จัดห้องนอน เพิ่มความสุขและร่ำรวย ตามหลักฮวงจุ้ย

พื้นที่ห้องนอน ถือเป็นห้องส่วนตัวของแต่ละคน แน่นอนว่า พื้นฐานสำคัญที่ต้องมี คือ ความเป็นอิสระและไม่ถูกรบกวนจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ง่าย ดูโปร่ง โล่ง สบาย เหมาะกับการพักผ่อนอย่างราบลื่นที่สุดตลอดคืน และต้องสะอาด ไม่มีกลิ่น ฝุ่น เสียง มากวนใจ และนอกเหนือไปจากนั้น คือ หลักฮวงจุ้ยจะเข้ามาช่วยเพิ่มความสบายใจและความสุขจากการเพิ่มและปรับเปลี่ยนองค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในห้อง

1.เลือกห้องที่ไกลที่สุดจากประตูทางเข้าหลักของบ้าน
ประตูหลักจะส่งพลังชี่ที่มากเกินไปมายังส่วนห้องนอน และเตียงนอน จนอาจรบกวนการพักผ่อนได้ บางครั้งเราอาจมีตัวเลือกไม่มากนักในการเลือกตำแหน่งห้อง ตัวช่วยที่ดีคือ ลองหาเฟอร์นิเจอร์ ฉากกั้น เป็นตัวช่วยเรื่องพื้นที่และเพิ่มระยะช่องว่าง

2.การที่เราจะมีประตูห้องนอน ตามหลักฮวงจุ้ย มิควรอยู่ตรง และตรงกันข้าม กับเตียงนอน
ตามหลักฮวงจุ้ยบอกว่า ขณะเปิดประตูจะเป็นการเปิดรับพลังงานเข้ามาในห้องด้วย ทำให้พลังงานนั้นปะทะกับเตียงและผู้ใช้ในห้องโดยตรง ส่งผลต่ออาการนอนไม่หลับ ไม่สบายใจ และมีปัญหาด้านสุขภาพได้ แต่สำหรับพื้นที่คอนโดฯ แบบสตูดิโอไม่ต้องกังวลใจไปลองหาเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว หรือบิ้วอินมาวางไว้ ลองใช้ผ้าม่านกั้นพื้นที่ หรือทำฉาก partition กั้นเพื่อจัดสรรพื้นที่

3.ลองวางต้นไม้เงินไว้ที่มุมใดมุมหนึ่งของห้องนอน
ปกติการวางต้นไม้นั้นนิยมวางไว้ให้พ้นตำแหน่งสายตาขณะอยู่บนเตียงนอน เพราะต้นไม้สัมพันธ์กับพลังหยางหรือพลังร้อน ซึ่งจะรบกวนการนอนหลับได้ อย่างไรก็ดี หากคุณต้องการปรับปรุงความสัมพันธ์กับคนรัก ควรเลือกสีชมพูและสีแดง สีเหล่านี้จะนำไปสู่ความรักที่ราบรื่น แต่อย่าลืมว่า สีส้มหรือสีเหลืองส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับพลังหยางจึงควรวางในมุมที่เหมาะสม

4.วางเฟอร์นิเจอร์คู่เสริมสร้างความสัมพันธ์
ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟคู่บริเวณโต๊ะหัวเตียง หรือภาพคู่รัก เทียนคู่ หรือพืชที่มีใบกลม อย่าลืมเพิ่มอุปกรณ์เสริมที่มีสีชมพูหรือสีแดงเพื่อกระตุ้นเรื่องความรัก และเคล็ดลับสำคัญ คือ พลังของเป็ดแมนดาริน ที่ควรจัดหามาวางให้อุ่นใจ เพราะเป็นสัญลักษณ์เรื่องความรักขั้นสูงสุดในด้านฮวงจุ้ย

5.วางของประดับตกแต่งเพิ่มโชคลาภ
เช่น แขวนโมบาย จะช่วยเพิ่มพลังงานในห้อง ทำให้มีโชคลาภ การเงินจะหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น หินมงคล ช่วยเพิ่มพูนโชคลาภให้เงินทองไหลเข้ามา คริสตัล ลองนำลูกคริสตัลหรือคริสตัลแบบแท่งมาวางไว้ในห้องนอน จะช่วยเพิ่มพลังงานภายในห้อง ส่งเสริมด้านความเจริญรุ่งเรือง

6.หลีกเลี่ยงเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้อง
ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ ตู้เย็น โทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์ เนื่องจากสิ่งของเหล่านี้สามารถรบกวนการนอนหลับได้

7.ไม่แนะนำกระจกที่ตรงกับเตียงนอนหรือตู้เสื้อผ้าที่ประตูเป็นกระจก
กระจกที่ตรงกับเตียงนอน จะทำให้เกิดปัญหามือที่ 3 ในชีวิตคู่ นอกจากนี้กระจกยังแฝงพลังงานที่มากเกินไป หากไม่สามารถเคลื่อนย้ายกระจกเหล่านั้นออกไปได้ ให้นำผ้ามาคลุมไว้ เพราะกระจกอาจรบกวนการนอนได้

8.ห้องนอนที่ดีไม่ควรมีโต๊ะทำงานหรือการนำงานเข้ามาทำในห้อง
จากสภาพแวดล้อมที่มีงาน งาน งาน คงเป็นเรื่องยากที่คุณจะหลับไปโดยไม่คิดถึงเรื่องงาน ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มคนรักหนังสือ ควรเก็บในบนหัวนอนจำนวนไม่กี่เล่มสำหรับอ่านให้ผ่อนคลาย เพราะถ้ามากกว่านั้นอาจทำให้เกิดความคิดและกังวล เหมือนห้องทำงานได้

จัดห้องนอนตามฮวงจุ้ย แบบง่าย ๆ พื้นที่ห้องนอน
จัดห้องนอนตามฮวงจุ้ย แบบง่าย ๆ พื้นที่ห้องนอน

ห้องนอน การนอนหลับ คือ การพักผ่อนที่ดีที่สุด การนอนหลับเพียง 5-6 ชั่วโมง ในห้องที่่มีความเงียบสงบ และความมืดสนิท กับอุณหภูมิพอเหมาะ และอากาศ ถ่ายเทดี ก็นับว่า เพียงพอแล้ว สำหรับคนเราในวันหนึ่ง ๆ ห้องนอน จึงเป็นห้อง ที่ต้องการ ความสงบมากกว่าส่วนใด ในบ้าน ให้ความเป็นส่วนตัว ความสะดวกสบาย แก่เจ้าของ อีกทั้งแสดง รสนิยม และ บุคลิก ของเจ้าของห้อง ได้มากกว่า ห้องอื่น นอกจากจะใช้เป็น ห้องพักผ่อนนอนหลับแล้ว ยังอาจใช้เป็น ห้องแต่งตัว และ ห้องทำงานส่วนตัว ได้อีกด้วย การนอน ถือเป็น กิจกรรม หรือ กิจวัตรประจำวัน ที่จำเป็น ต้องมีต้องปฏิบัติ เพื่อการเริ่มต้นชีวิต ในวันใหม่ ที่สดชื่น สุด ๆ พร้อมกับ ภารกิจ การทำงาน ทุกสภาวะ และโอกาสใน การทำงาน แต่ที่สำคัญอย่างยิ่งของการ “นอน” ก็คือ “สุขภาพ”ที่ดีของ ร่างกาย เมื่อมี การทำงานไม่ว่า จะด้วย การใช้แรงกาย หรือแรงสมอง สติปัญญา และหรือ แม้แรงใจ แรงกระตุ้น จาก พลังจิต ภายใน ที่ทำให้คนเรา มีความสุขใน การทำงาน ปฏิบัติงาน ในหน้าที่ของ แต่ละท่าน ให้ได้ผลสมบูรณ์เต็มร้อย ควรอย่างยิ่งต้องมีการ “นอน” เป็นกิจกรรมที่สำคัญของวัน ที่เรา ๆ ทุกท่านต้อง พักผ่อนด้วย การ”นอน”

ห้องนอน ถือว่าเป็น สถานที่ส่วนตัว การออกแบบตกแต่ง จึงสามารถ ทำให้มีลักษณะ เฉพาะตัว ที่เด่นชัดออก มาได้เต็มที่ และตามสไตล์ ที่ผู้อยู่ต้องการ ได้ด้วย เนื่องจากพื้นที่ใน ห้องนอน นั้น เป็นพื้นที่ส่วนตัว ที่พ้นจากสายตาคนอื่น ๆ และยังเป็น ห้องที่เหมาะที่สุด ในการ สร้างสรรค์ ตามความประสงค์ ของผู้อยู่อย่างมาก บางคนอาจจะชอบ ห้องนอน ที่เต็มไปด้วย บรรยากาศ แบบไทย ๆ ที่สามารถจะใช้โต๊ะ ตั่ง คันฉ่องหรือ กระจก มาตกแต่ง การวางที่นอน บนพื้นก็เป็น การเพิ่มบรรยากาศ ให้ห้องน่าอยู่มิใช่น้อย หรือบางคนอยากจะแต่ง ให้โมเดิร์นสุด ๆ ก็ย่อมที่จะทำได้ เพราะห้องนอนเปรียบเสมือนโลกส่วนตัว ของแต่ละบุคคลที่สามารถ จะสร้างสรรค์ สิ่งที่ต้องการ ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องคำนึงถึง รสนิยมและประโยชน์การใช้สอยร่วมกับผู้อื่น เหมือนกับการตกแต่งในห้องอื่น ๆ

ห้องนอน ถือว่าเป็นสถานที่ส่วนตัว การออกแบบตกแต่ง จึงสามารถ ทำให้มีลักษณะ เฉพาะตัว ที่เด่นชัดออกมาได้เต็มที่ และตามสไตล์ ที่ผู้อยู่ต้องการ ได้ด้วย เนื่องจากพื้นที่ในห้องนอนนั้น เป็นพื้นที่ส่วนตัว ที่พ้นจากสายตาคนอื่น ๆ และยังเป็นห้องที่เหมาะที่สุด ในการสร้างสรรค์ ตามความประสงค์ ของผู้อยู่อย่างมาก ภายในห้องต้องมีหน้าที่สามารถรับแสงแดดยามเช้าได้ดี มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกในบ้านหนึ่งหลัง อาจแบ่งห้องนอนออกเป็น

ห้องนอนใหญ่ ส่วนใหญ่จะเป็นห้องนอนของเจ้าของบ้าน มีขนาดใหญ่ กว่า ห้องนอนอื่น ๆ ของบ้าน มีห้องน้ำในตัว อาจมีส่วนที่ใช้สำหรับ การแต่งตัวแยกออกไป สำหรับเก็บเสื้อผ้า โทนสีที่ใช้ตกแต่งห้องสามารถตกแต่งได้ตามใจชอบของเจ้าของบ้าน การตกแต่งอาจเน้นในส่วนที่เป็นหัวเตียง ซึ่งนับว่าเป็นจุดเด่นของห้อง
ห้องนอนอื่น ๆ ที่จะมีขนาดเล็กกว่าห้องนอนใหญ่ ออกแบบบริเวณบ้าน  ใช้สำหรับให้สมาชิกเล็ก ๆ ของครอบครัว หรืออาจเป็นห้องนอนที่ใช้รับรองแขก การตกแต่งห้องนี้สามารถ ตกแต่งได้ตามใจชอบของเจ้าของบ้านอีกเช่นกัน อาจมีโทนสีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เนื่องจากความต่างวัย และเพศของผู้อยู่อาศัยห้องนอนเล็กส่วนใหญ่มักไม่มีพื้นที่แต่งตัว แต่จะใช้ตู้เสื้อผ้า เข้าชุดกันกับเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ

ห้องนอน ที่ดีควรอยู่ทางทิศตะวันออก และทางทิศ ใต้ เพื่อหลีกเลี่ยง การรับ แสงแดด ในตอนบ่ายของทิศตะวัน ตก และสามารถรับ ลมธรรมชาติได้ การจัดพื้นที่ใช้สอยแบ่ง ออกได้ 2 ส่วน คือ

ส่วนแรก เพื่อการใช้งานส่วนตัว เช่น ผลัดเปลี่ยน เสื้อผ้า แต่งตัวทำงาน ส่วนเหล่านี้ ควรอยู่ใกล้กับทางเข้า หรือ ใกล้กับห้องน้ำ

ส่วนที่สอง สำหรับนอนหลับพักผ่อน ซึ่งการจัดวาง เตียงนอน ไม่ควรให้ หัวเตียง หรือปลายเตียงอยู่ใกล้หน่าต่าง มากเกินไป เพราะ ลมที่พัดโดน ศีรษะผู้นอนอาจรู้สึกไม่สบาย หรือถ้าติดแอร์ก็ไม่ควรวางปลายเตียง หันหน้าไปทาง เครื่องปรับอากาศ เพราะลมจะพัด เข้าจมูกเวลานอน อาจจะเป็นหวัดได้ ที่สำคัญควร คำนึงถึง ขนาด ของ เฟอร์นิเจอร์ ให้สัมพันธ์กับขนาด ของห้องด้วย ตามสัดส่วน ที่เหมาะสมด้วย

นอกจากนี้การจัดแสงสว่างที่ดี และเหมาะสมก็จะช่วยเพิ่มความสว่างให้กับชีวิตของคุณรุ่งโรจน์ด้วยเช่นกัน เฮเฟเล่ขอแนะนำ หลอดไฟ LED Hafele BULB A60 มีให้เลือกทั้ง หลอด ไฟ LED 9 วัตต์ และ 7 วัตต์ เหมาะกับการใช้งานในห้องขนาดเล็ก – ปานกลาง และ หลอดไฟ LED 12 วัตต์ เหมาะกับห้องโถง ห้องนั่งเล่น เป็นต้น นอกจากนี้ หลอดไฟ LED Hafele ยังมีคุณสมบัติประหยัดพลังงานถึง 85 % เมื่อเทียบกับหลอดไส้ นอกจากนี้ยังช่วยลดลดอุณหภูมิภายในห้อง

สำหรับบ้านใครที่ใช้เป็นหลอดไฟชนิดฟลูออเรสเซนต์ ก็สามารถเปลี่ยนมาเป็นหลอดไฟ LED รุ่น T8 ของ Hafeleได้ มีให้เลือกทั้ง 9 W 18 W ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานแล้ว ยังให้แสงสว่างสม่ำเสมอและแสงไม่กระพริบสั่น จึงช่วยถนอมสายตา

Tagged :

เจาะลึก อาชีพนักสืบ อาชีพที่กุมความลับมากมายเอาไว้

อย่างแรกก่อนที่เราจะไปลงลึกในรายละเอียด เรามาดูความหมายจริง ๆ ของ อาชีนักสืบ กันก่อนดีกว่า นักสืบ คือ บุคคลผู้ที่ทำหน้าที่คอยสืบหา และเก็บข้อมูลจากเรื่องราวต่าง ๆ โดยนักสืบมีสังกัดทั้งแบบเอกชนที่ต้องรับงานจากลูกค้าโดยตรง และ นักสืบ ที่ทำงานร่วมกับตำรวจ โดยนักสืบที่ต้องทำงานร่วมกับตำรวจนั้น จะต้องมีส่วนร่วมในการเป็นผู้ไขคดีฆาตกรรม และคดีปริศนาอื่น ๆ ด้วย ตัวนักสืบจะต้องประกบตัวคู่กับผู้ต้องสงสัยแบบลับ ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลตามต้องการ และนักสืบเองก็ต้องมีขอบเขตของการทำงาน นั้นก็คือนักสืบไม่สามารถทำอะไรนอกเหนือจากการสืบเรื่องราวต่าง ๆ ได้ นักสืบไม่สามารถจับกุม หรือขอตรวจค้นหาสถานที่ต่าง ๆ แบบเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ จึงต้องทำการสืบแบบลับ ๆ แทน

ปัญหายอดฮิตในประเทศไทย ปัญหาแบบไหนที่ผู้คนต้องพึ่งพาอาชีพนักสืบ
โดยปัญหาแรก ซึ่งเป็นปัญหายอดฮิตในประเทศไทยที่ผู้คนมักจะจ้างนักสืบกันก็คือ ปัญหาชู้สาว เพราะหลายครั้งที่เกิดข้อสงสัยขึ้น แต่การจะสืบหาความจริงด้วยตัวเอง โดยไม่มีหลักฐานแบบนั้นผู้ที่กระทำผิดก็คงไม่ยอมรับ ดังนั้น การจ้างนักสืบเพื่อให้ไปหาหลักฐานการชู้สาว จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจำเป็น เพราะหลักฐานที่ได้มาจากคนทำงาน อาชีพนักสืบ นั้นสามารถนำไปใช้ประกอบการฟ้องหย่าในชั้นศาลได้ ปัญหาต่อมาที่พบบ่อยก็คือ การสืบในคดีความต่าง ๆ เนื่องจากหลายครั้งเมื่อมีคดีความเกิดขึ้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัย หรือเหยื่อ เช่น ญาติ หรือคนในครอบครัว ก็ย่อมอยากที่จะรับรู้ถึงเรื่องราว และสาเหตุที่แท้จริง จึงจำเป็นต้องจ้างนักสืบ เพื่อให้ไปสืบหารายละเอียด และสาเหตุที่แท้จริงว่าเรื่องราวมันเป็นมาอย่างไรกันแน่

อาชีนักสืบ  นักสืบ คือ บุคคลผู้ที่ทำหน้าที่คอยสืบหา
อาชีนักสืบ  นักสืบ คือ บุคคลผู้ที่ทำหน้าที่คอยสืบหา

อยากเป็นนักสืบ ต้องเรียนอะไร หรือทำอะไรถึงจะเป็นนักสืบได้

การจะเป็นนักสืบได้นั้น อย่างน้อยเราก็ควรจะเรียนอะไรที่เกี่ยวข้องมา โดยหลักสูตรที่เรียนเพื่อมาประกอบ อาชีพนักสืบ ได้ ก็มีด้วยกันหลายหลักสูตร โดยหลักสูตรแรกก็คือ คณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพราะคณะนี้มีการใช้วิทยาศาสตร์ และใช้กระบวนการศึกษาโดยสังเกตจากสิ่งต่าง ๆ รอบตัว และต้องเก็บหลักฐานของสาเหตุปัญหานั้น ๆ มาสืบ ต่อมาคือ คณะนิติศาสตร์ เพราะคณะนี้มีการเรียนการสอนเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย และข้อบังคับต่าง ๆ ที่ต้องใช้ควบคู่ไปกับการสืบคดีต่าง ๆ นั้นเอง และหลักสูตรสุดท้ายก็คือ คณะสหเวชศาสตร์ เนื่องจาก คณะนี้มีการนำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ใน การสืบสวน เช่น การตรวจพิสูจน์ DNA การตรวจหาลายนิ้วมือ หรือคราบเลือด เป็นต้น สำหรับใครที่มีความฝันอยากเป็นนักสืบ จงรู้ไว้ว่า “ความลับ และความปลอดภัยของเราต้องมาก่อน”

งานนักสืบ มีอะไรบ้าง
งานนักสืบ มีอะไรบ้าง นักสืบคือนักสืบที่ทำงานนักสืบให้กับหน่วยงานท้องถิ่นรัฐและเขตอำนาจศาลอื่น ๆ ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้มีหน้าที่รับผิดชอบในการเริ่มการสอบสวนวิเคราะห์หลักฐานและติดตามโอกาสในการขาย นักสืบบางคนมีความเชี่ยวชาญในงานนักสืบประเภทต่าง ๆ เช่นอาชญากรรมรถยนต์การฟอกเงินและการโจรกรรมงานศิลปะ

นักสืบเอกชนเป็นผู้รับเหมาอิสระที่ทำงานให้กับ บริษัท เอกชนและประชาชน พวกเขามักจะตรวจตราผู้เรียกร้องค่าชดเชยสำหรับทนายความและ บริษัท ประกันภัย งานอื่น ๆ ที่นักสืบเอกชนทำนั้นกำลังตรวจสอบประวัติและตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องนอกใจสำหรับลูกค้า นักสืบบางคนทำงานเป็นส่วนหนึ่งของทีมรักษาความปลอดภัยสำหรับลูกค้าระดับสูงเช่นคนดังและเจ้าหน้าที่ของรัฐนักสืบที่ดีต้องมีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ

นักสืบที่หายตัวไปทำงานกับสำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ นักสืบประเภทนี้มองกรณีของผู้ใหญ่และเด็กหายไปจากทุกรัฐและเขตอำนาจศาล ผู้ตรวจสอบจะต้องตรวจสอบไฟล์เคสสัมภาษณ์สมาชิกในครอบครัวและเพื่อน ๆ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าสื่อได้รับข้อมูลเกี่ยวกับคนที่หายไป นักสืบที่ช่วยในคดีผู้สูญหายอาจทำงานในกรณีล่าสุดหรือกรณีเย็นที่มีอายุ 10 ถึง 20 ปี

หน่วยงานตำรวจท้องที่มักจ้างนักสืบยาเสพติดเพื่อทำงานนักสืบเกี่ยวกับการขายยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย นักสืบเหล่านี้ทำงานเกี่ยวกับปฏิบัติการสายลับและพบกับผู้ค้ายาที่ต้องสงสัยเพื่อยืนยันข้อเสนอยา บุคลากรยาเสพติดยังทบทวนคดีที่มีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพื่อดูว่ามีการเชื่อมต่อกับผู้ค้ายาเสพติดที่ถูกกล่าวหารายอื่นหรือไม่ ในกรณีของรัฐบาลกลางนักสืบยาเสพติดอาจต้องแสดงหลักฐานเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเห็นระหว่างการซื้อยา บางสถานการณ์อาจกำหนดให้ผู้ตรวจสอบต้องทำการแทรกซึมกลุ่มคนที่สงสัยว่าค้ายาเสพติด

นักสืบอาชญากรรมที่มีความรุนแรงทำหน้าที่นักสืบกับหน่วยงานของรัฐและรัฐบาลกลางเช่นเดียวกับแผนกอื่น ๆ ในเขตอำนาจศาล อาชญากรรมที่โหดร้ายที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ทำการสอบสวนคือคดีฆาตกรรมการทำร้ายร่างกายและแบตเตอรี่และการข่มขืนทางเพศ นักสืบส่วนใหญ่ที่ดูแลคดีเหล่านี้พูดคุยกับเหยื่อหรือพยานร้องขอเวชระเบียนจากโรงพยาบาลและรวบรวมหลักฐานจากที่เกิดเหตุ การบ้านยังรวมถึงการค้นหาฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์และทำการทดสอบการวิเคราะห์ด้วยเสียง

นักสืบบางคนประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง เช่น Francois Vidocq Francois Vidocq เป็นนักสืบที่จัดตั้งกรมตำรวจแห่งแรกในฝรั่งเศส นักสืบชาวสก็อตอเมริกันคนหนึ่งชื่ออัลลันพินเคอร์ตันเริ่มมีชื่อเสียงในการสร้างสำนักงานนักสืบพินเคอร์ตันซึ่งเป็นสำนักงานนักสืบเอกชนแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา เรื่องราวเกี่ยวกับเชอร์ล็อคโฮล์มส์นักสืบต้นแบบสวมโดยนักเขียนชาวอังกฤษเซอร์อาร์เธอร์โคนันดอยล์มียอดขายหลายล้านเล่ม

สืบอย่างไรให้เปิดความลับ งานนักสืบ มีอะไรบ้าง

องค์กรสืบส่วนแต่ละคนก็มีกระบวนการสืบที่แตกต่างกันออกไป แต่ในระดับสากลแล้วมันก็ไม่ได้มีความแตกต่างมากเท่าไหร่นัก องค์กรเหล่านี้มักจะมีวิธีการที่คล้ายคลึงกันความสำเร็จขึ้นอยู่กับฝีมือ และจรรยาบรรณของแต่ในองค์กร พวกเขามักถูกจ้างให้สืบสวนความลับทุจริตของบริษัท, ผู้บริหาร, นักธุรกิจ รวมถึงรวบรวมหลักฐานเอาผิดผู้ต้องหาต่างๆ อย่างเช่นงานสืบคดีค้ายาว่านายคนนี้ได้ครอบครอง และนำไปขายให้ผู้อื่นหรือไม่ ต่อไปนี้คือ 2 วิธีหลักในการสืบขององค์กรทั่วไปที่ใช้ในระดับสากล

1.ตั้งทีมติดตาม

งานหลักขององค์กรสืบสวน ที่มักจะทำกันเพื่อตามสืบผู้ต้องหาโดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน การติดตามเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญเพื่อรวบรวมหลักฐาน เพราะถ้าให้นั่งอยู่เฉยๆ หลักฐานมันคงจะไม่ลอยมาเอง โดยเฉพาะผู้ต้องหาที่มีประวัติขาวสะอาดจนน่าสงสัย สิ่งที่พวกองค์กรจะทำเพิ่มความมั่นใจว่าเขาขาวสะอาดจริงคือติดตามผู้ต้องหาคนนี้ ถ้าเกิดว่าเขาทำอะไรที่ผิดกฎหมายเจ้าหน้าที่ก็จะบึนทึกเอาไว้เป็นหลักฐาน อุปกรณ์ที่เจ้าหน้าที่ใช้ส่วนใหญ่คือ กล้องถ่ายภาพ อุปกรณ์บันทึกเสียง สมุดบันทึก

งานติดตามเป็นอะไรที่อันตรายมากเพราะมีโอกาสที่จะถูกจับได้ ลองคิดดูว่าตามผู้ต้องหาค้ายาเสพติดแล้วโดนฝ่ายตรงข้ามจับได้คงจะจบไม่สวยแน่ ดังนั้นคนที่จะทำงานตามสืบได้ต้องเป็นคนที่มีทักษะหลายด้าน โดยเฉพาะความไหวตัวทันก่อนที่จะถูกจับตัว ส่วนใหญ่แล้วงานอันตรายแบบนี้มักจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานตำรวจ สำหรับเอกชนมักจะได้งานตามสอบทุจริตและเรื่องชู้สาวมากกว่า

2.แทรกซึมเข้ากลุ่มของเป้าหมาย

ไม่มีใครรู้อะไรดีเท่ากับคนวงใน การเข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของเป้าหมายช่วยให้เรามีโอกาสเข้าถึงข้อมูลและหลักฐานมากที่สุด และยังเป็นวิธีที่อันตรายกว่าสุดอีกด้วย วิธีนี้เรามักจะเห็นใช้กันในสายตำรวจที่มีการส่งตำรวจไปอยู่ในกลุ่มค้ายาบ้า เมื่อถึงวันซื้อขายกันข้อมูลการนัดพบก็จะถูกส่งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อส่งกำลังมาจับกุมในที่สุด แผนแทรกซึมมีประสิทธิภาพสูงกว่าแผนอื่นๆช่วยให้เรารู้ความลับในอดีตและอนาคตของเป้าหมาย แต่เป็นแผนที่ต้องค่อยเป็นค่อยไปใช้เวลานาน 1 เดือน จนถึง 1 ปี

โดยเฉพาะหน่วยงานสืบของเอกชนหรือนักสืบอิสระที่จะเข้าไปสืบความลับบริษัทหนึ่ง จะต้องใช้เวลานานมากกว่าจะได้เข้าถึงตำแหน่งที่สามารถเข้าถึงความลับที่ต้องการได้ งานพวกนี้มีความอันตรายมาก บางงานอันตรายถึงชีวิต ถ้าเกิดไปสืบในเรื่องความลับทางการค้าให้กับบริษัทฝ่ายตรงข้าม ถ้าถูกจับได้อาจโดนดำเนินคดีทางอาญาอีกด้วยในข้อหาเปิดเผยความลับทางการค้า ถูกจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกินพันบาท

สอบสวนแบบฉบับ FBI
คือ การแสวงหาข้อเท็จจริง รวมทั้งหาหลักฐานต่างๆ มายืนยันต่อข้อเท็จจริงนั้น เพื่อรักษาความสงบสุขเรียบร้อยของประชาชน เพื่อที่จะได้ทราบถึงรายละเอียดต่างๆ การสืบสวน คือ ขั้นตอนเสาะหาผู้ต้องสงสัย หากแต่ยังไม่รู้ตัวอย่างแน่ชัด

การสอบสวน

คือ การรวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งขั้นตอนดำเนินการในทางอื่นใด ที่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้ โดยขั้นตอนนี้  private detective bangkok คือ ได้ตัวผู้ต้องสงสัยมาแล้ว ถึงเวลารวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเอาผิด

การสืบสวน – สอบสวนของ FBI

‘FBI’ ย่อมาจาก ‘Federal Bureau of In vestigation’ ซึ่งเป็นหน่วยสืบสวนสอบสวน คดีอาญาแห่งกระทรวงยุติธรรมประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1908 โดยมีชื่อต้นในการก่อตั้ง คือ ‘Bureau of Investigation’ ต่อมาในปี ค.ศ. 1924 ได้มีการปรับปรุงสภาพความพร้อมของหน่วยงานขึ้นใหม่ อีกทั้งยังมีการกำหนดนโยบายของหน่วยงานที่มีความชัดเจนมากขึ้น ต่อมาในปี ค.ศ. 1935 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น ‘Federal Bureau of In vestigation’ ซึ่งก็คือซื่อเดียวกันกับ ณ ปัจจุบัน

‘FBI’ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุง Washington, D.C. นอกจากนี้ยังมีการตั้งสำนักงานย่อยอีกหลายสาขา อยู่ตามเมืองยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอีก 58 แห่ง

หน้าที่หลักของเจ้าหน้าที่ ‘FBI’ ก็คือ การสอบสวน – สืบสวนคดีของรัฐบาล เช่น การละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลาง , การก่อเหตุร้ายวินาศกรรม , ก่อการร้าย , การลักพาตัวประธานาธิบดี เป็นต้น

ทำการสอบสวนอย่างไร ?

‘FBI’ มีหน่วยรวบรวมรูปพรรณบุคคล และมีระบบรายงานอาชญากรรม โดยมุ่งเน้นนำหลักทางวิทยาศาสตร์ มาใช้สืบสวน – สอบสวน รวมทั้งการหาพยานหลักฐาน อีกทั้งยังมีห้องปฏิบัติการทางด้านเคมี เพื่อเป็นกระบวนการหนึ่งที่ใช้พิสูจน์หลักฐานประกอบการสืบสวนอีกด้วย

ขอบเขตการทำงานของ ‘FBI’ ได้ขยายเพิ่มมากขึ้นตามความก้าวหน้าอันไร้ขีดจำกัด เนื่องจาก เมื่อผู้ก่อการร้ายยกระดับหันมาใช้วิธีการใหม่ในการก่อเหตุการณ์ร้าย ทำให้ทาง FBI ต้องพัฒนาให้ทันเช่นเดียวกัน จึงนับว่า ‘FBI’ เป็นองค์กรที่มีการพัฒนาอย่างตลอดเวลา เพื่อความรักษาความสงบสุขของประชาชนชาวสหรัฐอเมริกา

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ ‘FBI’
ผู้สมัครจะต้องมีอายุ 23 – 37 ปี และต้องผ่านการทดสอบสมรรถภาพทางกาย – ใจ , สติปัญญา อย่างเข้มงวด และจะถูกตัดสิทธิ์ทันทีถ้ามีประวัติที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในช่วง 3 ปีระหว่างสมัคร
FBI กับ CIA ไม่เคยร่วมงานกันได้อย่างลงตัวเลยสักครั้ง
FBI เคยทุ่มเทให้กับการศึกษา ในเรื่องของการรับรู้ทางประสาทสัมผัสพิเศษ หรือ ESP เพื่อยกระดับการสอดแนม
ถ้าคุณโกหก พวกเขาจะสามารถจับได้ทันทียกเว้นเสียแต่ว่าคุณจะเป็นผู้ผ่านการฝึกหลักสูตร FBI ด้วยกัน
คดีรองเท้าแตะ ‘The Wizard of Oz’ ถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ ‘Judy Garland ’ ในปี 2005 และ FBI ต้องใช้เวลาถึง 10 กว่าจะตามหาเจอสํานักงานนักสืบ

นักสืบต้องรู้
งานนักสืบก็เหมือนกับงานอื่นทั่วไป มันแยกย่อยไปอีกหลายงานตามหัวข้องาน แต่ละงานบอกเลยว่าไม่ง่ายอย่างที่คิด งานนักสืบถือว่ามีความเสี่ยงในอาชีพไม่น้อยเลย นักสืบบางคนอาจจะมีความสามารถเฉพาะทางในการสืบ รวมถึงคอนเนกชั่นของเขาด้วย แต่บางคนก็สามารถสืบได้หลายฟิลด์ หลายหัวข้อตามสั่ง หัวข้องานของนักสืบในไทยเขาต้องทำงานอะไรกัน

สืบพฤติกรรมคนในครอบครัว
หัวข้อมาแรงสุด สร้างงานได้มากสุด และรายได้มากสุดของนักสืบเอกชนในไทยก็คือ หัวข้อการสืบพฤติกรรมของคนในครอบครัว โดยเฉพาะคู่สามีภรรยา ที่ต้องการจะสืบว่าอีกฝ่ายมีชู้ มีกิ๊ก ซ่อนอยู่หรือไม่ เรื่องนี้นอกจากอารมณ์ ความรัก ความหึงหวง มันยังเกี่ยวพันกับการฟ้องร้อง ฟ้องหย่ากับอีกฝ่ายด้วย หากใครมีหลักฐานมัดอีกฝ่ายว่ามีการคบซ้อน คบชู้ก็จะสามารถเรียกร้องข้อต่อรองได้มากกว่าในศาล ไม่ว่าจะเป็นค่าเลี้ยงดู ค่าทนาย สิทธิ์ในการดูแลบุตร ฯลฯ นั่นทำให้งานสืบหัวข้อนี้มีเยอะมาก ทำกันไม่หวาดไม่ไหว

สืบความลับทางธุรกิจ
การทำธุรกิจใครมองว่าจะมีแต่สีขาวอย่างเดียว แสดงว่ามองโลกสวยเกินไปสักหน่อย โลกของธุรกิจนั้นต้องใช้วลีว่า “การศึกไม่หน่ายกลยุทธ์” จึงไม่แปลกที่จะมีการจ้างนักสืบมาเพื่อค้นหาความลับทางธุรกิจของฝ่ายตรงข้าม หรือบางครั้งอาจจะเป็นเรื่องของการสืบที่ไปที่มาของคู่ค้าว่าไว้ใจได้มากน้อยแค่ไหน(แม้จะฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่เชื่อเหอะว่ามีจริง) เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะโดนหลอกได้

ตามหาคนหาย
คนหายเป็นอาชญากรรมรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นได้บ่อยมากในสังคมไทยเรา ยิ่งกรณีของเด็กยิ่งเยอะมากทั้งการล่อลวงไปเพื่อนำไปขายอวัยวะ หรือนำไปค้าประเวณี ค้ามนุษย์ การจะไปตามหาเองดูจะยิ่งมืดมนเกินไป หวังพึ่งทางการก็อาจจะยากหน่อยตำรวจท่านก็มีงานล้นมือ การใช้บริการนักสืบที่เขามีเครือข่ายมากกว่าอาจจะตามหาได้ในเร็ววัน ยิ่งหายแล้วแจ้งเร็วก็มีโอกาสมากขึ้น

ติดตามลูกหนี้
การไม่มีหนี้เป็นเรื่องอันประเสริฐอันนี้จริงทีเดียว แม้เราจะมีลูกหนี้แต่การตามหนี้นั้นไม่ง่ายเลย บางคนหนีหนี้ไปจนตามหาไม่เจอ ครั้นจะไปตามบ้านญาติเขาก็คงนกรู้บินหนีไปอีก หากมูลหนี้เยอะมากการติดตามหนี้ด้วยการฝากให้นักสืบตามหาให้จะดีกว่า เขามีวิธีการตามหาลูกหนี้ที่เราคาดไม่ถึงรับรองว่าถ้าลูกหนี้ไม่หนีไปออกนอกประเทศบอกเลยว่าเขาหาเจอแน่นอน นี่แหละหัวข้องานของนักสืบเอกชนไทยยุคนี้

Tagged :

นักสืบมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ลักษณะของนักสืบควรเป็นอย่างไร? และวิธีสืบชู้สาว

นักสืบ มีคุณสมบัติอะไรบ้าง ลักษณะของ นักสืบ ควรเป็นอย่างไร ? และวิธีสืบชู้สาว สืบอย่างไรให้ไม่รู้ตัว หาหลักฐาน เพื่อมาพิสูจน์ความจริง โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้

1. มีความอดทนสูง ส่วนมากนักสืบต้องเป็นกลุ่มอาชีพที่ต้องใช้ความอดทนสูงมาก เนื่องจากลักษณะงานเน้นไปที่การเฝ้าติดตามพฤติกรรมรายบุคคลเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนและปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องแก้ไขมากมาย จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาบุคลากรที่เหมาะสมกับงานประเภทนี้ เพราะพวกเขาต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการตนเองที่ดี เพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ อาทิ สามารถอยู่ในพื้นที่จำกัดได้เป็นระยะเวลานาน รายงานสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และเฝ้ามองเป้าหมายอย่างไม่คลาดสายตา เป็นต้น

2. เป็นคนช่างสังเกต ควรมีคุณสมบัติที่ดีของผู้ประกอบอาชีพนักสืบ คือมีบุคลิกช่างสังเกต เก็บรายละเอียดของเป้าหมายหรือวัตถุพยานต่างๆได้อย่างครบถ้วน รวมถึงมีไหวพริบสามารถพลิกแพลงสถานการณ์เพื่อสืบค้นข้อมูลหลักฐานได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย เพราะบางครั้งโอกาสในการเข้าถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นเอง

3. ทำงานเป็นทีมได้ดี หลายคนอาจคุ้นเคยกับบทบาทของนักสืบในภาพยนตร์ หรือการ์ตูน ที่มีพระเอกบินเดี่ยวเก็บเกี่ยวข้อมูลหลักฐานได้อย่างเหนือชั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วการสืบหาข้อมูลหลักฐานในแต่ละเรื่อง ต้องอาศัยทีมงานเครือข่าย และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอยให้คำแนะนำตลอดเวลา เพื่อลดผลกระทบที่จะตามมาในภายภาคหน้านั่นเอง ดังนั้นนักสืบมืออาชีพจะต้องมีทัศนคติที่ดี สามารถรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากเพื่อนร่วมงาน ตลอดจนสามารถเข้าใจจุดประสงค์ของผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดีอีกด้วย สืบเนื่องจากปัจจัยข้อนี้อาจทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของทีมงานมืออาชีพมีอัตราสูงกว่าท้องตลาดสักเล็กน้อย แต่หากเรามองในแง่ของคุณภาพการทำงานและความน่าเชื่อถือในข้อมูลที่ได้รับแล้วยังถือว่าคุ้มค่า เกินราคา และประหยัดเวลาอันมีค่าของท่านได้มากมาย นักสืบ ราคา ถูก

4. เก็บความลับเก่ง จรรยาบรรณที่สำคัญที่สุดสำหรับวิชาชีพนักสืบ คือการเก็บรักษาความลับของผู้ว่าจ้าง เพราะบางเรื่องมีความละเอียดอ่อนที่ไม่สามารถเปิดเผยให้กับสาธารณะชนรับรู้ได้ ดังนั้นการทำงานของนักสืบส่วนใหญ่จะต้อง กระชับ ฉับไว ไม่ยืดเยื้อ เมื่องานที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้น ก็จะไม่ติดต่อหรือกระทำการใดอันเป็นการรบกวนผู้ว่าจ้างด้วยประการทั้งปวง

5. มีความระมัดระวัง ความปลอดภัยคือเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ เพราะงานนี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้คนมากมาย และอาจจะขัดต่อผลประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่งก็เป็นได้ ดังนั้นการเฝ้าติดตามหรือเสาะหาพยานหลักฐานต้องใช้ความระมัดระวังคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก อาทิ การเฝ้าติดตามต้องมีการทิ้งระยะห่างไว้พอสมควรเพื่อไม่เป็นที่สังเกตและเสี่ยงต่อการถูกจับได้ หรือหากตกอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยง สามารถติดต่อทีมงาน หรือหน่วยงานด้านความปลอดภัยได้ทันท่วงที ตลอดจนสามารถเตรียมแผนป้องกันและหาทางหนีทีไล่ในกรณีฉุกเฉิน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

ลักษณะของ นักสืบ ควรเป็นอย่างไร?

      • ต้องเข้าใจเนื้องานที่จะสืบ
      • งานสืบสวนเหมาะสำหรับคนที่ไหวพริบทางปัญญาสูง ๆ
      • ที่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว
      • เหตุเกิดเฉพาะหน้าสามารถแก้ได้เลย
      • มีความอดทน
      • ทำงานไม่เป็นเวลา เตรียมพร้อมตลอด
      • สุขภาพดี แข็งแรง
      • มีความละเอียดอ่อน
      • เป็นคนช่างสังเกตุ
      • การรักษาความลับของลูกค้า
      • นักสืบจะมีข้อเท็จมาก เรื่องสำคัญส่วนตัวของลูกค้าต้องรักษาให้ได้
      • ไม่แพร่งพรายหรือเล่าให้ญาติพี่น้องรับทราบ
      • นักสืบต้องมีความคล่องตัวสูง
      • ติดตามสืบพฤติกรรมต้องไม่ให้รู้ว่าเรากำลังสืบอยู่ต้องมีประการณ์
      • วิธีการติดตามต้องรู้วิธี นักสืบต้องมีความรู้ทั่วไปต้องรู้เป็นอย่างดี
      • เป็นงานที่เกี่ยวกับการปลอมตัวต้องปลอมให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อม
      • รู้เกี่ยวกับรายละเอียดบุคคล
      • บงานสืบต้องสอบให้ละเอียดทำงานต้องทำให้ตรงกับผู้ว่าจ้าง

เทคนิคสืบชู้สาวเรื่องง่าย ๆ

หลายๆคนอาจจะเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า สามีหรือภรรยาของเรา ยังซื่อสัตย์กับเราอยู่มั้ย แอบคบซ้อนกับใครอยู่หรือเปล่า แล้วอะไรจะเป็นตัวชี้วัดว่า สิ่งที่เราคิด หรือที่กำลังสงสัยอยู่ มันคือเรื่องจริง ไม่ได้เกิดจากความระแวง หรือเกิดจากความวิตกกังวลของเราเอง วิธีที่จะใช้พิสูจน์เรื่องนี้ก็คือ การสังเกตความเปลี่ยนแปลง ทางพฤติกรรมของคู่สมรสของเรานั่นเอง พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป จะเป็นตัวบอกถึงความผิดปกติได้เป็นอย่างดี อย่างแรกที่ควรให้ความสำคัญอย่างมากก็คือ เรื่องของคำพูดกับการกระทำ มันสวนทางกันหรือไม่ สิ่งที่เขาพูดมันคือเรื่องจริงหรือไม่ เพราะถ้าเขาพูดโกหก วัตถุประสงค์ก็เพื่อที่จะต้องการปกปิดความจริงอะไรบางอย่างเอาไว้ โดยที่ไม่ต้องการให้เรารู้ ซึ่งมันมักจะมีเรื่องที่ไม่ดีซ่อนอยู่อีกมากมาย และยังมีพฤติกรรมอะไรอีกบ้าง ที่เราสามารถใช้ ใช้เป็นข้อสังเกตในเรื่องสืบชู้สาว

นักสืบ กับ เรื่องชู้สาว
นักสืบ กับ เรื่องชู้สาว

ให้ความสนใจหรือขาดการดูแลเอาใจใส่กับตัวเราน้อยลงกว่าเดิม
พูดคุยอะไรด้วยก็มักจะพาลหาเรื่องชวนทะเลาะเกือบทุกครั้ง
ใช้จ่ายเงินทองฟุมเฟือยมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
หันมาใส่ใจดูแลเรื่องการแต่งตัวอย่างที่ไม่เคยเป็น
โทรศัพท์มักจะปิดเสียงเรียกเข้า หรือเลี่ยงที่จะรับสายบางสาย เวลามีคนโทรเข้ามา และมักจะตั้งรหัสลับส่วนตัวเพื่อล็อคโทรศัพท์
กลับบ้านไม่ตรงเวลา มักจะผิดเวลามากกว่าแต่ก่อน 1-2 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น
วันหยุดพักผ่อนมักไม่ค่อยจะอยู่บ้าน หาเหตุผลต่างๆนานาที่ออกไปข้างนอก
ไม่ค่อยกลับบ้าน อ้างว่าต้องประชุม สัมมนา หรือดูงาน ฯลฯ
พฤติกรรมบางอย่างที่กล่าวมา เป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติและมักจะพบเห็นได้

บ่อย สำหรับคนที่กำลังแอบชอบใครอยู่ เราสามารถสังเกตและประเมินเบื้องต้นได้ว่า คู่สมรสของเรา มีพฤติกรรมที่ส่อไปในเชิงชู้สาวแบบนี้หรือไม่ ถ้าใช่ สิ่งที่ควรทำต่อไปก็คือ การหาหลักฐาน เพื่อมาพิสูจน์ความจริง แต่ในขั้นตอนนี้ไม่ขอแนะนำให้ทำด้วยตัวเอง เพราะงานแบบนี้จำเป็นต้องใช้คนที่มีประสบการณ์ และเครื่องมือเฉพาะทางจึงจะทำงานแบบนี้ได้สำเร็จ ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ นักสืบเอกชน หรือ นักสืบมืออาชีพ เท่านั้น เพราะโอกาสในการหาหลักฐาน ที่ใช้ในงานสืบชู้สาวนั้น อาจจะมีโอกาสแค่เพียงครั้งเดียว เพราะถ้าคุณลงมือทำด้วยตัวเอง แล้วเกิดทำงานพลาดจนเขารู้ตัว เขาก็จะระมัดระวังตัวเอง มากกว่าเดิม การทำงานก็จะยากขึ้นไปอีก จึงขอแนะนำให้ใช้บริการจาก สำนักงานนักสืบ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของตัวคุณเอง

เทคนิคอย่างไรให้รู้ความลับ

1.ตั้งทีมติดตาม งานหลักขององค์กรสืบสวน ที่มักจะทำกันเพื่อตามสืบผู้ต้องหาโดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน การติดตามเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญเพื่อรวบรวมหลักฐาน เพราะถ้าให้นั่งอยู่เฉยๆ หลักฐานมันคงจะไม่ลอยมาเอง โดยเฉพาะผู้ต้องหาที่มีประวัติขาวสะอาดจนน่าสงสัย สิ่งที่พวกองค์กรจะทำเพิ่มความมั่นใจว่าเขาขาวสะอาดจริงคือติดตามผู้ต้องหาคนนี้ ถ้าเกิดว่าเขาทำอะไรที่ผิดกฎหมายเจ้าหน้าที่ก็จะบึนทึกเอาไว้เป็นหลักฐาน อุปกรณ์ที่เจ้าหน้าที่ใช้ส่วนใหญ่คือ กล้องถ่ายภาพ อุปกรณ์บันทึกเสียง สมุดบันทึก

งานติดตามเป็นอะไรที่อันตรายมากเพราะมีโอกาสที่จะถูกจับได้ ลองคิดดูว่าตามผู้ต้องหาค้ายาเสพติดแล้วโดนฝ่ายตรงข้ามจับได้คงจะจบไม่สวยแน่ ดังนั้นคนที่จะทำงานตามสืบได้ต้องเป็นคนที่มีทักษะหลายด้าน  private investigator thailand โดยเฉพาะความไหวตัวทันก่อนที่จะถูกจับตัว ส่วนใหญ่แล้วงานอันตรายแบบนี้มักจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานตำรวจ สำหรับเอกชนมักจะได้งานตามสอบทุจริตและเรื่องชู้สาวมากกว่า

2.แทรกซึมเข้ากลุ่มของเป้าหมาย ไม่มีใครรู้อะไรดีเท่ากับคนวงใน การเข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของเป้าหมายช่วยให้เรามีโอกาสเข้าถึงข้อมูลและหลักฐานมากที่สุด และยังเป็นวิธีที่อันตรายกว่าสุดอีกด้วย วิธีนี้เรามักจะเห็นใช้กันในสายตำรวจที่มีการส่งตำรวจไปอยู่ในกลุ่มค้ายาบ้า เมื่อถึงวันซื้อขายกันข้อมูลการนัดพบก็จะถูกส่งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อส่งกำลังมาจับกุมในที่สุด แผนแทรกซึมมีประสิทธิภาพสูงกว่าแผนอื่นๆช่วยให้เรารู้ความลับในอดีตและอนาคตของเป้าหมาย แต่เป็นแผนที่ต้องค่อยเป็นค่อยไปใช้เวลานาน 1 เดือน จนถึง 1 ปี

โดยเฉพาะหน่วยงานสืบของเอกชนหรือ นักสืบ อิสระที่จะเข้าไปสืบความลับบริษัทหนึ่ง จะต้องใช้เวลานานมากกว่าจะได้เข้าถึงตำแหน่งที่สามารถเข้าถึงความลับที่ต้องการได้ งานพวกนี้มีความอันตรายมาก บางงานอันตรายถึงชีวิต ถ้าเกิดไปสืบในเรื่องความลับทางการค้าให้กับบริษัทฝ่ายตรงข้าม ถ้าถูกจับได้อาจโดนดำเนินคดีทางอาญาอีกด้วยในข้อหาเปิดเผยความลับทางการค้า ถูกจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกินพันบาท

การฟ้องเรียกค่าสินไหม ทดแทน จากชายชู้ หรือหญิงชู้ เป็น คดีความแพ่ง มีกฎหมายบัญญัติ รองรับไว้ กรณีที่ใครก็ตามที่เป็นชาย และหญิง ไปเป็นชู้กับสามี หรือ ภรรยาผู้อื่นซึ่งสามี หรือ ภรรยาที่จะเอาผิดกับชายชู้

หลักฐานที่ชัดเจนว่าเป็นชู้กัน คือ

อีกสิ่งหนึ่ง สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่า หลักฐานที่กล่าว ข้างต้นเลย คือ ชื่อ และ นามสกุล ของชายชู้ หรือหญิงชู้ เพราะ ถ้าไม่รู้ชื่อ – นามสกุล อีกฝ่าย ก็ฟ้องไม่ได้ ต่อให้มีหลักฐาน ที่ชัดเจนมากก็ตาม

ดังนั้น หากมีการจ้างนักสืบเอกชนเพื่อหาหลักฐานแล้ว อย่าลืมจ้างสืบหาชื่อ-สกุลของชายชู้ หรือหญิงชู้ด้วยนะครับ

หลักฐานมีอายุความ 1 ปี นับตั้งแต่ที่ทราบ

อายุความ 1 ปี นับจากแต่มีหลักฐาน รู้ชัดว่าสามี หรือ ภรรยามีชู้ ต้องทำการ ฟ้อง ภายใน 1 ปี

อีกหนึ่งความรู้ ที่ขาดไม่ได้ คือ อายุความของคดี ที่จะฟ้องเรียก ค่าสินไหมทดแทน จาก ชายชู้ หรือหญิงชู้ คือ 1 ปี  เช่นเดียวกับการฟ้องหย่า กรณีมีชู้ด้วย เช่นกันกล่าวคือ

ถ้ารู้แล้วว่าสามี หรือ ภรรยาตัวเอง ไปมีชู้ กับ ชายอื่น หรือ หญิงอื่น ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่ที่รู้ หรือ มีหลักฐาน

ถ้าปล่อยปละละเลยเกิน 1 ปี จะถือว่า ไม่ติดใจในการ ที่จะดำเนินคดี หากเป็นการจ้าง นักสืบหาหลักฐาน หลักฐานทุกอย่าง จะมีเวลา วัน/เดือน/ปี ที่บันทึกภาพ  หรือค ลิป ดังนั้น จึงควรไตร่ตรอง ให้ดี

ซึ่งในปัจจุบัน คดีชู้สาว รูปแบบนี้ ใช้เวลาไม่นาน ใช้เวลาไม่เกิน 3-5 เดือนตั้งแต่ ขั้นตอนการฟ้อง ให้จำเลยยื่นคำให้การ เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย หากตกลงไม่ได้ ก็เข้าสู่กระบวนการ พิจารณาต่อไป

Tagged :

อ้วน (Obesity) เป็นภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันมาก

อ้วน (Obesity) เป็นภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันมากผิดปกติหรือมากเกินกว่าที่ร่างกายจะเผาผลาญออกไป จนทำให้เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพ เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก ทำกิจกรรมต่าง ๆ ยากลำบากขึ้น สูญเสียความมั่นใจ นอนกรน ปวดข้อ ปวดหลัง ไขมันในเลือดสูง หอบหืด โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไปจนถึงมะเร็งลำไส้ และโรคร้ายแรงอื่น ๆ ที่อาจพัฒนาตามหลังจากภาวะอ้วนได้

เกณฑ์มาตรฐานสากลที่ใช้กำหนดผู้ที่มีภาวะอ้วน คือ การคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI (น้ำหนักเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง) ผู้ที่มีภาวะอ้วน คือ ผู้ที่มีค่า BMI อยู่ที่ 30 ขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีค่า BMI ทั้งที่อยู่ในกลุ่มน้ำหนักเกิน (BMI อยู่ที่ 25 ขึ้นไป) ไปจนถึงอยู่ในภาวะอ้วน (BMI อยู่ที่ 30 ขึ้นไป) ควรระมัดระวัง เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพเป็นพิเศษ

หากไม่ได้มีรูปร่างหรือมีส่วนเกินในร่างกายที่มากเกินไปจนก่อปัญหา แต่กลับมีค่า BMI มากกว่า 25 ก็สามารถตรวจสอบกับแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ได้ เพราะในบางราย น้ำหนักตัวที่มากไม่ได้มาจากไขมันที่สะสม แต่เป็นกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา เนื่องจากค่าที่ได้จาก BMI เป็นค่าโดยประมาณในการอ้างถึงมวลไขมัน แต่ไม่ได้เป็นค่าที่วัดมวลไขมันได้โดยตรง

อีกวิธีหนึ่งที่ใช้ตรวจหาภาวะอ้วน คือ การตรวจวัดรอบเอว โดยผู้ที่อยู่ในภาวะอ้วนที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคและปัญหาสุขภาพ คือ ผู้ชายที่มีรอบเอวเกินกว่า 90 เซนติเมตร และผู้หญิงที่มีรอบเอวเกินกว่า 80 เซนติเมตร

ผู้ที่อยู่ในภาวะอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน ควรศึกษาหาข้อมูลเพื่อดูแลสุขภาพตนเอง ควบคุมน้ำหนักตัว หรือปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาควบคุม ก่อนจะเผชิญปัญหาสุขภาพที่รุนแรงขึ้น

อาการของภาวะอ้วน

ผู้ที่มีภาวะอ้วน คือ ผู้ที่มีไขมันส่วนเกินสะสมอยู่ในร่างกายปริมาณมาก ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ คือ หายใจติดขัด นอนกรน เหนื่อยง่าย ร้อนง่าย เหงื่อออกง่าย ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ยากลำบาก จนอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ รวมถึงความไม่มั่นใจในตนเอง อาจทำให้มีปัญหาด้านความสัมพันธ์หรือการเข้าสังคม และปัญหาสุขภาพจิตอย่างภาวะซึมเศร้าที่อาจเกิดขึ้นตามมา

สาเหตุของภาวะอ้วน

ภาวะอ้วน คือ การที่ร่างกายมีการสะสมไขมันมากผิดปกติ หรือมากเกินกว่าที่ร่างกายจะเผาผลาญออกไปผ่านกิจกรรมประจำวัน เกิดจากหลายปัจจัย เช่น พฤติกรรมการบริโภค พฤติกรรมการใช้ชีวิต กรรมพันธุ์ อายุ ปัจจัยทางการแพทย์ที่อาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดภาวะอ้วน และปัจจัยภายนอกอื่น ๆ อย่างสภาพแวดล้อม และสถานภาพทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

การวินิจฉัยภาวะอ้วน

การตรวจหาภาวะอ้วนทำได้ด้วยการหาค่า BMI และการตรวจวัดรอบเอว

เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะตรวจร่างกาย ซักประวัติสุขภาพ การใช้ชีวิตประจำวัน การบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การใช้สารเสพติด การทำกิจกรรมต่าง ๆ ประวัติสุขภาพของครอบครัว ความรู้สึกที่มีต่อภาวะอ้วน และปัญหาที่กำลังเผชิญจากภาวะอ้วน

ส่วนการตรวจเพิ่มเติมเมื่อทราบว่าผู้ป่วยกำลังเผชิญกับภาวะอ้วน ได้แก่ การตรวจวัดความดันโลหิต การตรวจหาระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด เพื่อให้ทราบผลความผิดปกติแล้วนำไปสู่การวางแผนรักษาต่อไป

การรักษาภาวะอ้วน

เพื่อให้ผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีสุขภาพจิตที่ดี สามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ควบคุมอาหารและพฤติกรรมการบริโภค ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ

ส่วนการรักษาทางการแพทย์ แพทย์จะพิจารณาเป็นกรณี อาจมีบางรายที่ควรรับประทานยาลดน้ำหนักภายใต้ใบสั่งแพทย์ควบคู่กับการดูแลตนเอง หรือบางราย แพทย์อาจต้องทำการผ่าตัดเพื่อช่วยเหลือให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ก่อนจะรักษาในขั้นต่อ ๆ ไป

ภาวะแทรกซ้อนของภาวะอ้วน

เมื่อเผชิญกับภาวะอ้วน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคและอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงโรคและอาการที่ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มีปัญหาในระบบทางเดินหายใจ ประจำเดือนมาไม่ปกติ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ภาวะมีลูกยาก หอบหืด ปวดตามกระดูกข้อต่อ ปวดหลัง ข้อเสื่อม มีนิ่วในถุงน้ำดี โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน และโรคมะเร็งต่าง ๆ

ส่วนปัญหาสุขภาพจิตที่กระทบต่อการใช้ชีวิตซึ่งอาจเกิดขึ้นตามมา ได้แก่ การขาดความมั่นใจในตนเอง ความรู้สึกโดดเดี่ยว เก็บตัว แยกตัว นำไปสู่ปัญหาด้านความสัมพันธ์ การเข้าสังคม การเรียน การทำงาน หรืออาจเกิดภาวะซึมเศร้าได้

การป้องกันภาวะอ้วน

ภาวะอ้วนที่เกิดจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต สามารถป้องกันได้โดยการควบคุมอาหารและพฤติกรรมการกิน รับประทานผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่มีประโยชน์ มีไขมันสูงและมีน้ำตาลมาก ดื่มน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือน้ำอัดลม ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ และชั่งน้ำหนักอยู่เสมอเพื่อตรวจดูและควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี

ป้องกันโรคอ้วนผู้สูงอายุ

ปัญหาโรคอ้วนถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคนหลายๆ วัย โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ ที่มีความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย รวมถึงระบบการเผาผลาญที่ต่ำลง โดยผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักไม่ค่อยใส่ใจหรือคำนึงถึงรูปร่างของตนเอง มักปล่อยปละละเลย และมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารในแบบที่เคยชิน ตลอดจนไม่รู้จักการดูแลโภชนาการให้ตัวเอง รวมถึงการไม่ออกกำลังกาย จึงทำให้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักเผชิญกับปัญหาโรคอ้วน ส่งผลกระทบให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา

ผู้สูงอายุที่จัดว่าอยู่ในภาวะโรคอ้วน สามารถดูได้จากรอบเอวที่มากเกินไป ความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มิลลิเมตรปรอท ระดับไตรกลีเซอไรด์มากกว่า 150 มิลลิกรัม % ถึงขั้นต้องกินยาลดไขมันระดับ HDL (ไขมันตัวดี) มากกว่า 40 และ 50 มิลลิกรัม % ระดับน้ำตาลสูงกว่า 100 มิลลิกรัม % (หรือระดับเสี่ยงเป็นเบาหวาน) โดยเฉพาะคนที่เสี่ยงเป็นเบาหวานร่างกายดื้อต่ออินซูลิน การเผาผลาญต่ำลงมาก และกลุ่มผู้สูงอายุที่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งโรคอ้วนจะเป็นต้นเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น โรคเบาหวาน, โรคไต, ความดันโลหิตสูง, ไขข้ออักเสบ, ข้อเข่าเสื่อม, ไขมันพอกตับ, เกาต์, กระดูกพรุน, ปัญหาระบบทางเดินปัสสาวะ ฯลฯ

4 วิธีป้องกันโรคอ้วนในผู้สูงอายุ

  1. ควรรับประทานอาหารในปริมาณน้อยลง โดยเน้นอาหารเพื่อสุขภาพ ได้แก่ เนื้อปลา, ไข่ต้ม, เต้าหู้, นมสดพร่องมันเนย, ผักต้ม, มะละกอสุก, ส้ม, กล้วยสุก เป็นต้น
  2. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที โดยควรให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายแบบเบาๆ เช่น เดิน, โยนเปตอง, แกว่งแขน เป็นต้น
  3. ควรให้ผู้สูงอายุลดน้ำหนัก ufabet login พยายามอย่าให้น้ำหนักสูงเกินกว่าเกณฑ์ส่วนสูงของผู้สูงอายุ
  4. ควรลดการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะนอกจากแอลกอฮอล์จะเข้าไปกระตุ้นระบบสมอง และระบบการทำงานต่างๆ ภายในร่างกายแล้ว ยังส่งผลถึงโรคอ้วน ความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และอาหารที่มีปริมาณแป้งและน้ำตาลสูงจำพวกอาหารจังก์ฟู้ด หรืออาหารทอดๆ ไขมันสูงทั้งหลาย การดูแลและป้องกันที่ดีที่สุดคือ หมั่นให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จัดโภชนาการอาหารให้ถูกต้อง มีปริมาณที่พอเหมาะเท่ากับที่ร่างกายต้องการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทาน พฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อลดน้ำหนัก ตลอดจนนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด หรือกังวลกับสิ่งต่างๆ

Tagged :

เรอบ่อย สัญญาณของโรคร้าย ?

เรอ (Belching) เป็นปฏิกิริยาของร่างกายในการขับลมออกจากกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหารออกทางปาก ทำให้เกิดเสียงที่เกิดจากสั่นของหูรูดหลอดอาหารและมีกลิ่นของอาหารที่ได้บริโภคและยังค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร โดยมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีลมอยู่ในกระเพาะอาหารมากเกินไปและทำให้กระเพาะอาหารพองตัว ซึ่งการเรอเป็นการขับลมออกเพื่อลดการพองตัวของกระเพาะอาหาร

กระเพาะอาหาร เกิดร่วมกับมีเสียง (เสียงจากการสั่นของหูรูดหลอดอาหาร) และมีกลิ่นของ อาหารที่ได้บริโภคและยังค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร ทั้งนี้เนื่องจากมีลมหรือแก๊สหรืออากาศใน หลอดอาหารและในกระเพาะอาหารมากเกินปกติ

สาเหตุที่ทำให้มีลมในหลอดอาหารและกระเพาะอาหารมากกว่าปกติ อาจเกิดจากกิน อาหารเร็ว เคี้ยวไม่ละเอียด เคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม การดูดน้ำ/อาหารเช่น ดูดนม (ในเด็ก อ่อนที่กินนมแม่) หรือการใช้หลอดดูดอาหารและเครื่องดื่ม หรือเกิดจากมีกรดในกระเพาะอาหาร มากเช่น จากดื่มกาแฟ (สารกาเฟอีน) หรือจากการสูบบุหรี่ หรือปัญหาด้านอารมณ์/จิตใจ หรือ อาจเกิดจากการมีอาหารตกค้างในกระเพาะอาหารมาก จากน้ำย่อยอาหารไม่เพียงพอ เช่น จากกินอาหารมากเกินไป จากประเภทอาหาร ผลข้างเคียงของยาบางชนิดเช่น ยาโรคเบาหวานบางชนิด หรือจาก โรคของอวัยวะที่สร้างน้ำย่อยเช่น ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน และกระเพาะอาหาร

โรคที่เป็นสาเหตุให้มีการเรอบ่อยผิดปกติมีได้หลากหลายโรค ที่พบได้บ่อยเช่น โรคกรด ไหลย้อน โรคแผลในกระเพาะอาหาร/โรคแผลเปบติก โรคกระเพาะอาหารอักเสบ โรคนิ่วในถุง น้ำดี เป็นต้น

เมื่อมีอาการเรอบ่อยผิดปกติ ควรปรับพฤติกรรมในการกิน/ดื่มเช่น กินปริมาณอาหารแต่ ละมื้อให้น้อยลง และสังเกตประเภทอาหาร และหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านั้น แต่ถ้าอาการเรอไม่ดี ขึ้นหรือมีอาการร่วมอื่นๆเช่น ปวดท้อง อาการแสบร้อนกลางอก ถ่ายอุจจาระดำเหมือนยางมะตอย (อุจจาระเป็นเลือด) หรืออาเจียนเป็นเลือด ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเพื่อหาสาเหตุ เพราะอาจเกิดจากโรคต่างๆดังได้กล่าวแล้วได้

การเรอเกิดจากอากาศที่กลืนลงไปพร้อมกับอาหาร หรือเกิดจากแก๊สที่เหลือในกระเพาะจากการกินมากเกินไปย้อนกลับออกมา” ซึ่งเวลาที่อากาศเหล่านี้จะออกมาจากปากมักไปทำให้ช่วงคอสั่นแล้วเกิดเป็นเสียงออกมา

ส่วนเวลาที่เราดื่มน้ำอัดลมแล้วเรอออกมานั้น นั่นก็เพราะว่า “กรดคาร์บอนิกที่อยู่ในน้ำอัดลมเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะกลายเป็นแก๊สและไปสะสมตัวอยู่ในกระเพาะ สุดท้ายแก๊สนั้นย้อนกลับออกมาทางปากจึงเกิดเป็นเสียงเรอขึ้น”

ท้องอืด เรอ บ่อย สัญญาณเตือนเสี่ยง
ท้องอืด เรอบ่อย สัญญาณเตือนเสี่ยง

สาเหตุของการเรอบ่อย

สาเหตุที่ทำให้เรอหรือเรอบ่อย เกิดจากการมีลมอยู่ในกระเพาะอาหารมากกว่าปกติ ซึ่งการที่มีลมมากกว่าปกติมาจากสาเหตุหลายประการ ที่พบบ่อย ได้แก่ รับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำอัดลม อย่างไรก็ตาม การเรอไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีลมมากเกินไปเท่านั้น แต่อาจมาจากอาการไม่สบายท้องที่เกิดจากสาเหตุอื่น อาจเป็นเพราะปัจจัยดังต่อไปนี้

  • การกลืนลม (Aerophagia) เป็นการกลืนอากาศเข้าไปทั้งที่เจตนาและไม่ได้เจตนา โดยการกลืนลมในปริมาณมากสามารถเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมต่อไปนี้ เช่น
    • รับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มเร็วเกินไป
    • รับประทานอาหารพร้อมกับคุยไปด้วย
    • เคี้ยวหมากฝรั่ง
    • ดื่มน้ำจากหลอดดูด
    • สูบบุหรี่
    • ใส่ฟันปลอมที่ไม่พอดี
    • เกิดความวิตกกังวล
    • หายใจลึก ยาว หรือเร็วกว่าปกติ
    • ดูดนม เช่น เด็กอ่อนที่กินนมแม่
  • การรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มบางชนิดทำให้เรอบ่อยขึ้น เช่น
    • น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • อาหารที่มีแป้ง น้ำตาล สมัครบาคาร่า หรือไฟเบอร์สูง
    • อาหารที่ทำมาจากโฮลเกรนหรือธัญพืชเต็มเมล็ด
    • ถั่ว
    • บรอกโคลี
    • หัวหอม
    • กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก
    • กล้วย
    • ลูกเกด
    • ขนมปังโฮลวีท
  • การมีกรดในกระเพาะอาหารมาก เช่น
    • ดื่มกาแฟ (สารคาเฟอีน)
    • ปัญหาด้านอารมณ์ จิตใจ และความเครียด
    • มีอาหารตกค้างในกระเพาะอาหารมาก จากน้ำย่อยอาหารไม่เพียงพอ เช่น กินอาหารมากเกินไป
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น
    • ยาอะคาร์โบส (Acarbose) เป็นยารักษาเบาหวาน ชนิดที่ 2
    • ยาระบาย เช่น ยาแลคตูโลส (Lactulose) และยาซอร์บิทอล (Sorbitol)
    • ยาบรรเทาอาการปวด เช่น ยานาพรอกเซน ยาไอบูโพรเฟน และยาแอสไพริน โดยการใช้ยาแก้ปวดในปริมาณมากอาจทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้เรอบ่อย
  • โรคประจำตัว ที่อาจทำให้มีอาการเรอบ่อย ได้แก่
    • โรคกรดไหลย้อน
    • โรคกระเพาะอาหารอักเสบ
    • โรคกระเพาะอาหารหรือโรคแผลในกระเพาะอาหาร
    • ภาวะแพ้น้ำตาลแล็กโทสซึ่งอยู่ในอาหารที่มีนมเป็นส่วนประกอบ
    • ภาวะการดูดซึมฟรุกโตสหรือซอร์บิทอล (Sorbitol) ที่ผิดปกติ คือไม่สามารถย่อยน้ำตาลฟรุกโตสหรือซอร์บิทอลได้
    • โรคติดเชื้อเอชไพโลไร (H.pylori) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระเพาะอาหาร
  • สาเหตุอื่น ๆ ที่พบได้น้อย เช่น
    • โรคเซลิแอค (Celiac Disease) หรืออาการแพ้กลูเตนในอาหารที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบ เช่น ขนมปัง
    • โรคตับอ่อนทำงานบกพร่อง ทำให้ขาดน้ำย่อยที่ใช้ในการย่อยอาหาร
    • Dumping Syndrome เป็นภาวะที่กระเพาะอาหารย่อยอาหารและส่งไปยังลำไส้เร็วเกินไปก่อนที่อาหารจะถูกย่อย

เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์ ?

โดยปกติอาการเรอมักจะไม่ทำให้เกิดภาวะที่น่ากังวลและสามารถหายไปได้เองโดยที่ไม่ต้องรักษา อย่างไรก็ตาม หากพบว่าเรอบ่อยและเรอมากกว่าปกติ หรือมีนิสัยในการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร รวมไปถึงหากพบว่ามีอาการต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์ทันที

  • ปวดท้องรุนแรงหรือปวดไม่หาย
  • ท้องเสีย
  • อุจจาระเปลี่ยนสี หรืออุจจาระบ่อย
  • อุจจาระปนเลือด
  • น้ำหนักตัวลด
  • เจ็บหน้าอก

แพทย์จะตรวจวินิจัยโดยการสอบถามประวัติและอาการต่าง ๆ ของผู้ป่วย รวมไปถึงตรวจร่างกายและอาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ช่องท้อง ตรวจเอมอาร์ไอ (MRI) ซีทีสแกน (CT-scan) อัลตราซาวด์ หรือตรวจความผิดปกติในการย่อยอาหาร

อาการเรอหรือเรอบ่อย สามารถบรรเทาได้อย่างไร?

เรอที่เกิดขึ้นตามปกติทั่วไปไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา แต่หากพบว่า เรอ บ่อยหรือมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของระบบย่อยอาหารที่ผิดปกติ ในกรณีนี้จึงควรไปพบแพทย์ โดยการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ

อย่างไรก็ตาม การเรอที่เกิดขึ้นทั่วไปจากลมที่มีมากในกระเพาะอาหารและลำไส้ สามารถบรรเทาได้ ดังนี้

ปรับพฤติกรรมการรับประทานและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่าง

  • รับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มให้ช้าลง จะช่วยลดการกลืนอากาศให้น้อยลงได้
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารพร้อมกับคุยไปด้วย
  • ดื่มน้ำให้มากขึ้น และหลีกเลี่ยงน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก
  • หลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลแลคโตส สารให้ความหวานซอร์บิทอล หรือฟรุกโตส ซึ่งอาจทำให้การย่อยอาหารผิดปกติสำหรับบางคน
  • หลีกเลี่ยงผักหรือผลไม้บางชนิด เช่น ถั่ว กะหล่ำปลี หัวหอม แครอท แอปริคอท ลูกพรุน บรอกโคลี หัวหอม กะหล่ำดอก กล้วย ลูกเกด ขนมปังโฮลวีท รวมไปถึงหลีกเลี่ยงหรือลดอาหารที่ทำจากโฮลเกรนหรือธัญพืชเต็มเมล็ด ซึ่งบางคนจะย่อยได้ยากและทำให้เกิดก๊าซมาก
  • อาจรับประทานโยเกิร์ตแทนดื่มนม เพราะพบว่าบางคนที่รับประทานโยเกิร์ตแทนการดื่มนมจะทำให้เกิดก๊าซน้อยกว่า เนื่องจากแบคทีเรียที่อยู่ในโยเกิร์ตได้ย่อยน้ำตาลแลคโตสที่ทำให้เกิดปัญหาในการย่อยสำหรับบางคนได้บางส่วน
  • หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม เพราะขณะที่กำลังเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม จะทำให้กลืนอากาศเข้าไปมากกว่าปกติ
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะทำให้กลืนอากาศเข้าไปมากกว่าปกติ
  • ตรวจสอบฟันปลอม เพราะหากฟันปลอมที่ใส่อยูไม่พอดี อาจทำให้ต้องกลืนอากาศเข้าไปมากเวลารับประทานอาหารและดื่มน้ำ
  • หลีกเลี่ยงความเครียด ความวิตกกังวล

รักษาด้วยการซื้อยาที่จำหน่ายที่ร้านขายยา

  • รักษาอาการจุกเสียดแน่นท้องหรือแสบร้อนกลางอกด้วยยาลดกรดและยาช่วยขับลมที่สามารถซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป  เช่น ยาไซเมทิโคน (Simethicone) หรือถ่านกัมมันต์ (Activated Charcoa)
  • อาหารเสริมเอนไซม์ เช่น Alpha-D-Galactosidase สามารถช่วยย่อยน้ำตาลในผักและธัญพืชต่าง ๆ ซึ่งย่อยได้ยากหรือทำให้เกิดก๊าซมาก
  • ผู้ที่มีปัญหาการย่อยอาหารที่ผิดปกติจากภาวะตับอ่อนบกพร่อง สามารถรับประทานเอนไซม์จากตับอ่อนเสริมพร้อมอาหารเพื่อเพิ่มเอนไซม์ที่ขาดหายไปได้
  • ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน อาจจำเป็นต้องรักษาโดยแพทย์และใช้ยาตามแพทย์สั่ง รวมไปถึงการรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย
Tagged :

หนองในแท้ (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย

หนองในแท้ (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย การติดเชื้อหนองในแท้ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่อวัยวะเพศ ทวารหนัก ลำคอ และมักติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อหรือการสัมผัสของเหลวจากร่างกาย รวมทั้งสามารถติดต่อจากหญิงตั้งครรภ์ไปสู่ทารกในช่วงระหว่างคลอดได้

อาการของหนองในแท้

ปรากฏจนกระทั่งผ่านไปหลายเดือนแล้ว โดยกว่าครึ่งของหญิงที่ป่วยเป็นโรคนี้และประมาณ 1 ใน 10 ของผู้ป่วยเพศชายที่ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการแสดงชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวและไม่ได้รับการรักษา โรคหนองในแท้มักแสดงอาการภายในประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อ หรือบางรายที่อาจไม่มีอาการใด ๆ

การติดเชื้อโรคหนองในแท้ที่อวัยวะเพศในเพศหญิงและชายอาจมีอาการต่างกัน โดยอาการที่ปรากฏในเพศหญิงมีได้ดังนี้

  • มีตกขาวผิดปกติขับออกมาจากช่องคลอด ลักษณะเป็นน้ำ หรือเส้นบาง ๆ สีออกเขียวหรือเหลือง หรือตกขาวมีปริมาณมากขึ้น
  • ปัสสาวะแล้วรู้สึกเจ็บหรือแสบ
  • เจ็บหรือฟกช้ำบริเวณท้องน้อย แต่พบได้ไม่บ่อย
  • มีเลือดออกระหว่างรอบเดือนและหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือประจำเดือนมามากผิดปกติ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้น้อย
องค์การอนามัยโลกเตือนว่า โรคหนองใน
องค์การอนามัยโลกเตือนว่า โรคหนองใน

อาการติดเชื้อหนองในแท้ที่อวัยวะเพศในเพศชายที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • มีหนองสีเหลืองหรือเขียวไหลออกมาจากส่วนปลายของอวัยวะเพศ โดยอาจเกิดขึ้นหลังการมีเพศสัมพันธ์
  • เจ็บหรือแสบขณะปัสสาวะ
  • เกิดการอักเสบของหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ
  • เจ็บ บวม หรือฟกช้ำที่ลูกอัณฑะข้างใดข้างหนึ่ง แต่พบไม่บ่อย

นอกจากนี้การติดเชื้อหนองในแท้ที่บริเวณอื่น ๆ เช่น ทวารหนัก ลำคอ ดวงตา หรือข้อต่อก็ย่อมทำให้มีอาการแตกต่างกันไป ดังนี้

  • การติดเชื้อที่ทวารหนักจะทำให้รู้สึกไม่สบายบริเวณนี้ เจ็บ หรือมีของเหลวขับออกมาได้
  • การติดเชื้อที่ดวงตาสามารถทำให้ระคายเคือง เจ็บ บวมหรือมีของเหลวไหลจากดวงตา
  • การติดเชื้อที่ข้อต่อ จะส่งผลให้ข้อต่อที่ติดเชื้อรู้สึกอุ่น บวมแดง และเจ็บมาก โดยเฉพาะเมื่อมีการเคลื่อนไหวบริเวณดังกล่าว
  • การติดเชื้อที่ลำคออาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บคอและต่อมน้ำเหลืองที่คอโต

ในขณะที่คลอดออกมาผ่านการสัมผัสเยื่อบุช่องคลอดของมารดา โดยทารกแรกเกิดที่ได้รับผลกระทบมักจะแสดงอาการติดเชื้อที่ดวงตาในช่วง 2 สัปดาห์แรก โรคหนองในแท้ยังสามารถแพร่จากหญิงตั้งครรภ์ไปสู่ทารก ซึ่งจะสามารถทำให้ตาของทารกบวมแดง มีของเหลวลักษณะเหนียวข้นคล้ายหนองไหลออกมา หรือถึงขั้นทำให้ทารกตาบอด นอกจากนี้ยังอาจเกิดการติดเชื้อรุนแรงกับอวัยวะอื่น ๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตทารกได้

ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการหรือมีเหตุสงสัยว่าอาจติดเชื้อหนองในจึงควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม รวมทั้งผู้ป่วยที่คิดว่าตนอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหนองในแท้แม้จะไม่มีอาการของโรคที่แสดงเด่นชัดหรือเคยมีอาการข้างต้นแต่หายไปได้เอง เนื่องจากโรคหนองในแท้ที่ไม่ได้รับการตรวจรักษานั้นอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงและเกิดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้

สาเหตุของหนองในแท้

โรคหนองในแท้เกิดจากแบคทีเรียที่ชื่อว่าไนซ์ซีเรีย โกโนร์เรีย (Neisseria Gonorrhoeae) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่สามารถเติบโตและเพิ่มจำนวนในเยื่อเมือกบุผิวของร่างกายได้อย่างง่ายดาย โดยสามารถเติบโตในพื้นที่ที่มีความอุ่นและชื้นอย่างระบบสืบพันธ์ุ ได้แก่ ปากมดลูก มดลูก ท่อนำไข่ และท่อปัสสาวะ รวมถึงบริเวณปาก ลำคอ และทวารหนัก ซึ่งเชื้อนี้จะแพร่จากคนไปสู่คนผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทั้งทางด้านหน้าและทางทวารหนัก รวมถึงการใช้ปากสำเร็จความใคร่

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหนองในแท้ ได้แก่

  • อายุยังน้อย
  • มีการเปลี่ยนคู่นอนใหม่
  • มีคู่นอนหลายคน
  • ใช้คู่นอนร่วมกับผู้อื่น
  • ไม่ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ติดยาเสพติด
  • เคยตรวจพบว่าเป็นโรคหนองในมาก่อน
  • ป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น เช่น โรคซิฟิลิส

การวินิจฉัยหนองในแท้

โรคหนองในแท้สามารถวินิจฉัยได้หลากหลายวิธี โดยส่วนใหญ่จะใช้สำลีป้ายเก็บตัวอย่างเชื้อจากบริเวณที่อาจมีการติดเชื้อเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ การเก็บตัวอย่างนั้นใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีและไม่ทำให้รู้สึกเจ็บ อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยโรคหนองในในเพศชายและเพศหญิงอาจมีข้อแตกต่างกัน คือ

  • การวินิจฉัยในเพศหญิง แพทย์หรือพยาบาลมักจะใช้สำลีป้ายเก็บตัวอย่างจากช่องคลอดหรือปากมดลูกระหว่างที่ตรวจภายใน หรือบางกรณีก็อาจมีการเก็บตัวอย่างจากบริเวณท่อปัสสาวะด้วย ทั้งนี้ผู้ป่วยจะขอเก็บตัวอย่างจากภายในช่องคลอดด้วยสำลีหรือผ้าอนามัยแบบสอดด้วยตนเองก็ได้ แต่การตรวจโรคหนองในแท้ในเพศหญิงจะไม่ตรวจโดยเก็บตัวอย่างปัสสาวะเหมือนการตรวจในเพศชาย
  • การวินิจฉัยในเพศชายมักใช้การตรวจปัสสาวะ หรือเก็บตัวอย่างจากของเหลวที่ถูกขับออกมาจากปลายอวัยวะเพศ ซึ่งผู้ป่วยต้องไม่ปัสสาวะเป็นเวลา 2 ชั่วโมงก่อนหน้าการเก็บตัวอย่าง เนื่องจากการปัสสาวะจะไปล้างเชื้อแบคทีเรียโรคหนองในแท้ ส่งผลต่อความแม่นยำของการวินิจฉัยโรค

แพทย์หรือพยาบาลจะใช้สำลีป้ายเก็บตัวอย่างจากบริเวณเหล่านี้ และหากผู้ป่วยมีเยื่อบุตาอักเสบ เช่น ตาแดง อักเสบ ทั้งนี้โรคหนองในแท้ที่ติดเชื้อบริเวณอื่น ๆ นอกเหนือจากอวัยวะเพศ เช่น ลำคอหรือทวารหนัก หรือมีของเหลวไหลออกจากตาก็อาจมีการเก็บตัวอย่างจากของเหลวนี้ส่งตรวจด้วย

การรักษาหนองในแท้

โรคหนองในนั้นสามารถรักษาให้หายดีได้ โดยผู้ที่จำเป็นต้องรับการรักษาคือผู้ที่วินิจฉัยพบว่าติดเชื้อหนองในหรือมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อ รวมถึงคู่นอนของตนเองด้วย ถึงแม้ในขณะนั้นจะยังไม่รู้ผลการวินิจฉัยก็ตาม

โดยฉีดยาปฏิชีวนะแล้วตามด้วยการให้ยาปฏิชีวนะแบบเม็ด หลังจากได้รับยา ผู้ป่วยจะค่อย ๆ มีอาการดีขึ้นภายใน 2-3 วัน แต่อาการเจ็บบริเวณเชิงกรานหรือลูกอัณฑะนั้นอาจต้องใช้เวลาถึง 2 สัปดาห์จึงจะหายดี  การรักษาโรคหนองในแท้สามารถทำได้ด้วยการให้ยาปฏิชีวนะในช่วงสั้น ๆ ส่วนผู้ป่วยที่มีเลือดออกระหว่างรอบเดือนหรือประจำเดือนมามากผิดปกติซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรคจะพบว่าอาการดีขึ้นเมื่อถึงรอบเดือนครั้งถัดไป

หลังจากการรักษา 1-2 สัปดาห์ ผู้ป่วยควรไปตามการนัดหมายของแพทย์ แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม ทั้งนี้ก็เพื่อที่แพทย์จะได้ตรวจดูอีกครั้งให้แน่ใจว่าเชื้อแบคทีเรียถูกกำจัดออกไปจนหมด และเป็นการป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อขึ้นอีกครั้งหรือเกิดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น แต่หากอาการหลังการรักษาไม่ดีขึ้นหรือสงสัยว่าตนเองอาจติดเชื้อซ้ำ ให้ไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอีกครั้งหรือวินิจฉัยเพิ่มเติม

นอกจากนี้ คู่นอนของผู้ป่วยที่วินิจฉัยพบโรคหนองในแท้ก็ควรเข้ารับการตรวจรักษาเช่นเดียวกัน เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ จึงมีความเป็นไปได้ที่คู่นอนของผู้ป่วยจะเป็นผู้แพร่เชื้อหรือติดเชื้อไปได้ ซึ่งคู่นอนที่ไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลให้ผู้ป่วยติดเชื้อหนองในแท้ซ้ำอีกครั้ง

ส่วนการรักษาทารกที่ได้รับเชื้อหนองในแท้เมื่อแรกเกิดหรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากมารดาที่เป็นโรคหนองในแท้ แพทย์จะให้ยาหยอดตาเด็กทันทีที่คลอดออกมาเพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่หากอาการติดเชื้อพัฒนาขึ้นแล้วจึงรักษาด้วยปฏิชีวนะที่ไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก เพื่อช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็น รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ จากการได้รับเชื้อหนองในแท้

ภาวะแทรกซ้อนของหนองในแท้

โรคหนองในแท้ที่ไม่ได้รับการรักษาสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา เช่น

  • เชื้อหนองในสามารถแพร่กระจายไปยังมดลูกและท่อนำไข่ เป็นสาเหตุของการติดเชื้อและอักเสบในอุ้งเชิงกราน ภาวะมีบุตรยากในเพศหญิง  ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดพังผืดที่ท่อนำไข่ เสี่ยงต่อการท้องนอกมดลูก อาการปวดเชิงกรานระยะยาว ภาวะมีบุตรยาก รวมถึงภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ ได้แก่ แท้งบุตร คลอดก่อนกำหนด เยื่อบุตาทารกอักเสบ เป็นต้น การติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานจึงถือเป็นการติดเชื้อชนิดร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน
  • ภาวะมีบุตรยากในเพศชาย โรคหนองในที่ไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลให้มีภาวะอัณฑะอักเสบ ซึ่งเป็นการอักเสบของท่อม้วนขนาดเล็กในส่วนหลังของลูกอัณฑะที่มีท่ออสุจิอยู่ โดยภาวะอัณฑะอักเสบที่ไม่ได้รับการรักษานี้สามารถนำไปสู่การเกิดภาวะมีบุตรยากในที่สุด
  • สามารถแพร่กระจายผ่านกระแสเลือด
  • การติดเชื้อแพร่ไปยังข้อต่อและส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เชื้อแบคทีเรียต้นเหตุของโรคหนองในแท้ ส่งผลให้มีการติดเชื้อที่อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หนึ่งในนี้คือการติดเชื้อบริเวณข้อต่อซึ่งอาจทำให้มีอาการเจ็บผิวหนัง ปวดข้อต่อ เป็นไข้ ผื่นขึ้น บวม และรู้สึกเมื่อยตามมา ทั้งนี้การติดเชื้อบางบริเวณยังอาจเป็นอันตรายร้ายแรงจนถึงแก่ชีวิตได้
  • เสี่ยงต่อติดเชื้อเอชไอวีหรือเชื้อเอดส์ โรคหนองในจะส่งผลให้ผู้ป่วยไวต่อการติดเชื้อเอชไอวีซึ่งเป็นไวรัสที่นำไปสู่โรคเอดส์ และผู้ที่ติดเชื้อทั้งโรค หนองในแท้ และโรคเอชไอวีจะสามารถแพร่กระจายโรคทั้ง 2 ชนิดนี้ไปสู่คู่นอนของตนเองได้รวดเร็วกว่าปกติ
  • ภาวะแทรกซ้อนในทารก การได้รับเชื้อหนองในแท้จากมารดาระหว่างตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อการมองเห็นของทารกจนทำให้ตาบอด และเกิดการติดเชื้อรุนแรงที่อวัยวะอื่น ๆ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของทารกได้

การป้องกันโรคหนองในแท้

โรคหนองในแท้สามารถป้องกันด้วยการปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อดังนี้

  • ใช้ถุงยางทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์  สมัครบาคาร่า ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคหนองในหรือคู่นอนที่มีความเสี่ยง แต่หากเลือกที่จะมีเพศสัมพันธ์ก็ควรป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์ทางด้านหน้า ทางทวารหนัก หรือการใช้ปากสำเร็จความใคร่ก็ตาม
  • ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ เพราะจะยิ่งเสี่ยงต่อการได้รับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีอาการผิดปกติ โดยเป็นอาการที่บ่งบอกถึงการป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ปวดแสบขณะปัสสาวะ เจ็บหรือมีผื่นขึ้นที่อวัยวะเพศ
  • พูดคุยสอบถามคู่ของตนเองเกี่ยวกับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงโรคหนองในแท้ก่อนเริ่มมีความสัมพันธ์ทางเพศ
  • รับการตรวจโรคหนองในแท้เป็นประจำ หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ที่มีอายุน้อยกว่า 25 ปี หรือหญิงอายุมากกว่านี้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น เปลี่ยนคู่นอนใหม่ มีคู่นอนหลายคน ใช้คู่นอนร่วมกับผู้อื่น หรือคู่นอนป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรเข้ารับการตรวจโรคหนองในแท้เป็นประจำทุกปี

ควรหยุดการมีเพศสัมพันธ์ แล้วรีบปรึกษาแพทย์ ถ้าแพทย์ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคหนองใน และหลังได้รับการรักษาแล้ว ควรพบแพทย์เมื่อไร ? หากมีอาการปัสสาวะแสบขัด หรือมีอาการปวด หรือผื่นขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำอีก ควรแจ้งให้คู่นอนมารับการรักษาด้วย และให้งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าอาการจะหายดีแล้ว
การรักษา : การรักษาโรคหนองใน คือ การใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งใช้ได้ผลดี แต่ในหลายพื้นที่อาจมีเชื้อดื้อยาได้ ดังนั้น หลังการรักษา ถ้ายังคงมีอาการ จึงควรต้องกลับมาปรึกษาแพทย์อีกครั้ง สำหรับในผู้หญิงที่มีอาการหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ ร่วมกับมีไข้สูง ปวดท้องน้อย ขัดเบา ตกขาว อาจเป็นปีกมดลูกอักเสบเฉียบพลัน ควรส่งโรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมงนอกจากนั้น จำเป็นต้องตรวจหาการติดเชื้อที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ที่อาจพบร่วมด้วยโดยเฉพาะ เชื้อ เอชไอวี (HIV) หรือ โรคเอดส์ 

การปฏิบัติ และ การป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

  1. งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหายทั้งผู้ป่วยและคู่นอน ถ้าจำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัย
  2. รับประทานยา หรือรับการรักษาจนครบตามแผนการรักษาของแพทย์
  3. ดูแลความสะอาดร่างกาย และความสะอาดของเสื้อผ้า ชุดชั้นใน ไม่ใส่ซ้ำ ไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น
  4. ดูแลความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ทุกครั้งหลังขับถ่ายโดยล้างจากด้านหน้าไปด้านหลัง แล้วซับให้แห้งด้วยผ้าหรือทิชชูที่สะอาด
  5. มารับการตรวจรักษาตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ
  6. ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ตกขาวมีกลิ่นเหม็น หรือมีหนองไหลจากอวัยวะสืบพันธุ์ ควรไปพบแพทย์ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง
  7. หากคู่นอนมีอาการน่าสงสัย ควรแนะนำ พามาพบแพทย์ และใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์
Tagged :

การรักษาโรคลมชัก การรักษาโรคลมชักนั้นจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและปัจจัยอื่น ๆ

การรักษาโรคลมชัก

การรักษาโรคลมชักนั้นจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย บางกรณีสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็มีหลายรายที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ทำได้เพียงยับยั้งไม่ให้เกิดอาการชักด้วยการรับประทานยาควบคุมอาการ การรักษาโรคลมชักมีดังนี้

การใช้ยา

ผู้ป่วยโรคลมชักส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จใน การรักษาโดยการใช้ยาต้านอาการชัก (Anti-epileptic Drugs: AEDs) ทว่ายาต้านอาการชักนั้นไม่สามารถรักษาโรคลมชักให้หายขาดได้ ทำได้เพียงควบคุมอาการชักเท่านั้น โดยกลไกหลักของยาต้านอาการชักนั้นก็คือ ตัวยาจะเข้าไปปรับเปลี่ยนปริมาณสารเคมีในสมองที่เกี่ยวข้องกับนำกระแสไฟฟ้าในสมอง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดอาการชัก

โดยการเลือกใช้ยาต้านอาการชักนั้นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น

  • ชนิดของอาการชักที่ผู้ป่วยเป็น
  • อายุของผู้ป่วย
  • การใช้ยาของผู้ป่วย เนื่องจากยาต้านอาการชักอาจส่งผลกับยาชนิดอื่น ๆ ที่ผู้ป่วยใช้อยู่ เช่น ยาคุมกำเนิด

นอกจากนี้ ในกรณีที่วางแผนมีบุตร แพทย์อาจต้องพิจารณาในเรื่องการใช้ยาต้านอาการชักด้วยเช่นกัน ยาต้านอาการชักที่มักถูกใช้ในการรักษาโรคลมชัก ได้แก่ ยาโซเดียม วาลโพรเอท (Sodium valproate), ยาคาร์บามาเซพีน (Carbamazepine) ยาลาโมทรีจีน (Lamotrigine) ยาลีวีไทราซีแทม (Levetiracetam) ออกคาร์บาซีปีน (Oxcarbazepine) โทพิราเมท (Topiramate)

แม้ว่าการใช้ยาต้านอาการชักจะช่วยควบคุมโรคได้ แต่ผลข้างเคียงบางอย่างจะขึ้นอยู่กับชนิดของยาต้านอาการชักที่ใช้ ในการรักษา แพทย์จะเริ่มจ่ายยาในปริมาณที่ต่ำสุดก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นไปจนกว่าปริมาณยาจะสามารถควบคุมอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทว่าการใช้ยาต้านอาการชักอาจมีผลข้างเคียงหลายอย่าง ได้แก่

การรักษาโรคลมชัก
การรักษาโรคลมชัก
  • อาการอ่อนเพลีย
  • เวียนศีรษะ
  • น้ำหนักขึ้น
  • มวลกระดูกลดลง
  • ผื่นขึ้น
  • เสียการทรงตัว
  • มีปัญหาเรื่องการพูด ความจำ และความคิด
  • มีอาการเหงือกบวม

นอกจากนี้ อาจมีผลข้างเคียงที่พบได้น้อย เช่น ภาวะซึมเศร้า รู้สึกอยากตาย ผื่นขึ้นอย่างรุนแรง เกิดการอักเสบที่อวัยวะ เช่น ตับ ได้อีกด้วย และหากได้รับยาในปริมาณที่สูงมากเกินไป อาจมีความรู้สึกคล้ายเมาสุรา เช่น ทรงตัวไม่อยู่ สมาธิลดลง และอาเจียนได้ หากมีผื่นขึ้นตามผิวหนังโดยไม่มีสาเหตุหลังจากใช้ยาต้านอาการชัก ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเป็นอาการแพ้ที่เกิดจากยาต้านอาการชัก

เพื่อให้การรักษาด้วยยาสัมฤทธิ์ผล ในระหว่างการรักษา ผู้ป่วยควรปฏิบัติตนดังนี้

  • รับประทานยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งหากมีการเปลี่ยนแปลงของยาที่ใช้ หรือต้องใช้ยาชนิดอื่น ไม่ว่าจะเป็นยาที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป หรือเป็นสมุนไพร
  • ห้ามหยุดยาด้วยตนเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
  • รายงานแพทย์ทันทีหากมีอาการซึมเศร้า หรือมีความคิดฆ่าตัวตาย รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และพฤติกรรมต่าง ๆ
  • ปรึกษาแพทย์หากผู้ป่วยมีอาการไมเกรนร่วมด้วย ซึ่งแพทย์อาจมีการพิจารณาให้ใช้ยาต้านอาการชักที่สามารถป้องกันโรคไมเกรนไปได้พร้อม ๆ กัน

แพทย์อาจแนะให้ใช้การรักษาอื่น ๆ อย่างเช่น การควบคุมอาหารแบบคีโตเจนิคไดเอต (Ketogenic Diet) ว่าหากการใช้ยาต้านอาการชักให้ผลที่ไม่เป็นที่พึงพอใจ เป็นการควบคุมอาหารโดยเน้นอาหารที่มีไขมันสูงและคาร์โบไฮเดรตกับโปรตีนต่ำ ซึ่งการรับประทานอาหารสูตรนี้มีความเชื่อว่าจะช่วยลดแนวโน้มการเกิดอาการชักได้ แต่แพทย์จะไม่แนะนำให้ใช้กับผู้ใหญ่ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยส่วนใหญ่แล้ว การควบคุมอาหารวิธีนี้จะใช้กับเด็กที่ควบคุมอาการชักได้ยาก และการใช้ยาไม่ได้ผล แต่ต้องได้รับการดูแลภายใต้โภชนากรและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

การผ่าตัดสมอง

ในกรณีที่การใช้ยาไม่สามารถควบคุมอาการชักได้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะแนะให้เข้ารับการผ่าตัดเพื่อนำเอาสมองส่วนที่เป็นสาเหตุของโรคลมชักออก โดยก่อนที่จะได้รับการผ่าตัด จะต้องมีการตรวจวินิจฉัยว่าโรคลมชักเกิดขึ้นจากจุดใด และต้องมีการทดสอบความจำและการทดสอบทางจิตวิทยาเพื่อให้ทราบว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มในการรับมือกับความเครียดจากการผ่าตัดอย่างไร และเพื่อให้รู้ว่าการผ่าตัดจะส่งผลกระทบกับผู้ป่วยอย่างไรบ้าง การรักษาด้วยวิธีนี้จะถูกแนะนำให้ผู้ป่วยก็ต่อเมื่อสาเหตุของโรคลมชักเกิดจากส่วนใดส่วนหนึ่งในสมองที่แน่ชัด หรือการผ่าตัดนำส่วนของสมองนั้นออกแล้วจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของสมองโดยรวม นอกจากการผ่าตัดเพื่อนำสมองส่วนที่เกิดปัญหาออกแล้ว ก็ยังมีวิธีการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคลมชักดังนี้

  • การกระตุ้นเส้นประสาทสมอง (Vagus Nerve Stimulation: VNS) เป็นการผ่าตัดฝังอุปกรณ์ไว้ใต้ผิวหนังบริเวณกระดูกไหปลาร้า โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะมีสายไฟติดกับเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ซึ่งอยู่บริเวณคอด้านซ้าย เพื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าไปยังเส้นประสาทดังกล่าว ช่วยให้ความถี่และความรุนแรงของอาการชักลดลงได้ โดยผู้ป่วยที่ฝังอุปกรณ์นี้ยังต้องใช้ยาต้านอาการชัก และอาจพบอาการข้างเคียงเช่น เสียงแหบ เจ็บคอ หรือไอขณะที่อุปกรณ์ทำงาน การรักษาด้วยวิธีนี้มักถูกใช้เมื่อรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ไม่ได้ผล
  • การกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation: DBS) เป็นการผ่าตัดฝังขั้วไฟฟ้าไว้ที่บริเวณสมองเพื่อลดการทำงานที่ผิดปกติของกระแสไฟฟ้าในสมองที่เกี่ยวข้องกับอาการชัก โดยขั้วไฟฟ้าจะถูกควบคุมการทำงานโดยอุปกรณ์ที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอกซึ่งจะถูกเปิดไว้ตลอดเวลา อุปกรณ์นี้สามารถลดความถี่ของอาการชักได้ แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน สมัครบาคาร่า เพราะอาจทำให้เกิดเลือดออกในสมอง เกิดภาวะซึมเศร้า หรือปัญหาเกี่ยวกับความจำ จึงทำให้การผ่าตัดด้วยวิธีนี้ไม่ได้ค่อยได้รับการแนะนำจากแพทย์มากนัก

ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำ ว่าการผ่าตัดนั้นก็มีความเสี่ยงไม่น้อย โดยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัด หรือโรคหลอดเลือดสมองหลังผ่าตัด อย่างไรก็ตาม พบว่ากว่า 70% ของผู้ป่วยโรคลมชักที่เข้ารับการผ่าตัดไม่มีอาการชักอีก ดังนั้นก่อนที่จะเข้ารับการผ่าตัด ผู้ป่วยต้องรับทราบประโยชน์และความเสี่ยงของการผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดนั้นผู้ป่วยจะฟื้นตัวในเวลาไม่กี่วัน และใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะกลับมาสุขภาพดีเต็มร้อยจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ภาวะแทรกซ้อนของโรคลมชัก

โรคลมชักหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจะก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อทั้งสุขภาพ และอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ อาทิ

  • เกิดภาวะสมองถูกทำลายอย่างถาวร อาทิ โรคหลอดเลือดสมอง
  • ความบกพร่องในการเรียนรู้ (Learning Disabilities) ในผู้ป่วยที่เป็นเด็ก
  • เกิดภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก (Aspiration Pneumonia) ในขณะที่เกิดอาการชัก
  • อาการบาดเจ็บของสมองที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากศีรษะถูกกระทบกระเทือนซ้ำขณะที่เกิดอาการชัก
  • อุบัติเหตุที่เกิดจากอาการชัก อาทิ หกล้ม ลื่นล้ม บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
  • จมน้ำ ผู้ป่วยโรคลมชักมีแนวโน้มจะจมน้ำขณะว่ายน้ำมากกว่าคนปกติถึง 15-19 เท่า เนื่องจากเกิดอาการชักขณะอยู่ในน้ำ

จะเป็นอันตรายต่อทั้งตัวผู้ป่วยและทารกในครรภ์ สำหรับสตรีที่ตั้งครรภ์ หากเป็นโรคลมชัก และยาต้านอาการชักก็ส่งผลกระทบต่อเด็กทารกได้เช่นกัน ดังนั้น หากผู้ป่วยเพศหญิงต้องการตั้งครรภ์ หรือวางแผนที่จะตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากได้รับการดูแลที่เหมาะสมก็จะสามารถตั้งครรภ์ได้โดยที่อาการชักไม่ส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์

เพราะผู้ป่วยโรคลมชักมีแนวโน้มอย่างมากที่จะเกิดปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ไม่เพียงเท่านั้น ภาวะแทรกซ้อนของโรคลมชักอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตด้วย และในรายที่อาการรุนแรงอาจถึงขั้นฆ่าตัวตาย ซึ่งปัญหาสุขภาพจิตนั้น เกิดจากปัญหาในการรับมือกับอาการชัก และผลข้างเคียงจากการใช้ยา

อาการชักแบบต่อเนื่องอาจทำให้มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิต ซึ่งเป็นในอัตราที่ต่ำ ทว่าก็มีบางงานวิจัยพบว่า การเสียชีวิตนั้นอาจเกิดปัญหาจากระบบหัวใจหรือระบบทางเดินหายใจ

การป้องกันโรคลมชัก

แม้ว่าจะยังไม่สามารถทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคลมชัก แต่ในบางกรณีก็สามารถป้องกันไม่ให้อาการชักกำเริบได้ด้วยวิธีเหล่านี้

  • รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและถูกต้อง ผู้ป่วยโรคลมชักไม่ควรเปลี่ยนปริมาณยาด้วยตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์หากรู้สึกว่าการรับประทานยาไม่สามารถควบคุมอาการชักได้
  • นอนหลับให้เพียงพอ การนอนหลับไม่เพียงพอสามารถกระตุ้นอาการชักได้ ดังนั้นจึงควรนอนหลับวันละ 6-8 ชั่วโมง
  • สวมป้ายข้อมือทางการแพทย์ การสวมใส่ป้ายข้อมือที่ระบุว่าเป็นโรคลมชัก สามารถช่วยให้คนรอบข้างช่วยผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงทีเมื่ออาการกำเริบ
  • ออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดอาการภาวะซึมเศร้าได้ แต่ก็ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และควรหยุดพักหากรู้สึกเหนื่อย

นอกจากนี้ โรคลมชักยังสามารถป้องกันได้ด้วยการลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรค โดยสามารถทำได้ดังนี้

ป้องกันการบาดเจ็บที่สมอง อาการบาดเจ็บที่สมองคือสาเหตุของโรคลมชักที่มักพบได้บ่อย ดังนั้นจึงควรป้องกันไม่ให้ศีรษะถูกกระทบกระเทือน ด้วยวิธีดังนี้

  • ขับขี่อย่างปลอดภัย ใช้อุปกรณ์ป้องกัน คาดเข็มขัดนิรภัย หมวกกันน็อก หากผู้โดยสารเป็นเด็กเล็กควรจัดให้นั่งบนที่นั่งเฉพาะสำหรับเด็กเพื่อความปลอดภัย
  • เดินอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการหกล้ม โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุที่มีโอกาสเสี่ยงที่จะพลัดตกหกล้มได้ง่าย ดังนั้นควรมีคนคอยดูแลอยู่เสมอ

ทั้งนี้ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะจนเกิดการบาดเจ็บที่สมอง ควรหมั่นดูแลรักษาตัวเองให้มากขึ้นกว่าปกติ เพื่ือหลีกเลี่ยงการเกิดโรคลมชักที่อาจเกิดขึ้นได้หากการดูแลรักษาไม่ดีพอ

ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของโรคลมชักในผู้สูงอายุ ดังนั้นการป้องกันโรคลมชัก รวมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด คือการดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ เท่านี้ก็จะช่วยลงความเสี่ยงลงได้

ล้างมือให้สะอาดและรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ โรคพยาธิตืดหมู (Cysticercosis) คือหนึ่งในสาเหตุของโรคลมชักที่สามารถพบได้ โดยโรคนี้มีสาเหตุมาจากพยาธิที่อยู่ในอาหารที่ปนเปื้อนและไม่ไม่ผ่านการปรุงสุก ดังนั้นการหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงสุก และหมั่นล้างมือให้สะอาดก่อนหยิบจับอาหารเข้าปากจะสามารถช่วยป้องกันโรคพยาธิตัวตืดหมูอันก่อให้เกิดโรคลมชักได้

ดูแลสุขภาพในขณะตั้งครรภ์ ปัญหาสุขภาพในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์และในช่วงการทำคลอดเป็นสาเหตุที่ทำให้ทารกที่เกิดมาเป็นโรคลมชักได้ ดังนั้นมารดาจึงควรดูแลสุขภาพและพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามดูแลสุขภาพทั้งแม่และเด็ก จะช่วยให้ความเสี่ยงโรคลมชักของทารกลดลง

การปฏิบัติตนเมื่อพบผู้ป่วยเกิดอาการชัก

ไม่เพียงแต่ตัวผู้ป่วยเท่านั้นที่จะต้องรับมือกับผู้ป่วยที่มีอาการชัก ผู้คนรอบข้างที่ทำงานหรืออาศัยร่วมกับผู้ป่วยโรคลมชักควรต้องรู้วิธีการรับมือกับอาการชักของผู้ป่วยที่ถูกต้องด้วยเช่นกัน วิธีการปฏิบัติตนของคนรอบข้างเมื่อพบผู้ป่วยเกิดอาการชักมีดังนี้

  • ค่อย ๆ พลิกตัวผู้ป่วยไปด้านใดด้านหนึ่ง
  • หาวัสดุนิ่ม ๆ เช่นหมอน หรือผ้าหนา ๆ รองไว้ใต้ศีรษะผู้ป่วย
  • ปลดเครื่องประดับที่คอ หรือปลดกระดุมเสื้อที่บริเวณคอผู้ป่วยออกเพื่อให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกยิ่งขึ้น
  • ห้ามนำนิ้วมือหรือสิ่งของเข้าไปในปาก เพราะอาจตกลงไปในคอจนทำให้หายใจไม่ออก อีกทั้งความเชื่อที่ว่าคนที่เกิดอาการชักจะกัดลิ้นตัวเองนั้นไม่เป็นความจริง
  • อย่าพยายามมัดตัวเพื่อหยุดอาการชักของผู้ป่วย
  • หากผู้ป่วยที่มีอาการชักกำเริบมีการเคลื่อนไหวร่างกาย ควรนำสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายไปให้ห่างตัว เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจคาดไม่ถึง
  • อยู่กับผู้ป่วยจนกว่าบุคลากรทางการแพทย์จะเดินทางมาถึง
  • สังเกตอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะสามารถแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับอาการชักเมื่อการช่วยเหลือมาถึงได้อย่างถูกต้อง
  • จับเวลาที่เกิดอาการชัก
  • ตั้งสติให้มั่นขณะที่อยู่กับผู้ป่วย ไม่ควรวิตกกังวล หรือตื่นตระหนกจนเกินไป
Tagged :

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus: DM) ที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ การขาดฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin)

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus: DM) เป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) หรือการดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้กระบวนการดูดซึมน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานของเซลล์ในร่างกายมีความผิดปกติหรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จนเกิดน้ำตาลสะสมในเลือดปริมาณมาก หากปล่อยให้ร่างกายอยู่ในสภาวะนี้เป็นเวลานานจะทำให้อวัยวะต่าง ๆ เสื่อม เกิดโรคและอาการแทรกซ้อนขึ้น

จากข้อมูลของสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation: IDF) พบผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลกราว 425 ล้านคนในปี 2560 และคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากถึง 629 ล้านคนในปี 2588 สำหรับสถานการณ์โรคเบาหวานในประเทศไทยพบว่า คนไทยช่วงอายุ 20-79 ปี เป็นโรคเบาหวานร้อยละ 8.3 หรือหมายความว่าใน 100 คน จะพบคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานประมาณ 8 คน และจำนวนมากกว่าครึ่งไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน สถิติการพบผู้ป่วยด้วยโรคนี้ยังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ต้องมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องถึงภัยร้ายของโรค เพราะเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด มีโอกาสเสี่ยงต่อ โรคแทรกซ้อนลุกลามใหญ่โต จนต้องสูญเสียอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ทางสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ และองค์การอนามัยโลก (WHO) จึงได้กำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันเบาหวานโลก เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของโรคนี้

ในปัจจุบัน ประเทศไทยยึดหลักเกณฑ์ตามสมาคมเบาหวานแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาในการจำแนกผู้ป่วยโรคเบาหวานด้วยการตรวจปริมาณน้ำตาลในเลือด หากผลการตรวจหลังงดอาหารและเครื่องดื่มมีน้ำตาลอยู่กระแสเลือดไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แสดงว่าระดับน้ำตาลในเลือดปกติ ทั้งนี้ระดับน้ำตาลในเลือดยังบ่งบอกถึงภาวะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานได้ด้วย (Prediabetes) ซึ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะเป็นเบาหวานสามารถพัฒนาการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 (เบาหวานที่เกิดจากการที่ตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อการใช้) โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดในสมองในอนาคตได้ง่ายขึ้น

อาการของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน ในระยะแรกจะไม่แสดง อาการผิดปกติ บางรายอาจตรวจพบโรคเบาหวานเมื่อพบภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว อาการของโรคเบาหวานแต่ละชนิดอาจมีความคล้ายกัน ซึ่งอาการที่พบส่วนใหญ่ คือ กระหายน้ำมาก ปากแห้ง ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลดหรือเพิ่มผิดปกติ สายตาพร่ามัว เห็นภาพไม่ชัด รู้สึกเหนื่อยง่าย  มีอาการชาโดยเฉพาะมือและขา บาดแผลหายยาก เป็นต้น ทั้งนี้ อาการของโรคเบาหวานประเภทที่ 1 จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่โรคเบาหวานประเภทที่ 2 จะแสดงอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์มักเกิดขึ้นในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 24-28 สัปดาห์

สาเหตุของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน มีหลายประเภท สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ เบาหวานประเภทที่ 1 (Type 1 Diabetes) เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ เบาหวานประเภทที่ 2 (Type 2 Diabetes) เกิดจากการที่ตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อการใช้ หรือเกิดภาวะการดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) และเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) ซึ่งเป็นโรคเบาหวานที่พัฒนาขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์จากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน โดยที่ผู้ป่วยไม่เคยเป็นโรคเบาหวานมาก่อน

นอกจากโรคเบาหวาน ทั้ง 3 ประเภทแล้วยังมี โรคเบาหวาน ที่พบได้ไม่บ่อยอย่าง โรคเบาหวานที่เกิดจากกรรมพันธุ์หรือแบบโมโนเจนิก (Monogenic Diabetes) อีกทั้งยังมีโรคเบาหวานจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น การใช้ยา หรือเกิดจากโรคชนิดอื่นอย่างโรคซิสติก ไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis) ด้วย

การวินิจฉัยโรคเบาหวาน

แพทย์จะสอบถามอาการผู้ป่วย ประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วยและของบุคคลในครอบครัว และการตรวจร่างกาย และที่สำคัญต้องอาศัยการตรวจเลือด เพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือดเป็นหลัก โดยมีวิธีการวิเคราะห์ระดับน้ำตาลในเลือดหลายวิธี ได้แก่

  • การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเวลาใดก็ได้ (Random/Casual Plasma Glucose Test)
  • การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (Fasting Plasma Glucose: FPG)
  •  (Hemoglobin A1c: HbA1c) การตรวจน้ำตาลเฉลี่ยสะสม หรือ ฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี
  • การทดสอบการตอบสนองของฮอร์โมนอินซูลินต่อระดับน้ำตาลในเลือด (Oral Glucose Tolerance Test: OGTT)

หากผู้ป่วยไม่มีอาการของโรคเบาหวานชัดเจน คือ หิวน้ำมาก ปัสสาวะบ่อยและมาก น้ำหนักตัวลดลง โดยที่ไม่มีสาเหตุ การตรวจด้วยวิธีทั้งหมดข้างต้นจำเป็นต้องมีการตรวจซ้ำอย่างน้อย 1 ครั้งด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งอีกครั้งหนึ่งเพื่อยืนยันผลการวินิจฉัย

โรคเบาหวาน อาการ สาเหตุ การรักษา
โรคเบาหวาน อาการ สาเหตุ การรักษา

การรักษาโรคเบาหวาน

จำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนอินซูลินเข้าไปทดแทนในร่างกายด้วยการฉีดยาเป็นหลัก การรักษาผู้ป่วยเบาหวาน ในประเภทที่ 1 ควบคู่ไปกับการคุมอาหารและออกกำลังกายที่เหมาะสม ในขณะที่โรคเบาหวานประเภทที่ 2 หากเป็นในระยะแรก ๆ สามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลัง และควบคุมน้ำหนัก หากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจให้ยาควบคู่ไปด้วยหรือฉีดอินซูลินเข้าไปทดแทนเช่นเดียวกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1

สำหรับผู้เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ควรเข้าฝากครรภ์กับแพทย์ตั้งแต่ในระยะแรก พร้อมทั้งควบคุมอาหารที่รับประทานและออกกำลังกายตามคำแนะนำของแพทย์

นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดแผลเบาหวาน ขึ้นที่เท้า แพทย์อาจให้ผู้ป่วยใส่อุปกรณ์ป้องกันแผล เช่น รองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เฝือก หรือผ้าพันแผล เป็นต้น หากแผลเริ่มมีลักษณะรุนแรงขึ้น แพทย์อาจวางแผนการรักษาตามเหมาะสมขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของแผลเบาหวานที่เป็น ทั้งนี้ หากรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นแพทย์อาจต้องตัดอวัยวะทิ้งเพื่อป้องกันอาการลุกลาม

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน

มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าปกติ หากไม่มีการควบคุมในเรื่องของการรับประทานอาหารและดูแลรักษาสุขภาพ โรคเบาหวานเป็นโรคที่ส่งผลให้ผู้ป่วย อย่างถูกวิธี ปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเป็นเวลานาน จะส่งผลต่อเส้นเลือดที่นำสารอาหารไปเลี้ยงอวัยวะในร่างกายจนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ทั้งโรคแทรกซ้อนชนิดที่เกิดกับเส้นเลือดขนาดเล็ก เช่น เบาหวานขึ้นตา โรคไต เป็นต้น หรือโรคแทรกซ้อนชนิดที่เกิดกับเส้นเลือดขนาดใหญ่ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน เป็นต้น รวมไปถึงโรคแทรกซ้อนที่ระบบประสาทและที่สามารถทำให้ผู้ป่วยต้องสูญเสียอวัยะบางส่วน นอกจากนี้สตรีมีครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ การแท้งบุตรได้

การป้องกันโรคเบาหวาน

สิ่งสำคัญของ การป้องกันโรคเบาหวานทุกชนิด คือ ต้องคอยหมั่นระวังระดับน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอลให้อยู่เกณฑ์ปกติ เน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน มีกากใยสูง หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หากเป็นสตรีมีครรภ์ควรเข้ารับการฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ และได้รับการตรวจคัดกรองเบาหวานหากมีความเสี่ยง เพื่อสามารถตรวจพบโรคเบาหวานได้ในระหว่างการตั้งครรภ์

สัญญาณบ่งบอกของโรคเบาหวานประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 มักพบได้จากอาการเหล่านี้

  • ปัสสาวะบ่อยและมีปริมาณมาก – เมื่อฮอร์โมนอินซูลินที่ตับอ่อนผลิตได้ไม่เพียงพอหรือไม่สามารถผลิตได้ ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นกว่าเกณฑ์ปกติ และไตไม่สามารถกรองน้ำตาลส่วนเกินกลับเข้าสู่เลือด จึงปล่อยออกมาพร้อมน้ำกลายเป็นปัสสาวะ ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานปัสสาวะบ่อยและมีปริมาณมาก
  • กระหายน้ำ – เนื่องจากการสูญเสียน้ำจากการปัสสาวะบ่อยครั้ง ร่างกายจึงจำเป็นต้องชดเชยน้ำที่เสียไป ทำให้มีความกระหายน้ำ  สมัครบาคาร่า  อยากดื่มน้ำมากกว่าปกติ
  • หิวบ่อย – เมื่อฮอร์โมนอินซูลินในเลือดทำงานไม่ปกติหรือร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้เซลล์ไม่ได้รับพลังงาน ร่างกายจึงพยายามหาแหล่งอาหารมากขึ้นด้วยการส่งสัญญาณออกมาด้วยอาการหิว
  • น้ำหนักลดลงผิดปกติ – เนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลินหรือมีไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์ไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงาน เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ได้ รวมทั้งยังไปสลายเอาโปรตีนและไขมันมาใช้แทน
  • เหนื่อยง่าย – เมื่อน้ำตาลไม่สามารถเข้าสู่เซลล์เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานได้ ผู้ป่วยจึงเหนื่อยง่าย รู้สึกอ่อนเพลีย
  • ทำให้เกิดการคั่งของน้ำตาลในเลนส์ตาจนจอตาเกิดอาการผิดปกติ สายตาพร่ามัว เห็นภาพไม่ชัด – เนื่องจาก ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หรือมีระดับน้ำตาลสูงมาเป็นเวลานานจนเกิดความผิดปกติของจอตา ในบางรายที่อาการรุนแรง อาจมีปัญหาสายตาระยะยาวถึงขั้น
  • ในขณะที่อาการของ โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) มักเกิดขึ้นในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 24-28 สัปดาห์ ผู้ป่วยเบาหวานที่ตั้งครรภ์จะมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนบางชนิดที่มีฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมนอินซูลินที่มีหน้าที่ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผู่ป่วยอาจรู้สึกกระหายน้ำมากและปัสสาวะบ่อย แต่อาการของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์พบได้น้อย และการวินิจฉัยจากการสังเกตจากอาการอาจทำได้ยาก เพราะมีความคล้ายคลึงกับอาการของการตั้งครรภ์ปกติ

    อาการของโรคเบาหวานเรื้อรังที่เป็นมานานอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น หงุดหงิด บาดแผลหายช้าหรือหายยาก มีการติดเชื้อทางผิวหนัง เพราะน้ำตาลในเลือดที่มากเกินไป ทำให้ความสามารถในการซ่อมแซมแผลเป็นไปได้ช้า มีอาการผิดปกติในช่องปาก เช่น เหงือกบวมแดง มีเลือดหรือหนองออก เหงือกร่น เหงือกมีอาการติดเชื้อหรือเป็นโรค เนื่องจากการควบคุมระดับน้ำตาลที่ไม่ดี มีอาการชา โดยเฉพาะมือและเท้า คล้ายเข็มทิ่ม เนื่องจากเส้นประสาทได้รับความเสียหายจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เป็นต้น

Tagged :

วิดพื้น ท่าออกกำลังกายง่าย ๆ ได้ประโยชน์เยอะ

วิดพื้น (Push Up) เป็นท่าออกกำลังกายพื้นฐาน ที่ใช้กล้ามเนื้อแทบทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อลำตัวส่วนบน อย่างกล้ามเนื้อแขน หน้าอก หัวไหล่ และหลังส่วนบน ท่าวิดพื้นเป็นท่าที่ง่าย สามารถฝึกได้ไว แต่เพื่อความปลอดภัย ควรศึกษาวิธีการทำอย่างถูกต้อง

การวิดพื้น หรือดันพื้นเป็นบอดี้เวท (ฺBody Weight) การพัฒนาการกล้ามเนื้อด้วยการใช้น้ำหนักตัวรูปแบบหนึ่ง ท่าส่วนใหญ่จึงไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ แต่บางท่าอาจปรับเปลี่ยนของใช้ภายในบ้านมาใช้แทนได้ อย่างโต๊ะหรือเก้าอี้ ด้วยเหตุนี้ ท่าดันพื้นจึงเป็นท่าออกกำลังกายที่ฝึกเองได้และไม่เสียค่าใช้จ่าย

คุณกำลัง วิดพื้น อยู่ใช่ไหม
คุณกำลัง วิดพื้น อยู่ใช่ไหม

ประโยชน์ของการวิดพื้น

การวิดพื้นเป็นการยกน้ำหนักตัวให้ลอยขึ้นด้วย การใช้มือกับแขนเป็นหลัก แต่จริง ๆ แล้ว ในการดันร่างกายที่เต็มไปด้วยน้ำหนักตัวให้ลอยขึ้นจากพื้นได้จำเป็นต้องใช้พละกำลังจากกล้ามเนื้อลำตัวส่วนบน ไม่ว่าจะเป็นหน้าอก หลังส่วนบน หัวไหล่ ส่งมายังแขนและข้อมือ นอกจากนี้ ยังต้องใช้กล้ามเนื้อลำตัว หลังส่วนล่าง และขา เพื่อช่วยในการพยุงร่างกายให้เคลื่อนไหวตามการขึ้นลงของลำตัว

ดังนั้น กล้ามเนื้อเหล่านี้จะเกิดการพัฒนาและแข็งแรงขึ้นเมื่อทำเป็นประจำ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อลำตัวส่วนบนที่รับน้ำหนักมากที่สุด ไม่เพียงเท่านี้ นอกจากความแข็งแรงแล้ว การวิดพื้นยังอาจช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวดูกระชับมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าการออกกำลังกายอย่างการดันพื้นจะเน้นการพัฒนาและเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อเป็นหลัก แต่ก็ยังช่วยดึงพลังงานมาใช้อยู่ไม่น้อย หากทำร่วมกับการทำคาร์ดิโอ อย่างการเดินเร็ว วิ่ง หรือปั่นจักรยาน ก็อาจช่วยเผาผลาญไขมันและพลังงานส่วนเกินได้ เมื่อทำติดต่อกันก็อาจช่วยลดน้ำหนักและทำให้หุ่นดูเฟิร์มขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ การศึกษาจำนวนหนึ่งพบว่าการออกกำลังกาย ที่เน้น การพัฒนากล้ามเนื้อ อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ ซึ่งการดันพื้นก็นับว่าเป็นการพัฒนากล้ามเนื้อเช่นกัน จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจลงได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าร่วมการศึกษาอาจมีพฤติกรรมการออกกำลังกาย การทำกิจกรรม หรือการทำงานที่ต้องใช้กล้ามเนื้ออยู่เป็นประจำอยู่แล้วจึงอาจทำให้ได้ผลการศึกษาดังกล่าว

วิธีวิดพื้นที่ถูกต้อง ทำอย่างไร ?

แม้ว่าจากมุมมองของคนภายนอก ท่านี้อาจดูง่าย เพียงแค่ดันตัวให้ลอยจากพื้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำท่าวิดพื้นอย่างถูกต้องนั้นมีรายละเอียดบางอย่างที่อาจต้องฝึกจนคุ้นชิน สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นหัดวิดพื้นก็อาจมีกล้ามเนื้อที่ยังไม่แข็งแรงพอจะทำท่าวิดพื้นแบบมาตรฐานได้ จึงอาจลองท่าสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นในช่วงแรกดูก่อน

โดยมีตัวอย่างท่าวิดพื้นที่นำมาฝากกัน ดังนี้

วิดพื้นบนผนัง (Wall Pushups)

เป็นท่าสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นวิดพื้น โดยท่านี้จะช่วยลดน้ำหนักและแรงกดจากน้ำหนักตัวทั้งหมด แต่จะมาเน้นน้ำหนักจากลำตัวส่วนบนแทน

  • เริ่มต้นจากยืนโน้มตัวและวางมือลงบนกำแพง โดยให้ความกว้างและความสูงอยู่ในระดับหัวไหล่ แขม่วและเกร็งหน้าท้องเล็กน้อย
  • จากนั้นงอข้อศอกไปด้านข้างเล็กน้อยเพื่อลดระดับตัวเข้าหากำแพง ระหว่างนี้ให้หายใจเข้า
  • เมื่อลดระดับตัวลงจนเกือบชิดกำแพงแล้ว ให้ออกแรงดันจากลำตัวด้านบนผ่านทางท่อนแขนและฝ่ามือ จนกระทั่งกลับมาในท่าเริ่มต้นพร้อมหายใจออก และทำซ้ำจนครบ 10 ครั้ง

คุกเข่าวิดพื้น (Kneeling Pushups)

เป็นท่าสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มวิดพื้นเช่นกัน โดยท่านี้ไม่ต่างจากการวิดพื้นปกติ เพียงแต่ไม่ยกเข่าขึ้นระหว่างการวิดพื้น

  • เริ่มต้นจากการชันเข่าบนพื้น วางเท้าชิด โน้มตัวไปด้านหน้าพร้อมวางฝ่ามือบนพื้นความกว้างเท่าหัวไหล่ หลังขนานกับพื้น แขม่วและเกร็งหน้าท้องเล็กน้อย
  • จากนั้นงอศอกไปด้านข้างเล็กน้อยเพื่อลดระดับลำตัวลง โดยรักษาแนวสันหลังให้ตรงอยู่ตลอด ระหว่างทำการวิดพื้นให้หายใจเข้า
  • เมื่อลดระดับตัวลงจนสุดแล้ว ให้ใช้แรงจากลำตัวส่วนบนดันตัวขึ้นพร้อมหายใจออก และทำซ้ำจนครบ 10 ครั้ง

ท่าวิดพื้นมาตรฐาน (Pushups)

หากลองฝึกท่าข้างต้นจนคุ้นชินแล้ว ลองค่อย ๆ เปลี่ยนมาเป็นท่าวิดพื้นแบบมาตรฐานกันได้

  • เริ่มต้นจากชันเข่าบนพื้นเรียบ วางเท้าให้ชิดติดกัน จากนั้นโน้มตัวไปด้านหน้าพร้อมใช้ฝ่ามือวางบนพื้น โดยความกว้างจะเท่าหัวไหล่และตรงกับฝ่ามือ นิ้วมือชี้ไปด้านหน้า หลังตรงขนานกับพื้น แขม่วและเกร็งหน้าท้องเล็กน้อย
  • ลดตัวลงจนหน้าอกและคางติดหรือห่างจากพื้นเล็กน้อย โดยยังรักษาตำแหน่งการวางมือ หัวไหล่ เท้า หลัง และหน้าท้องไว้อย่างเดิม มีเพียงข้อศอกที่แยกออกเล็กน้อยตามสรีระร่างกาย ระหว่างทำท่านี้ให้หายใจเข้า
  • ใช้แรงจากกล้ามเนื้อลำตัวส่วนบนดันตัวเองขึ้นจนสุดแขนพร้อมหายใจออก หากทำได้ถูกต้องข้อศอกและหลังจะเหยียดตรง โดยหลังส่วนบน ส่วนล่าง ก้น และขาจะต้องเป็นแนวเดียวกัน
  • ลำตัว หลัง ขา จากนั้นทำซ้ำจนครบ 10 ครั้ง ค่อย ๆ ลดระดับตัวลง โดยให้รักษาระดับ และสามารถเพิ่มจำนวนครั้งมากขึ้นได้เมื่อกล้ามเนื้อเริ่มพัฒนา

เมื่อกล้ามเนื้อเริ่มพัฒนา ควรลองวิดพื้นท่าพื้นฐานสลับการวิดพื้นรูปแบบอื่น ๆ เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อลำตัวส่วนบนทุก ๆ ส่วน เช่น

  • Narrow Pushups จะเป็นการวางมือให้แคบกว่าการวิดพื้นปกติ
  • Wild arm Pushups เป็นการวิดพื้นที่วางมือกว้างกว่าหัวไหล่
  • Incline Pushups เป็นการวิดพื้นที่วางมือบนอุปกรณ์ที่มีความสูงเหนือพื้น
  • Decline Pushups เป็นการวิดพื้นด้วยการวางเท้าไว้บนอุปกรณ์ที่มีความสูงเหนือพื้น

นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคที่อาจช่วยให้การดันพื้นเป็นไปได้ราบรื่นขึ้น อย่างการใช้เสื่อโยคะหรือผ้าเช็ดรองเข่าในท่าเริ่มหรือระหว่างพักเพื่อลดอาการเจ็บเข่า สมัครบาคาร่า รวมทั้งควรก้มหน้าในระหว่างดันตัวขึ้นและลงเพื่อลดการเกร็งคอที่ทำให้เกิดการปวดเมื่อย

ข้อจำกัดของการวิดพื้น

เฉพาะในผู้ที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย การวิดพื้นอาจทำให้เกิดอาการตึงหรือปวดกล้ามเนื้อได้  ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ทั่วไป มักไม่เป็นอันตรายและหายเองได้ แต่การวิดพื้นด้วยท่าที่ไม่ถูกต้องหรือวิดพื้นหนักมากเกินไปอาจทำให้กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเส้นประสาทบาดเจ็บหรือเสียหายได้ โดยเฉพาะบริเวณข้อมือที่เป็นจุดรวมของน้ำหนักตัวเมื่อออกกำลังกายด้วยท่านี้

ผู้ที่เล่นเวทเทรนนิ่ง (Weight Training) สำหรับผู้ที่วิดพื้นมาเป็นเวลานาน หรือการพัฒนากล้ามเนื้อโดยใช้อุปกรณ์ การวิดพื้นอาจไม่ตอบโจทย์ในด้านการเพิ่มหรือพัฒนาการกล้ามเนื้อมากนัก เนื่องจากกล้ามเนื้ออาจคุ้นชินกับน้ำหนักตัวของผู้ออกหรือน้ำหนักจากอุปกรณ์ที่มากกว่าน้ำหนักตัว หากต้องการพัฒนากล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นอีก ควรเปลี่ยนไปยกน้ำหนักที่สามารถเพิ่มน้ำหนักของอุปกรณ์ได้ อย่างไรก็ตาม แม้การวิดพื้นอาจไม่ตอบโจทย์การสร้างกล้ามเนื้อในคนกลุ่มดังกล่าว แต่ก็อาจช่วยในการรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้

การพัฒนากล้ามเนื้อด้วยท่าดันพื้นควรเน้นไป สุดท้ายนี้ ความถูกต้องของท่ามากกว่าจำนวนครั้งหรือความเร็วในการทำ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและช่วยให้กล้ามเนื้อพัฒนาได้อย่างสมบูรณ์ หากต้องการลดน้ำหนักและเพิ่มกล้ามเนื้อ ก็ควรเพิ่มการรับประทานอาหารประเภทโปรตีน ลดไขมัน รับประทานคาร์โบไฮเดรตอย่างพอเหมาะ รับประทานผักผลไม้เป็นประจำ และอย่าลืมที่จะทำคาร์ดิโอเพื่อกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานส่วนเกินร่วมด้วย

Tagged :