารอักเสบ โรคกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร ควรมีการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกำเริบจนอาจเป็นสาเหตุให้เกิดเลือดออกได้ง่าย
Tagged :

ฝึกความคิดสร้างสรรค์ง่าย ๆ เริ่มได้ทุกวัน

เมื่อพูดถึง ความคิดสร้างสรรค์ หลายคนอาจนึกถึงการประดิษฐ์คิดค้นหรือการสร้างผลงานทางศิลปะ แต่ความจริงแล้วความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณลักษณะที่เราทุกคนมีอยู่ในตัว และแสดงออกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การคิดสูตรอาหารใหม่ การเสนอกิจกรรมครอบครัวในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือการนำเสนอแนวคิดใหม่ในการประชุม

ความคิดสร้างสรรค์อาจเกิดจากการสะสมและบ่มเพาะจากนิสัยส่วนตัว อิทธิพลของคนรอบข้าง และสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา จึงทำให้แต่ละคนมีระดับความคิดสร้างสรรค์ที่มากหรือน้อยแตกต่างกัน บทความนี้ได้รวบรวมเทคนิคการฝึกความคิดสร้างสรรค์ด้วยตัวเองมาฝากกัน

กลไกของสมองต่อความคิดสร้างสรรค์

ผลการศึกษาระบุว่าสมองประกอบด้วยเครือข่ายขนาดใหญ่ 3 ส่วนที่ทำงานร่วมกันและทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่

Default Mode Network (DMN)

Default Mode Network เป็นเครือข่ายของสมองที่ทำงานอัตโนมัติเมื่อเราผ่อนคลาย โดยไม่ครุ่นคิดหรือจดจ่อกับสิ่งรอบตัว

Central Executive Network (CEN)

Central Executive Network เป็นเครือข่ายของสมองที่ทำงานเมื่อเราต้องการทำบางสิ่งให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราต้องทำตามกฎเกณฑ์และผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้ จึงควบคุมการทำงานของอารมณ์และทำให้เราจดจ่ออยู่กับการคิดและตัดสินใจ

Salience Network (SN)

เครือข่ายของสมองที่ประเมินข้อมูลหรือกิจกรรมต่าง ๆ  Salience Network โดยแบ่งเป็นข้อมูลที่ต้องใช้สมาธิและตั้งใจทำ (CEN) และข้อมูลที่ไม่ต้องใช้สมาธิหรือไม่มีเป้าหมาย (DMN)

นักวิจัยสันนิษฐานว่าเครือข่ายทั้งสามทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดความสามารถในการประเมินวิธีการและการจัดการกับผลลัพธ์ต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ โดยทบทวนการตัดสินใจในอดีตและจินตนาการถึงอนาคตเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีที่ทำให้ตนเองสามารถบรรลุเป้าหมายตามต้องการได้ การทำงานของเครือข่ายในสมองจึงอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้น

ความคิดสร้างสรรค์ ( Creative Thinking )

เทคนิคพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด การปรับเปลี่ยนมุมมองวิธีคิดโดยอาศัยความรู้และทักษะที่ตัวเองมี จะช่วยให้คุณมีความคิดสร้างสรรค์ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งอาจเริ่มจากเทคนิคง่าย ๆ เหล่านี้

  • ฝึกความคิดสร้างสรรค์อย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่กดดันตัวเองจนเกิดความเครียด การเริ่มต้นคิดและลงมือทำจากสิ่งเล็ก ๆ อาจนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่ใหญ่ขึ้นได้
  • เริ่มต้นวันใหม่ด้วยกิจกรรมที่สร้างสรรค์ อย่างการฟังเพลงเดิมทุกเช้า ดื่มกาแฟ หรือทำสมาธิประมาณ 10 นาที จะช่วยกระตุ้นให้สมองเริ่มทำงานและเตือนให้สมองรู้ว่าเราพร้อมที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวันอย่างสร้างสรรค์
  • การเปลี่ยนเส้นทางการกลับบ้าน กล้าคิดนอกกรอบและทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยวิธีที่แปลกใหม่ เช่น พลิกแพลงสูตรการทำอาหาร เพื่อฝึกสมองในการคิดและตัดสินใจเรื่องใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ
  • ยอมรับข้อผิดพลาด และไม่ยึดติดกับการโทษตัวเอง กระตุ้นตัวเองให้เรียนรู้จากความล้มเหลวนั้น และคิดหาวิธีใหม่ ๆ เพื่อจัดการกับข้อผิดพลาดนั้นให้ดียิ่งขึ้น
  • ค้นหาแรงบันดาลใจเพิ่มเติมจากการออกไปท่องเที่ยว ชมงานศิลปะ หรือไปห้องสมุดอาจช่วยเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ในชีวิต
  • ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ในสวนหลังบ้าน หรือออกไปพักผ่อนที่สวนสาธารณะจะช่วยให้สมองได้ผ่อนคลายความเครียดและมีพลังในการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
  • ออกไปพบปะผู้คน พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่แปลกใหม่ และเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้อื่น เพื่อนำแนวคิดต่าง ๆ มาปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง
  • จดบันทึกแนวคิดใหม่ ๆ ลงในสมุดหรือบันทึกเสียงไว้ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องราวดี ๆ ขึ้นมาได้ เพื่อป้องกันการลืมและสามารถนำแนวคิดต่าง ๆ ไปพัฒนาต่อยอดในอนาคต
  • ช่วยเพิ่มทักษะการเรียนรู้ ผ่อนคลายความเครียดและความกังวล อย่างการฟังเพลงสบาย ๆ เพื่อให้สมองรู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดีขึ้น และพัฒนากระบวนการคิดและการตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้ผ่านการเรียนรู้และสะสมประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเชื่อมั่นในความสามารถและความคิดของตัวเองโดยไม่คิดกังวลหรือตัดสินตัวเองล่วงหน้า จะช่วยพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้หาก รู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือคิดโทษตัวเอง ควรปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำในการปรับวิธีการคิดและรับมือกับปัญหาได้อย่างเหมาะสมต่อไป

กระบวนการคิดของสมองซึ่งสามารถคิดได้หลากหลายและแปลกใหม่ สามารถนำไปประยุกต์ทฤษฎีหรือปฏิบัติได้อย่างรอบคอบและถูกต้อง จนนำไปสู่การคิดค้นและนวัตกรรม
Creativity มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน “creo” = to create, to make =สร้างหรือทำให้เกิด

ความคิดสร้างสรรค์คือ ปรากฏการณ์ที่บุคคลสร้างสรรค์”สิ่งใหม่” อาทิ ผลผลิต การแก้ปัญหา นวัตกรรม หรืองานศิลปะ ฯลฯ ซึ่งมีคุณค่า การจะตีความเกี่ยวกับ”ความใหม่” ขึ้นอยู่กับผู้สร้างสรรค์หรือสังคม หรือแวดวงที่สิ่งใหม่นั้นเกิดขึ้น การประเมินคุณค่าก็ในทำนองเดียวกัน คุณสมบัติที่มักใช้ในการตีความ “ความใหม่” ประกอบด้วย

  • สิ่งประดิษฐ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
  • สิ่งประดิษฐ์ที่อาจปรากฏอยู่ที่อื่น แต่มีผู้สร้างสรรค์ขึ้นใหม่โดยอิสระ
  • การคิดวิธีดำเนินการใหม่
  • ปรับกระบวนการผลผลิตเข้าสู่ตลาดที่แตกต่างออกไป
  • คิดวิธีการใหม่ในการแก้ไขปัญหา
  • เปลี่ยนแนวคิดที่แตกต่างจากผู้อื่น
  • ความคิดสร้างสรรค์คือ ความคิดใหม่ ๆ แนวทางใหม่ ๆ ทัศนคติใหม่ ๆ ความเข้าใจและการมองปัญหาในรูปแบบใหม่ ผลลัพท์ของความคิดสร้างสรรค์ที่ชัดเจน คือ ดนตรี การแสดง วรรณกรรม ละคร สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมทางเทคนิค แต่บางครั้งความคิดสร้างสรรค์ก็มองไม่เห็นชัดเจน เช่น การตั้งคำถามบางอย่างที่ช่วยขยายกรอบของแนวคิดซึ่งให้คำตอบบางอย่าง หรือการมองโลกหรือปัญหาในแนวนอกกรอบ

การมีความคิดสร้างสรรค์ คือ ความคิดเชื่อมโยงที่พยายามหาทางออกหลาย ๆทาง ใช้ความคิดที่หลากหลาย แสวงหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และนอกกรอบ คัดสรรค์หาทางเลือกใหม่ ๆและพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมีวิธีการอยู่ ๖ ขั้นตอน คือ

  • แสวงหาข้อบกพร่อง(Mess Finding)
  • รวบรวมข้อมูล(Data Finding)
  • มองปัญหาทุกด้าน(Problem Finding)
  • แสวงหาความคิดที่หลากหลาย(Idea Finding)
  • หาคำตอบที่รอบด้าน(Solution Finding)
  • หาข้อสรุปที่เหมาะสม(Acceptance Finding)
  • กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์ สมัครบาคาร่า  อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือโดยความตั้งใจ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการศึกษา การอบรมฝึกฝน การระดมสมอง (brain-storming) มากกว่าครึ่งหนึ่งของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของโลก เกิดจากการค้นพบโดยบังเอิญ(serendity) หรือการค้นพบสิ่งหนึ่งซึ่งใหม่ ในขณะที่กำลังต้องการค้นพบสิ่งอื่นมากกว่า

การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative thinking) หมายถึง ความสามารถในการมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่ง ต่างๆ การขยายขอบเขตความคิดออกไปจาก กรอบความคิดเดิมที่มีอยู่สู่ความคิดใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อ ค้นหาคําตอบที่ดีที่สุดให้กับปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม เป็นความคิดที่ หลากหลาย คิดได้กว้างไกล หลายแง่หลายมุม เน้นทั้งปริมาณและคุณภาพ องค์ประกอบของความคิด สร้างสรรค์ ได้แก่ ความคิดนั้นต้องเป็นสิ่งใหม่ไม่เคยมีมาก่อน (New Original) ใช้การได้(Workable) และมี ความเหมาะสม (Appropriate) การคิดเชิงสร้างสรรค์จึงเป็นการคิดเพื่อการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเดิมไปสู่สิ่ง ใหม่ที่ดีกว่า ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ที่ต่างไปโดยสิ้นเชิงหรือที่เรียกว่า “นวัตกรรม” (Innovation)

ความคิดสร้างสรรค์และการค้นหาวิธีการแก้ปัญหาเป็นกิจกรรมที่ปฏิสัมพันธ์กัน
ความพยายามแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ด้วยการใช้เหตุผล(ตรรกะ)หนึ่งเชื่อมโยงไปยังอีกเหตุผลหนึ่งเป็นขั้นตอนขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อให้บรรลุการแก้ปัญหา เรียกวิธีการนี้ว่า “ความคิดแนวตั้ง”(vertical thinking) ซึ่งเป็นการใช้งานสมองซีกซ้ายเป็นหลัก
Dr.Edward de Bono นักจิตวิทยาและนักวิจัยทางการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัย เคมบริดจ์ ได้เสนอการใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วย แนวคิดที่เรียกว่า”ความคิดข้างเคียง”(lateral thinking) ซึ่งแตกต่างจากวิธีการเดิม ๆจากการใช้ความคิดในแนวตั้ง แต่ใช้จินตนาการวาดภาพแบบนอกกรอบ ซึ่งเป็นการใช้งานสมองซีกขวา

Dr. Daniel Pink ในหนังสือขายดี A Whole New Mind(2005) ยืนยันประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงกันตลอดศตวรรษที่ ๒๐ ว่า เรากำลังเข้าสู่ยุคสมัยที่ความสร้างสรรค์มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคแห่งวิสัยทัศน์ เราต้องเสริมสร้างและกระตุ้นการใช้สมองซีกขวา(right-directing thinking) ซึ่งหมายถึง ความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าสมองซีกซ้าย(left-directed thinking) ซึ่งหมายถึงเพียงการใช้เหตุผลและการวิเคราะห์ซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
Dr. Pink ยังอธิบายถึง “แรงจูงใจ”(Motivation) ที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างน่าสนใจว่า

แรงจูงใจในการสร้างความคิดสร้างสรรค์ที่ดีมีคุณภาพ ไม่สามารถใช้เงินเป็นตัวนำหลักได้ ยิ่งใช้เงินมากเท่าใด งานสร้างสรรค์ยิ่งมีคุณภาพต่ำ
การใช้เงินสร้างแรงจูงใจต้องระมัดระวังและเฉพาะที่จำเป็นอย่างเหมาะสม แต่ต้องให้ความสำคัญกับจิตใจและความตั้งใจจริง
การจะสร้างความคิดสร้างสรรค์ที่ดี ต้องใช้องค์ประกอบสำคัญ ๓ ประการคือ

อิสระในการคิดและทำงาน(Autonomy)
มีสิทธิและอำนาจที่จะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อย ๆหรือก้าวไปสู่ความเป็นเลิศ(Mastery)
มีความตั้งใจจริง(Purpose)
ลักษณะการทำงานของสมองซีกซ้าย

  • เป็นการใช้สติปัญญาอย่างมีเหตุมีผล
  • เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลข
  • เป็นการคิดแบบนามธรรม
  • เป็นการคิดเป็นเส้นตรง
  • เป็นเรื่องของการวิเคราะห์
  • ไม่เกี่ยวกับจินตนาการ
  • คิดแบบต่อเนื่องตามลำดับ
  • เป็นเรื่องของวัตถุวิสัย
  • ไม่เกี่ยวกับคำพูด เห็นเป็นภาพ

ลักษณะการทำงานของสมองซีกขวา

  • เป็นเรื่องของสหัชญาณ(ไม่เกี่ยวกับเหตุผล)(สหัช=ที่มีมาแต่กำเนิด)
  • เป็นเรื่องของการอุปมาอุปมัย
  • เป็นการคิดแบบเป็นรูปธรรม
  • คิดอิสระไม่เป็นเส้นตรง เห็นภาพทั้งหมด
  • เป็นเรื่องของการสังเคราะห์
  • ใช้จินตนาการ
  • ไม่เป็นไปตามลำดับ
  • เป็นเรื่องของอัตวิสัย
  • ไม่เกี่ยวกับคำพูด เห็นภาพ
Tagged :

ขั้นตอนการทำ MRI Scan และผลข้างเคียงที่อาจได้รับ

การที่บ่งบอกชี้ใน การตรวจ MRI Scan  ในส่วน MRI Scan เป็นวิธีในการตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะเกือบทั่ว ร่างกายที่ค่อนข้างแม่นยำ และมักจะใช้ยืนยันผลวินิจฉัยหลังจากการทดสอบอื่น ๆ ให้ข้อมูลได้ไม่เพียงพอ โดยการตรวจ MRI Scan ในแต่ละส่วนในร่างกายอาจมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป เช่น

  • ศีรษะ เป็นการตรวจหาความผิดปกติของสมองและเส้นประสาทในสมองที่เชื่อมกับอวัยวะที่เกี่ยวข้อง เช่น เนื้องอกในสมอง เลือดออกในสมอง หลอดเลือดในสมองโป่งพอง การบาดเจ็บเส้นของประสาทเกี่ยวกับการมองเห็นและได้ยิน
  • ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับปอด ตรวจหามะเร็งเต้านม ในการ Scan หน้าอกเป็นการตรวจดูความผิดปกติ บริเวณหน้าอก และหัวใจ การเต้นของหัวใจ ลิ้นหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับปอด ตรวจหามะเร็งเต้านม
  • หน้าท้องและกระดูกเชิงกราน เป็นการตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะและโครงสร้างอื่น  ๆ ภายในช่องท้อง ไม่ว่าจะเป็น ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ไต กระเพาะปัสสาวะ รวมไปถึงเนื้องอก ภาวะเลือดออก การติดเชื้อ และการอุดตันในอวัยวะเหล่านั้น ส่วนในผู้หญิงก็สามารถใช้ตรวจดูมดลูกและรังไข่ ในผู้ชายก็ใช้ในการตรวจดูต่อมลูกหมาก
  • การตรวจสอบหาเส้นเลือด เป็นการตรวจดูเส้นเลือดและการไหลเวียนของเลือด (Magnetic Resonance Angiography: MRA) เพื่อช่วยค้นหาความผิดปกติของหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ เช่น หลอดเลือดโป่งพอง การตีบแคบและการอุดตันของหลอดเลือด  สมัครบาคาร่า ภาวะเลือดเซาะผนังหลอดเลือดแดงใหญ่
  • ไขสันหลัง ตรวจเช็คหมอนกระดูกและเส้นประสาทไขสันหลังในบางสภาวะ เช่น โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ หมอนรองกระดูกเคลื่อนตัว เนื้องอกของไขสันหลัง
  • การตรวจสอบกระดูก และข้อต่อและตรวจดูความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นกับกระดูกและข้อต่อ เช่น ข้ออักเสบ ความผิดปกติข้อต่อขากรรไกร ไขกระดูกสันหลังมีปัญหา เนื้องอกกระดูก กระดูกอ่อน เส้นเอ็นฉีกขาดหรือเกิดการติดเชื้อ        

ข้อห้ามหรือข้อจำกัดในการตรวจ MRI Scan

การตรวจบางกลุ่มควรแจ้งข้อมูลส่วนตัวให้แพทย์ทราบก่อน การตรวจ MRI Scan ต้องใช้คลื่นสนามแม่เหล็กแรงสูงในการทำงาน อุปกรณ์ที่เป็นโลหะอาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและข้อจำกัดบางประการที่ส่งผลต่อการตรวจที่ผิดพลาดขึ้น จึงทำให้ผู้เข้ารักษา เช่น

  • ผู้ที่ใส่เครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้ไฟฟ้าหรือทำมาจากโลหะ เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ เครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือด ประสาทหูเทียม อินซูลินปั๊ม เนื่องจากสนามแม่เหล็กอาจสร้างความเสียหายหรือความผิดปกติในการทำงานของเครื่อง
  • ผู้ที่มีการคุมกำเนิดด้วยการใส่ห่วงอนามัยที่มีโลหะเป็นส่วนประกอบ ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบล่วงหน้า เพราะอาจมีผลต่อการแปลผลของภาพที่ได้
  • ผู้ที่ใส่รากฟันเทียมหรืออุดฟันที่วัสดุมีโลหะเป็นส่วนประกอบ
  • ผู้ป่วยกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน เป็นโรคกระดูกสันหลังคดและงอ รวมไปถึงผู้ที่ภาวะอ้วน ซึ่งไม่สามารถนอนลงบนเครื่องได้ผู้ที่มีสภาพร่างกายจำกัด ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวหรืออยู่นิ่ง ๆ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งได้
  • การสวมใส่โลหะต่าง ๆ ที่มีอยู่ตามร่างกายอย่างเครื่องประดับที่เป็นโลหะ หรือโลหะที่เป็นส่วนหนึ่งบนเสื้อผ้า เช่น ซิป

ถึงอย่างไรก็ตาม ในกรณีของหญิงตั้งครรภ์ สามารถเข้ารับการตรวจ MRI Scan ได้เป็นปกติ เนื่องจากไม่มีรังสีที่เป็นอันตราย แต่มีข้อควรระวัง คือ การฉีดสารหรือสีเข้าหลอดเลือดดำร่วมกับการตรวจ MRI Scan ที่อาจส่งผ่านรกไปสู่ทารกในครรภ์ได้ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจ MRI Scan การตรวจ MRI Scan ไม่ต้องมีการเตรียมตัวเป็นพิเศษ แพทย์อาจมีคำแนะนำพิเศษเฉพาะบุคคล โดยปกติไม่ต้องอดน้ำ อดอาหาร หรือยาใด ๆ ยกเว้นในบางรายที่อาจต้องอดอาหารและน้ำก่อนการสแกนล่วงหน้าประมาณ 4-6 ชั่วโมง

การที่แพทย์ให้คำปรึกษาให้ก็ดีและให้ความรู้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีการใส่อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีโลหะเป็นส่วนประกอบในร่างกาย ดวงตา หรืออยู่ในช่วงตั้งครรภ์ ควรมีการแจ้งข้อมูลให้กับทางแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ผู้ทำการฉายรังสีให้ทราบ รวมไปถึงไม่ควรสวมใส่อุปกรณ์หรือเสื้อผ้าที่มีโลหะเป็นส่วนประกอบ เช่น ต่างหู กิ๊บ เสื้อที่มีซิป

ข้อควรปฏิบัติตนก่อนเข้ารับตรวจ MRI
ข้อควรปฏิบัติตนก่อนเข้ารับตรวจ MRI

ขั้นตอนในการตรวจ MRI Scan

โดยใช้เวลาในการตรวจประมาณ 15-90 นาที  การตรวจ MRI Scan เป็นขั้นตอนที่ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ต้องการสแกนและจำนวนภาพที่ต้องการถ่าย ทางโรงพยาบาลจะแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจในเบื้องต้นและคำแนะนำในการปฏิบัติตนก่อนเข้ารับการตรวจ

ลำดับขั้นแรก ผู้เข้ารับการตรวจจำเป็นต้องถอดอุปกรณ์ทุกชิ้นที่มีโลหะเป็นส่วนประกอบออกทั้งหมด เช่น อุปกรณ์ช่วยฟัง ฟันปลอม นาฬิกา ต่างหู กิ๊บติดผม เนื่องจากภายในห้องมีคลื่นแม่เหล็กแรงสูงที่อาจส่งผลต่ออุปกรณ์เหล่านี้ จากนั้นจึงจะเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ทางโรงพยาบาลเตรียมไว้ให้ แต่ในบางรายอาจไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนเสื้อผ้า ซึ่งจะขึ้นอยู่กับบริเวณที่เข้ารับการตรวจ ทั้งนี้ควรสำรวจสิ่งของตามกระเป๋าเสื้อ กางเกง หรือกระโปรงออกให้หมดหากต้องเข้ารับการตรวจโดยไม่ต้องถอดและเปลี่ยนชุด เช่น บัตรเครดิต เหรียญ บัตรเอทีเอ็ม เพราะในห้องสแกนมีคลื่นแม่เหล็กแรงสูงซึ่งอาจลบข้อมูลในบัตรต่าง ๆ ได้

การตรวจอาจเกิดเสียงดังขึ้นเป็นระยะ ทางเจ้าหน้าที่แนะนำให้ใช้ฟองน้ำอุดหู เพื่อช่วยลดเสียงที่เกิดขึ้น บางรายอาจต้องได้รับยาที่ช่วยให้สงบอารมณ์ หรือมีการฉีดสีเข้าร่างกาย เพื่อการตรวจเฉพาะส่วน

ผู้เข้ารับการตรวจจะนอนลงบนเครื่องที่มีลักษณะเป็นถาดขนาดยาวตรงกลางของ เมื่อเข้าไปอยู่ในห้องตรวจ ผู้เข้ารับการตรวจจะนอนลงบนเครื่องที่มีลักษณะเป็นถาดของเครื่อง MRI โดยเจ้าหน้าที่จะช่วยจัดท่าทางของศีรษะ ลำตัว และแขนให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง จากนั้นจะมีการนำเครื่องจับสัญญาณคลื่นแม่เหล็กมาวางบนร่างกาย ก่อนที่ถาดจะค่อย ๆ เลื่อนเข้าไปในตัวเครื่องที่มีลักษณะคล้ายอุโมงค์

ควรนอนนิ่ง ๆ ขณะตรวจ ไม่ขยับไปมา ในบางกรณีอาจขอให้มีการกลั้นหายใจชั่วครู่ในขณะถ่ายภาพ เมื่อการตรวจเสร็จก็สามารถกลับบ้านได้ตามปกติ หลังจากนั้นแพทย์รายงานในเบื้องต้นพร้อมนัดกับผู้รับการตรวจให้มาฟังผลอีกครั้ง

หลังการตรวจและการติดตามผลของ MRI Scan

เมื่อหลังการตรวจเสร็จสิ้นลง ผู้เข้ารับการตรวจสามารถกลับบ้าน ทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ตามปกติ แต่ในบางรายที่มีการใช้ยาที่ช่วยให้สงบอารมณ์ลงอาจต้องมีเพื่อน ญาติ ผู้ใกล้ชิดดูแลขณะกลับบ้านหรืออยู่ด้วยภายใน 24 ชั่วโมงหลังการตรวจ รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการขับรถ ทำงานกับเครื่องจักร หรือการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจเป็นอันตรายได้

ผลการตรวจ MRI Scan จะถูกวิเคราะห์และแปลผลโดยรังสีแพทย์ ก่อนจะส่งผลการตรวจที่เป็นแผ่นฟิล์มไปยังแพทย์ผู้ทำการรักษาคนไข้ที่เป็นผู้สั่งตรวจโดยตรง จากนั้นแพทย์จะเป็นผู้ที่นัดคุยกับผู้ป่วยเกี่ยวกับผลการตรวจที่ได้ว่าเป็นปกติหรือเกิดความผิดปกติใดขึ้น ซึ่งอาจใช้เวลารอผลประมาณ 1-2 สัปดาห์

ผลข้างเคียงของการตรวจ MRI Scan

เมื่อมีการตรวจ MRI Scan โดยปกติไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่คลื่นสนามแม่เหล็กแรงสูงที่ใช้ในการตรวจจะมีผลต่อการทำงานของอุปกรณ์ทางแพทย์ที่มีโลหะเป็นส่วนประกอบ เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ แขนขาเทียม ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายกับร่างกายของผู้เข้ารับการตรวจได้

ทุกอย่างของ mri sacn นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการตรวจบางรายที่ได้รับการฉีดสีอาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น มีความรู้สึกร้อนหรือเย็น ผู้ที่อุดฟันอาจรู้สึกเสียวฟัน ผู้ที่มีรอยสักตามร่างกายที่ใช้ผงสีชนิดเหล็กออกไซด์อาจทำให้ผิวหนังระคายเคือง หรือผู้ที่มีการใส่อุปกรณ์ทางแพทย์สำหรับดวงตาที่ทำจากโลหะ อาจสร้างความเสียหายให้กับกระจกตาได้

อย่างไรก็ตาม หากผู้เข้ารับการตรวจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ปวดแสบ หายใจติดขัด หรือผลข้างเคียงอื่น ๆ ควรรีบแจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ให้ทราบถึงความผิดปกติ

Tagged :

ไขมันคอเลสเตอรอล โอเมก้า 3 วิตามินอี โปรตีน รวมที่ปลาหมึก

ปลาหมึก เป็นอาหารทะเลยอดนิยมที่อุดมไปด้วยไขมันคอเลสเตอรอล โอเมก้า 3 วิตามินอี โปรตีน และแร่ธาตุต่าง ๆ จึงเชื่อว่าการบริโภคปลาหมึกอาจส่งผลดีต่อสุขภาพ เช่น เพิ่มไขมันดี ลดความดัน สมานแผล แต่ปลาหมึกมีไขมันหลากชนิด หลายคนจึงตั้งข้อสงสัยว่า ปลาหมึกดีต่อสุขภาพจริงหรือ และการรับประทานปลาหมึกปริมาณมากอาจทำให้เสี่ยงมีไขมันในเลือดสูงไปด้วยหรือไม่

ปลาหมึกมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่ที่นิยมนำมาบริโภค ได้แก่ ปลาหมึกกล้วย ปลาหมึกกระดอง และปลาหมึกสาย โดยตัวอย่างสารอาหารที่ได้จากปลาหมึกกล้วยสดที่หนัก 85 กรัม ได้แก่ โปรตีน 13.2 กรัม ไขมันคอเลสเตอรอล 198 มิลลิกรัม ไขมันอิ่มตัว 0.3 กรัม ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 0.09 กรัม และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 0.4 กรัม

แม้จะอุดมไปด้วยไขมัน แต่ปลาหมึกก็มีโปรตีนสูง ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยสร้างความแข็งแรงแก่ร่างกาย ช่วยในการทำงานของกระดูก กล้ามเนื้อ และผิวหนัง และไขมันบางชนิดที่พบในปลาหมึกก็เป็นไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มีการค้นคว้าเกี่ยวกับปลาหมึกในแง่ของประโยชน์และผลกระทบต่อสุขภาพไว้ ดังนี้

ปลาหมึก เพิ่มไขมันดี ลดไขมันเลว

ภาวะไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูงอาจเป็นอันตรายต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด และนำไปสู่การเกิดโรคร้ายต่าง ๆ ตามมาได้ ปลาหมึกเป็นอาหารที่มีไขมันหลายชนิดโดยเฉพาะไขมันคอเลสเตอรอล หลายคนจึงเกรงว่าการบริโภคปลาหมึกอาจเสี่ยงทำให้มีภาวะไขมันในเลือดสูงได้

แต่จากการวิจัยในอดีตที่ให้ผู้ชายซึ่งมีระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ 18 คน บริโภคอาหารทะเลที่แตกต่างกัน 6 ชนิด คือ ปลาหมึกกล้วย ปู กุ้ง หอยนางรม หอยแมลงภู่ และหอยกาบ พบว่าปลาหมึกกล้วยและกุ้งมีไขมันคอเลสเตอรอลสูงกว่าอาหารชนิดอื่น ในขณะที่มีไขมันโอเมก้า 3 ต่ำกว่า และไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในเลือดของผู้บริโภค ยิ่งไปกว่านั้น ปลาหมึกกล้วย หอยแมลงภู่ และหอยนางรมช่วยเพิ่มไขมันคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี (HDL) ให้แก่ร่างกาย สมัครบาคาร่า ซึ่งไขมันชนิดนี้จะช่วยกำจัดคอเลสเตอรอลส่วนเกินออกไปด้วย

ส่วนอีกงานวิจัยที่ศึกษาโดยให้หนูทดลองบริโภคสารสกัดจากปลาหมึกกล้วยเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่า สารจากปลาหมึกกล้วยมีประสิทธิภาพในการลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ลงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และลดไขมันคอเลสเตอรอลลงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มหนูทดลองที่บริโภคสารดังกล่าวเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้บริโภคสารนี้ โดยสารสกัดจากปลาหมึกช่วยลดการดูดซึมกรดน้ำดีในลำไส้เล็กและยับยั้งการสร้างไขมันในตับด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ปลาหมึกอาจมีไขมันชนิดที่ดีที่ช่วยลดระดับไขมันไม่ดีในร่างกายได้ แต่ยังคงต้องศึกษากลไกในการลดระดับไขมันร่างกายจากการบริโภคปลาหมึกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อนำผลลัพธ์ไปประยุกต์ใช้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพได้จริงในอนาคต ดังนั้น ขณะนี้ผู้บริโภคควรรับประทานปลาหมึกในปริมาณพอเหมาะ เพราะหากบริโภคปริมาณมากอาจเสี่ยงมีไขมันสะสมในร่างกายมากเกินไป เพราะในปลาหมึกมีไขมันอิ่มตัวและไขมันชนิดอื่น ๆ อยู่ด้วยเช่นกัน

ปลาหมึก ลดความดันโลหิต
ปลาหมึก ลดความดันโลหิต

ปลาหมึก ลดความดันโลหิต

ความดันโลหิตสูงเป็นภาวะความดันเลือดภายในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติตลอดเวลา หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมา เช่น โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งภาวะนี้มักเกิดขึ้นอย่างเรื้อรังและไม่สามารถรักษาให้หายขาดไปได้ ดังนั้น จึงมีงานค้นคว้ามากมายที่พยายามหาแนวทางรักษาภาวะความดันโลหิตสูง

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เชื่อว่าอาจช่วยรักษาความดันโลหิตสูงได้ จึงมีการทดลองที่ใช้อาหารชนิดต่าง ๆ เพื่อหาประสิทธิผลในการลดระดับความดันโลหิต ปลาหมึกก็เป็น 1 ในอาหารที่ถูกนำมาทดลองด้วยเช่นกัน โดยมีงานวิจัยหนึ่งที่ให้หนูทดลองรับประทานโปรตีนที่มีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ ACE ซึ่งสกัดได้จากส่วนกล้ามเนื้อของปลาหมึกกระดอง พบว่าสารดังกล่าวช่วยลดระดับความดันซิสโตลิกหรือความดันขณะหัวใจบีบตัวลงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยผลลัพธ์นี้อาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการรักษาภาวะความดันโลหิตสูง และป้องกันโรคร้ายต่าง ๆ ที่อาจเกิดจากความดันโลหิตสูงได้ในอนาคต

แม้จะปรากฏประสิทธิผลของการบริโภคปลาหมึกต่อการลดระดับความดันโลหิต แต่มีเพียงระดับความดันซิสโตลิกที่ลดลง อีกทั้งยังเป็นงานวิจัยขนาดเล็กที่ทดลองในสัตว์เท่านั้น จึงควรค้นคว้าทดลองในมนุษย์และขยายกลุ่มทดลองให้มีขนาดใหญ่ เพื่อยืนยันประสิทธิผลจากการบริโภคปลาหมึกให้ชัดเจนต่อไป

ปลาหมึก ช่วยสมานแผล

ร่างกายมีกระบวนการฟื้นฟูตนเองและสมานแผลให้หายดีหลังมีแผลบาดเจ็บ โดยเส้นใยคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งมีส่วนในการสมานแผลให้ขึ้นมาทดแทนบริเวณเดิม เนื่องจากปลาหมึกเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง จึงมีการศึกษาประสิทธิภาพของโปรตีนคอลลาเจนที่ได้จากผิวหนังชั้นนอกของปลาหมึกกล้วยไดมอนด์ พบว่าคอลลาเจนที่ได้จากปลาหมึกชนิดนี้เป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูสภาพผิวหนังและกระดูกของวัว

เช่นเดียวกับอีกหนึ่งงานวิจัยที่ค้นคว้าคุณสมบัติของเจลคอลลาเจนที่ได้จากผิวหนังชั้นนอกของปลาหมึกกระดองในห้องปฏิบัติการ พบว่าหลังจากทาสารชนิดนี้ แผลติดกันเร็วขึ้น ซึ่งอาจพัฒนาสารดังกล่าวไปเป็นยาสมานแผลได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การค้นคว้าข้างต้นเป็นเพียงการทดลองในสัตว์หรือศึกษาผ่านการส่องกล้องจุลทรรศน์เท่านั้น จึงไม่อาจสรุปประสิทธิผลของสารสกัดจากปลาหมึกต่อการสมานแผลได้อย่างแน่ชัดในขณะนี้ และควรศึกษาทดลองให้ชัดเจนในมนุษย์ต่อไป ทั้งในด้านประสิทธิผลต่อสุขภาพและความปลอดภัยจากการใช้หรือการบริโภคปลาหมึกและผลิตภัณฑ์จากปลาหมึก ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีแผลบาดเจ็บควรรักษาแผลด้วยวิธีที่เหมาะสม และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสมานแผลชนิดใด ๆ โดยปราศจากคำแนะนำของแพทย์

ความปลอดภัยในการบริโภคปลาหมึก

แม้ปลาหมึกมีสารโภชนาการที่เป็นประโยชน์และอาจส่งผลดีต่อสุขภาพในบางด้าน แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดปริมาณที่แนะนำในการรับประทานปลาหมึกที่ชัดเจน ผู้บริโภคจึงควรรับประทานปลาหมึกที่สด สะอาด และปรุงสุกในปริมาณที่เหมาะสมเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ แม้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่ก็เคยมีรายงานว่ามีผู้แสดงอาการแพ้หลังสัมผัสปลาหมึกกล้วย เช่น หอบหืด เยื่อจมูกอักเสบ เยื่อตาอักเสบ ลมพิษ และผื่นแพ้สัมผัส ดังนั้น ผู้ป่วยภูมิแพ้หรือผู้ที่ไวต่อการแพ้ควรระมัดระวังเป็นพิเศษก่อนสัมผัสหรือบริโภคปลาหมึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่แพ้อาหารทะเลก็มีแนวโน้มจะแพ้ปลาหมึกด้วยเช่นกัน จึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบว่าแพ้ปลาหมึกหรือไม่ก่อนจะรับประทานปลาหมึก ส่วนผู้ที่กำลังมีปัญหาสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภคปลาหมึกเสมอ เพราะอาจทำให้อาการป่วยแย่ลงหรือมีอาการรุนแรงที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม หากรับประทานปลาหมึกแล้วปรากฏอาการแพ้ดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาทันที

  • เกิดลมพิษ รู้สึกคัน หรือมีผื่นขึ้นตามผิวหนัง
  • คัดจมูก หายใจเสียงดังวี้ด หรือหายใจลำบาก
  • มีอาการบวมที่ใบหน้า ลำคอ ริมฝีปาก ลิ้น หรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น หู ฝ่ามือ นิ้วมือ
  • ปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน
  • รู้สึกมึนงง วิงเวียน บ้านหมุน หรือคล้ายจะเป็นลม
  • คอบวมหรือมีก้อนในลำคอ ส่งผลให้ทางเดินหายใจแคบลงและหายใจลำบาก
  • ชีพจรเต้นเร็ว
  • วิงเวียนศีรษะอย่างมาก หรือหมดสติ
Tagged :

เตรียมให้พร้อมก่อนรับคีโมเคมีบำบัด เป็นการรักษาโรคมะเร็ง

คีโม (Chemotherapy) หรือในทางการแพทย์เรียกว่า เคมีบำบัด เป็นการรักษาโรคมะเร็งโดยการใช้ยาหลายรูปแบบเข้าไปทำลาย ชะลอ หรือหยุดเซลล์มะเร็งที่มีการเติบโตและแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจมีผลต่อเซลล์ปกติในร่างกายบางส่วนได้เช่นกัน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการข้างเคียงจากการใช้ยาเคมีบำบัดขณะรักษา

วัตถุประสงค์ของการทำคีโม

การทำคีโมหรือเคมีบำบัดสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายวัตถุประสงค์ ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจถึงเป้าหมายของการรักษาโรคมะเร็งเมื่อแพทย์มีการแนะนำ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการตัดสินใจ

รักษาโรคมะเร็ง การทำเคมีบำบัดมีจุดประสงค์ในการเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งให้หายไป แต่ผู้ป่วยก็อาจเกิดมะเร็งขึ้นมาใหม่ได้หลังการรักษา แต่ในบางกรณีมีความเป็นไปได้ที่ตัวยาสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์จึงไม่สามารถรับรองได้ว่าการทำเคมีบำบัดจะช่วยรักษาโรคมะเร็งให้หายขาด

ควบคุมเซลล์มะเร็ง นอกเหนือจากการเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง แพทย์อาจแนะนำการทำเคมีบำบัดให้เป็นวิธีที่เข้าไปช่วยควบคุมมะเร็งในผู้ป่วยที่มะเร็งมีการเติบโตจนแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เพื่อช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นและมีชีวิตยืนยาวมากขึ้น เพราะการทำเคมีบำบัดในบางครั้งอาจเป็นการเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งให้หายไปในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อผู้ป่วยกลับมาเป็นซ้ำเมื่อหยุดการรักษาซึ่งคล้ายกับการรักษาโรคเรื้อรังชนิดอื่น ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการทำเคมีบำบัดเป็นระยะ

ช่วยประคับประคองอาการ เมื่อมะเร็งเกิดการแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นจนไม่สามารถควบคุมได้ การทำเคมีบำบัดอาจมีวัตถุประสงค์ที่มุ่งในการบรรเทาอาการและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นให้มากที่สุด เช่น ช่วยลดขนาดเนื้องอกที่เข้าไปกดทับจนเกิดอาการปวดตามร่างกาย

การทำเคมีบำบัดอาจใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเพียงวิธีเดียวหรือใช้รักษาควบคู่กับวิธีอื่น เช่น การให้เคมีบำบัดเบื้องต้นก่อนการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดหรือฉายแสงรังสี เพื่อช่วยให้ก้อนเนื้องอกมีขนาดเล็กลง (Neo-adjuvant Chemotherapy) การให้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัดหรือฉายรังสี (Adjuvant Chemotherapy) เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่หลังการผ่าตัดหรือการฉายแสง หรือช่วยให้การรักษาแบบวิธีการฉายแสงและการรักษาด้วยยาชีวบำบัดได้ผลที่ดียิ่งขึ้น

ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับ เคมีบำบัด
ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับ เคมีบำบัด

ข้อห้ามของการทำเคมีบำบัด

การทำเคมีบำบัดอาจส่งผลต่อสุขภาพของผู้ป่วยให้แย่ลงได้ในบางกรณี จึงควรทำเคมีบำบัดหรือเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นแทนตามดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกรณีต่อไปนี้

  • อยู่ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ การทำเคมีบำบัดในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์อาจมีโอกาสทำให้ทารกในครรภ์พิการแต่กำเนิด
  • เป็นโรคไตหรือตับในขั้นรุนแรง ยาเคมีบำบัดส่วนใหญ่มักต้องผ่านขั้นตอนการกรองหรือกำจัดของเสียโดยตับและไต จึงอาจมีผลกระทบอันตรายสูงหากเป็นผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไตอยู่ก่อนแล้ว
  • ผู้ที่มีเซลล์เม็ดเลือดต่ำ การทำเคมีบำบัดอาจทำให้ป่วยได้ง่ายขึ้นและมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง เนื่องจากมีภูมิต้านทานต่ำ ในบางรายจึงอาจต้องมีการให้เลือดหรือการใช้ยาก่อนเข้ารับการทำเคมีบำบัด เพื่อช่วยเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดให้มากขึ้น
  • หลังเข้ารับการผ่าตัดหรือมีบาดแผล การทำเคมีบำบัดอาจส่งผลต่อความสามารถในการซ่อมแซมบาดแผลของร่างกายที่เกิดความเสียหายขึ้น แพทย์มักแนะนำให้รอให้บาดแผลหายสนิทก่อนทำการรักษาด้วยการทำเคมีบำบัด
  • เกิดการติดเชื้อ ในผู้ป่วยบางรายที่ร่างกายเกิดการติดเชื้อ ไม่ควรเข้ารับการทำเคมีบำบัด เนื่องจากอาจทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่มากขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง

ขั้นตอนในการทำเคมีบำบัด

การทำเคมีบำบัดจะต้องมีการวางแผนการรักษาล่วงหน้าตามขั้นตอน เพื่อให้ผลของการรักษามีประสิทธิภาพและผู้ป่วยได้รับผลประโยชน์สูงสุด

ในขั้นแรก แพทย์จะมีการสอบถามประวัติผู้ป่วย ตรวจร่างกายทั่วไป และอาจมีการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น มีการการตรวจปัสสาวะ ตรวจดูการทำงานของตับ ตรวจเลือดดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้อง การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อเช็คการทำงานของหัวใจ การฉายภาพรังสีเพื่อดูขนาดและตำแหน่งของก้อนเนื้อมะเร็ง เพื่อดูปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการทำเคมีบำบัดและเป็นการยืนยันว่าผู้ป่วยพร้อมที่จะได้รับการรักษาก่อนการวางแผนการรักษาผู้ป่วยในขั้นต่อไปตามสถานการณ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งต้องดูหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ประเภทของมะเร็ง ขนาดหรือตำแหน่งการเกิด อายุของผู้ป่วย และผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายผู้ป่วยโดยรวม

จากนั้นแพทย์จะต้องมีการแจ้งและพูดคุยกับผู้ป่วยเกี่ยวกับแผนการรักษา ข้อดีและข้อเสีย ไปจนผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น โดยทั้ง 2 ฝ่ายจะมีการตัดสินใจในการเลือกใช้ยาเคมีบำบัดร่วมกัน แต่ในเรื่องของปริมาณการใช้ยา วิธีการให้ยา ความถี่ในการให้ยา และระยะเวลาในการทำเคมีบำบัดจะอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์เป็นผู้กำหนด

การทำเคมีบำบัดอาจใช้ยาชนิดเดียวหรือใช้ยาจากหลายกลุ่มรวมกันแล้วแต่กรณี ซึ่งการใช้ยาหลายกลุ่มรวมกัน อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและลดโอกาสที่มะเร็งทนทานต่อยาเพียงชนิดเดียวในการรักษาได้มากกว่า ซึ่งการให้ยาเคมีบำบัดกับผู้ป่วยสามารถทำได้หลายทาง เช่น

  • ยาชนิดรับประทาน (Oral Chemotherapy) เป็นยาในรูปแบบยาเม็ด แคปซูล หรือยาน้ำสำหรับการรับประทาน
  • การฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ (Intravenous: IV) เป็นยาที่ฉีดเข้าสู่เส้นเลือดดำโดยตรง
  • การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular) การให้ยาโดยฉีดเข้าบริเวณกล้ามเนื้อของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน สะโพก
  • การฉีดยาเข้าทางไขสันหลัง (Intrathecal) ยาจะถูกฉีดเข้าไปในช่องว่างระหว่างชั้นเนื้อเยื่อที่ปกคลุมสมองและเส้นประสาทไขสันหลัง
  • การฉีดยาเข้าทางช่องท้อง (Intraperitoneal: IP) เป็นการให้ยาด้วยการฉีดเข้าไปที่บริเวณช่องท้องของผู้ป่วย
  • การฉีดยาเข้าหลอดเลือดแดง (Intra-arterial: IA) เป็นการให้ยาโดยผ่านหลอดเลือดแดงที่สามารถนำตัวยาไปยังเซลล์มะเร็งได้
  • ยาทาที่ผิวหนัง (Topical) ยาในรูปแบบครีมสำหรับทาลงไปบนผิวหนังโดยตรง

ระยะเวลาในการรักษาด้วยการทำเคมีบำบัด ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีความถี่ที่แตกต่างกันออกไปตามความเสี่ยงของแต่ละคน ทั้งประเภทของมะเร็ง จุดประสงค์ของการทำเคมีบำบัด วิธีในการทำเคมีบำบัด หรือแม้แต่การตอบสนองของร่างกายต่อการรักษา โดยส่วนมากจะมีระยะเวลาการทำเคมีบำบัดเป็นรอบหรือช่วงระยะ เช่น เข้ารับการทำเคมีบำบัด 1 สัปดาห์แล้วเว้นให้ร่างกายได้พัก 3 สัปดาห์ เพื่อช่วยให้ร่างกายได้ปรับตัวและสร้างเซลล์ปกติขึ้นมาทดแทนได้ทัน รวมทั้งหมด 4 สัปดาห์ถือว่าเป็น 1 รอบ ในบางครั้งแพทย์อาจมีการเลื่อนหรือปรับตารางการทำเคมีบำบัดให้เหมาะกับคนไข้มากขึ้นในรอบต่อไป เพราะบางรายอาจเกิดผลข้างเคียงรุนแรงขึ้น โดยแพทย์หรือพยาบาลจะเป็นผู้แจ้งให้ทราบถึงสาเหตุในการเปลี่ยนแปลงการรักษา

นอกจากนี้ ผู้ป่วยจะต้องมีการกลับมาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอในช่วงระหว่างการเข้ารับการทำเคมีบำบัด ซึ่งแพทย์จะมีการสอบถามเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นหลังการรักษา รวมไปถึงมีการนัดตรวจพิเศษต่าง ๆ เพื่อดูความก้าวหน้าของการรักษาและปรับแผนการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยมากขึ้น

การเตรียมตัวก่อนทำเคมีบำบัด

การทำเคมีบำบัดอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในบางด้าน การเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับการรักษาจะช่วยบรรเทาความเครียด รวมไปถึงลดผลกระทบทางด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจ ด้วยคำแนะนำต่อไปนี้

  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยให้มีความสมดุลระหว่างพลังงานที่ได้รับและสารอาหาร เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วหลังการรักษา
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ทำอารมณ์และจิตใจให้พร้อมรับการรักษา
  • แจ้งแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามินเสริม หรือสมุนไพรที่กำลังใช้อยู่ เพราะอาจไปลดประสิทธิภาพของยาเคมีบำบัดหรือก่อให้เกิดผลข้างเคียงเพิ่มขึ้น
  • ในผู้ป่วยที่เป็นเด็ก ควรมีการอธิบายให้เข้าใจถึงผลข้างเคียงและการรักษาที่กำลังจะเกิดขึ้น สมัครบาคาร่า  เพื่อช่วยให้ลดความวิตกกังวลลงบางส่วน
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะอาจส่งผลการเกิดมะเร็งบางชนิดขึ้นมาใหม่ได้ในรายที่เคยผ่านการรักษาโรคมาแล้ว หรือพัฒนาให้เกิดมะเร็งชนิดอื่นขึ้นมาได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจลดความอยากอาหารให้น้อยลงหรือส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพมากขึ้น เช่น ปัญหาในสุขภาพของช่องปาก เป็นต้น

การดูแลและติดตามผลหลังการทำเคมีบำบัด

หลังการรักษาจบลง ผู้ป่วยควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดทั้ง ด้านร่างกายและจิตใจจากผู้ดูแล คนรอบข้าง หรือแม้แต่ครอบครัว เพราะเป็นช่วงของการพักฟื้นร่างกาย รักษาผลข้างเคียงจากการรักษาโรค และฟื้นฟูสภาพจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้เป็นปกติได้เร็วมากขึ้น แต่โดยทั่วไปผู้ป่วยจะค่อย ๆ ฟื้นตัวและกลับไปทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้หลังการรักษา ซึ่งจะช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพทางร่างกายของแต่ละคน วิธีการรักษาโรคมะเร็ง นอกจากนี้แพทย์อาจมีการนัดตรวจติดตามผลหลังการรักษาเป็นระยะในบางราย และผู้ป่วยควรมีการขอเก็บสำเนาของประวัติการรักษาโรคของตนเองไว้ เพราะอาจมีโอกาสในการกลับมาของโรคหรือเกิดอาการแทรกซ้อนขึ้นได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการรักษาในครั้งต่อไป

ผลข้างเคียงของการทำเคมีบำบัด

ยาเคมีบำบัดไม่เพียงแต่มีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเซลล์ปกติและอวัยวะอื่นทั่วไป จึงทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการรักษา ซึ่งจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล ส่วนมากมักไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ ยกเว้นในบางกรณีที่อาจกลายเป็นปัญหาที่ร้ายแรงได้ จึงควรไปพบแพทย์หากพบอาการเหล่านี้

  • มีไข้ขึ้นสูง
  • หนาวสั่น
  • หายใจลำบาก
  • เจ็บหน้าอก
  • ครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • เลือดกำเดาไหลหรือเลือดออกตามไรฟัน
  • เกิดแผลในปากจนทำให้รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้
  • อาเจียนไม่หยุด แม้ว่ารับประทานยาช่วยบรรเทาอาการอาเจียน
  • ถ่ายมากกว่า 4 ครั้งต่อวัน หรือมีอาการท้องเสีย

ผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณและชนิดของยาที่ใช้ ความแข็งแรงของผู้ป่วย อาการของโรค รวมไปถึงการตอบสนองของร่างกายผู้ป่วย บางรายมีอาการมาก บางรายมีอาการน้อยหรือไม่มีเลย เนื่องจากยาเคมีบำบัดแต่ละชนิดมีผลข้างเคียงไม่เหมือนกัน ซึ่งอาการทั่วไปที่เกิดขึ้นได้บ่อยมีดังนี้

เหนื่อยง่าย ผู้เข้ารับการทำเคมีบำบัดมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติแม้ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมทั่วไปหรือกิจกรรมที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน จึงควรมีการพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ทำงานหรือกิจกรรมที่อาจทำให้เหนื่อยได้ง่าย และควรมีการออกกำลังกายเบา ๆ ไม่ใช้แรงมาก เช่น การเดิน เล่นโยคะ เพื่อช่วยกระตุ้นร่างกาย

คลื่นไส้ อาเจียน เป็นอาการที่พบได้มาก โดยแพทย์อาจให้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน เพื่อช่วยบรรเทาอาการระหว่างการทำเคมีบำบัด ซึ่งยาที่ใช้มีหลายรูปแบบ ทั้งแบบเม็ด และฉีด แต่ยาเหล่านี้อาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการท้องผูก อาหารไม่ย่อย นอนไม่หลับ หรือปวดศีรษะได้ในช่วงการรับประทานยา แต่หากผู้ป่วยมีอาการแย่ลงหรือรุนแรงมากกว่าเดิม ควรรีบปรึกษาแพทย์

ผมร่วง เป็นอีกอาการที่พบได้บ่อยในการใช้ยาเคมีบำบัดบางประเภท และมักส่งผลกระทบต่อผู้หญิงได้มากกว่าผู้ชาย ซึ่งผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการในช่วงสัปดาห์ 1-3 หลังการให้ยาเคมีบำบัด และผมร่วงอย่างมากในช่วง 1-2 เดือนถัดมา รวมไปถึงเกิดหนังศีรษะลอกตามมา อย่างไรก็ตามอาจเกิดผิวลอกได้ตามแขน ขา ใบหน้า หรือร่างกายส่วนอื่น ๆ ได้เช่นกัน อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะหายไปหลังการรักษา ผมจะกลับมาขึ้นตามปกติ แต่อาจมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ เช่น ผมตรงหรือหยิกมากขึ้น สีผมเปลี่ยนไปเล็กน้อย

เกิดการติดเชื้อ การทำเคมีบำบัดอาจทำให้ร่างกายอ่อนแอลงและเสี่ยงต่อการติดเชื้อง่ายขึ้น แพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และผู้ป่วยควรมีการดูแลตนเองในเรื่องของสุขอนามัยและความสะอาดในชีวิตประจำวัน เช่น รักษาความสะอาดของเสื้อผ้า ทำความสะอาดร่างกาย ล้างมือหลังจับสิ่งสกปรก ดูแลเรื่องอาการกินให้ถูกสุขลักษณะ ระมัดระวังไม่ให้ผิวหนังเกิดบาดแผล หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้กับผู้ที่เป็นโรคติดต่อ หรืออยู่ในสถานที่แออัด ซึ่งแพทย์อาจมีการตรวจเลือดเป็นระยะ เพื่อตรวจดูภาวะการติดเชื้อในผู้ป่วย

ภาวะเยื่อบุทางเดินอาหารอักเสบ การทำเคมีบำบัดสามารถก่อให้เกิดอาการปวดและการอักเสบของเนื้อเยื่อผิวด้านในของระบบย่อยอาหารตั้งแต่ช่องปากไปจนถึงทวารหนัก บางรายเกิดเยื่อบุภายในช่องปากซึ่งอาจเกิดได้จากการรับประทานอาหารร้อน ๆ ที่ส่งผลให้เกิดแผลในช่องปาก ลิ้น หรือรอบริมฝีปากจนรับประทานอาหารได้ลำบากมากขึ้น มีอาการปวด เลือดไหล และเกิดการติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งอาการอักเสบเหล่านี้มักเกิดหลังจากการทำเคมีบำบัดประมาณ 7-10 วัน และผู้ที่ได้รับยาในปริมาณสูงอาจมีอาการรุนแรงมากขึ้น แต่อาการจะค่อย ๆ หายไปภายในไม่กี่สัปดาห์หลังจากการรักษา

Tagged :

สำลัก มีสิ่งแปลกปลอมหล่นเข้าไปในช่องคอหรือหลอดลม

สำลัก อาการที่เกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมหล่นเข้าไปในช่องคอหรือหลอดลม ทำให้กีดขวางช่องทางการหายใจ ไม่สามารถหายใจได้ตามปกติ สาเหตุของการสำลักในวัยผู้ใหญ่นั้นมักเกิดจากเศษอาหาร หรือการดื่มน้ำเร็วเกินไป ส่วนในเด็กอาจเกิดจากการกลืนสิ่งของเล็ก ๆ เข้าไป เราทุกคนต่างเคยสำลักกันทั้งนั้น โดยปกติแล้วการสำลักนั้นเกิดขึ้นแค่ครู่เดียวและดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงอะไร อย่างไรก็ตาม การสำลักอาจเป็นอันตรายและคุกคามขั้นรุนแรงถึงชีวิตได้

อาการสำลัก

อาการของคนสำลักที่สังเกตได้โดยทั่วไปนั้น มักจะใช้มือจับที่คอของตนเอง แต่หากผู้ที่สำลักไม่ได้ส่งสัญญาณดังกล่าว ให้สังเกตอาการต่อไปนี้

  • หายใจไม่สะดวก หรือมีอาการหายใจแรงและเสียงดังผิดปกติ
  • พูดคุยตอบสนองไม่ได้
  • ไอแรง ๆ ไม่ได้
  • ผิวหนัง ริมฝีปาก และเล็บเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ เนื่องจากขาดออกซิเจน
  • ขาดสติ ไม่รู้สึกตัว
สำลัก อาหาร
สำลักอาหาร

สาเหตุของการสำลัก

เด็กมักจะสำลักเมื่อนำสิ่งของเข้าปากด้วยความอยากรู้อยากเห็น หรือเกิดการสำลักขณะที่กินอาหารเร็วเกินไป หรือพูดขณะที่กำลังมีอาหารอยู่ในปาก ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผู้ใหญ่สำลักนั้นมักเกิดจากการเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด หัวเราะขณะกินอาการหรือดื่มน้ำเร็วเกินไป

อาหาร ที่มักทำให้เกิดอาการสำลักได้แก่ ถั่วลิสง หมากฝรั่ง ป๊อปคอร์น ลูกอม ไส้กรอก ผักและผลไม้ชิ้นใหญ่ๆ เช่น มะเขือเทศเชอรี่ ลูกองุ่น และวัสดุเล็ก ๆ อย่างยางลบ

วิธีการช่วยเหลือเบื้องต้น

วิธีการช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับเด็กทารก

หากสังเกตเห็นว่าอยู่ดี ๆ เด็กมีอาการที่แปลกไปคือ ดูเจ็บปวดและหายใจเสียงดัง ร้องไห้หรือไอไม่ได้ บางครั้งก็ไม่สามารถส่งเสียงร้องหรือหายใจได้ นั่นอาจหมายความว่าเด็กกำลังมีอาการสำลัก

สิ่งที่ต้องทำเมื่อเด็กสำลักคือ

  1. ตบหลัง นั่งลงและจับเด็กนอนคว่ำหน้าให้ขนานกับต้นขาและประคองหัวเด็กไว้ จากนั้นใช้สันมือตบเข้าไปแรง ๆ 5 ครั้ง ระหว่างสะบักทั้ง 2 ข้างของเด็ก
  2. ตรวจเช็คดูในปากของเด็กว่ามีอะไรอยู่ไหม ถ้ามีให้รีบใช้ปลายนิ้วหยิบออก สมัครบาคาร่า ควรระวังไม่ให้สิ่งที่ติดอยู่ในปากของเด็กไหลกลับเข้าไปในคออีก
  3. หากการช่วยเหลือด้วยการตบหลังยังไม่สามารถเอาสิ่งแปลกปลอมที่ขวางทางเดินลมหายใจของเด็กได้ ให้ใช้วิธีกดที่หน้าอกของเด็ก ด้วยการจับให้เด็กนอนหงายหน้าขึ้นขนานกับต้นขา จากนั้นใช้นิ้ว 2 นิ้วกดลงไปตรงกลางใต้ราวนมของเด็ก 5 ครั้ง ตรวจดูภายในปากของเด็กว่ามีอะไรหลุดออกมาหรือไม่ แล้วหยิบออกอย่างระมัดระวัง
  4. หากช่วยเหลือด้วยวิธีข้างต้นแล้วยังไม่ได้ผล ให้รีบโทรเรียกรถพยาบาล ระหว่างที่รอรถพยาบาลมาถึงนั้นให้ช่วยเหลือด้วยการตบหลังและกดหน้าอกสลับกัน จนกว่าสิ่งที่เข้าไปอุดตันทางเดินหายใจจะหลุดออกมาหรือรถพยาบาลมาถึง หากเด็กไม่หายใจให้เริ่มทำการกดหน้าอกหรือป้๊มหัวใจด้วยวิธีสำหรับเด็กทารก ซึ่งอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมที่ติดอยู่ในคอหลุดออกมาได้

วิธีการช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่

เมื่อสังเกตเห็นคนที่มีอาการสำลักให้พยายามกระตุ้นให้ผู้สำลักไอเพื่อให้สิ่งที่เข้าไปอุดตันทางเดินหายใจหลุดออกมาด้วยตัวเอง หากผู้สำลักไม่สามารถพูดคุย ร้อง หรือไอด้วยตัวเองได้ สามารถให้ความช่วยเหลือด้วยวิธีการดังนี้

  1. กระตุ้นให้ผู้ที่สำลักไอออกมา กรณีที่ผู้สำลักไม่สามารถไอให้สิ่งที่ติดอยู่ในคอหลุดออกมาเองได้ ให้่ช่วยประคองหน้าอกของผู้สำลัก แล้วเอียงตัวของผู้ที่สำลักไปด้านหน้า เพื่อให้สิ่งแปลกปลอมที่ติดในคอหลุดออกมา
  2. หากการพยายามกระตุ้นให้ผู้สำลักไอด้วยตัวเองไม่ได้ผล ให้ประคองตัวผู้ที่สำลักโค้งไปทางด้านหน้า แล้วใช้สันมือตบเข้าไปแรง ๆ ระหว่างกระดูกสะบักทั้ง 2 ข้าง ควรทำซ้ำ 5 ครั้ง ตรวจสอบว่ามีอะไรหลุดออกมาหรือไม่ ถ้ามีให้รีบหยิบออก
  3. หากช่วยเหลือด้วยวิธีการตบหลังไม่ได้ผล ให้ยืนซ้อนหลังผู้สำลัก แล้วกดกระแทกที่ท้อง 5 ครั้ง โดยใช้แขนทั้ง  2 ข้าง โอบแนบกับผู้ที่สำลักเหนือสะดือ แต่ให้ต่ำกว่าระดับหน้าอก แล้วกำมือเป็นกำปั้น จากนั้นให้ดึงกระแทกกำปั้นทั้ง 2 ข้างเข้าหาตัวและขึ้นทางด้านบนอย่างเร็วและแรง ห้ามใช้วิธีการกระแทกที่ท้องกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี และหญิงที่กำลังตั้งครรภ์
  4. หากยังสำลักอยู่ให้รีบโทรเรียกรถพยาบาล ระหว่างที่รอรถพยาบาลให้ตบหลัง และกระแทกที่ท้องซ้ำจนกว่าสิ่งที่ติดในช่องคอผู้สำลักจะหลุดออกมา หรือจนกว่ารถพยาบาลจะมาถึง กรณีที่ผู้ที่สำลักหมดสติไป ให้ตรวจดูว่าเขายังหายใจอยู่ไหม หากไม่หายใจ ให้เริ่มทำการกดหน้าอกหรือป้๊มหัวใจซึ่งการปั๊มหัวใจนั้นอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมที่ติดอยู่ในคอหลุดออกมาได้

ภาวะแทรกซ้อนของการ สำลัก

การสำลักอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ในกรณีที่สำลักเพียงเล็กน้อยอาจเกิดการบาดเจ็บที่คอ หรืออาจเกิดอาการระคายเคือง แต่หากสำลักวัตถุขนาดใหญ่ และเกิดการอุดตันหลอดลมอาจเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจได้

การป้องกันการสำลัก

เราสามารถป้องกันเด็กจากการสำลักได้ด้วยการไม่ให้เด็กเล่นวัตถุที่มีขนาดเล็ก เช่น เหรียญ ยางลบ บล็อคและของเล่นตัวต่อที่เด็กอาจสำลักและอุดตันหลอดลมได้ หั่นอาหารให้มีขนาดเล็กลงเพื่อให้ง่ายต่อเด็กในการกลืน กำชับไม่ให้เด็กคุยขณะกินอาหาร นอกจากนี้ เรายังสามารถป้องกันตัวเราเองจากการสำลักได้ด้วยการเคี้ยวอาหารให้ละเอียด หลีกเลี่ยงการคุย หรือหัวเราะขณะกินอาหาร และควรมีน้ำดื่มอยู่ใกล้ตัวขณะกินอาหารด้วย

Tagged :

รู้จักอันตรายจากยาฆ่าแมลงและวิธีล้างผักผลไม้ให้ปลอดภัย

ยาฆ่าแมลง หรือวัตถุอันตรายทางการเกษตรเป็นสารเคมีที่ใช้ควบคุม กำจัด ทำลาย หรือขับไล่สัตว์ แมลง รวมถึงวัชพืชที่สร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรในขั้นตอนการเพาะปลูก รวมถึงป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในการเก็บรักษา การขนส่ง และการจำหน่าย

ในปัจจุบันทางกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานต่าง ๆ ได้มีการควบคุมความปลอดภัยของการใช้ยาฆ่าแมลงที่อาจส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม เพราะหากรับประทานผักผลไม้ที่มียาฆ่าแมลงหรือสารพิษตกค้างก็อาจทำให้เกิดอันตรายมากกว่าที่คิด

15 อันดับยาฆ่าแมลงที่ตกค้างในอาหาร

แม้ยาฆ่าแมลงจะช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดจากศัตรูพืชและช่วยให้ผักผลไม้คงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์น่ารับประทาน แต่หากใช้มากเกินไปหรือล้างไม่สะอาด ก็อาจทำให้มีสารพิษตกค้างที่ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศเรื่องสารพิษตกค้างในอาหารที่พบมากที่สุด 15 อันดับ ได้แก่

  1. คลอร์ไพริฟอส พบได้ในพริกแห้ง เครื่องเทศที่มีลักษณะเป็นเมล็ด พริกสด กล้วย ลิ้นจี่ เนื้อโคหรือเนื้อกระบือ เป็นต้น
  2. คลอโรทาโลนิล พบได้ในมะเขือเทศ ผักคะน้า ฝักถั่วเหลืองสด ผักกาดขาว เป็นต้น
  3. คาร์บาริล พบได้ในทุเรียน ลำไย ข้าวฟ่าง ผลไม้ตระกูลส้ม พริกหวาน มะม่วง เป็นต้น
  4. คาร์เบนดาซิม พบได้ในพริกแห้ง หอมแดง องุ่น เงาะ ต้นหอม กุยช่าย หอมหัวใหญ่ เป็นต้น
  5. คาร์โบซัลแฟน พบได้ในพริกแห้ง กระเจี๊ยบเขียว ผักตระกูลกะหล่ำ มะเขือเทศ เมล็ดงา เป็นต้น
  6. แคปแทน พบได้ในองุ่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง มะม่วง ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น
  7. ไซเพอร์เมทริน พบได้ในพริกแห้ง พริกสด ลิ้นจี่ ลำไย ทุเรียน ผักตระกูลกะหล่ำ เป็นต้น
  8. 2, 4-ดี พบได้ในเครื่องในและเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม ข้าวสาร ข้าวโพด ข้าวฟ่าง สับปะรด เป็นต้น
  9. เดลทาเมทริน พบได้ในเมล็ดกาแฟ ผักคะน้า ผักกาดขาว ผักกวางตุ้ง ต้นหอม เป็นต้น
  10. ไดคลอร์วอส พบได้ในผลไม้ตระกูลส้ม เมล็ดธัญพืช เครื่องเทศ เนื้อสัตว์ปีก เป็นต้น
  11. ไดโคฟอล พบได้ในเครื่องในโคและกระบือ มะเขือเทศ แตงกวา ถั่วเขียว เป็นต้น
  12. ไดไทโอคาร์บาเมต พบได้ในพริกแห้ง ต้นหอม ผักคะน้า องุ่น มะม่วง มะเขือเทศ เป็นต้น
  13. ไดเมโทเอต พบได้ในผลไม้ตระกูลส้ม เครื่องเทศที่มีลักษณะเป็นเมล็ด มะเขือเทศ แตงไทย เป็นต้น
  14. ไดแอซินอน พบได้ในเครื่องเทศที่มีลักษณะเป็นเมล็ดและราก เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นต้น
  15. ไตรอาโซฟอส พบได้ในถั่วเหลืองสด ถั่วฝักยาว ถั่วเขียว เมล็ดทานตะวัน หอมหัวใหญ่ เป็นต้น
วิธีล้างผักผลไม้ให้ปลอดภัย จาก ยาฆ่าแมลง
วิธีล้างผักผลไม้ให้ปลอดภัย จาก ยาฆ่าแมลง

ยาฆ่าแมลงและผลกระทบต่อสุขภาพ

การรับประทานผักผลไม้ รวมถึงอาหารที่มียาฆ่าแมลงหรือสารพิษตกค้างยังอาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ปวดศีรษะ หน้ามืด หายใจไม่ออก มีอาการชา หรือรุนแรงถึงขั้นหมดสติได้ และในปัจจุบันยังคงเป็นที่ถกเถียงกันถึงความปลอดภัยจากการใช้ยาฆ่าแมลง  สมัครบาคาร่า  แม้จะมีการควบคุมไม่ให้ใช้เกินจากปริมาณที่กำหนดที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคแล้วก็ตาม แต่ผู้ที่ทำการเกษตรโดยใช้ยาฆ่าแมลงปริมาณมาก และผู้ที่อาศัยใกล้บริเวณที่มีการใช้ยาฆ่าแมลงในระยะยาวอาจทำให้เกิดปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ ระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาท ส่งผลต่อการทำงานของต่อมไร้ท่อ เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้มากขึ้น นอกจากนี้ การศึกษายังได้ระบุว่าทารกในครรภ์ของหญิงที่อาศัยในบริเวณที่มีการใช้ยาฆ่าแมลงนั้นเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมาธิสั้นและโรคออทิสติกได้

ล้างผักผลไม้อย่างไรให้ปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง

การล้างผักผลไม้ให้สะอาดก่อนนำไปรับประทานหรือปรุงอาหารอาจช่วยทำให้ปริมาณยาฆ่าแมลงหรือสารพิษที่ตกค้างลดน้อยลงไปได้ ซึ่งผู้บริโภคสามารถปฏิบัติได้ตามวิธีดังต่อไปนี้

  1. แช่ด้วยเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร นาน 15 นาที แล้วนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ประมาณ 90-95 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ ควรล้างเบกกิ้งโซดาออกให้สะอาด เพราะถ้าร่างกายได้รับในปริมาณมากเกินไปอาจส่งผลให้ท้องเสียได้
  2. แช่ด้วยน้ำส้มสายชู ที่มีกรดน้ำส้มความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำเปล่าในอัตราส่วน 1:10 นาน 10-15 นาที แล้วนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ประมาณ 60-84 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจทำให้ผักผลไม้มีกลิ่นของน้ำส้มสายชูติดมาด้วย อีกทั้งยังอาจทำให้ผักบางชนิดอย่างผักกาดเขียวหรือผักกาดขาวมีรสชาติเปลี่ยนไป
  3. นำไปต้มหรือลวกน้ำร้อนะช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจสูญเสียคุณค่าทางอาหารบางชนิดอย่างไนอาซิน วิตามินซี หรือวิตามินบี 1 ไปกับน้ำและความร้อนได้
  4. ปอกเปลือก หรือลอกใบชั้นนอกของผักที่มีใบซ้อนกันออกอย่างผักกะหล่ำปลี แล้วนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ประมาณ 27-72 เปอร์เซ็นต์
  5. แช่ด้วยน้ำยาล้างผัก โดยใช้ความเข้มข้นประมาณ 0.3 เปอร์เซ็นต์ แล้วนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ประมาณ 25-70 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ ควรปฏิบัติตามฉลากข้างผลิตภัณฑ์ด้วยความระมัดระวัง เพราะบางครั้งน้ำยาล้างผักอาจซึมเข้าไปในเนื้อผักผลไม้และทำให้เกิดอันตรายได้
  6. ล้างโดยใช้น้ำไหลผ่าน โดยเด็ดใบผักใส่ตะแกรงแล้วเปิดน้ำให้แรงพอประมาณเป็นเวลา 2 นาที สามารถใช้มือคลี่ใบออกและถูหรือขัดใบผักหรือเปลือกผลไม้ร่วมด้วย จะช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ประมาณ 25-63 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจใช้เวลานานและใช้น้ำในปริมาณมาก
  7. แช่ด้วยด่างทับทิม ปริมาณ 20-30 เกล็ดผสมน้ำ 4 ลิตร นาน 10 นาที แล้วนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ประมาณ 35-43 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าใช้ด่างทับทิมในปริมาณมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อระบบทางเดินอาหาร หากสูดดมไอระเหยในปริมาณมากอาจทำให้เกิดปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ และหากเข้าตาก็อาจทำให้ตาบอดได้ จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
  8. แช่ด้วยเกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร นาน 10 นาที จะช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ประมาณ 27-38 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจทำให้ผักผลไม้บางชนิดมีรสเค็มติดไปด้วย

การล้างผักผลไม้แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดที่ต่างกันออกไป ควรเลือกตามความสะดวก เวลา และปริมาณผักผลไม้ที่มี นอกจากนี้ การรับประทานผักปลอดสารพิษหรือผักผลไม้ออแกนิคก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี รวมถึงการรับประทานผักผลไม้ที่หลากหลาย ไม่ซ้ำ ๆ กันเกินไป และเปลี่ยนแหล่งหรือร้านที่ซื้อบ้าง เพื่อลดความเสี่ยงจากสารพิษตกค้างที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย

Tagged :