ประจำเดือนหลังคลอด เริ่มมาตอนไหน และต้องดูแลตัวเองอย่างไร

ประจำเดือนหลังคลอด ภาวะการมีประจำเดือนครั้งแรกหลังคลอดบุตร โดยทั่วไปแล้ว ผู้ตั้งครรภ์จะพบความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทางร่างกายเมื่อเริ่มอุ้มท้อง ซึ่งรวมไปถึงประจำเดือนไม่มา เมื่อคลอดทารกแล้ว ร่างกายจะเริ่มปรับตัวให้มีประจำเดือนอีกครั้ง โดยแต่ละคนจะมีประจำเดือนหลังคลอดแตกต่างไปกันไปตามเงื่อนไขของภาวะสุขภาพ อีกทั้งการมีประจำเดือนหลังคลอดบุตรยังต่างจากการมีประจำเดือนก่อนตั้งครรภ์ดังจะกล่าวต่อไป

เริ่มมีประจำเดือนหลังคลอดเมื่อไหร่ ?

ผู้ตั้งครรภ์ที่คลอดบุตรแล้วจะกลับมามีประจำเดือนหลังคลอดแตกต่างกันไป ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ ผู้ที่ไม่ให้นมบุตรหรือให้นมบุตรร่วมกับนมชง และผู้ที่ให้นมบุตรอย่างเดียว ดังนี้

  • ผู้ที่ไม่ให้นมบุตรหรือให้นมบุตรร่วมกับนมชง โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ไม่ได้ให้นมบุตรเองหรือให้นมบุตรสลับกับให้ดื่มนมชงนั้น จะกลับมามีประจำเดือนหลังคลอดบุตรไปแล้วประมาณ 6-8 สัปดาห์ หากประจำเดือนยังไม่มาภายใน 3 เดือน ควรพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา โดยแพทย์จะตรวจร่างกาย เพื่อดูว่าประสบภาวะขาดประจำเดือนแบบทุติยภูมิ ตั้งครรภ์ หรือเกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ หรือไม่
  • ผู้ที่ให้นมบุตรอย่างเดียว การให้นมบุตรนับเป็นปัจจัยของการมีประจำเดือนหลังคลอด โดยผู้ที่ให้ทารกดื่มนมแม่เพียงอย่างเดียวบางรายจะไม่มีประจำเดือนตลอดช่วงที่ให้นมบุตร ส่วนผู้ที่ให้นมบุตรรายอื่นอาจมีประจำเดือนมาช้า เนื่องจากโพรแลคติน (Prolactin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำหรับผลิตน้ำนมแม่มีฤทธิ์ยับยั้งฮอร์โมนสืบพันธุ์ ส่งผลให้ร่างกายไม่ตกไข่ออกมา ทั้งนี้ ปริมาณการให้นมบุตรส่งผลต่อการกลับมามีประจำเดือน กล่าวคือ ผู้ที่ให้นมบุตรน้อยลงอาจกลับมามีประจำเดือนได้เร็วขึ้น หากได้รับประทานอาหารเสริมร่วมกับอาหารหลักอย่างเพียงพอ ก็มีแนวโน้มที่จะกลับมามีประจำเดือนเร็วกว่า 6 เดือน

อย่างไรก็ตาม ร่างกายอาจไม่ได้หยุดการตกไข่ขณะที่ให้นมบุตรเสมอไป ผู้ที่ให้นมบุตรบางรายอาจกลับมามีประจำเดือนหลังคลอดบุตรไปแล้ว 1 เดือน ในขณะที่ผู้ให้นมบุตรบางส่วนที่รับประทานอาหารหลักและอาหารเสริมอย่างเพียงพออาจมีประจำเดือนมาช้าหลายเดือนได้

ข้อสังเกตในการมาของประจำเดือนหลังคลอด
ข้อสังเกตในการมาของประจำเดือนหลังคลอด

รู้ได้อย่างไรว่ามีประจำเดือนหลังคลอด ?

ผู้ตั้งครรภ์ที่คลอดบุตรแล้วจะกลับมามีประจำเดือนได้อีกครั้ง ขึ้นอยู่กับการให้นมบุตรตามที่กล่าวไปข้างต้น โดยอาการประจำเดือนหลังคลอด มีดังนี้

  • มีเลือดออกเป็นจุด ผู้ที่ให้นมบุตรน้อยลงจะเริ่มกลับมามีประจำเดือน โดยจะมีเลือดประจำเดือนออกมาเป็นจุดเล็ก ๆ และไม่สม่ำเสมอ
  • มีลิ่มเลือด ผู้ที่มีประจำเดือนหลังคลอดหลายรายมักมีลิ่มเลือดออกมา  สมัครบาคาร่า  โดยลิ่มเลือดนั้นอาจเกิดจากการฟื้นฟูซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกาย ไม่ใช่สาเหตุของปัญหาสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีลิ่มเลือดออกมากับเลือดประจำเดือนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หรือประจำเดือนมามากกว่าที่เคยเป็น ควรพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา
  • ตกไข่และตั้งครรภ์ได้ ผู้ที่คลอดบุตรแล้วอาจตั้งครรภ์ได้อีกแม้ประจำเดือนจะยังไม่มา เนื่องจากร่างกายจะตกไข่ออกมาก่อนประจำเดือนมาประมาณ 2 สัปดาห์โดยที่อาจไม่รู้ตัว จึงควรคุมกำเนิดทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะมีประจำเดือนหลังคลอดแล้วหรือไม่ก็ตาม
  • มีตกขาว โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่คลอดบุตรมักมีเลือดหรือตกขาวออกมาจากช่องคลอด เนื่องจากร่างกายต้องขับเลือดและเนื้อเยื่อที่ตกค้างภายในมดลูกระหว่างตั้งครรภ์ออกไป ผู้ที่คลอดบุตรอาจมีเลือดและลิ่มเลือดออกมามากในช่วงสัปดาห์แรก ผู้ที่ไม่ได้ให้นมบุตรอาจมีน้ำคาวปลาหรือตกขาวออกมาเป็นเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่จะกลับมามีประจำเดือนอีกครั้ง โดยจะเริ่มมีเลือดประจำเดือนปนมากับน้ำคาวปลาเมื่อประจำเดือนใกล้มา

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่คลอดบุตรแล้วอาจประสบภาวะเลือดออกจากช่องคลอดผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาทันทีในกรณีที่พบว่ามีเลือดประจำเดือนมากกว่าปกติจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยชั่วโมงละหลายชิ้น เกิดอาการปวดท้องกะทันหันอย่างรุนแรง เป็นไข้เฉียบพลัน และมีประจำเดือนนานกว่า 7 วัน

ประจำเดือนหลังคลอดแตกต่างจากประจำเดือนทั่วไปอย่างไร ?

ผู้ตั้งครรภ์ที่คลอดบุตรแล้วจะกลับมามีประจำเดือนอีกครั้งในช่วงเวลาที่แตกต่างกันไปตามภาวะสุขภาพ โดยอาจปรากฏอาการบางอย่างที่ต่างจากการมีประจำเดือนก่อนตั้งครรภ์ก่อนที่จะค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ เนื่องจากร่างกายต้องปรับระบบการทำงานของรอบเดือนอีกครั้ง ส่งผลให้มีอาการของ ประจำเดือนหลังคลอด ที่ต่างไปจากเดิมบ้าง ดังนี้

  • รู้สึกปวดบีบที่ท้องน้อยมากกว่าหรือน้อยกว่าที่เคยเป็น
  • มีลิ่มเลือดเล็ก ๆ ปนมากับเลือดประจำเดือน
  • ประจำเดือนมามาก
  • ประจำเดือนมาไม่ปกติบ้าง
  • มีเลือดประจำเดือนออกมากะปริบกะปรอย

เมื่อมีประจำเดือนหลังคลอดควรทำอย่างไร ?

ผู้ที่คลอดบุตรด้วยวิธีธรรมชาติและมีประจำเดือนหลังคลอดทันทีนั้น ควรเลี่ยงการใช้ผ้าอนามัยแบบสอดในช่วงแรกของการมีประจำเดือน เนื่องจากต้องฟื้นฟูอวัยวะภายในร่างกายก่อน การสอดผ้าอนามัยสำหรับซับเลือดประจำเดือนจะทำให้เกิดการกระทบกระเทือนต่ออวัยวะดังกล่าวได้ โดยแพทย์จะพิจารณาว่าจะกลับไปใช้ผ้าอนามัยแบบสอดหลังคลอดบุตรไปแล้วประมาณ 6 สัปดาห์ได้หรือไม่

นอกจากนี้ ผู้ที่ยังไม่มีประจำเดือนหลังคลอดอันเนื่องมาจากการให้นมบุตรนั้น ก็ควรคุมกำเนิดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง โดยปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการคุมกำเนิดวิธีต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับตนเอง  เนื่องจากการให้นมบุตรไม่ได้ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะผู้ที่กลับมามีประจำเดือนอีกครั้งระหว่างที่ให้นมบุตร

Tagged :

โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder)  โรคทางจิตใจที่มีความรุนแรงกว่า

โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder)  โรคทางจิตใจที่มีความรุนแรงกว่าความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรควิตกกังวลจะพบว่ามีความวิตกกังวลและอาการอื่น ๆ ต่อเนื่องและอาการไม่หายไป หรืออาจมีอาการที่แย่ลงได้ในที่สุด

โรควิตกกังวลทำให้เกิดอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การทำงาน การเรียนหนังสือ และการรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมก็สามารถจัดการกับอาการและกลับมาใช้ชีวิตปกติได้

โรควิตกกังวลมีหลายประเภท เช่น โรคแพนิค (Panic Disorder) โรคกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder: GAD) โรคกลัวการเข้าสังคม (Social Anxiety Disorder) หรือโรคกลัวแบบจำเพาะ (Specific Phobias) เป็นต้น

โรควิตกกังวล หายได้ไหม

อาการของโรควิตกกังวล

อาการของโรควิตกกังวลขึ้นอยู่กับประเภทของโรควิตกกังวล โดยอาการทางกายและใจที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป ได้แก่

  • มีอาการตื่นตระหนก กลัว และไม่สบายใจ
  • ไม่สามารถอยู่ในความสงบได้ กระสับกระส่าย กระวนกระวาย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ
  • มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ
  • มือและเท้าเย็น หรือเหงื่อแตก
  • หายใจตื้น
  • ใจสั่น
  • เจ็บหน้าอก
  • ปากแห้ง
  • มีอาการเหน็บชาที่มือและเท้า
  • มีอาการคลื่นไส้
  • เวียนศีรษะ
  • ปวดศีรษะ
  • กล้ามเนื้อตึงเกร็ง
  • มีความอ่อนล้า เหนื่อยง่าย
  • มีอาการสั่น

นอกจากนั้น ในแต่ละประเภทยังมีอาการเฉพาะ ดังต่อไปนี้

  • อาการของโรคแพนิค (Panic Disorder) เช่น เหงื่อออก เจ็บหน้าอก ใจสั่น รู้สึกสำลัก มีความรู้สึกเหมือนตนเองเป็นโรคหัวใจหรือเหมือนจะเป็นบ้า
  • อาการของโรคกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder: GAD) เช่น มีความเครียดหรือมีความกังวลมากเกินไปจากความเป็นจริง ถึงแม้ว่าจะมีสาเหตุเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีสาเหตุที่ไปกระตุ้นให้เกิดอาการกังวลได้
  • อาการของโรคกลัวการเข้าสังคม (Social Anxiety Disorder) เช่น มีความกังวลที่รุนแรงมากหรือมีความระมัดระวังตัวเกินเหตุในสถานการณ์ทางสังคมต่าง ๆ ที่ต้องพบเจอตามปกติในชีวิตประจำวัน โดยความกังวลที่เกิดขึ้นมักเป็นความกลัวการตัดสินจากผู้อื่น หรือกลัวว่าจะเกิดความอับอายและถูกล้อเลียน
  • อาการของโรคกลัวแบบจำเพาะ (Specific Phobias) ผู้ป่วยจะมีความกลัวอย่างรุนแรงต่อสิ่งของหรือสถานการณ์เฉพาะ เช่น กลัวความสูง กลัวการเข้าสังคม และกลัวสัตว์บางชนิด ซึ่งจะกลัวในระดับที่ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ปกติในชีวิตประจำวัน

สาเหตุของโรควิตกกังวล

สาเหตุของโรควิตกกังวล ไม่ได้มาจากความบกพร่องทางบุคคลิกภาพ หรือการเลี้ยงดูที่ไม่ดี แต่มีสาเหตุคล้ายกับโรคทางจิตชนิดอื่น ๆ จากการวิจัยพบว่าโรคทางจิตใจเหล่านี้เกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ได้แก่ การทำงานของสมองบางส่วนที่เกิดความเปลี่ยนแปลง และความเครียดที่เกิดจากสภาพแวดล้อม

  • โครงสร้างการทำงานของสมอง โรควิตกกังวลอาจมีสาเหตุมาจากข้อบกพร่องหรือปัญหาที่เกิดขึ้นกับการทำงานของสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ต่าง ๆ หรือหากมีความเครียดมาก ๆ เป็นเวลานาน อาจทำให้เซลล์ประสาทและสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากนั้น ยังพบว่าผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลบางชนิด มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับอารมณ์และความรู้สึก
  • กรรมพันธุ์ โรควิตกกังวลเกิดได้จากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูกทำนองเดียวกันกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของโรคมะเร็งและโรคหัวใจ
  • ปัจจัยที่มาจากสิ่งแวดล้อม เช่น การได้รับบาดเจ็บ หรือประสบกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิดโรควิตกกังวล โดยเฉพาะผู้ป่วยเป็นโรควิตกกังวลที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม จะมีปฏิกิริยาที่ไวต่อการถูกกระตุ้นจากปัจจัยดังกล่าว
  • ปัจจัยเฉพาะอื่น ๆ เช่น
    • ความขี้อายหรือไม่กล้าแสดงอารมณ์ในเด็ก
    • มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ไม่ดี
    • เป็นหม้ายหรือเคยหย่าร้าง
    • ต้องพบกับเหตุการณ์ในชีวิตที่มีความตึงเครียด ทั้งในวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่
    • มีประวัติของคนในครอบครัวที่เป็นโรคทางจิตใจ
    • มีระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลในน้ำลายเพิ่มในช่วงบ่ายซึ่งมาจากความเครียด โดยเฉพาะกับผู้ที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคม (Social Anxiety Disorder)
    • โรคอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายคลึงกับอาการของโรควิตกกังวล เช่น ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน หัวใจเต้นผิดปกติ หรือภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งเป็นกรณีที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรควิตกกังวล

แพทย์จะเริ่มจากการถามประวัติทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น อาการที่เกิดขึ้นและโรคประจำตัว หลังจากนั้นจะตรวจร่างกายและอาจตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด ตรวจสมรรถภาพปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และตรวจปัสสาวะ เพื่อแยกโรคอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายกับโรควิตกกังวล เช่น ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน โรคกระเพาะอาหารอักเสบเฉียบพลัน โรคหืด หรือหัวใจเต้นผิดปกติ หรือภาวะได้รับยาและสารเสพติดที่ทำให้เกิดอาการคล้ายโรควิตกกังวล

แต่หากไม่พบโรคทางกายใด ๆ แพทย์จะส่งตัวไปให้จิตแพทย์วินิจฉัยโดยการสัมภาษณ์ หรือใช้เครื่องมือช่วยในการประเมินโรคทางจิตใจ โดยการประเมินสุขภาพทางจิตอย่างละเอียดจะมีประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรควิตกกังวลเป็นอย่างมากในการแยกโรคทางจิตใจ เพราะโรควิตกกังวลมักมีอาการคล้ายกับภาวะอื่น ๆ เช่น ภาวะซึมเศร้า หรือโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder: OCD)

การรักษาโรควิตกกังวล

การรักษาโรควิตกกังวลขึ้นอยู่กับประเภทของโรค ซึ่งวิธีที่ใช้ในการรักษาโดยทั่วไป มีดังนี้

  • จิตบำบัด (Psychotherapy) เป็นการรักษาด้วยการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีรับมือกับปัญหาของโรควิตกกังวลได้ในที่สุด
  • การรักษาด้วยการเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive-Behavioral Therapy) เป็นวิธีการรักษาทางจิตที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้การปรับเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมที่นำไปสู่ปัญหาทางอารมณ์และความรู้สึก เช่น ช่วยให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคแพนิคเรียนรู้ว่าอาการแพนิคนั้นไม่ใช่อาการของโรคหัวใจ หรือช่วยให้ผู้ที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคมเรียนรู้ที่จะเอาชนะความเชื่อที่คิดว่าคนอื่นคอยจ้องมองหรือตัดสินตน เป็นต้น
  • การฝึกจัดการกับความเครียด วิธีฝึกการจัดการกับความเครียดและการทำสมาธิ เป็นวิธีที่จะช่วยให้ผู้ป่วยโรควิตกกังวลมีอารมณ์ที่สงบลงและยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัดวิธีอื่นได้ด้วย
  • การรักษาด้วยยา ยาที่นำมาใช้ในการรักษาและลดอาการของโรควิตกกังวล เช่น
  • ยารักษาอาการซึมเศร้า สมัครบาคาร่า  เช่น ยากลุ่มเอสเอสอาร์ไอ
  • ยาระงับอาการวิตกกังวล เช่น ยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน เช่น ยาอัลปราโซแลม และยาโคลนาซีแพม
  • ยาช่วยควบคุมอาการทางร่างกายเมื่อมีความวิตกกังวล เช่น ใจสั่น มือสั่น คือ ยาเบต้า บล็อกเกอร์ เช่น ยาโพรพราโนลอล
  • ยาอื่น ๆ เช่น ยารักษาโรคลมชัก และยาระงับอาการทางจิต

การใช้ยาเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำและดุลยพินิจของแพทย์

นอกจากนั้น ยังพบว่าการออกกำลังกายด้วยวิธีแอโรบิกมีผลทำให้อาการสงบลงได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานจากการศึกษาค้นคว้าที่มากพอเพื่อนำมาเป็นหนึ่งในวิธีการรักษา รวมไปถึงควรพิจารณาที่จะหลีกเลี่ยงคาแฟอีน ยาเสพติด และยาแก้หวัดที่ซื้อตามร้านขายยาทั่วไป เพราะมีผลทำให้อาการของโรควิตกกังวลแย่ลงและที่สำคัญ คือการได้รับการสนับสนุนและกำลังใจจากคนในครอบครัวเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยโรควิตกกังวลฟื้นฟูสู่สภาพปกติได้ดี

ภาวะแทรกซ้อนโรควิตกกังวล

โรควิตกกังวลเป็นภาวะที่อาจทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน เรียนหนังสือ หรือการรักษาความสัมพันธ์ให้ดี นอกจากนั้น หากไม่ได้รับการรักษาอาจเพิ่มความเสี่ยงที่รุนแรงต่าง ๆ จนถึงขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น

  • ภาวะซีมเศร้า โรควิตกกังวลมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะซึมเศร้า ซึ่งต่างมีอาการที่คล้ายกัน เช่น  ไม่มีสมาธิ กระสับกระส่าย หงุดหงิด นอนไม่หลับ และรู้สึกกังวล
  • การฆ่าตัวตาย โรคทางจิตใจหรือโรควิตกกังวลเป็นหนึ่งในสาเหตุของการฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ โรคกลัวการเข้าสังคม หรือผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลพร้อมกับมีภาวะซึมเศร้า จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการฆ่าตัวตายได้ หากผู้ป่วยเริ่มรู้ตัวว่าตนเองมีความคิดในการฆ่าตัวตาย ควรรีบขอรับความช่วยเหลือจากแพทย์โดยเร็ว
  • การใช้สารเสพติด ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางจิตหรือโรควิตกกังวล มีแนวโน้มที่จะติดสิ่งเสพติดที่ให้โทษ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือยาเสพติด โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วยก็ยิ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้ติดสิ่งเสพติดเหล่านี้ โดยผู้ป่วยมักใช้สิ่งเสพติดเพื่อบรรเทาอาการ
  • ความเจ็บป่วยทางกาย โรควิตกกังวลอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคทางกายได้ เช่น ผู้ที่มีความเครียดเรื้อรังเกี่ยวกับความวิตกกังวล จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำลง ซึ่งส่งผลให้ร่างกายไวต่อการเจ็บป่วยหรือติดเชื้อต่าง ๆ เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัส

การป้องกันโรควิตกกังวล

ถึงแม้ว่าโรควิตกกังวลจะไม่สามารถป้องกันได้ อย่างไรก็ตาม มีวิธีที่จะช่วยควบคุมหรือบรรเทาอาการให้ทุเลาลงได้ เช่น

  • หลีกเลี่ยงหรืองดการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต หรือเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่อาจกระตุ้นให้อาการของโรควิตกกังวลแย่ลงได้
  • ก่อนซื้อยารักษาโรคหรือสมุนไพรต่าง ๆ ตามร้านขายทั่วไป ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพราะยาหรือสมุนไพรบางชนิดอาจมีส่วนประกอบที่อาจกระตุ้นอาการวิตกกังวลได้
  • ควรฝึกทำจิตใจให้ผ่อนคลายและรู้จักปล่อยวางด้วยการฝึกทำสมาธิ ซึ่งจะช่วยจิตใจสงบ
  • หากรู้ตัวว่าตนเองเริ่มมีความวิตกกังวลอยู่บ่อยครั้งโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ควรไปพบจิตแพทย์หรือผู้ให้คำปรึกษาเพื่อขอความช่วยเหลือ ทำความเข้าใจ และหาวิธีแก้ไขต่อไป
Tagged :

ล้างมืออย่างไรให้สะอาดชัวร์ การหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ

มือเป็นอวัยวะ ที่ใช้สัมผัสสิ่งต่าง ๆ นับครั้งไม่ถ้วนในแต่ละวัน การหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็ไม่ควรละเลย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียทั้งหลายถูกกำจัด ป้องกันการติดเชื้อจากการเผลอนำมือไปสัมผัสดวงตาหรือปาก และลดการแพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่ผู้อื่นด้วย

เมื่อไหร่จึงควรล้างมือ ?

หลังจากสัมผัสสิ่งสกปรกทั้งหลาย เช่น ถังขยะ ดิน ทราย สิ่งของสาธารณะต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วย เชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรีย จำนวนมาก การล้างมือจะช่วยทำความสะอาดและกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้ให้หมดไปได้
ก่อนรับประทานหรือสัมผัสอาหาร เมื่อใช้มือที่ปนเปื้อนเชื้อโรคหยิบจับอาหาร เชื้อโรคเหล่านั้นย่อมปนเปื้อนและเข้าสู่ร่างกายไปพร้อมอาหาร แล้วยิ่งหากมือนั้นสะสมเชื้อโรคมาตลอดทั้งวันก็ยิ่งมีจำนวนเชื้อโรคมหาศาล และยังเสี่ยงต่อการเกิดอาหารเป็นพิษได้ง่าย
ช่วงฤดูที่โรคหวัดและไข้หวัดใหญ่แพร่กระจายได้ง่ายอย่างฤดูฝนหรือฤดูหนาว ยิ่งต้องล้างมือให้บ่อยขึ้น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อจากการติดเชื้อ รวมถึงการแพร่กระจายของเชื้อโรค
ก่อนและหลังการดูแลหรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ไม่เพียงแต่ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากผู้ป่วยเท่านั้น แต่เชื้อโรคที่อาจติดไปกับมือของเราก็ยังส่งผลให้ผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแออยู่แล้วติดเชื้อเพิ่มเติมได้ง่าย
ก่อนและหลังจากการทำแผล ล้างมือให้สะอาดก่อนทำแผลเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านแผล และล้างมือหลังการทำแผลเสร็จสิ้นอีกครั้ง
หลังเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือทำความสะอาดให้เด็กเล็กเมื่อเข้าห้องน้ำ รู้หรือไม่ว่าอุจจาระของคนและสัตว์นั้นเต็มไปด้วยเชื้อโรคมากมาย เพียงแค่กรัมเล็ก ๆ ก็ประกอบไปด้วยเชื้อโรคกว่าล้านล้านตัวเลยทีเดียว การล้างมือให้สะอาดจึงเท่ากับลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้อย่างมาก
หลังจากเข้าห้องน้ำ ห้องน้ำถือเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคอันตรายทั้งหลาย การล้างมืออย่างถูกวิธีหลังทำธุระในห้องน้ำจึงจำเป็นอย่างยิ่ง
ล้างมือทุกครั้งหลังไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่ผู้อื่น
ล้างมือทุกครั้งเมื่อสัมผัสกับสัตว์หรือมูลของสัตว์ทุกชนิด และควรล้างมือหลังจากให้อาหารสัตว์เลี้ยงด้วย

การล้างมืออย่างถูกวิธี

การปล่อยให้น้ำไหลผ่านมือเพียงไม่กี่วินาทีไม่อาจช่วยขจัดเชื้อโรคให้หมดไปได้ หน่วยงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำถึงการล้างมือที่ได้ผล ว่าควรล้างด้วยสบู่และถูทำความสะอาดอย่างน้อย 20 วินาที โดยไม่ลืมที่จะความสะอาดข้อมือ หลังมือ  สมัครบาคาร่า ง่ามนิ้วมือ และบริเวณซอกเล็บหากเล็บยาวด้วย เรียบร้อยแล้วล้างด้วยน้ำเปล่าและเช็ดมือให้แห้ง หรืออธิบายเป็นขั้นตอนที่ละเอียดตามการล้างมือมาตรฐาน 11 ข้อ ดังนี้

ล้างมือด้วยน้ำสะอาด
ใช้สบู่ในปริมาณที่เพียงพอต่อการล้างมือในแต่ละครั้ง
ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างถูกันและกัน โดยสลับกันถู
ใช้ฝ่ามือข้างซ้ายถูหลังมือข้างขวา โดยสอดนิ้วเข้าไปถูง่ามนิ้ว ทำสลับกันกับมืออีกข้าง
ถูฝ่ามือด้วยการไขว้นิ้วมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันคล้ายท่าประสานมือ
ใช้นิ้วทั้งสี่ของมือทั้งสองเกี่ยวกันในท่ามือหนึ่งคว่ำ มือหนึ่งหงาย เพื่อถูหลังนิ้วมือด้วยฝ่ามืออีกข้าง
ใช้มือข้างซ้ายจับนิ้วโป้งข้างขวาแล้วหมุนไปมา ทำซ้ำแบบเดียวกันกับนิ้วโป้งข้างซ้าย
ถูปลายนิ้วเข้ากับฝ่ามือของอีกข้างในท่าหมุนเป็นวงกลมกลับไปกลับมาบนฝ่ามือ
ล้างสบู่ออกด้วยน้ำ
เช็ดมือให้แห้งดีด้วยกระดาษชำระสำหรับเช็ดมือ
อาจใช้กระดาษชำระที่เช็ดมือปิดก๊อก เพื่อป้องกันการสัมผัสเชื้อโรคอีกครั้ง

ล้างมืออย่างไรให้สะอาดชัวร์

วิธีสอนให้ลูกล้างมือ มือเป็นอวัยวะ ที่สำคัญ

เด็ก ๆ เป็นวัยที่ชอบเล่นสนุกสนานและอยากรู้อยากลอง จึงสัมผัสสิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่ายมาก พ่อแม่อาจลองหาวิธีช่วยดึงดูดความสนใจให้ลูกรู้สึกว่าการล้างมือเป็นเรื่องสนุกและอยากทำตามมากขึ้น ด้วยหลากหลายวิธีดังนี้

สอดแทรกกิจกรรมสนุก ๆ การล้างมือให้สะอาด ปราศจากเชื้อโรค ควรทำอย่างน้อย 20 วินาที แต่เด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาล้างมือเพียงไม่กี่วินาที กิจกรรมสนุก ๆ ระหว่างการล้างมือจะช่วยให้ลูกเพลิดเพลินและล้างมือได้นานขึ้น เช่น ให้ลูกร้องเพลงง่าย ๆ ช้า ๆ หนึ่งรอบ หรือร้องเร็ว ๆ สัก 2 รอบ ให้ลูกนับ 1-20  หรือ 1-10 อย่างช้า ๆ หรือใช้นาฬิกาทรายช่วยจับเวลาให้น่าตื่นเต้น
ทำสภาพแวดล้อมให้อำนวยต่อลูก การหาเก้าอี้ให้ยืน มีผ้าเช็ดมือพร้อมสบู่ที่สามารถเอื้อมถึงได้ จะทำให้เด็กรู้สึกว่าตนสามารถทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้เหมือนผู้ใหญ่ ทำให้เกิดความภูมิใจ และไม่รู้สึกว่าการล้างมือเป็นเรื่องยากลำบาก เต็มใจล้างมือมากขึ้น
ใช้สิ่งของดึงดูดใจ หาสบู่ที่มีกลิ่นหอม หรือขวดใส่สบู่เหลวรูปตัวการ์ตูนที่ลูกโปรดปราน เพื่อดึงดูดให้การล้างมือรื่นเริงกว่าเดิม

Tagged :

ล้างจมูก วิธีทำความสะอาดจมูกง่าย ๆ ด้วยตนเอง

การล้างจมูก เป็นการฉีดหรือเทน้ำเกลือจากรูจมูกข้างหนึ่งให้ไหลผ่านโพรงจมูกแล้วไปออกรูจมูกอีกข้างหนึ่ง โดยการล้างด้วยน้ำเกลือนี้จะช่วยลดอาการคัดจมูกจากน้ำมูกหรือระคายเคืองจากสารก่อภูมิแพ้ทั้งหลาย และเป็นวิธีที่มีการยืนยันแล้วว่าใช้ได้ผลจริง

การล้างจมูกช่วยอะไรได้บ้าง?

ในจมูกคนเรามีโครงสร้างลักษณะเป็นขนขนาดเล็กที่เรียกว่าซีเลีย (Cilia) อยู่ภายในจมูกและโพรงจมูก คอยพัดเอาน้ำมูกหรือสารคัดหลั่งไปที่หลังคอให้ถูกกลืนลงไปหรือไม่ก็พัดให้ออกไปจากจมูก การใช้น้ำเกลือช่วยล้างจะมีประโยชน์ในการช่วยกำจัดแบคทีเรีย ไวรัส และสารก่อความระคายเคืองทั้งหลายให้หลุดออกไปรวดเร็วยิ่งขึ้น และช่วยในกรณีที่ซีเลียไม่อาจทำหน้าที่ได้ตามปกติเนื่องจากเยื่อบุโพรงจมูกบวม

นอกจากนี้ น้ำเกลือจะไปเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการอักเสบของโพรงจมูกให้มีอาการบวมน้อยลง และกลับมาหายใจได้เป็นปกติดังเดิม ทั้งยังช่วยชะล้างน้ำมูกให้น้อยลงอีกด้วย การล้างจมูกจึงสามารถนำมาใช้กับผู้ที่มีภาวะต่าง ๆ ต่อไปนี้

วิธีล้างจมูกด้วยตัวเอง

ข้อควรระวังในการล้างจมูก

การล้างจมูกสามารถทำได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ แต่ไม่ควรนำมาใช้กับทารกที่อายุยังน้อย และควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าจะปลอดภัยหรือสามารถบรรเทาอาการที่เป็นหรือไม่ หากทำแล้วพบว่าอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าเดิม แนะนำให้กลับไปสอบถามแพทย์  สมัครบาคาร่า  ยิ่งในกรณีที่มีอาการไข้ ปวดศีรษะหรือมีเลือดกำเดาไหลตามมา

ทั้งนี้ผู้ที่เกิดการติดเชื้อบริเวณหูหรือโพรงจมูกที่มีอาการแน่นจมูกและหายใจลำบากไม่ควรใช้วิธีนี้ และยังต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาดของอุปกรณ์ที่ใช้เป็นอย่างมาก ไม่เช่นนั้นจะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยเฉพาะหากเป็นผู้มีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานไม่ปกติ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้วิธีนี้

ล้างจมูกมีวิธีการอย่างไร ?

ขั้นเตรียมการ

  • เตรียมอุปกรณ์สำหรับใส่น้ำเกลือล้างจมูก การล้างจมูกในแต่ละครั้งจะต้องใช้ภาชนะที่สามารถฉีดหรือเทน้ำเกลือเข้าไปในโพรงจมูกได้อย่างสะดวก โดยอาจหาซื้ออุปกรณ์สำเร็จรูปสำหรับล้างจมูกที่มีน้ำเกลือภายในพร้อม หรือใช้ลูกสูบยางแดง กระบอกฉีดยา หรืออุปกรณ์คล้ายกาน้ำสำหรับการล้างจมูกโดยเฉพาะก็ได้
  • เตรียมสารละลายน้ำเกลือ (ในกรณีที่เตรียมเอง) ผงสารละลายสำหรับทำน้ำเกลือนั้นสามารถหาซื้อได้ทั่วไป และควรเป็นผงเกลือที่ปราศจากไอโอดีนหรือเกลือแกง เมื่อได้แล้วก็ทำตามขั้นตอนแนะนำบนฉลาก โดยส่วนประกอบมักจะใช้น้ำอุ่น 2 แก้ว ผสมกับเกลือ ¼-½ ช้อนชา อาจเพิ่มเบกกิ้งโซดาสักหยิบมือเล็ก ๆ ช่วยให้ฤทธิ์ของเกลือเบาลง ทั้งนี้น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำสะอาดผ่านการกลั่นหรือต้มมาก่อน อยู่ในภาชนะปิดที่สะอาดและปลอดภัย และหากเป็นน้ำเกลือที่เตรียมเองก็ควรใช้ภายใน 1 วันเท่านั้น ที่เหลือให้ทิ้งไปเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ขั้นตอนการล้างจมูก

  • อยู่ในท่าเตรียมพร้อมโดยโน้มตัวเข้าหาอ่างล้างหน้าทำมุมประมาณ 45 องศา แล้วเอียงศีรษะตะแคงให้รูจมูกข้างหนึ่งอยู่ในบริเวณอ่าง เพื่อน้ำเกลือจะได้ไหลออกไปยังอ่างล้างหน้า ป้องกันน้ำเกลือย้อนไหลลงคอหรือหลอดลม
  • เทหรือฉีดสารละลายน้ำเกลือประมาณ 10-15 มิลลิลิตร ในผู้ใหญ่ หรือประมาณ 5 มิลลิลิตร ในเด็ก โดยจ่อปลายของอุปกรณ์ฉีดเข้าไปในรูจมูกข้างที่อยู่ด้านบนประมาณ 1 เซนติเมตร ขณะนี้ให้อ้าปากไว้เพื่อหายใจทางปากแทนจมูก จากนั้นจึงบีบหรือเทน้ำเกลือให้ไหลผ่านโพรงจมูกจนออกมาจากรูจมูกอีกข้างหนึ่งหรืออาจไหลออกมาปาก ซึ่งในกรณีนี้ควรบ้วนน้ำเกลือทิ้ง ไม่ควรกลืนลงคอ
  • คอยเอียงศรีษะอยู่ในระดับ 45 องศาอยู่ตลอดเวลาในขณะที่ล้าง อย่าเผลอยกตัวกลับ แหงนหน้า หรือหายใจทางจมูก เพราะจะทำให้ให้เกิดการสำลักน้ำเกลือได้
  • เสร็จแล้วค่อย ๆ สั่งน้ำมูกเบา ๆ เพื่อให้น้ำเกลือที่เหลือไหลออกมาให้หมด แล้วทำขั้นตอนเดียวกันใหม่กับรูจมูกอีกข้างหนึ่ง เมื่อเรียบร้อยแล้วให้ทิ้งสารละลายน้ำเกลือที่เหลือในภาชนะ ไม่ควรนำกลับมาใช้ใหม่
  • ล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้ทั้งหมด ตากให้แห้ง และเก็บไว้ในที่ที่สะอาดและปราศจากความชื้น

ผลลัพธ์หลังจากการล้างจมูก

การล้างโพรงจมูกด้วยน้ำเกลืออาจเห็นผลได้ใน 1-2 ครั้งหลังจากเริ่มทำ และหากทำไปนาน ๆ ก็จะยิ่งเห็นผลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยบางคนอาจล้างทุกวันเพื่อไม่ให้มีอาการระคายเคืองเกิดขึ้น แต่หากสังเกตเห็นว่าอาการที่เป็นอยู่ดีขึ้นแล้วก็อาจลดลงเหลือเพียงสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

การล้างจมูกมีผลข้างเคียงหรือไม่

การล้างจมูกนั้นค่อนข้างปลอดภัย แต่ก็มีโอกาสทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาได้เช่นกัน ได้แก่ ความรู้สึกระคายเคือง มีอาการแสบหลังล้าง หรือมีเลือดกำเดาไหล แต่ข้อหลังนั้นพบได้น้อย ซึ่งผู้ที่เกิดอาการเหล่านี้ควรลดปริมาณเกลือที่ใช้ผสมให้น้อยลง ลดความถี่ในการล้างจมูกลง และปรับอุณหภูมิน้ำที่ใช้ให้เหมาะสม ไม่ให้ร้อนหรือเย็นจนเกินไป ก็อาจช่วยให้ผลข้างเคียงลดน้อยลงได้ แต่หากอาการดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือพบปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ มีเลือดกำเดาไหล เป็นไข้ ปวดศีรษะตามมา ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการ

Tagged :

สาเหตุและการรักษาหน้าผากย่น ปัญหาที่มาพร้อมวัย

หน้าผากย่น และริ้วรอยบนหน้าผากเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น แต่ปัจจัยบางอย่างก็อาจกระตุ้นให้หน้าผากย่นมาเยือนใบหน้าได้เร็วขึ้น หรืออาจทำให้รอยย่นดูลึกกว่าปกติ แน่นอนว่าปัญหาหน้าผากย่นย่อมส่งผลต่อความมั่นใจ โดยเฉพาะรอยย่นบนหน้าผากที่มาก่อนวัย

แต่ถึงอย่างนั้น คุณอาจรับมือกับปัญหาหน้าผากย่นได้หลายวิธี ทั้งการดูแลตนเอง การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคุณสมบัติลดริ้วรอย การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง รวมไปถึงการรักษารอยย่นที่หน้าผากด้วยขั้นตอนทางการแพทย์ ซึ่งบทความนี้จะช่วยบอกสาเหตุที่อาจทำให้ หน้าผากย่น รวมถึงวิธีการรักษารอยย่นบนหน้าผากด้วย

หน้าผากย่นเกิดจากอะไร

ความเหี่ยวย่นและริ้วรอยเป็นสัญญาณหนึ่งของอายุที่เพิ่มขึ้น เพราะเซลล์ภายในร่างกาย รวมถึงเซลล์ผิวจะค่อย ๆ เสื่อมลง สารธรรมชาติต่าง ๆ ที่เคยช่วยให้ผิวดูเต่งตึง อย่างคอลลาเจนและอีลาสติน (Elastin) ก็มีปริมาณลดลงและสร้างขึ้นได้น้อยลงจึงอาจทำให้เกิดรอยย่นบนใบหน้าและร่างกายได้

นอกจากนี้ปัจจัยภายนอกก็มีผลต่อการเกิดหน้าผากย่นได้ไม่น้อย โดยเฉพาะ

  • การสูบบุหรี่ สารพิษและสารเคมีภายในบุหรี่ส่งผลเสียต่อร่างกายในหลายด้าน สารเหล่านี้จะเข้าไปทำให้เซลล์ รวมทั้งเซลล์ผิวหนังเสียหาย และแน่นอนว่าการสูบบุหรี่เป็นประจำย่อมมีความเสี่ยงที่พบกับรอยย่นได้มากขึ้น
  • รังสียูวีจากแสงแดด เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เซลล์ผิวเสียหาย ขาดสมดุล ขาดความชุ่มชื้นจนอาจเพิ่มความเสี่ยงของริ้วรอยได้เช่นกัน
  • การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารก่อการระคายเคือง โดยเฉพาะน้ำหอม แอลกอฮอล์ สี สารกันเสีย และสารอื่น ๆ ที่ทำให้ผิวแห้งและอักเสบ
  • การแสดงสีหน้าซ้ำ ๆ อย่างการยิ้มและหัวเราะ
  • ภาวะผิวแห้งอาจเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาหน้าผากย่น และริ้วรอยได้มากขึ้น
  • ปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อการเสื่อมของเซลล์ เช่น ฝุ่นควัน มลพิษ ความเครียด และอาหารที่ไม่มีประโยชน์
  • โรคผิวหนังบางชนิดก็อาจเพิ่มความเสี่ยงของปัญหานี้ได้เช่นกัน

จุดริ้วรอยที่คุณแม่

วิธีจัดการปัญหาหน้าผากย่น

หน้าผากย่นอาจแก้ไขและชะลอได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

1. ดูแลผิวอย่างเหมาะสมและเติมความชุ่มชื้นให้ผิวเสมอ

การดูแลผิวเป็นประจำทุกวันด้วยวิธีที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่คุณสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ โดยอาจเริ่มจากการทำความสะอาดใบหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและทำความสะอาดได้ล้ำลึก ไม่ทำให้หน้าแห้งตึง

ร่วมกับการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีสารให้ความชุ่มชื้นหรือมอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer) เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพราะผิวที่มีความชุ่มชื้นเหมาะมักมีแนวโน้มที่จะเกิดรอยย่นและปัญหาผิวได้น้อยกว่า

อีกทั้งผิวที่อิ่มน้ำอาจช่วยให้รอยย่นที่หน้าผากดูตื้นขึ้นด้วย โดยควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อผิว ปราศจากสารก่อการระคายเคือง โดยเฉพาะน้ำหอม แอลกอฮอล์ สารกันเสีย และสี

2. ใช้ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอย

ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยเป็นที่นิยมและหาซื้อได้ง่าย มีหลากหลายรูปแบบและหลายยี่ห้อ โดยผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยส่วนใหญ่มักมีส่วนผสมของสารออกฤทธิ์ที่ช่วยให้ผิวดูฟู เต่งตึง ยืดหยุ่น ไม่เหี่ยวย่น

ตัวอย่างของสารออกฤทธิ์ในกลุ่มนี้ เช่น เรตินอยด์ (Retinoids) สารกลุ่มวิตามินเอ วิตามินซี โคเอนไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) สารประเภทเปปไทด์ (Peptides) และสารสกัดอื่น ๆ

แม้ว่าจะมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับว่าสารเหล่านี้อาจช่วยลบเลือนรอยย่นและริ้วรอยได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ที่ประกอบไปด้วยสารเหล่านี้จะสามารถลดริ้วรอยและแก้ปัญหาหน้าผากย่นได้จริง

อีกทั้งผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยแต่ละสูตร แต่ละยี่ห้อมีส่วนผสมที่แตกต่างกันจึงไม่สามารถระบุได้ว่าสารชนิดใดดีที่สุดในการลดริ้วรอย และผลลัพธ์ของการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็อาจแตกต่างกันในผู้ใช้แต่ละคน นอกจากนี้ สารบางชนิดอาจก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ได้ด้วย

สำหรับคนที่สนใจการใช้ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอย ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ ไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาเกินจริงหรือเห็นผลลัพธ์ไวผิดปกติ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ขายตามโซเชียลมีเดีย หากมีโรคประจำตัวหรือโรคผิวหนัง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิด

3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด

อย่างที่ได้บอกไปว่ารังสียูวีทำให้เซลล์ผิวหนังอักเสบ ผิวไหม้ และระคายเคือง ในระยะยาวแสงแดดอาจเป็นปัจจัยของปัญหาผิวได้หลายประเภท รวมทั้งปัญหาหน้าผากย่นและริ้วรอยบนใบหน้า

การศึกษาจำนวนมากพบว่าการสัมผัสแสงแดดและรังสีที่มากเกินไปหรือบ่อยเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคผิวหนัง อย่างฝ้า ผิวแห้ง ริ้วรอยก่อนวัย และโรคมะเร็งผิวหนัง

ดังนั้นเพื่อลดความเสียหายจากแสงแดดจึงควรดูแลตนเองด้วยการทาครีมกันแดดที่มีเอสพีเอฟสูงก่อนออกแดดเสมอ สวมเสื้อผ้าที่มิดชิดเพื่อปกป้องผิวจากแสง กางร่มเมื่อออกแดด หากเป็นไปได้ ควรพยายามเดินหลบหรือยืนในที่ร่มอยู่เสมอ

4. เลิกบุหรี่

เช่นเดียวกับรังสียูวี สารพิษจากบุหรี่เร่งการเสื่อมของเซลล์และระบบภายในร่างกายจนทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้หลากหลายรูปแบบ การศึกษาชิ้นหนึ่งศึกษาความเสี่ยงในการเกิดริ้วรอยในคน 3 กลุ่ม หลากหลายช่วงวัย

กลุ่มแรกเป็นคนที่ไม่สูบบุหรี่จำนวน 299 คน กลุ่มที่สองเป็นคนที่เลิกบุหรี่แล้วจำนวน 551 คน และกลุ่มที่สามเป็นกลุ่มคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำจำนวน 286 คน ภายหลังการสรุปผล การศึกษาชิ้นนี้ชี้ว่าผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่มีความเสี่ยงที่จะเกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้สูงกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่

ด้วยเหตุนี้การเลิกบุหรี่จึงเป็นอีกวิธีที่อาจช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ภายในร่างกาย ลดการเกิดริ้วรอย รอยย่นที่หน้าผาก รวมทั้งลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพด้านอื่น ไม่เพียงสารพิษจากการสูบบุหรี่เท่านั้น ควันบุหรี่มือสองก็ส่งผลต่อร่างกายได้ไม่ต่างกัน

ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับควันบุหรี่ไม่ว่าจะรูปแบบใด สมัครบาคาร่า  หากพบปัญหาในการเลิกบุหรี่ สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ

5. รับการรักษาด้วยขั้นตอนทางการแพทย์

ในปัจจุบันมีเครื่องมือ ขั้นตอน และเทคโนโลยีทางแพทย์หลากหลายรูปแบบที่สามารถช่วยแก้ปัญหาหน้าผากย่น รวมทั้งปัญหาผิว ริ้วรอย และปัญหาอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแพทย์อาจแนะนำวิธีต่อไปนี้ในการจัดการกับปัญหาหน้าผากย่น

  • การขัดผิว (Resurfacing) เป็นขั้นตอนที่ช่วย ขัดผิวเพื่อเอาเซลล์ผิวเก่า หรือเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพบนผิวชั้นนอกออกจากหน้าผากและใบหน้า ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น การขัดผิวทำได้หลายวิธี ทั้งการใช้ครีมที่ผสมสารผลัดเซลล์ผิว ไปจนถึงการใช้เครื่องยิงเลเซอร์
  • การฉีดโบท็อกซ์ (Botox) หรือสารโบลูทินัมท็อกซิน (Botulinum Toxin) เข้าไปทำให้กล้ามเนื้อหน้าผากหรือกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ เป็นอัมพาต เมื่อยิ้มหรือแสดงสีหน้า กล้ามเนื้อหน้าผากและใบหน้าส่วนนั้นก็จะไม่สามารถขยับจึงไม่ทำให้เกิดรอยย่นบริเวณหน้าผาก
  • การผ่าตัดเพื่อยกกระชับผิวทำได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การทำเฉพาะส่วน ไปจนถึงการทำทั่วทั้งใบหน้า โดยวิธีนี้จะช่วยลดความหย่อนคล้อย รอยย่น และช่วยให้ใบหน้าดูตึง กระชับ และดูเด็กลง

แพทย์อาจแนะนำขั้นตอนทางการแพทย์ให้เหมาะสมกับความรุนแรงของปัญหาหน้าผากย่นและความต้องการของผู้เข้ารับบริการ ซึ่งผลลัพธ์ของขั้นตอนเหล่านี้อาจเห็นได้ชัดและไวกว่าวิธีอื่น แต่ก็ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น อีกทั้งขั้นตอนทางการแพทย์ทุกขั้นตอนล้วนอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้

ส่วนผลลัพธ์ของวิธีการเหล่านี้อาจคงอยู่ได้ในระยะเวลาที่แตกต่างกันตามขั้นตอนและการใช้ชีวิต ดังนั้นเพื่อความคุ้มค่าและความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ

แม้ว่าวิธีในข้างต้นอาจช่วยแก้ไขและชะลอปัญหาหน้าผากย่นได้ แต่ก็เป็นผลเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะร่างกายย่อมเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลาและอายุที่เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การดูแลรักษาสุขภาพในทุก ๆ ด้านก็อาจช่วยได้ไม่มากก็น้อย ควรใส่ใจในอาหารการกิน กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ และทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด

หากเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าปัญหาหน้าผากย่นและริ้วรอยบนใบหน้ากวนใจและไม่สามารถควบคุมได้ ควรไปปรึกษาแพทย์

Tagged :

Gluten กับข้อควรรู้เพื่อการระมัดระวัง

Gluten (กลูเตน) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ในธรรมชาติ มีชื่อทางการว่าโพรลามิน (Prolamin) โดยโปรตีนชนิดนี้สามารถพบได้ในธัญพืชจำพวกข้าวบางชนิด เช่น ข้าวสาลี ข้าวบาเลย์ หรือข้าวไรย์ ซึ่งนิยมนำมาทำขนมปัง เบเกอรี่ชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงเส้นพาสต้าหรือเส้นก๋วยเตี๋ยวด้วย 

จากการศึกษาพบว่า การรับประทานธัญพืชเต็มเมล็ดนั้นจะช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้น แต่ก็อาจทำให้เกิดความผิดปกติต่อสุขภาพได้เช่นกัน ซึ่งในปัจจุบัน การรับประทานอาหารปลอด Gluten (Gluten–Free) ได้รับความนิยมมากขึ้น หลายคนจึงอาจเกิดข้อสงสัยว่าการรับประทาน Gluten เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างไร และเราจำเป็นจะต้องรับประทานอาหารปลอด Gluten หรือไม่ ทุกข้อสงสัยสามารถหาคำตอบได้จากบทความนี้

What Is Gluten?

Gluten เป็นส่วนประกอบของอาหารใดบ้าง?

อาหารที่มีส่วนประกอบของ Gluten ได้แก่ ธัญพืช เช่น โฮลวีท รำข้าวสาลี ข้าวบาเลย์ ข้าวไรย์ จมูกข้าวสาลีหรือธัญพืชอื่น ๆ อย่างข้าวทริทิเคลี (Triticale) ข้าวสาลีดูรัม (Durum) และแป้งสเปลท์ (Spelt) เป็นต้น และสามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์ธัญพืชแปรรูปอย่างขนมปัง แป้งพาสต้า พิซซ่า ซีเรียล ขนมปัง แครกเกอร์ เกล็ดขนมปัง เนื้อสัตว์จากธัญพืช (Seitan) คุกกี้ ขนมอบชนิดต่าง ๆ

อีกทั้ง Gluten ยังสามารถพบได้ในเครื่องดื่มอย่างเบียร์หรือไวน์บางประเภท และในอาหารที่เราคาดไม่ถึงอย่างปูอัด ซอสถั่วเหลือง น้ำซุป ซุปกระป๋อง ชะเอมเทศ อาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำส้มสายชูหมักจากมอลต์ (Malt Vinegar) มีรสชาติของมอลต์หรือมีส่วนผสมของมอลต์สกัด

ทั้งนี้การรับประทาน Gluten อาจเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้ซึ่งเป็นผู้ที่ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานสารอาหารดังกล่าว โดยสามารถทำได้โดยรับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป รับประทานอาหารที่มีส่วนผสมเดียว และควรอ่านส่วนประกอบอาหารบนฉลากทุกครั้งก่อนการรับประทาน หรืออาจปรับเปลี่ยนรูปแบบอาหารเป็นอาหารปลอด Gluten เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ

ใครที่ควรเลี่ยงการรับประทาน Gluten ?

ผู้ป่วยโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับประทาน Gluten เช่น โรคเซลิแอค (Celiac Disease) ภาวะไวต่อกลูเตน (Non-Coeliac Gluten sensitivity: NCGS) ภูมิแพ้ข้าวสาลีหรือธัญพืช และผิวหนังอักเสบจากการแพ้กลูเตน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน Gluten เพราะอาจเกิลผลกระทบต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเซลิแอคที่ Gluten อาจเข้าไปกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันทำลายผิวด้านในของลำไส้เล็ก กระบวนการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกายจึงถูกรบกวนและส่งผลให้เกิดความผิดปกติอื่น ๆ อย่างการเกิดโรคกระดูกพรุน สมัครบาคาร่า  ภาวะมีบุตรยาก เส้นประสาทได้รับความเสียหายหรืออาจเกิดอาการชักได้

ทั้งนี้ผู้ที่ไม่มีอาการแพ้หรือไม่มีภาวะไวต่อกลูเตนนั้นไม่จำเป็นจะต้องรับประทานอาหารปลอด Gluten เพราะในกรณีที่รับประทานอาหารปลอด Gluten โดยไม่มีการวางแผนอย่างเหมาะสมก็อาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์หากต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับประทานอาหารมาเป็นอาหารปลอด Gluten

ทำไมจึงไม่ควรงดรับประทาน Gluten ?

การรับประทานอาหารปลอด Gluten อาจส่งผลให้ร่างกายขาดสารอาหารบางชนิดได้ เนื่องจากอาหารปลอด Gluten จะมีส่วนประกอบของโปรตีน ไฟเบอร์ ธาตุเหล็ก และวิตามินอย่างกรดโฟลิค (Folic Acid) วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินบี 3 ในปริมาณต่ำ แต่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูง ทำให้อาหารปลอด Gluten มีปริมาณแคลอรีสูงตามไปด้วย

มีการศึกษาพบว่าขนมปังที่ปลอด Gluten นั้นมีปริมาณไขมันมากกว่าขนมปังธรรมดา 2 เท่า รวมถึงเส้นพาสต้าปลอด Gluten ก็มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตและโซเดียมสูงกว่าเส้นพาสต้าทั่วไป อย่างไรก็ตาม หากต้องการรับประทานอาหารปลอด Gluten ก็ควรรับประทานวิตามินรวมหรือแร่ธาตุรวมในรูปแบบอาหารเสริมควบคู่ไปด้วย

เมื่อสงสัยว่าตนเองอาจมีอาการแพ้ Gluten หลังรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของ กลูเตน ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจและวินิจฉัยโรคก่อนการปรับเปลี่ยนไปรับประทานอาหารปลอด Gluten และหากมีอาการแพ้อย่างอาการท้องอืด ท้องผูก ท้องเสีย อุจจาระมีกลิ่นเหม็น ปวดท้อง มีความผิดปกติเกิดขึ้นที่ผิวหนังหรือน้ำหนักลดอย่างไม่ทราบสาเหตุ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

Tagged :