จัดห้องนอน เพิ่มความสุขและร่ำรวย ตามหลักฮวงจุ้ย

พื้นที่ห้องนอน ถือเป็นห้องส่วนตัวของแต่ละคน แน่นอนว่า พื้นฐานสำคัญที่ต้องมี คือ ความเป็นอิสระและไม่ถูกรบกวนจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ง่าย ดูโปร่ง โล่ง สบาย เหมาะกับการพักผ่อนอย่างราบลื่นที่สุดตลอดคืน และต้องสะอาด ไม่มีกลิ่น ฝุ่น เสียง มากวนใจ และนอกเหนือไปจากนั้น คือ หลักฮวงจุ้ยจะเข้ามาช่วยเพิ่มความสบายใจและความสุขจากการเพิ่มและปรับเปลี่ยนองค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในห้อง

1.เลือกห้องที่ไกลที่สุดจากประตูทางเข้าหลักของบ้าน
ประตูหลักจะส่งพลังชี่ที่มากเกินไปมายังส่วนห้องนอน และเตียงนอน จนอาจรบกวนการพักผ่อนได้ บางครั้งเราอาจมีตัวเลือกไม่มากนักในการเลือกตำแหน่งห้อง ตัวช่วยที่ดีคือ ลองหาเฟอร์นิเจอร์ ฉากกั้น เป็นตัวช่วยเรื่องพื้นที่และเพิ่มระยะช่องว่าง

2.การที่เราจะมีประตูห้องนอน ตามหลักฮวงจุ้ย มิควรอยู่ตรง และตรงกันข้าม กับเตียงนอน
ตามหลักฮวงจุ้ยบอกว่า ขณะเปิดประตูจะเป็นการเปิดรับพลังงานเข้ามาในห้องด้วย ทำให้พลังงานนั้นปะทะกับเตียงและผู้ใช้ในห้องโดยตรง ส่งผลต่ออาการนอนไม่หลับ ไม่สบายใจ และมีปัญหาด้านสุขภาพได้ แต่สำหรับพื้นที่คอนโดฯ แบบสตูดิโอไม่ต้องกังวลใจไปลองหาเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว หรือบิ้วอินมาวางไว้ ลองใช้ผ้าม่านกั้นพื้นที่ หรือทำฉาก partition กั้นเพื่อจัดสรรพื้นที่

3.ลองวางต้นไม้เงินไว้ที่มุมใดมุมหนึ่งของห้องนอน
ปกติการวางต้นไม้นั้นนิยมวางไว้ให้พ้นตำแหน่งสายตาขณะอยู่บนเตียงนอน เพราะต้นไม้สัมพันธ์กับพลังหยางหรือพลังร้อน ซึ่งจะรบกวนการนอนหลับได้ อย่างไรก็ดี หากคุณต้องการปรับปรุงความสัมพันธ์กับคนรัก ควรเลือกสีชมพูและสีแดง สีเหล่านี้จะนำไปสู่ความรักที่ราบรื่น แต่อย่าลืมว่า สีส้มหรือสีเหลืองส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับพลังหยางจึงควรวางในมุมที่เหมาะสม

4.วางเฟอร์นิเจอร์คู่เสริมสร้างความสัมพันธ์
ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟคู่บริเวณโต๊ะหัวเตียง หรือภาพคู่รัก เทียนคู่ หรือพืชที่มีใบกลม อย่าลืมเพิ่มอุปกรณ์เสริมที่มีสีชมพูหรือสีแดงเพื่อกระตุ้นเรื่องความรัก และเคล็ดลับสำคัญ คือ พลังของเป็ดแมนดาริน ที่ควรจัดหามาวางให้อุ่นใจ เพราะเป็นสัญลักษณ์เรื่องความรักขั้นสูงสุดในด้านฮวงจุ้ย

5.วางของประดับตกแต่งเพิ่มโชคลาภ
เช่น แขวนโมบาย จะช่วยเพิ่มพลังงานในห้อง ทำให้มีโชคลาภ การเงินจะหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น หินมงคล ช่วยเพิ่มพูนโชคลาภให้เงินทองไหลเข้ามา คริสตัล ลองนำลูกคริสตัลหรือคริสตัลแบบแท่งมาวางไว้ในห้องนอน จะช่วยเพิ่มพลังงานภายในห้อง ส่งเสริมด้านความเจริญรุ่งเรือง

6.หลีกเลี่ยงเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้อง
ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ ตู้เย็น โทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์ เนื่องจากสิ่งของเหล่านี้สามารถรบกวนการนอนหลับได้

7.ไม่แนะนำกระจกที่ตรงกับเตียงนอนหรือตู้เสื้อผ้าที่ประตูเป็นกระจก
กระจกที่ตรงกับเตียงนอน จะทำให้เกิดปัญหามือที่ 3 ในชีวิตคู่ นอกจากนี้กระจกยังแฝงพลังงานที่มากเกินไป หากไม่สามารถเคลื่อนย้ายกระจกเหล่านั้นออกไปได้ ให้นำผ้ามาคลุมไว้ เพราะกระจกอาจรบกวนการนอนได้

8.ห้องนอนที่ดีไม่ควรมีโต๊ะทำงานหรือการนำงานเข้ามาทำในห้อง
จากสภาพแวดล้อมที่มีงาน งาน งาน คงเป็นเรื่องยากที่คุณจะหลับไปโดยไม่คิดถึงเรื่องงาน ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มคนรักหนังสือ ควรเก็บในบนหัวนอนจำนวนไม่กี่เล่มสำหรับอ่านให้ผ่อนคลาย เพราะถ้ามากกว่านั้นอาจทำให้เกิดความคิดและกังวล เหมือนห้องทำงานได้

จัดห้องนอนตามฮวงจุ้ย แบบง่าย ๆ พื้นที่ห้องนอน
จัดห้องนอนตามฮวงจุ้ย แบบง่าย ๆ พื้นที่ห้องนอน

ห้องนอน การนอนหลับ คือ การพักผ่อนที่ดีที่สุด การนอนหลับเพียง 5-6 ชั่วโมง ในห้องที่่มีความเงียบสงบ และความมืดสนิท กับอุณหภูมิพอเหมาะ และอากาศ ถ่ายเทดี ก็นับว่า เพียงพอแล้ว สำหรับคนเราในวันหนึ่ง ๆ ห้องนอน จึงเป็นห้อง ที่ต้องการ ความสงบมากกว่าส่วนใด ในบ้าน ให้ความเป็นส่วนตัว ความสะดวกสบาย แก่เจ้าของ อีกทั้งแสดง รสนิยม และ บุคลิก ของเจ้าของห้อง ได้มากกว่า ห้องอื่น นอกจากจะใช้เป็น ห้องพักผ่อนนอนหลับแล้ว ยังอาจใช้เป็น ห้องแต่งตัว และ ห้องทำงานส่วนตัว ได้อีกด้วย การนอน ถือเป็น กิจกรรม หรือ กิจวัตรประจำวัน ที่จำเป็น ต้องมีต้องปฏิบัติ เพื่อการเริ่มต้นชีวิต ในวันใหม่ ที่สดชื่น สุด ๆ พร้อมกับ ภารกิจ การทำงาน ทุกสภาวะ และโอกาสใน การทำงาน แต่ที่สำคัญอย่างยิ่งของการ “นอน” ก็คือ “สุขภาพ”ที่ดีของ ร่างกาย เมื่อมี การทำงานไม่ว่า จะด้วย การใช้แรงกาย หรือแรงสมอง สติปัญญา และหรือ แม้แรงใจ แรงกระตุ้น จาก พลังจิต ภายใน ที่ทำให้คนเรา มีความสุขใน การทำงาน ปฏิบัติงาน ในหน้าที่ของ แต่ละท่าน ให้ได้ผลสมบูรณ์เต็มร้อย ควรอย่างยิ่งต้องมีการ “นอน” เป็นกิจกรรมที่สำคัญของวัน ที่เรา ๆ ทุกท่านต้อง พักผ่อนด้วย การ”นอน”

ห้องนอน ถือว่าเป็น สถานที่ส่วนตัว การออกแบบตกแต่ง จึงสามารถ ทำให้มีลักษณะ เฉพาะตัว ที่เด่นชัดออก มาได้เต็มที่ และตามสไตล์ ที่ผู้อยู่ต้องการ ได้ด้วย เนื่องจากพื้นที่ใน ห้องนอน นั้น เป็นพื้นที่ส่วนตัว ที่พ้นจากสายตาคนอื่น ๆ และยังเป็น ห้องที่เหมาะที่สุด ในการ สร้างสรรค์ ตามความประสงค์ ของผู้อยู่อย่างมาก บางคนอาจจะชอบ ห้องนอน ที่เต็มไปด้วย บรรยากาศ แบบไทย ๆ ที่สามารถจะใช้โต๊ะ ตั่ง คันฉ่องหรือ กระจก มาตกแต่ง การวางที่นอน บนพื้นก็เป็น การเพิ่มบรรยากาศ ให้ห้องน่าอยู่มิใช่น้อย หรือบางคนอยากจะแต่ง ให้โมเดิร์นสุด ๆ ก็ย่อมที่จะทำได้ เพราะห้องนอนเปรียบเสมือนโลกส่วนตัว ของแต่ละบุคคลที่สามารถ จะสร้างสรรค์ สิ่งที่ต้องการ ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องคำนึงถึง รสนิยมและประโยชน์การใช้สอยร่วมกับผู้อื่น เหมือนกับการตกแต่งในห้องอื่น ๆ

ห้องนอน ถือว่าเป็นสถานที่ส่วนตัว การออกแบบตกแต่ง จึงสามารถ ทำให้มีลักษณะ เฉพาะตัว ที่เด่นชัดออกมาได้เต็มที่ และตามสไตล์ ที่ผู้อยู่ต้องการ ได้ด้วย เนื่องจากพื้นที่ในห้องนอนนั้น เป็นพื้นที่ส่วนตัว ที่พ้นจากสายตาคนอื่น ๆ และยังเป็นห้องที่เหมาะที่สุด ในการสร้างสรรค์ ตามความประสงค์ ของผู้อยู่อย่างมาก ภายในห้องต้องมีหน้าที่สามารถรับแสงแดดยามเช้าได้ดี มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกในบ้านหนึ่งหลัง อาจแบ่งห้องนอนออกเป็น

ห้องนอนใหญ่ ส่วนใหญ่จะเป็นห้องนอนของเจ้าของบ้าน มีขนาดใหญ่ กว่า ห้องนอนอื่น ๆ ของบ้าน มีห้องน้ำในตัว อาจมีส่วนที่ใช้สำหรับ การแต่งตัวแยกออกไป สำหรับเก็บเสื้อผ้า โทนสีที่ใช้ตกแต่งห้องสามารถตกแต่งได้ตามใจชอบของเจ้าของบ้าน การตกแต่งอาจเน้นในส่วนที่เป็นหัวเตียง ซึ่งนับว่าเป็นจุดเด่นของห้อง
ห้องนอนอื่น ๆ ที่จะมีขนาดเล็กกว่าห้องนอนใหญ่ ออกแบบบริเวณบ้าน  ใช้สำหรับให้สมาชิกเล็ก ๆ ของครอบครัว หรืออาจเป็นห้องนอนที่ใช้รับรองแขก การตกแต่งห้องนี้สามารถ ตกแต่งได้ตามใจชอบของเจ้าของบ้านอีกเช่นกัน อาจมีโทนสีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เนื่องจากความต่างวัย และเพศของผู้อยู่อาศัยห้องนอนเล็กส่วนใหญ่มักไม่มีพื้นที่แต่งตัว แต่จะใช้ตู้เสื้อผ้า เข้าชุดกันกับเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ

ห้องนอน ที่ดีควรอยู่ทางทิศตะวันออก และทางทิศ ใต้ เพื่อหลีกเลี่ยง การรับ แสงแดด ในตอนบ่ายของทิศตะวัน ตก และสามารถรับ ลมธรรมชาติได้ การจัดพื้นที่ใช้สอยแบ่ง ออกได้ 2 ส่วน คือ

ส่วนแรก เพื่อการใช้งานส่วนตัว เช่น ผลัดเปลี่ยน เสื้อผ้า แต่งตัวทำงาน ส่วนเหล่านี้ ควรอยู่ใกล้กับทางเข้า หรือ ใกล้กับห้องน้ำ

ส่วนที่สอง สำหรับนอนหลับพักผ่อน ซึ่งการจัดวาง เตียงนอน ไม่ควรให้ หัวเตียง หรือปลายเตียงอยู่ใกล้หน่าต่าง มากเกินไป เพราะ ลมที่พัดโดน ศีรษะผู้นอนอาจรู้สึกไม่สบาย หรือถ้าติดแอร์ก็ไม่ควรวางปลายเตียง หันหน้าไปทาง เครื่องปรับอากาศ เพราะลมจะพัด เข้าจมูกเวลานอน อาจจะเป็นหวัดได้ ที่สำคัญควร คำนึงถึง ขนาด ของ เฟอร์นิเจอร์ ให้สัมพันธ์กับขนาด ของห้องด้วย ตามสัดส่วน ที่เหมาะสมด้วย

นอกจากนี้การจัดแสงสว่างที่ดี และเหมาะสมก็จะช่วยเพิ่มความสว่างให้กับชีวิตของคุณรุ่งโรจน์ด้วยเช่นกัน เฮเฟเล่ขอแนะนำ หลอดไฟ LED Hafele BULB A60 มีให้เลือกทั้ง หลอด ไฟ LED 9 วัตต์ และ 7 วัตต์ เหมาะกับการใช้งานในห้องขนาดเล็ก – ปานกลาง และ หลอดไฟ LED 12 วัตต์ เหมาะกับห้องโถง ห้องนั่งเล่น เป็นต้น นอกจากนี้ หลอดไฟ LED Hafele ยังมีคุณสมบัติประหยัดพลังงานถึง 85 % เมื่อเทียบกับหลอดไส้ นอกจากนี้ยังช่วยลดลดอุณหภูมิภายในห้อง

สำหรับบ้านใครที่ใช้เป็นหลอดไฟชนิดฟลูออเรสเซนต์ ก็สามารถเปลี่ยนมาเป็นหลอดไฟ LED รุ่น T8 ของ Hafeleได้ มีให้เลือกทั้ง 9 W 18 W ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานแล้ว ยังให้แสงสว่างสม่ำเสมอและแสงไม่กระพริบสั่น จึงช่วยถนอมสายตา

Tagged :

การพักผ่อนเป็นเรื่องสำคัญ และเลือกซื้อเตียงนอนก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน

การที่มี ที่พักผ่อนหย่อนใจที่ดีของเรา คือ บ้าน บ้านยังให้เราพักผ่อนจากการเหนื่อยล้ามาจากงาน หรือ เรื่องต่าง ๆ มากมาย แต่จุดหนึ่งที่เราใช้เวลามากที่สุด ภายในบ้าน คือ ห้องนอน และมีผืนผ้าขนาดใหญ่ไว้รองรับ ร่างกายที่ผ่านอะไรมามากมายในแต่ละวัน หากพูดถึง “ เตียงนอน ” คงจะเป็นแดนสวรรค์แห่งการพักผ่อนของใครหลายคน เรียกว่า เป็นเฟอร์นิเจอร์หลักภายใน บ้าน ที่ขาดไม่ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ล้วนต่างก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องของการนอน หรือ อาจจะเป็นสิ่งที่รองรับอารมณ์ต่าง ๆ ของเรา สำหรับการเลือกซื้อเตียงนอน หากเราศึกษาแนวทางในการเลือกซื้ออย่างถูกต้อง ก็จะช่วยให้ทุกวันแห่งการนอนหลับของเราเป็นวันที่ดีได้

ปัจจุบันนี้เตียงนอนก็ได้ผลิตออกมาหลากหลายรูปแบบ  ด้วยระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้ผู้ใช้ได้เลือกสรรกันมากขึ้น โดยมีทั้งขนาด รูปร่าง ดีไซด์ และสีสันต่างๆ จนใครหลายคนสงสัยว่าจะต้องเลือกซื้อเตียงนอนแบบไหนดี ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องรู้แนวทาง เพราะนั่นอาจจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของการเลือกซื้อเตียงนอน

เลือกเตียงนอนให้เหมาะกับที่นอน

การเลือกซื้อเตียงนอน นอกจากจะสัมพันธ์กับขนาดของห้องนอนแล้ว ยังจะต้องสอดคล้องกับที่นอนอีกด้วย ทั้งเรื่องของขนาด และความสูง รวมถึงจะต้องมีฐานรองรับที่นอนอย่างมีประสิทธิภาพ ทนทาน ใช้งานได้ยาวนานมากที่สุด

เลือกเตียงนอนให้เหมาะกับขนาดครอบครัว

ปัจจุบันเตียงนอนได้ผลิตออกมาให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งมีทั้งเตียงนอนขนาดเล็ก เตียงนอนขนาดใหญ่ ทั้งนี้ก็จะต้องสำรวจความต้องการของผู้ใช้งานว่าต้องการอะไรจากเตียงรุ่นนี้ ต้องการนอนคนเดียวหรือว่าหลายคน

เลือกเตียงนอนให้ตรงกับการใช้งาน

เราสามารถเลือกซื้อเตียงนอนให้ตรงกับรูปแบบความต้องการในการใช้งานของเราได้ เช่น กำหนดชุดหัวเตียง ฐานรองเตียง และผ้าหุ้มเตียงนอน ให้ตรงกับความต้องการของคุณได้ หรือกำหนดให้ใต้เตียงนอนเป็นลักษณะทึบหรือโปร่ง โดยคนส่วนใหญ่นั้นมักจะชอบใต้เตียงที่มีพื้นที่โปร่งๆ เพราะทำให้ไม่ดูอึดอัด สามารถใส่ของไว้ในใต้เตียงได้ แต่เตียงนอนที่ปิดทึบ ก็ช่วยป้องกันปัญหาเรื่องไรฝุ่นได้เป็นอย่างดี

เลือกเตียงนอนที่ใส่ใจสุขภาพการนอน

เตียงบางรุ่นก็ผลิตมาไม่ได้คำนึงถึงสุขภาพของผู้นอน แม้ว่าจะใช้ที่นอนมีคุณภาพ แต่นอนแล้วบางทีก็ยังรู้สึกปวดเมื่อย เพราะเตียงบางรุ่นก็ออกแบบมาไม่มีคุณภาพ เตียงเป็นหลุมจึงทำให้ผู้นอนรู้สึกไม่สบาย ดังนั้น ก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อ แนะนำให้ทดลองนอนก่อน เพื่อจะได้รู้ว่าเตียงแบบไหนนอนแล้วสบาย สามารถตอบโจทย์กับผู้ใช้ได้มากที่สุด

เลือกเตียงนอนให้เหมาะกับเฟอร์นิเจอร์

สิ่งที่จะทำให้ห้องนอนดูโดดเด่นมีสไตล์ จะต้องกำหนดแนวทางในการตกแต่งว่าชอบสไตล์แบบไหน หรือสีแบบไหน สามารถเลือกนำมาประยุกต์ได้ตามความชอบ แต่ควรจะเลือกซื้อให้เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องนอน นอกจากนี้เรายังสามารถกำหนดความสูงของเตียงนอนได้อีกด้วยว่าชอบแบบสูงหรือเตี้ย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสไตล์ของแต่ละคน

เลือกเตียงนอนที่ทำจากวัสดุมีคุณภาพ

การเลือกซื้อวัสดุของเตียงนอนที่มีประสิทธิภาพ ก็จะส่งผลให้มีการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น ซึ่งเตียงนอนก็จะมีคุณสมบัติที่หลากหลาย เช่น เลือกซื้อเตียงไม้ก็จะทำความสะอาดได้ง่าย เกิดความรู้สึกอบอุ่นเป็นธรรมชาติ เลือกซื้อเตียงบุผ้าก็จะสามารถระบายความร้อนได้ดี โครงสร้างภายในควรมีวัสดุ Anti Mite ป้องกันปลวกและไรฝุ่นได้ ส่วนเตียงบุหนังอายุการใช้งานก็จะทนทานมากขึ้น ทำความสะอาดได้ง่าย เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวัสดุและโครงสร้างของเตียงนอน จะต้องแข็งแรงและมีคุณภาพต่อการใช้งานด้วย ออกแบบภายใน นอกจากนี้ก็ต้องเลือกวัสดุของชุดหัวเตียง และโครงสร้างของฐานรองเตียงที่มีคุณภาพ สามารถตอบสนองได้ทุกความต้องการ มีความยืดหยุ่น อากาศถ่ายเท และรองรับน้ำหนักได้ดี พร้อมกับขาตั้งดีไซน์ที่ทันสมัย

เลือกเตียงนอนที่ทำความสะอาดง่าย

การทำความสะอาดเตียงนอนเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ควรปล่อยให้เตียงนอนเป็นที่สะสมของไรฝุ่นและเชื้อโรค ซึ่งก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ พยายามอย่าเลือกซื้อเตียงที่มีซอกเล็กซอกน้อย เพราะจะทำความสะอาดได้ยาก การเลือกซื้อเตียงนอนจึงต้องมองให้ครบรอบด้าน

ขนาดของเตียงนอน

วิธีการเลือกเตียงนอน ขนาดของเตียงนอน ควรเลือกอย่างไร

โดยทั่วไปแล้วเตียงนอนจะมีอยู่ด้วยกัน 3 ไซส์มาตรฐาน ได้แก่ เตียงนอน 3 ฟุต หรือ 3.5 ฟุตเตียงนอน 5 ฟุต และเตียงนอน 6 ฟุต โดยแต่ละขนาดจะแบ่งออกตามการใช้งานดังตอนไปนี้

เตียงนอน 3 ฟุต หรือ 3.5 ฟุต (Single Size)

เตียงเดี่ยวสำหรับนอนคนเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่คอนโด หรือห้องนอนขนาดเล็กสามารถนอนได้ตั้งแต่เด็กเล็ก จนไปถึงผู้ใหญ่ที่มีขนาดตัวพอดีกับเตียง

เตียงนอน 5 ฟุต (Queen Size)

จากเตียงนอน 3 ฟุต ที่นอนสำหรับคนเดียว เพิ่มขนาดมาต่อที่เตียงนอน 5 ฟุต ที่เหมาะสำหรับนอนคนเดียวแบบสบายๆ กับพื้นที่ให้คุณได้พลิกตัว อีกทั้งยังนอนสองคู่แบบใกล้ชิด ที่ไม่เล็กจนทำให้รู้สึกอึดอัด

เตียงนอน 6 ฟุต (King Size)

เตียงนอนขนาดใหญ่สำหรับนอนสองคนได้อย่างลงตัว กับพื้นที่บนเตียงที่ค่อนข้างกว้าง จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นที่ห้องขนาดใหญ่ และเป็นอีกไซส์ที่ได้รับความนิยม

ประเภทของเตียงนอน

ในปัจจุบันมีเตียงหลากหลายประเภทให้คุณได้เลือก กับดีไซน์ที่สวยงาม ที่มาพร้อมจุดเด่นในเรื่องของการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป เรามาดูกันว่าแบบไหนที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ

    • เตียงนอนแบบขาโปร่ง มิกซ์แอนด์แมตช์เข้ากับห้องนอนได้อย่างลงตัว
    • เตียงนอนแบบขากล่อง ที่มาพร้อมกับความโมเดิร์นที่เรียบหรู
    • เตียงนอนแบบมีช่องเก็บ กับฟังก์ชันที่จะช่วยให้ห้องนอนเป็นระเบียบมากขึ้น
    • เตียงนอนแบบพับได้ ที่จะช่วยประหยัดพื้นที่ภายในห้องของคุณได้เป็นอย่างดี
    • เตียงนอนสองชั้น สำหรับห้องนอนที่มีขนาดเล็ก และฟังก์ชันที่หลากหลายในเรื่องของการใช้งาน

วัสดุในการทำเตียงนอน

นอกจากขนาด และประเภทของเตียงนอนที่ต้องใส่ใจในการเลือกซื้อให้เหมาะกับการใช้งานแล้ว วัสดุก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มองเข้าไม่ได้เด็ดขาด เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญ เรามาดูกันว่าวัสดุแต่ละชนิดมีอะไรบ้าง

    • เตียงไม้ ที่มีจุดเด่นในเรื่องของการดูแลรักษาที่ง่ายดาย พร้อมความรู้สึกอบอุ่นเป็นธรรมชาติ
    • เตียงบุผ้า ที่ช่วยระบายความร้อนให้เตียงได้เป็นอย่างดี หมดกังวลเรื่องปลวก และไรฝุ่นที่จะมารบกวนไปได้เลย
    • เตียงบุหนัง ที่ดูหรูหรามาพร้อมกับความทนทานในเรื่องของการใช้งาน ที่สำคัญยังทำความสะอาดได้ง่ายอีกด้วย
    • เตียงเหล็ก ที่มีความแข็งแรง ทนทาน รองรับน้ำหนักได้เป็นอย่างดี กับลวดลายเหล็กของหัวเตียงที่เพิ่มความคลาสสิคให้ห้องนอนของคุณ

ไม่ว่าคุณจะซื้อเตียงนอนขนาด 3 ฟุต, 3.5 ฟุต, 5 ฟุต และ 6 ฟุต ก็ตาม สิ่งที่คุณต้องคำนึงถึงเป็นอย่างแรกคือ พื้นที่ภายในห้องนอน เพราะหากคุณเลือกเตียงนอนที่มีขนาดใหญ่จนเกินไป จะทำให้ห้องนอนของคุณนั้นดูแคบ และรู้สึกอึดอัดจนรู้สึกไม่น่าอยู่

เรื่องฮวงจุ้ย เป็นศาสตร์ที่สามารถปรับตำแหน่งจากที่ไม่ดี กลายเป็นดี ฉะนั้น เราจะรู้ได้ไงว่าห้องนอนเป็นอีกหนึ่งห้องสำคัญ เพราะห้องนอนนั้นเป็นห้องสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมพลังงานที่จะทำให้มีชีวิตชีวา สำหรับในห้องนอนนั้นตำแหน่งของเตียงนอนก็เป็นความท้าทายที่คุณจะต้องปรับให้ถูกหลักฮวงจุ้ย และถ้าเตียงนอนของคุณต้องอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ที่ไม่ตรงตามศาสตร์ฮวงจุ้ย คุณจะแก้ไขอย่างไร

เลือกเตียงนอนให้นอนสบาย

7 ตำแหน่งเตียงนอนกับการปรับ “ฮวงจุ้ยเตียงนอน” ให้ถูกหลัก

ถ้าคุณเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย จะรู้ว่าห้องนอนเป็นอีกห้องสำคัญ เพราะห้องนอนนั้นเป็นห้องสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมพลังงานที่จะทำให้มีชีวิตชีวา สำหรับในห้องนอนนั้นตำแหน่งของเตียงนอนก็เป็นความท้าทายที่คุณจะต้องปรับให้ถูกหลักฮวงจุ้ย และถ้าเตียงนอนของคุณต้องอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ที่ไม่ตรงตามศาสตร์ฮวงจุ้ย คุณจะแก้ไขอย่างไร

1.กระจกหันหน้าไปทางเตียงนอน

เมื่อกระจกหันหน้าไปทางเตียงนอนเวลานอนกระจกจะสะท้อนให้เห็นร่างกายของคุณในขณะที่คุณกำลังนอนหลับเพื่อชาร์จพลังงาน ซึ่งจะทำให้สูญเสียพลัง ทางออกที่ดีที่สุดคือขยับกระจกหรือเปลี่ยนมุมเพื่อไม่ให้กระจกสะท้อนลำตัวขณะที่นอนอยู่บนเตียง หรือในเวลากลางคืนคุณอาจนำม่านหรือของตกแต่งต่างๆ มาปิดบังกระจกขณะนอนหลับแทนก็ได้

2.คาน พัดลมเพดาน หรือแชนเดอเลีย

โดยทั่วไปควรหลีกเลี่ยงของหนักที่แขวนอยู่เหนือเตียงนอนของคุณ เพราะสิ่งเหล่านี้สร้างพลังงานที่หนัก ซึ่งสื่อถึงการนำเรื่องหนักใจเข้ามาสู่ชีวิตประจำวัน วิธีแก้ไขคือปรับตำแหน่งเตียงนอนไม่ให้ทั้งสองสอดคล้องกัน หากมีคานเพดานอยู่เหนือศีรษะของคุณแต่คุณไม่สามารถขยับเตียงได้ วิธีป้องกันคือเพิ่มผ้าบางเบาทำเป็นหลังคาเหนือเตียง

3.ลูกศรในห้องนอน

ของมีคม เฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งอะไรก็ตามที่มีความคมอย่างลูกศรเป็นสัญลักษณ์ที่พุ่งตรงไปที่ร่างกายของคุณในขณะที่คุณนอนอยู่บนเตียง ดังนั้นทางออกสำหรับการปรับฮวงจุ้ยนี้คือการย้ายวัตถุมีคมเหล่านี้ไม่ให้ชี้ไปที่เตียงนอนของคุณ  หรือจะทำให้มุมหรือขอบของเหล่านั้นนุ่มลงด้วยผ้าต่างๆ

4.เตียงอยู่ใต้หน้าต่าง

หน้าต่างที่อยู่เหนือศีรษะของคุณโดยตรงในขณะที่คุณนอนหลับจะทำให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ซึ่งไม่เหมาะหากอยู่ในช่วงเวลาพักผ่อน วิธีแก้ไขถ้าทำได้คือย้ายเตียงออกจากหน้าต่างหรือป้องกันตัวคุณเองจากหน้าต่างโดยการเพิ่มหัวเตียงทึบสูง

5.เตียงอยู่ใต้เพดานลาดเอียง

การนอนใต้เพดานที่ลาดเอียงนั้นทำให้ขณะที่นอนคุณจะรู้สึกกดดันและส่งผลต่อพลังงานของคุณ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาเรื่องสุขภาพ และทำให้พลังงานของคุณลดต่ำลง ถ้าเป็นไปได้ให้ขยับเตียงของคุณเพื่อให้ศีรษะอยู่ใต้จุดสูงสุดของเพดานแทน หรืออย่างน้อยก็วางตำแหน่งเตียงนอนโดยไม่ให้หัวเตียงตรงกับส่วนต่ำสุดของเพดาน หรือผนังที่ลาดเอียง นอกจากนั้นยังสามารถแก้ไขได้ด้วยการทีเพดานหรือผนังเพื่อส่งเสริมการไหลของพลังงานให้เพิ่มขึ้น

6.เตียงที่เข้าถึงได้จากด้านใดด้านหนึ่ง

เตียงที่ถูกผลักขึ้นพิงกำแพงจะจำกัดการไหลของพลังงานไปยังเตียงของคุณ และถ้าคุณแชร์เตียงกับใครสักคนตำแหน่งที่ตั้งเตียงที่เข้าถึงได้เพียงด้านเดียวของเตียงนั้นจะขัดขวางการสื่อสาร และส่งเสริมความไม่สมดุลในเรื่องความสัมพันธ์ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้ดึงเตียงออกจากผนังเพื่อให้ทั้งสองด้านมีการเข้าถึงได้ หากพื้นที่ของคุณมีขนาดเล็กให้จัดเตียงไว้ตรงกลางเพื่อการเข้าถึงที่เท่าเทียมกันไม่ว่าพื้นที่จะเล็กแค่ไหน

7.เตียงใกล้กับประตูห้องนอน

การวางเตียงไว้ใกล้กับประตูห้องนอน หรือผนังที่มีประตูจะทำให้เตียงของคุณเปิดสู่การวิ่งชนของพลังงานซึ่งจะทำให้คุณหลับได้ยาก ถ้าไม่สามารถย้ายเตียงไปในตำแหน่งที่ดีกว่านี้ได้ ให้สร้างกำแพงกั้นที่สามารถแยกเตียงนอนออกจากพลังที่พุ่งเข้าหาประตูนั้น

การนอนหลับถือเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย เพราะกลางคืนเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของเราได้พักผ่อนจากความเหนื่อยล้าจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน และการได้นอนหลับ คือ การพักผ่อนที่ดีที่สุด สำหรับ ร่างกายมนุษย์เรา ดังนั้น เราควรเลือก เตียงนอน ตำแหน่งของเตียงนอน เพราะถือว่า ถ้าทุกอย่างถูกต้อง จะทำให้ชีวิตของเราราบรื่น และมั่นคงต่อการใช้ชีวิต

 

Tagged :

การเลือกผ้าม่าน เป็นสิ่งสำคัญให้กับบ้าน FEEL GOOD มองจากภายในบ้าน

การเลือกผ้าม่าน อาจเป็นปัจจัยที่รองลงมาจาก การเลือกเฟอร์นิเจอร์  เลยก็ได้ อาจต้องอ้างว่าเหตุผลสำคัญ เพราะยุคสมัยปัจจุบันนี้ มีการเปลี่ยนแปลง เป็นไปตามกาลเวลา ความรู้ความเข้าใจ ที่หลากหลาย ความชอบ สไตล์ของแต่ละคน สถานที่และความเหมาะสม การลงตัวของสิ่งต่าง ๆ จึงทำให้การเลือกผ้าม่าน ยังไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวเสมอไป แต่มีแนวทางเป็นการแนะนำสำหรับผู้ที่เริ่มต้น ผ้าม่านทุกวันนี้ ต่างจากเมื่อก่อน ทั้งในด้านของรูปแบบ ลักษณะ เนื้อผ้าและสีสันของผ้า

การเลือกผ้าม่าน ข้อควรรู้ ก่อนนำมาตกแต่งบ้าน ข้อสังเกตมีอะไรบ้าง

สีผ้า

สีของผ้าม่าน มีความสำคัญอันดับแรก การเลือกสีต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมภายใน  ออกแบบภายใน ไม่ว่าจะเป็นผนัง เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ ตู้ เตียง โซฟา และอื่นๆ เพื่อให้เข้าหรือไปกันได้ การตกแต่งภายใน เรื่องของผ้าม่านสิ่งแรกที่ให้เน้นคือ เรื่องสีของผ้า เพื่อจะให้เข้ากับสิ่งเหล่านั้นได้อย่างกลมกลืนโดยลดข้อขัดแย้ง สีที่เลือกนอกจากไปกันได้ ก็ยังมีเรื่องของเทรนสีนิยมตามยุคสมัย สำหรับสีที่นิยมสำหรับ ผ้าม่านยุคนี้ ได้แก่ สีแนวเอิร์ทโทน สีครีมเข้ม น้ำตาลเฉดต่างต่างๆ สีเทา สีเข้มหรือสีที่โทนผสมให้สีที่น่ามองแล้วดูน่าสนใจ และทำให้สดชื่น

สีผ้า จะส่งผลให้ห้องหรือภายในเกิดบรรยากาศที่แตกต่าง ซึ่งมีผลด้านอารมณ์ เช่น ถ้าห้องแคบ ใช้ผ้าสีเข้ม ลายดอกใหญ่ อย่างนี้อาจส่งผลให้ไม่สดชื่น ไม่ปลอดโปร่ง บางครั้งอาจสร้างความขุ่นเคืองโดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้อารมณ์ของสีจะส่งผลมากหรือน้อย อาจขึ้นอยู่กับปัจจัยหรือเหตุอื่น ๆ ประกอบกัน

ถ้าผ้าสีเข้ม ลายใหญ่ อยู่ในพื้นที่กว้าง มีความสูง อย่างนี้ก็ไม่มีปัญหา อาจสร้างความลงตัวได้มากกว่า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ ว่าต้องการอะไร ห้องดูหนัง หรือห้องประชุมที่ใช้เวลาจำกัด อยู่ไม่นาน อาจใช้ผ้าสีเข้มมาก ๆ ก็ได้ เมื่อสียิ่งเข้ม ยิ่งมืด ก็ยิ่งเพิ่มอารมณ์ความสงบ มีสมาธิมากขึ้น

การเลือกผ้าม่าน

ลายผ้า

รูปของผ้า ลายผ้า เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความสวยงามให้กับผ้าม่าน ผ้าม่านมีการทำลวดลายต่าง ๆ ออกมาจำหน่ายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผ้าพิมพ์ลาย ผ้าทอลาย หรือผ้าอัดลาย ผ้าพิมพ์ลาย ให้ลายสวยงาม โดดเด่นเรื่องสี พิมพ์สีได้หลากหลาย ให้ความสดของสีมากว่า

ส่วนผ้าทอลาย ก็จะให้ความสวยงามของลายผ้า ให้คุณค่า ให้ความสวยงามอีกรูปแบบ มากน้อยก็ขึ้นอยู่ลายที่เลือก ความโดดเด่นของผ้าทอลายคือ ให้ความหรูหรา และมีคุณค่า ผ้าทอลาย มีลายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

เนื้อผ้ามีหลายชนิด

ส่วนใหญ่เนื้อผ้าจะทอมาจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์ หรือบางครั้งอาจเป็นเส้นด้ายอื่น ๆ เช่น ผ้าคอตตอน ผ้าเรย่อน หรือ ผ้าใยสังเคราะห์ ทอออกมาเป็นเนื้อต่าง ๆ มีคุณสมบัติในด้านการใช้งานที่เหมาะสมสำหรับการทำผ้าม่าน โดยส่วนใหญ่การเลือกใช้ผ้าจะคำนึงเรื่องคุณสมบัติผ้าม่านกว่าเนื้อผ้า เพราะว่าจะได้รู้ถึงขนาดผ้า และ ความคงทนของผ้าม่าน

การเลือกผ้าม่าน

คุณสมบัติของผ้า

คุณสมบัติของผ้า และลักษณะ สำหรับทำผ้าม่าน จุดประสงค์อาจแตกต่างกัน เพื่อให้ผลลัพธ์ ด้านการตกแต่งให้สวยงาม หรือทำเพื่อใช้งาน การทำเพื่อใช้งาน อาจมีผ้าที่มารองรับ หรือทำตามที่เราต้องการ เช่นต้องการกันแสง ต้องการกันร้อน ต้องการกรองแสง ซึ่งคุณสมบัติของผ้าแต่ละตัวก็อาจมีข้อแตกต่างกันออกไป มีผ้าม่านที่มีคุณสมบัติตามความการใช้งานที่นิยมมีดังนี้

    • ผ้ากันแสง บล๊อกไม่ให้แสงผ่าน สำหรับห้องนอน ห้องทีวี หรือห้องอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการแสง และยังช่วยกันร้อนได้ด้วย
    • ผ้าดรีมเอาท์ แสงผ่านได้บ้าง กันแสงได้ ประมาณ 70-95% มากน้อยขึ้น อยู่กับสีผ้าด้วย เช่นสีเข้มจะกันแสงได้มากกว่า
    • ผ้าพิมพ์ลาย ให้ลายสวยงาม โดดเด่น เรื่องสี พิมพ์สีได้หลากหลาย ให้ความสดของสีมากว่า
    • ผ้าทอลาย  ให้ลายสวยงามและโดดเด่น ลวดลายหลากหลาย เห็นลายได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
    • ผ้าอัดลาย ผ้าพื้นสี ผ่านการอัดให้เกิดลาย ทำให้เกิดลายที่นูนเด่น มีมิติ ให้ความสวยงามอีกแบบ
    • ผ้าโปร่ง  กรองแสงจากภายนอก แสงภายในดูนุ่มนวล สบายตา อบอุ่น ปลอดภัย ปิดบังสายตาจากภายนอก และ เป็นส่วนตัว
    • ผ้ากันไฟลาม สำหรับสถานที่ที่ต้องการความปลอดภัยเพิ่มขึ้น เช่น โรงหนัง โรงละคร หอประชุม บนเครื่องบิน และอื่น ๆ
    • ผ้ากันน้ำ ป้องกันสิ่งสกปรก ผ้ากันน้ำส่วนใหญ่จะใช้กับเฟอร์นิเจอร์ เช่นโซฟา หรือเบาะรองนั่ง หมอนอิง เมื่อน้ำหกใส่ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ น้ำหวาน หรืออื่น ๆ น้ำเหล่านั้นจะไม่สามารถซึมผ่านผ้าได้

   วิธีเลือกผ้าม่าน เลือกยังไงให้ปัง!!! เหมาะกับบ้านและตัวของคุณ

ความนิยมเปลี่ยนตามกาลเวลา

สมัยก่อน ความนิยมเลือกผ้าม่านจะเลือกเป็นสีเข้ม สีสด เช่นสีแดง สีน้ำเงิน สีเขียว สีส้ม เหตุผล เพาระกลัวผ้าเก่า สีซีดเร็ว และเพื่อการใช้งานที่คุ้มค่ายาวนาน ต้องกันแดด กันแสงได้ดี โดยเชื่อว่าสีเข้มจะทำให้ผ้าดูเก่าช้า สีซีดน้อยกว่าผ้าสีอ่อน ส่วนเนื้อผ้าต้องเป็นผ้าที่หนามาก ๆ  เชื่อว่าจะได้ทนทาน อายุการใช้งานยาวนาน คุ้มค่ากว่ากับเงินที่เสียไป นั้นคือความคิดและค่านิยมเมื่อก่อน

สีมีผลต่ออารมณ์และความคิด

แนวคิดเรื่อง สี  มีผลกระทบมาจาก สิ่งรอบ ๆ ข้าง ทำให้ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจในเรื่องของเนื้อผ้าและสีมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของสี ที่มีอิทธิพลและมีผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกของมนุษย์ การเลือกสีผ้าม่าน และปัจจุบันนี้จึงมีความคิดเรื่องสี ที่แตกต่างจากเมื่อก่อนมาก ที่มีความลงตัว สวยงามมากขึ้น ได้บรรยากาศ ความรู้สึกที่ดีกว่าเดิม

สีที่นิยมทำผ้าม่าน

ในปัจจุบัน สีที่ได้รับความนิยม ได้แก่สี เอิร์ธโทน คือสี ที่มองไม่เป็นสีใดสีหนึ่งเลยที่เดียว หรือเป็นสีที่มองกล่ำกึ่ง เป็นสีผสม อาจเป็นสีเทาอมฟ้า น้ำตาลอมม่วง เทาน้ำตาล ประมาณนี้ โทนสีมองแล้ว อบอุ่น เช่น โทนน้ำตาล ทั้งอ่อนและเข้ม และสีใกล้เคียง เช่น สีเบจ สีครีม สีเทา หรือสีที่มองแล้วที่ให้ความรู้สึก นุ่มนวล อบอุ่น อ่อนโยน มองสบาย ๆ ด้วยเหตุผลของ สี จึงมีส่วนสร้างบรรยากาศทำให้บ้านหรือที่พักอาศัยน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ชนิดผ้าที่นิยม

ผ้าม่านทุกวันนี้ ต่างจากเมื่อก่อน เหตุเพราะค่านิยมมีการเปลี่ยนแปลง เดียวนี้ผ้าหนา ๆ แข็ง ๆ ไม่เป็นที่นิยม การทำผ้าม่าน สิ่งที่ต้องการหลักคือความสวยงาม ความพลิ้วไหว อ่อนช้อยของเนื้อผ้า หลายปีที่ผ่านมา ความนิยมของการใช้ ผ้า จะเน้นเรื่องการทิ้งตัว มองดูพริ้ว ๆ มาจีบไม่นิยมรีดจีบให้เป็นสันคมลงมา แต่นิยมโดยปล่อยผ้าให้เป็นลอนโค้งสลับไปมา เป็นรูปแบบการทิ้งตัวเป็นธรรมชาติมากกว่า

เลือกผ้าม่านให้เข้ากันหรือไปกันได้กับห้อง

ความจริงการเลือกผ้าม่าน สิ่งที่ควรนึกถึงเป็นอันดับแรก คือ รูปแบบของบ้าน ม่านพับคงไม่เหมาะกับบ้านทรงโรมัน แต่ทั้งนี้อาจไม่ได้เป็นกฎเกณฑ์ตายตัวเสมอเช่นเคย ขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่เราจะเติมหรือเพิ่มเข้าไป เช่น ม่านพับสามารถเพิ่มการตกแต่งชายครุยหรืออย่างอื่น ในสไตล์หลุยส์เข้าไปได้ ตกแต่งให้บรรยากาศไปกันได้เช่นกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเลือกผ้าม่าน คือ การเลือกใช้เฉดสี  ตรงนี้อาจต้องทำความเข้าใจให้มากเป็นพิเศษ  ความสำคัญถ้าสีที่ไปกันได้กับสิ่งรอบข้างก็จะทำให้ได้บรรยากาศที่ดี

การเลือกใช้สีผ้าม่านนั้น ต้องมีความเข้าใจ หรือไม่ก็มีความรู้เรื่องอารมณ์ของสี  บางคนเลือกผ้าจากแรกเห็น แต่ลองตัดสินใจทำไปแล้ว ปรากฎว่าสีไม่ได้อย่างที่คิด เข้มเกินไป อ่อนเกินไปบ้าง ดูทึบบ้าง ดูลายตาบ้าง ดูเก่าบ้าง ออกมาไม่สวย ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง อันนี้ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เช่นกัน

ข้อควรระวัง ถ้าไม่แน่ใจ ถ้าจำเป็นต้องเลือก ให้เลือกสีทีเป็นกลาง หรือสีที่สามารถเข้ากับสภาพแวดล้อมหรือเฟอร์นิเจอร์ได้ทุกสี เช่น สีเทา สีครีม สีเบจ สีน้ำตาลอ่อน สีออฟไวท์ ซึ่งสีเหล่านี้เป็นสีที่เป็นกลาง สามารถเข้ากับทุกสีได้โดยไม่มีความขัดแย้งกับสีต่าง ๆ ก็จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้ในระดับหนึ่ง

Tagged :

เฉดสีทาภายในสวย ๆ ที่กำลังร้อนแรง อยู่ขนาดนี้ ในการทาบ้าน

ตอนนี้กำลังมี โรคระบาด COVID 19 ระบาด หนักมาก ทำให้ต้องทำงานอยู่ในบ้าน ใครที่อยู่บ้านบ่อย ๆ แล้วรู้สึกเบื่อหนาย และ ไม่ค่อยอินกับบ้านตัวเองเหมือนแต่ก่อน ยิ่ง Work From Home ติดต่อกันหลายเดือน ยิ่งเบื่อหนักกว่าเดิม ลองมาเปลี่ยนสีห้องในบ้านกันดูดีกว่าไหม เช่น เปลี่ยนสีห้องนอน ห้องครัว ห้องนั่งเล่น หรือห้องต่าง ๆ ให้เป็นสีที่น่าสนใจ

เราได้แนะนำ เฉดสีบ้านภายนอกยอดนิยม ร้อนแรงในปัจจุบัน กับเฉดสีทาบ้านภายใน เฉดสีสวย ๆ ที่กำลังได้รับความนิยมสูงในช่วงนี้ บอกเลยว่าห้องของคุณจะให้ปังไม่หยุดฉุดไม่อยู่ รู้ตัวอีกทีก็ตกหลุมรักห้องตัวเองอีกครั้ง ไปแล้ว จะมีสีอะไรบ้างเราดูกัน

ก่อนจะไปรู้เรื่องสีทาบ้าน เราต้องรู้ประโยชน์สีภายใน ที่อาจไม่มีใครเคยบอกก่อน

การทาสีภายในใหม่ นอกจากคุณจะได้สีห้องที่สวยขึ้น ดูน่ามองขึ้น และช่วยให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป สิ่งที่คนส่วนใหญ่ ไม่รู้มาก่อน คือ สีทาภายในสามารถทำให้สุขภาพคุณดีขึ้นได้ รวมถึงยังช่วยให้คุณป่วยน้อยลงได้ด้วยนะ

เพราะ ปัจจุบันสีทาภายในได้ใส่คุณสมบัติเพื่อช่วยส่งเสริมเรื่องสุขภาพมามากมาย เช่น คุณสมบัติการช่วยฟอกอากาศ คุณสมบัติการดูซับสารอันตรายในอากาศ (สารระเหยเป็นพิษ สารฟอร์มัลดีไฮด์) หรือ คุณสมบัติที่กำลังถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก อย่างการกำจัดเชื้อโรคบนผนัง ทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา หรือแม้กระทั่งเชื้อโคโรนาไวรัส

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยยกระดับสุขภาพของคุณให้ดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็ช่วยลดความเสี่ยงจากบรรดาเชื้อโรคต่างๆ บนผนัง โดยเฉพาะกับบ้านที่มีเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ ที่มีโอกาสสัมผัสผนังได้บ่อย ดังนั้น การเลือกสีทาภายในจึงจำเป็นต้องเลือกสรรมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อประโยชน์สูงสุดของเจ้าของบ้านเอง จ่ายเงินครั้งนึง เปลี่ยนสีใหม่ครั้งนึงเลือกให้ดีไปเลยดีกว่า

สีทาบ้าน ภายในห้อง

สิ่งที่ต้องดูก่อนเลือกซื้อสีทาภายใน ให้คุ้มค่าในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่ แค่รู้ เรื่อง เฟอร์นิเจอร์

1. การเลือกสีที่ไม่ผสมสารปรอทและสารตะกั่ว

สีทาภายใน คือ สีที่อยู่ใกล้ชิดเรามากที่สุด เพราะเราอาจไปสัมผัสโดดได้ เพื่อความปลอดภัยจึงต้องเลือกสีที่ปราศจากสารโลหะหนัก เช่น สารปรอท หรือสารตะกั่ว สำหรับวิธีดูง่าย ๆ ว่าสินค้าสีดังกล่าวปลอดภัยหรือไม่ ให้สังเกตจากสัญลักษณ์ข้างบรรจุภัณฑ์ หรือแคตตาล็อกของสินค้า

2. เลือกกลิ่นสำคัญมาก ควรเลือกสีที่กลิ่นอ่อน Low VOCs

กลิ่นสี อาจเป็นเรื่อง sensitive สิ่งที่หลายคนไม่ชอบเวลาทาสีใหม่ เป็นอะไรที่อันตรายกว่าที่คิด บางท่านถึงกับไมเกรนขึ้น มีผื่นแพ้ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการเหล่านี้ ทางที่ดีควรเลือกสีที่เป็นสูตรน้ำอะคริลิก และที่เป็นแบบ Low VOCs กลิ่นอ่อนไม่ปล่อยสารระเหยที่เป็นอันตราย เท่านั้น

3. อยากให้ห้องน่ามอง ทนทานต่อ สภาพอากาศ ต้องเลือกสีที่มีคุณสมบัติทนการเช็ดล้างดี ๆ

ขึ้นชื่อว่า สีทาภายใน ต้องไม่ลืมเรื่องการเช็ดล้างที่ต้องง่ายและทน อาจมีคนอยากจะเป็นศิลปินไปขีดเขียนบนผนัง หรือคราบอาหารในห้องครัว เป็นต้น สีทาภายในที่ดีควรทนการเช็ดล้างได้ที่ 100,000 ครั้ง ขึ้นไป

4. ความปลอดภัย ให้เลือกสีที่สามารถยับยั้งเชื้อโรคบนผนังได้

ผนังบ้านคิดเป็นประมาณร้อยละ 80% ของพื้นผิวในบ้านทั้งหมด การที่จะทำให้ผนังในบ้านสะอาดครบทุกส่วนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ด้วยนวัตกรรมของสีทาภายในสมัยนี้ เช่น นวัตกรรมโกลด์ ไอออน ที่มีผลรับรองจากสถาบันระดับโลกมากมายว่าสามารถยับยั้งเชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส หรือแม้กระทั่งเชื้อโคโรนาไวรัส บนผนังได้ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยทำให้ผนังบ้านคุณสะอาด และลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจากเชื้อโรคเหล่านี้ได้นั่นเอง

4 ข้อเหล่านี้ การเลือกสีทาภายใน อาจจะดูเรื่องคุณสมบัติพิเศษอื่น ๆ ที่สามารถช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับตัวคุณได้ เช่น คุณสมบัติการฟอกอากาศ เป็นต้น

ได้รู้ประโยชน์ของการทาสีภายใน และวิธีการเลือกซื้อสีข้างตนกันไปแล้ว ถึงเวลามาเปิดรับไอเดียเฉดสี ทาภายในสุดปังที่กำลังฮิตสุด ๆ ตอนนี้ ที่คัดสรรมาให้กันได้

เฉดสีทาภายในสวย ๆ ตอนรับ ยุคสมัยใหม่ ที่กำลังได้รับความนิยมสูง

สีบ้านภายใน สีเทา หรือสีควันบุหรี่

สีควันบุหรี่ คือสีถูกถามหามากที่สุดในตอนนี้ เนื่องจากเป็นสีที่มีความมินิมอลสูง ไม่ว่าเอาไปแมตช์กับเฟอร์นิเจอร์แบบไหน หรือเอาไปแต่งกับห้องอะไรก็ดูลงตัวไปหมด ด้วยเหตุนี้ ห้องสีเทาควันบุหรี่ (138-1) หรือห้องสีขาวควันบุหรี่ (135-1)   จึงได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม

สีทาบ้าน ภายในห้อง

สีบ้านภายใน สีฟ้า

สีสุดฮิตลำดับถัดมาจะเป็นสีอะไรไม่ได้เลยนอกจากสีฟ้า ห้องสีนี้จะช่วยให้ผู้อยู่รู้สึกผ่อนคลายจิตใจและอารมณ์ สามารถลดความกดดันได้เป็นอย่างดี มองแล้วสบายตา เหมาะมากกับห้องนั่งเล่น และห้องนอนที่ต้องกา รๆ พักผ่อนอย่างจริงจัง ให้ความรู้สึกว่ากำลังอยู่บนห้องฟ้าได้เลย

สีบ้านภายใน สีครีม

สีโทนอุ่น ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศของห้องให้อบอุ่นหัวใจ น่าถนุถนอม โอบกอด ให้กลิ่นอายสไตล์บ้านมูจิ อีกทั้งห้องสีครีมอ่อน ๆ ยังทำให้ห้องดูสว่างและกว้างขึ้นได้อีกด้วย สบายตา ดูแล้วทำให้คนที่อยู่อาศัยเป็นคนตัวเล็กน่ารักไปเลย

สีบ้านภายใน สีเบจ

จะน้ำตาลก็ไม่เชิงจะครีมก็ไม่ใช่ ออกเหมือนครึ่งครีม ครึ่งน้ำตาล ที่มาพร้อมความเท่แต่อบอวลไปด้วยความอบอุ่น ความทันสมัย แบบชาติตะวันตก การใช้สีโทนนี้จะช่วยให้ห้องดูหรูหรา แบบโมเดิร์น

สีบ้านภายใน สีพีช

เทรนด์ห้องสีพีชกำลังมาแรง เพราะว่าเป็นสีแนวพาสเทลที่ออกหวานซ่อนเปรี้ยว สายหวานแต่แอบมีกวน ๆ นิดหนึ่ง อาจจะเป็นการคอมบิเนชั่น ระหว่างสีชมพู และสีส้มได้อย่างกลมกลืน เรียกได้ว่าเป็นสีห้องในฝันของสาว ๆ เลย

สีทาบ้าน ภายในห้อง

สีบ้านภายใน สีชมพู – สีแดง

สีห้องที่ทำให้ดูเหมือนกำลังมีความรักตลอดเวลา เหมาะกับคนที่ชอบการแต่งห้องสไตล์หวาน ๆ จะโสดอยู่หรือมีคู่ก็ได้ แต่ถ้าใครกลัวเลี่ยนเกินไป อาจจะลองใช้โทนชมพูเข้ม ๆ ไปทางสีแดง ก็จะทำให้ห้องดูเท่ดุดันขึ้น

สีบ้านภายในสีเขียว

อยากเพิ่มความร่มรื่น และความสดชื่นให้กับห้อง ต้องสีเขียวเลย คิดดูแค่ต้นไม้ต้นเดียวห้องก็ดูร่มรื่นแล้ว แต่นี่เขียวทั้งผนังจะรื่นรมย์ขนาดไหน นอกจากนี้ห้องสีเขียวยังช่วยลดความเครียด และช่วยฟื้นฟูสายตาที่กำลังล้าจากการจ้องหน้าจอคอมนาน ๆ ได้อีกด้วย

สีบ้านภายในสีส้ม

บางคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นสีที่ร้อนแรงเกินไป ออกแบบภายใน เพราะเป็นสีโทนร้อน แต่เดี๋ยวก่อนในอีกมุมสีส้มคือสีที่จะทำให้คุณรู้สึกสนุกสนาน กระปรี้กระเปร่า หากต้องการให้ห้องดูแอคทีฟ สีนี้คือสีที่ต้องลองดูสักครั้ง เป็นสีที่เวลาทำงานแล้วผ่อนคลาย สบายใจ เป็นอีกสีที่กำลังมาแรง

สีบ้านภายในสีม่วง

เปลี่ยนห้องธรรมดาให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นสีที่พบได้น้อยตามธรรมชาติ จากการศึกษาพบว่าห้องสีม่วงช่วยปลุกเร้าอารมณ์ได้ ทำให้ห้องดูมีความน่าค้นหา เป็นสีแห่งจิตวิญญาณ สีแห่งความหลากหลาย และบางครั้งมักจะถูกเป็นสัญลักษณ์แสดงของเพศที่หลากหลายของกลุ่ม LGBTQ อีกด้วย

วิธีการและขั้นตอนการทาสีภายใน

การทาสีภายใน จะมีวิธีการขั้นตอนเหมือนกับการทาสีตามระบบทั่วไป ที่ต้องลงเตรียมพื้นผิว ทาสีรองพื้น และทาสีทับหน้า ตามลำดับ

ขั้นตอนแรก เตรียมพื้นผิว

    • ให้สำรวจพื้นที่ของผนังห้องที่ต้องการทาสีใหม่ วัดออกมาเป็นหน่วยตารางเมตร
    • ดำเนินการจัดซื้อสีทั้งสีรองพื้นและสีทับหน้าให้เพียงพอต่อพื้นที่
    • กรณีพื้นผิวเดิมยังสภาพดี ให้ทำความสะอาดพื้นผิวให้ปราศจากคราบสกปรก และฝุ่นผง
    • กรณีพื้นผิวเดิมมีปัญหา เช่น เป็นฝุ่นชอล์ก  บวมพอง มีการลอกล่อน มีเชื้อรา ตะไคร่น้ำ ให้ดำเนินการซ่อมแซมพื้นผิวดังกล่าวเสียก่อน โดยอาจจะต้องขูดลอกสีเดิมที่เสื่อมสภาพออก หรือถ้ามีเชื้อราให้ขัดล้างเชื้อราตะไคร่น้ำ และใช้น้ำยากำจัดเชื้อราและตะไคร่น้ำ ทาไปที่พื้นผิวโดยไม่ต้องล้างออก
    • หากพื้นผิวเดิมมีรอยแตกร้าวให้ซ่อมแซมอุดโป๊วด้วย ตามขนาดรอยแตก
    • เมื่อซ่อมแซมผนังเรียบร้อยแล้วให้ปิดเทปกาวในส่วนที่ไม่อยากให้สีเลอะไปโดน เช่น ขอบประตู ขอบหน้าต่าง ปลั๊กไฟ เป็นต้น

ขั้นตอนที่สอง ทาสีรองพื้น

    • กรณีที่เป็นพื้นผิวปูนเก่า (ฉาบเสร็จ 6 เดือนขึ้นไป) ให้ใช้สีรองพื้นปูนเก่าทา 1 เที่ยว
    • กรณีที่เป็นพื้นผิวปูนใหม่ (ฉาบเสร็จ 1 เดือนขึ้นไป) ให้ใช้สีรองพื้นปูนใหม่กันด่างทา 1 เที่ยว
    • กรณีที่เป็นพื้นผิวปูนสด (ฉาบเสร็จ 2 วันขึ้นไป) ให้ใช้สีรองพื้นปูนทนสูง ทาจำนวน 1 เที่ยว นอกจากนี้ซึ่งสีร้อนพื้นตัวดังกล่าวเป็นสูตรอเนกประสงค์ สามารถใช้ทาพื้นผิวปูนเก่า และปูนใหม่ได้อีกด้วย

ขั้นตอนสาม การทาสีทับหน้า

    • เปิดฝาถังสี ผสมน้ำสะอาด 10-15% แล้วคนให้เนื้อสีเข้ากันสักครู่
    • นำเทใส่ถาดสี และใช้แปรง หรือลูกกลิ้งทาไปที่พื้นผิวผนังที่ทาสีรองพื้นแล้วได้เลย โดยให้ทา 2 – 3 เที่ยว เว้นระยะห่างประมาณ 1 – 2 ชั่วโมงต่อเที่ยว
Tagged :

รอบรู้ เรื่อง เฟอร์นิเจอร์ เลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับห้องและบ้าน

รู้กันดีอยู่ว่า ถ้ามี การสร้างบ้าน ต้องมีของตกแต่ง พวก เฟอร์นิเจอร์นั้น ต้องตามมาติด ๆ เพื่อ ส่งเสริมสร้าง สไตล์และช่วยให้การตกแต่งภายในบ้านดูสวยหรู อีกทั้งหากมีพื้นที่เล็ก ๆ แต่ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องไปกับไลฟ์สไตล์ แต่ละพื้นที่ เป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับผู้อยู่อาศัยเลยทีเดียว เฟอร์นิเจอร์ยังสะท้อนสไตล์และรสนิยมของผู้แต่งบ้านด้วย การเลือกเฟอร์นิเจอร์ มีเกณฑ์ประกอบการพิจารณาหลายอย่างทั้งขนาดพื้นที่ห้อง สไตล์การตกแต่ง การใช้งาน ความสะดวกสบาย

ดังนั้น การเลือกเฟอร์นิเจอร์ เป็นปัจจัยที่รองจากการสร้างบ้าน บ้านที่เราจะมา อยู่อาศัยทั้งชีวิต ควรจะต้องได้ดั่งใจเรา และสร้างความอบอุ่น ความสะดวกสบาย และมีความสุข ภายในครอบครัวของเรา มาดูกันว่า ถ้า จะเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ มีข้อไหนบ้างที่ต้องรู้

ขนาดพื้นที่ห้อง ควรเลือกตามสิ่งของและขนาดสิ่งของ ที่อยู่ภายในห้อง

สำหรับแบบพื้นที่บ้านที่มีขนาดใหญ่ แต่ละห้องพื้นที่เยอะ ก็ไม่ต้องกังวล หรือ คิดหนักเลย เลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ ได้ตามความชอบใจ ตามที่ต้องการได้เลย แต่ก็ต้องเลือกดู ความเหมาะสมของ พื้นที่ และขนาด แต่ละห้องด้วย เช่น พื้นที่ห้องรับแขกมีขนาดใหญ่มาก แต่เลือกโซฟาขนาดตัวเล็กมาก ก็จะทำให้ดูไม่สง่า หรือ ไม่พอดีกับตัวห้องได้ และไม่สมกับขนาด และประสิทธิภาพของขนาดพื้นที่ห้องเราที่มีอยู่ แต่ถ้ามีขนาดพื้นที่ห้องเล็ก แคบเกิน ก็ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ประหยัดพื้นที่ หรือ เลือกขนาดที่พอเหมาะกับขนาดห้อง หรือถ้าเป็นไปได้ อาจทำบิ้วท์อิน Built in เพื่อการใช้งานที่ครบถ้วน และดูเป็นที่เป็นทาง เช่นชั้นวางของในห้องนอนที่มีขนาดเล็ก ก็อาจจะ Built-in ตู้ลอยจากพื้น เพื่อไม่ให้ดูเกะกะมาก ตอนทำอาหาร

สไตล์การตกแต่งห้อง ขึ้นอยู่กับ รสนิยมของผู้อยู่อาศัย เป็นหลักเลย

อันนี้ต้องอาศัยการสังเกตและศึกษาสไตล์ต่าง ๆ ด้วย อาจเปิดอินเทอร์เน็ต หรือนิตยสารเกี่ยวกับ ของตกแต่งภายในห้อง ว่ามีสไตล์ ต่าง ๆ มีลักษณะ รายละเอียดอย่างไร เช่น ถ้าชอบการตกแต่งภายในบ้านสไตล์คันทรี่ ๆ ก็ไม่ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นสเตนเลส หรือกระจก เพราะจะดูโมเดิร์นเกินไป หรือถ้าชอบการตกแต่งภายในสไตล์หวาน ๆ วินเทจ ๆ ก็ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ในโทนสีพาสเทลสว่าง ๆ เป็นเปอร์เซ็นต์มากกว่าโทนสีมืดมากหน่อยค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ยังสามารถผสมผสานสไตล์ต่าง ๆ กันได้บ้าง ตามแต่ความชอบและเซ้นส์ของแต่ละคน

การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์สําหรับบ้าน

การใช้งาน และความสะดวกสบาย

เลือกเฟอร์นิเจอร์ให้ครบเครื่อง กับการใช้งานของห้องแต่ละห้องนั่นเอง ซึ่งแต่ละห้องควรจะมีเฟอร์นิเจอร์สำคัญ ๆ ที่จะทำให้เราได้พักผ่อนจากอาการเหนื่อย จากการทำงาน เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายแสนสบาย แก่ผู้อยู่อาศัยเป็นหลัก นอกจากนี้ผู้อยู่อาศัยจะต้องพิจารณาจากรูปแบบ ขนาด ความสวยงาม และประโยชน์ในการนำไปใช้ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญและทำความเข้าใจก็คือต้องรู้ประเภทของเฟอร์นิเจอร์ เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะกับการใช้งานได้มากที่สุด

ห้องรับแขก/ห้องนั่งเล่น

เฟอร์นิเจอร์เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยก็ได้ว่า ก็คือโซฟาและเก้าอี้ ลำดับแรกคือการเลือกขนาดให้เหมาะกับพื้นที่และขนาดของห้อง ถ้าห้องพื้นที่มีน้อย ควรจะมีการเลือก การใช้โซฟาแบบสองที่นั่งจะประหยัดพื้นที่มากกว่า และเพิ่มความสะดวกต่อการนั่งสนทนาได้ตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป อาจจะมีการใช้เก้าอี้เสริมที่ยกเก็บได้ในเวลาที่แขกมาเยี่ยมเยอะ ขนาดโซฟาขนาดสามที่นั่งน่าจะเหมาะกับห้องที่มีพื้นที่พอสมควร และต้องการการใช้งานเพื่อนอนชั่วคราวในบางครั้ง ส่วนการกำหนดความสูง ต่ำ ของโซฟา นั้น ขึ้นอยู่กับความพอใจและรสนิยมของเจ้าของบ้านเป็นหลัก ก่อนซื้อควรมีการทดลองนั่งก่อน ว่ามีความสบาย สะดวกกับการใช้งาน หรือถูกใจหรือไม่

ขนาดของโต๊ะ ต้องคำนึงถึง วัตถุประสงค์ ของการใช้งานเสียก่อน เช่น หากเลือกเป็นโต๊ะอาหาร นั้น ควรมีความสูงประมาณ 724 มม. และเก้าอี้ต้องมีความสูงรับกันได้พอดี ส่วนโต๊ะเตี้ยต่ำนั้น ที่วางใกล้โซฟาหรือเก้าอี้นั้น จะต้องรู้ว่าจะใช้ทำอะไร เช่น วางโคมไฟ ที่เขี่ยบุหรี่ หรือวางถ้วยกาแฟ เป็นต้น แล้วเลือกให้มีความสูงที่เหมาะสมกับขนาดของโต๊ะ นอกจากนี้ ถ้าเลือกเก้าอี้ไม่มีเท้าแขน การเลือกโต๊ะที่มาเข้าคู่ อาจจะต่ำ ระดับเบาะรองนั่งได้ แต่ถ้ามีที่เท้าแขน โต๊ะก็ควรอยู่ต่ำกว่าเท้าแขนประมาณ 1-2 นิ้วเพื่อรองรับความสะดวกในการหยิบของ เป็นต้น

ชั้นเก็บของ ควรต้องมีการวางแผนล่วงหน้าว่าเราต้องใช้เก็บอะไรเป็นหลัก หรือ เก็บสิ่งของอะไรบ้าง และต้องเก็บมากเท่าไร และสามารถดัดแปลงให้เหมาะสมกับการใช้งานได้หรือ ไม่ อาจจะมีซื้อตู้เป็นแบบลอยตัวมาตั้งไว้ หรือบิ้วท์ตู้ให้ดูเรียบร้อยไปเลย ตามแต่ความชอบของแต่ละคน

ห้องรับประทานอาหาร

เป็นพื้นที่ที่สมาชิกในครอบครัวใช้งานกันพร้อมหน้าพร้อมตา รับประทานอาหาร เฟอร์นิเจอร์ในห้องนี้จึงต้องจัดให้มีความเหมาะสมเพื่อรองรับทุกคนในบ้านได้ สิ่งแรกที่ต้องคำนึง ถึงคือจำนวนที่นั่ง เพราะจะส่งผลถึงขนาดเก้าอี้และโต๊ะที่เหมาะสมกับพื้นที่ห้อง สำหรับเก้าอี้ เมื่อเลือกขนาดได้แล้วควรทดลองนั่งดูก่อน ความสูงของเก้าอี้ควรจะพอเหมาะที่จะทานอาหารบนโต๊ะได้อย่างสะดวก มีพนักที่ไม่เอนมากเกินไป หากเก้าอี้เป็นคนละเซตกับโต๊ะ ควรเช็คขนาดให้ดี เพื่อให้เก้าอี้สามารถสอดเก็บใต้โต๊ะได้

การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์สําหรับบ้าน

ห้องนอน กับ การจัดห้องนอน

ขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้าของห้องเป็นหลัก เพราะห้องนอนเป็นส่วนสำคัญ แต่ก็ควรคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย การเลือกเตียง ควรมีขนาดที่พอดี เหมาะสมกับผู้ที่พักอาศัย ถ้าห้องเล็กก็ต้องยอมลดขนาดเตียงให้เล็กลง เพื่อให้มีพื้นที่ในห้องเหลือพอที่จะใช้เป็นทางเดินและทำความสะอาดได้สะดวก แต่ทั้งนี้ก็ต้องสามารถนอนได้สบายด้วย การเลือกเตียงแบบมีขาเป็นที่นิยมในสมัยนี้ เพราะทำให้ดูโปร่งโล่ง และทำความสะอาดได้ ไม่เก็บฝุ่น แต่บางคนชอบเตียงทึบ เพราะดูแข็งแรง ก็ขึ้นแล้วแต่ความนิยม และไลฟ์สไตล์

ตู้เสื้อผ้ามีความกว้างที่นิยมคือ 60 เซนติเมตรและมีความสูง 180-200 เซนติเมตร ขนาดของตู้แต่ละช่วงก็ควรจะมีขนาดประมาณ 45-60 เซนติเมตร เพราะเป็นขนาดที่พอเหมาะ สามารถทำบานตู้ติดได้สัดส่วนพอดี ซึ่งบานตู้ควรจะมีขนาดเปิดได้กว้างมองเห็นภายในตู้ได้ทั้งหมด แต่ถ้าห้องนอนมีขนาดแคบควรใช้บานตู้แบบเลื่อน ตู้เสือ้ผ้าที่มีกระจกเงาติดที่บานตู้ ก็ช่วยประหยัดพื้นที่ได้ ในกรณี ที่มีพื้นที่ไม่พอที่จะวางโต๊ะเครื่องแป้ง หรือกระจกเต็มตัวต่างหาก นอกจากนี้ภายในตู้เสื้อผ้าผู้หญิงและผู้ชายก็ไม่เหมือนกัน เพราะมีเครื่องใช้แตกต่างกัน ผู้หญิงจะมีชุดเสื้อผ้าที่ยาวกว่าฉะนั้นที่แขวนเสื้อจะต้องสูงกว่าคือมีความสูงประมาณ 170-180 เซนติเมตร ส่วนตู้ของผู้ชาย อาจจะจัดเป็นสองช่วงคือ สำหรับแขวนเสื้อข้างบน และแขวนกางเกงข้างล่างได้ด้วย

ห้องทำงาน

ถ้าสำหรับ เป็นการทำงานแบบจริงจัง และมีการใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะด้วย ควรเลือกโต๊ะที่มีที่วางแป้นพิมพ์แบบลิ้นชัก ส่วนเก้าอี้ ก็ควรเป็นเก้าอี้นั่งทำงานโดยเฉพาะเพื่อรองรับแผ่นหลังและสรีระของร่างกาย แต่ถ้านั่งทำงานแบบนั่งเขียน หรือ นักออกแบบ  ออกแบบภายใน การเลือกชุดโต๊ะทำงาน ก็ควรที่จะสามารถเหมาะสมกับความยืดหยุ่นกว่า อาจเลือกแบบตามความชอบได้เลย นอกจากโต๊ะและเก้าอี้ ชั้นวางหนังสือก็เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญมาก ควรเลือกแบบที่มีโครงสร้างแข็งแรง เพราะต้องรองรับหนังสือปริมาณมาก ถ้ากลัวฝุ่นเยอะ ก็ควรเลือกตู้แบบมีบานปิดตู้ แต่ถ้าชอบแบบโปร่ง ๆ โล่ง ๆ อากาศถ่ายเทสะดวก ก็เลือกชั้นที่ไม่มีแผ่นปิดด้านหลังตู้ อาจทำมาจากสเตนเลส เหล็กที่โครงสร้างสวยงาม ก็ทำให้ห้องทำงานดูทันสมัยดี และทำให้ไม่น่าเบื่อ ด้วย

เพื่อให้เลือกใช้ให้เหมาะกับการใช้งานได้มากที่สุด เฟอร์นิเจอร์ มี กี่ ประเภท และควรเลือกอย่างไรให้เหมาะกับการใช้งาน และ การสร้างบ้าน โดย แบ่งออก เป็น 2 หลักใหญ่ ๆ

  1. เฟอร์นิเจอร์ประเภทตามลักษณะการติดตั้ง

เฟอร์นิเจอร์ประเภทตามลักษณะการติดตั้ง จะใช้เกณฑ์การพิจารณาว่า มีการติดตั้งแบบถาวรหรือไม่ สามารถเคลื่อนย้ายได้ หรือเป็นวางตั้งได้ธรรมดา และสามารถเคลื่อนย้ายได้ ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้แบ่งลักษณะย่อยออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

เฟอร์นิเจอร์ประเภทติดประกอบกับตัวอาคาร (BLUIT IN FURNITURE) เป็น เฟอร์นิเจอร์ที่ขนเคลื่อนย้ายไม่ได้ เช่น ตู้ติดผนัง หากมีการเคลื่อนย้ายอาจจะทำให้มีการเสียหายได้ เหมาะสำหรับใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์ภายในอาคารบ้านพักอาศัย และเป็นเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน

เฟอร์นิเจอร์ประเภทลอยตัว (FREE STANDING FURNITURE) เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำ สำเร็จจากโรงงาน ผ่านกระบวนการผลิตในระบบอุตสาหกรรม เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้สามารถเคลื่อนย้ายได้ตามความต้องการ เหมาะสำหรับใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์ภายในอาคารบ้านพักอาศัย และเป็นเฟอร์นิเจอร์สำนักงานได้ด้วย

 2. ประเภทแบ่งตามสถานที่ใช้งาน

เฟอร์นิเจอร์ประเภท แบ่งตามลักษณะสถานที่ใช้งาน จะใช้เกณฑ์พิจารณาว่า เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นนำไปตั้งอยู่ที่ใด ตั้งอยู่ภายในห้องหรืออาคารประเภทใด แบ่งย่อยได้เป็น 3 ประเภท คือ

เฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในห้องต่าง ๆ ภายในบ้านพักอาศัย เช่น ห้องนอน ห้องพักผ่อน หรือห้องครัว รูปแบบของเฟอร์นิเจอร์ก็จะออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละห้อง ห้องนอน เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ ได้แก่ เตียงนอน โต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เสื้อผ้า ห้องพักผ่อน ก็ได้แกโซฟาชุดรับแขก ห้องครัว ได้แก่ โต๊ะกินข้าว ชั้นวางของ เป็นต้น

เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในสำนักงาน ส่วนใหญ่เป็นได้ทั้งเฟอร์นิเจอร์สำนักงานและอุปกรณ์ สำนักงาน ประกอบไปด้วย โต๊ะ เก้าอี้หมุน เก้าอี้นั่ง ตู้เก็บเอกสาร ชั้นวางหนังสือ และอื่น ๆ

เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในที่ชุมชน เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้เป็นประเภทที่มีความแข็งทนทาน ต่อการใช้งาน ประกอบไปด้วย เก้าอี้สนามสวนสาธารณะ ชั้นวางสัมภาระต่าง ๆหรือโต๊ะทำงานช่าง

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว รสนิยมของแต่ละท่าน อาจจะจับโน้น ผสมนี้ จัดออกมาแล้วเอาเป็นว่าคนอยู่อาศัยในบ้านชอบละกันและมีความสะดวกสบายกัน เพราะว่าการออกแบบและตกแต่งบ้านนั้น มันมาจากข้างในจิตใจของผู้สร้างสรรค์งานออกแบบบ้าน
Tagged :

เลือกสีทาบ้าน NATURAL COLOR ช่วยลดโลกร้อน ไร้สารก่อมะเร็ง!

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพฤติกรรม การใช้ชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน และเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งหากสูดดมเข้าไปในปริมาณสูง จะทำให้เกิดอาการหายใจติดขัด ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นคืออาการขาดอ๊อกซิเจน ทำให้ปวดศีรษะ ความดันสูง และมีอัตราการเต้นของหัวใจที่สูงขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว นอกจากหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดโลกร้อนแล้ว การออกแบบบ้านที่เหมาะสม ก็มีส่วนช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้เช่นกัน พี่เข้มีเทคนิคการออก แบบบ้านประหยัดพลังงาน ที่ช่วยลดโลกร้อน และปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยมาแนะนำ โดยต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

เลือกทิศทางที่เหมาะสม

ควรเลือกสร้างบ้านที่หันไปทางทิศเหนือ หรือทิศใต้ เนื่องจากเป็นทิศที่มีลมเข้าออกตลอดเวลา ช่วยให้ภายในบริเวณบ้านเย็นสบาย อากาศปลอดโปร่ง ไม่มีปัญหาบ้านร้อนอบอ้าว ทำให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า อาทิ พัดลม หรือเครื่องปรับอากาศ ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน

ใช้กระเบื้องดินเผามุงหลังคา

การใช้กระเบื้องดินเผามุงหลังคาจะช่วยกันความร้อน ทำให้ภายในบ้านเย็นสบาย ไม่ต้องเปิดพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา

เลือกรูปทรงหลังคาที่เหมาะสม

แนะนำให้เลือกหลังคาทรงหน้าจั่ว ทรงปั้นหยา หรือหลังคามะนิลา เนื่องจากช่วยกันความร้อนเข้าสู่ภายในบริเวณบ้านได้ดี

ออกแบบรั้วบ้านให้เหมาะสม

รั้วบ้านควรออกแบบให้มีความโปร่ง เพื่อช่วยให้ลมพัดผ่านเข้ามาภายในบริเวณบ้านได้ดี ไม่ก่อให้เกิดปัญหาบ้านร้อนอบอ้าวตามมาภายหลัง

เลือกวัสดุของแต่งบ้านที่เหมาะสม

ของแต่งบ้านที่เป็นหนังแท้ หรือหนังเทียม มีส่วนนำความร้อนเข้ามาในบ้าน  ออกแบบบริเวณบ้าน เพราะฉะนั้นแนะนำให้เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นวัสดุผ้า เนื่องจากดูดซับความชื้นได้ดีกว่า

เลือกหน้าต่างบานใหญ่

แนะนำให้เลือกหน้าต่างที่มีขนาดใหญ่ ลมจะได้พัดผ่านเข้ามาในบ้านสะดวก รวมถึงมีแสงสว่างที่เพียงพอ เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในบ้าน

ปลูกต้นไม้ภายในบ้าน

การปลูกต้นไม้ภายในบ้านนอกจากให้ความรู้สึกได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้ภายในบริเวณบ้านมีความร่มรื่น และเย็นสบายอีกด้วย

เลือกสีทาบ้านที่เหมาะสม

ก่อนจ้างสถาปนิกให้ออกแบบบ้าน

การเลือกสีทาบ้านที่เหมาะสมมีส่วนช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้ดีเช่นกัน โดยกลุ่มสี NATURAL COLOR สีจากจระเข้ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ โดยมี Lime Base ที่ช่วยลดการเกิดปัญหาโลกร้อน โดยการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในเวลาแห้งตัว อีกทั้งไม่มีกลิ่นสารระเหย (NON VOCs) ไร้สารก่อมะเร็ง (Formaldehyde) และมีสัญลักษณ์ JORAKAY GREEN PRODUCTS ที่ผ่านมาตรฐานตามการประเมินอาคารเขียวในระดับสากล ได้รับการทดสอบว่ามีค่า VOCs ต่ำ หรือไม่มีเลยในบางผลิตภัณฑ์ (NON VOCs) ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง และเลือกใช้วัตถุดิบที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่มีกลิ่นฉุน สามารถเข้าอยู่ได้ภายใน 24 ชั่วโมง

5 เทคนิคออกแบบบ้านให้เหมาะกับประเทศร้อนชื้น

5 เทคนิคออกแบบบ้านให้เหมาะกับประเทศร้อนชื้น สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ติดกับประเทศพม่า และประเทศลาว ติดกับทะเล จึงทำให้ประเทศไทยมีอากาศร้อนชื้นเกือบทั้งปี นอกจากนี้ยังได้รับอิทธิพลความหนาวจากจีนไล่จากพม่า ลาวลงมาที่ไทย ทำให้ประเทศไทยมี 3 (ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว) ดังนั้นบ้านของเราก็ควรที่จะ ออกแบบบ้าน ให้เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นและฤดูต่าง ๆ ของประเทศเราด้วย วันนี้เราจึงมีเทคนิคดี ๆ ที่จะช่วยใน การออกแบบบ้าน

สำหรับลักษณะของบ้าน เราควรเลือกแบบบ้านที่ โปร่งโล่ง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของอากาศทำให้บ้านไม่ร้อนมาก ควรมีหน้าต่างและประตู ช่วยระบายอากาศด้านในบ้านและรับอากาศภายนอก จะช่วยให้บ้านไม่มีกลิ่นอับอีกด้วย หากบ้านติดกับถนนควรยกพื้นสูงขึ้น เป็นการป้องกันพื้นทรุดจากการวิ่งของรถยนต์ รวมถึงป้องกันอันตรายจากสัตว์มีพิษที่มักจะมาในฤดูฝนกับฤดูหนาว และเพื่อป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝน ได้อีกด้วย

  • โทนสีบ้าน

โทนสีบ้านที่เหมาะกับประเทศร้อนชื้นแบบประเทศไทย ควรเลือกใช้เป็นสีโทนอ่อนไม่ควรใช้สีเข้ม เพราะสีเข้มจะทำให้ตัวบ้านดูดความร้อน ทำให้ตัวบ้านร้อนขึ้น สีบ้านก็จะหลุดก่อนถึงเวลา และอาจจะทำให้คุณต้องเสียค่าบำรุงรักษาบ้านเพิ่มได้

  • การเลือกใช้วัสดุ

สำหรับการเลือกวัสดุในการสร้างบ้านหรือออกแบบบ้าน คุณควรเลือกวัสดุที่ทนต่อความร้อนและความชื้นได้สูง อาทิเช่น เลือกเสาบ้านเป็นแบบเสาปูนเสริมเหล็กแทนที่จะใช้เสาไม้ จริงอยู่ที่ในอดีตคนไทยนิยมสร้างบ้านด้วยไม้ แต่ในปัจจุบันนี้ ไม้มาราคาสูง จึงหันมาใช้เสาปูนเสริมเหล็กแทน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้าน หรือ เลือกใช้หลังคาเมทัลชีทบุฉนวนกันร้อน นอกจากป้องกันความร้อนได้แล้วยังป้องกันหลังคารั่วด้วย

  • ทิศของบ้าน

การออกแบบบ้านให้หันไปทิศต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการหันหน้าบ้านหรือตัวบ้านไปในแต่ละทิศ จะให้ประโยชน์ที่ต่างกันออกไป เช่น ทิศใต้เป็นทิศที่แดดส่องตลอดทั้งปี เหมาะจะใช้เป็นหลังบ้านและลานอเนกประสงค์ จะช่วยให้ตากผ้าได้แห้งหรือปลูกต้นไม้ เป็นต้น

  • การตกแต่งบ้าน

การออกแบบบ้านและการตกแต่งบ้าน ไม่ควรตกแต่งให้เฟอร์นิเจอร์ขวางทางลม หรือ วางสิ่งของขวางทางลมที่จะผ่านหน้าต่างและประตู เพราะจะทำให้ระบายอากาศได้น้อยลง

หลายๆ คนที่กำลังมองหาสถาปนิกเพื่อมาช่วยออกแบบบ้านให้ ก็อาจจะมีข้อสงสัยว่าเราจะต้องคุยกันแบบไหน เพื่อให้สถาปนิกที่ทำงานด้วยเข้าใจสิ่งที่เราต้องการ ทั้งด้านการออกแบบบ้านให้เป็นไปตามที่เราฝันไว้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และที่สำคัญคืออยู่ในงบประมาณที่เราตั้งเอาไว้ด้วย วันนี้เรามี 5 วิธีง่ายๆ

เมื่อเราซื้อบ้านหรือคอนโดหรืออสังหาฯ เป็นของตัวเองแล้ว ก็ต้องการที่จะตกแต่งให้สวยงามตามที่เราต้องการใช่มั๊ยครับ ทีนี้เราก็ต้องจ้างสถาปนิก เพื่อให้เขาออกแบบให้เรา เราก็จะเห็นภาพรวมของบ้านเราทั้งหมด แต่กว่าจะหาสถาปนิกได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แถมระยะเวลาในการตกแต่งบ้านก็กินเวลาไปหลายเดือน ดังนั้นถ้าเราจะเลือกสถาปนิกที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของเรา คุยง่าย สามารถปรับเปลี่ยนหรือครีเอทบ้านของเราได้ดี ก็จะทำให้เราแฮปปี้ตั้งแต่เริ่มงาน ไม่ต้องมานั่งปวดหัวแก้ปัญหาต่างๆ ให้เสียเวลา โดยวันนี้เราแบ่งอออกเป็น 5 วิธีในการเตรียมตัวก่อนจะจ้างสถาปนิกให้ออกแบบบ้าน จะมีอะไรบ้างไปดูกัน

ขั้นแรกต้องเริ่มจากหาผู้ออกแบบที่ตรงใจเราก่อน อาจจจะสอบถามจากคนรู้จัก หรือหาทางออนไลน์ โดยดูผลงานที่สถาปนิกเคยออกแบบว่าเป็นแนวที่เราชอบมั้ย มีการรีวิวของลูกค้าที่พอใจกับผลงานรึเปล่า

Tips : ให้ลองหาสถาปนิกหรือทีมผู้ออกแบบหลายๆ เจ้า แล้วลองทักไปคุย สอบถามแนวทางการทำงานและการออกแบบของสถาปนิกเบื้องต้นว่าเป็นไปในแนวทางที่เราคิดไว้หรือไม่ เพราะสถาปนิกแต่ละคนจะมีแนวการออกแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งรสนิยมและสไตล์ความชอบที่แตกต่างกันของสถาปนิกผู้ออกแบบนั้นเองที่จะทำให้เราเลือกสถาปนิกที่ตรงใจและคุยกันรู้เรื่องมากที่สุด

บอกความต้องการให้กับสถาปนิกทราบ ไม่ว่าจะเป็นสีหรือสไตล์ที่ชอบ ถ้าไม่แน่ใจให้ลองปรึกษากับทางสถาปนิกผู้ออกแบบดู ว่ามีแนวทางการออกแบบให้อย่างไรบ้าง ซึ่งสถาปนิกส่วนใหญ่จะใช้วิธีดูจากช่วงอายุ ไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้านและผู้อยู่อาศัยเป็นหลักหรือที่สถาปนิกเรียกว่า “User” นั่นเอง วิธีนี้อาจจะช่วยให้ได้ไอเดียการออกแบบที่ดีกว่าที่คิดไว้ก็ได้ครับ

Tips : บอกความชอบสไตล์เท่าที่พอจะนึกได้ เช่น ชอบแบบ minimal, classic, contemporary เป็นต้น หรือต้องการในการใช้วัสดุแบบไหน เช่น ไม้, ปูนเปลือย, เหล็ก เป็นต้น หรืออาจจะหาภาพตัวอย่างที่ชอบเพื่อเป็นแนวทางการออกแบบ อีกจุดสำคัญคือแนะนำว่าอย่าบอกว่าให้สถาปนิก Copy งานตามรูป เพราะจะทำให้บ้านของคุณไม่แตกต่างจากคนอื่นอีกทั้งยังทำให้ลดความคิดสร้างสรรค์ของสถาปนิกผู้ออกแบบอีกด้วย

ด้วยสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันทำให้เราต้องใช้จ่ายอย่างระวัดระวัง มีการจำกัดงบประมาณค่าก่อสร้างและค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งเงื่อนไขคลาสสิกของผู้ว่าจ้างหรือ “User” ก็คือ อยากได้การออกแบบที่สวย ได้วัสดุที่ดี ในราคาถูก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันให้เข้าใจทั้งกับผู้ออกแบบและผู้รับเหมาตั้งแต่เริ่มแรก ให้ลองตีงบคร่าวๆ ไว้ในใจก่อน และถ้าไม่แน่ใจว่าจะประมาณงบเท่าไรดี ให้สอบถามทางสถาปนิกถึงราคาค่าก่อสร้างดูครับ โดยปกติจะคิดเป็นราคาต่อ ตร.ม. ซึ่งส่วนมากการประมาณราคาจะบวกลบประมาณ 5-10%

Tips : แนะนำให้เตรียมรูปแบบหรือวัสดุคร่าวๆ ที่อยากจะใช้เพื่อที่ทางสถาปนิกจะช่วยหา Option ของวัสดุที่เหมือนหรือใกล้เคียงในราคาที่ถูกลง ช่วยให้การคำนวนราคากลางของวัสดุง่ายและแม่นยำขึ้นอีกด้วย

สอบถามทางสถาปนิกผู้ออกแบบให้กำหนดกรอบเวลาการทำงาน ทั้งการออกแบบและการก่อสร้างว่าจะใช้เวลาเท่าไร เนื่องจากสถาปนิกมีความจำเป็นต้องใช้เวลาในการวางแผนและออกแบบงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ว่าจ้างหรือ User บางทีการวางแผนและออกแบบที่กินเวลามากกว่าปกติสักหน่อย แต่แบบที่ออกมาชัดเจน คำนวนวัสดุไม่ขาดไม่เกิน ปัญหาหน้างานน้อย ก็จะช่วยลดระยะเวลาในการก่อสร้าง ทำให้งบประมาณการก่อสร้าง งบการจ้างคนงานลดลงตามไปด้วย

Tips :  ในขั้นตอนการออกแบบสามารถคุยระยะเวลาว่าสามารถแก้แบบว่าได้จำนวนกี่ครั้ง แก้กี่ครั้งคิดเงินเพิ่มเท่าไหร่ และ ควรมีสัญญาการก่อสร้าง  ว่าแต่ละงวดงานเป็นอย่างไรบ้าง ต้องจ่ายแต่ละงวดเท่าไหร่ แล้วถ้าเสร็จไม่ตามเวลาก็ต้องมีค่าปรับ เป็นต้น

Tagged :

หลักการออกแบบบ้าน  สิ่งที่ควรรู้คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจสร้าง

หลักการออกแบบบ้าน  สิ่งที่ควรรู้คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจสร้าง

หลักการออกแบบบ้าน เป็นสิ่งสำคัญมากก่อนการสร้างบ้านแต่ละหลังขึ้นมาไม่ใช่ว่าจะมีแค่ที่ดิน แล้วจ้างผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านเพียงแค่นั้น แต่จำเป็นต้องมีการออกแบบบ้านที่ดีและรอบคอบก่อนที่จะเริ่มลงมือก่อสร้าง เพื่อให้ได้บ้านที่ตรงตามความต้องการและเหมาะสมกับเจ้าของบ้าน  ออกแบบบริเวณบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงบประมาณ การคำนวณวัสดุที่จะต้องนำมาใช้ในการก่อสร้าง ระยะเวลาที่ใช้ในการก่อสร้างแต่ละขั้นตอน ตลอดจนกระทั่งเพื่อให้ได้รูปแบบของบ้านที่ชอบ และตรงตามรสนิยม เจ้าของบ้านแต่ละคน ส่วนการออกแบบบ้านนั้นหากเจ้าของบ้านไม่ต้องการโครงสร้างบ้านที่สลับซับซ้อนมากนักก็สามารถออกแบบบ้านได้เอง แต่ถ้าเป็นบ้านที่มีความซับซ้อนหรืองานระบบเยอะๆก็ควรว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือสถาปนิกในการออกแบบให้มาดูแล เพียงแค่เจ้าของบ้านบอกความต้องการว่าอยากได้บ้านลักษณะไหน สถาปนิกก็จะดำเนินการให้ และสำหรับหลักการที่นำมาใช้ในการออกแบบบ้านนั้นจะต้องคำนึงถึงหลักการ

รับออกแบบบ้าน

หลักการออกแบบบ้าน เป็นสิ่งสำคัญมากก่อนการสร้างบ้านแต่ละหลังขึ้นมาไม่ใช่ว่าจะมีแค่ที่ดิน แล้วจ้างผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านเพียงแค่นั้น แต่จำเป็นต้องมีการออกแบบบ้านที่ดีและรอบคอบก่อนที่จะเริ่มลงมือก่อสร้าง เพื่อให้ได้บ้านที่ตรงตามความต้องการและเหมาะสมกับเจ้าของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงบประมาณ การคำนวณวัสดุที่จะต้องนำมาใช้ในการก่อสร้าง ระยะเวลาที่ใช้ในการก่อสร้างแต่ละขั้นตอน ตลอดจนกระทั่งเพื่อให้ได้รูปแบบของบ้านที่ชอบ และตรงตามรสนิยม เจ้าของบ้านแต่ละคน ส่วนการออกแบบบ้านนั้นหากเจ้าของบ้านไม่ต้องการโครงสร้างบ้านที่สลับซับซ้อนมากนักก็สามารถออกแบบบ้านได้เอง แต่ถ้าเป็นบ้านที่มีความซับซ้อนหรืองานระบบเยอะๆก็ควรว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือสถาปนิกในการออกแบบให้มาดูแล เพียงแค่เจ้าของบ้านบอกความต้องการว่าอยากได้บ้านลักษณะไหน สถาปนิกก็จะดำเนินการให้ และสำหรับหลักการที่นำมาใช้ในการออกแบบบ้านนั้นจะต้องคำนึงถึงหลักการ

1.หลักการออกแบบบ้านกำหนดสไตล์

จุดเริ่มต้นของการออกแบบบ้านการเลือกสไตล์ของบ้าน เป็นการกำหนด ขอบเขต เป้าหมาย เพื่อให้ความฝันที่คิดไว้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยดูจากแบบบ้านตาม website ต่างๆ หรือเวลาไปที่ไหนแล้วพบเจอแบบที่ถูกใจก็ถ่ายรูปเก็บไว้เผื่อนำมาใช้เลือกและมาเป็นแนวทางในการออกแบบหรือลองนำเอามาประยุกต์กับบ้านในฝันของเราได้ ซึ่งสไตล์ของบ้านก็มีให้เลือกอยู่มากมาย เช่น ไทยประยุกต์, Vintage, Loft, Minimal, Tropical  หากว่าเจ้าของบ้านมีความชอบหลายสไตล์ก็อาจจะนำหลายๆแบบมาผสมผสานเข้าด้วยกัน อย่างละนิดหน่อย เพื่อให้กลายเป็นสไตล์ในแบบของตนเอง ทั้งนี้การออกแบบให้ได้สไตล์ที่ชอบจะต้องคำนึงถึงสถานที่ และชุมชนที่อาศัยอยู่รอบๆเพื่อใช้ในการพิจารณาร่วมอยู่ด้วย

2.หลักการออกแบบกำหนดขนาด

โดยเป็นการกำหนดขนาดพื้นที่ใช้สอยของแต่ละห้องลงไป ต้องการให้มีความกว้าง ยาว กี่เมตร การกำหนดขอบเขตการใช้งานของแต่ละห้องจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์หาพื้นที่ใช้สอยรวมทั้งหมดได้ ซึ่งผลวิเคราะห์นี้จะทำให้การออกแบบชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งยังช่วยให้รู้อีกว่าควรสร้างบ้านกี่ชั้นถึงจะเหมาะสม กรณีที่มีที่ดินพร้อมปลูกสร้างแล้วจึงจำเป็นต้องออกแบบให้สอดคล้องกับที่ดินที่มีอยู่ แต่หากว่าคุณยังไม่ได้ซื้อที่ดิน การกำหนดขอบเขตเรื่องพื้นที่ใช้สอย จะช่วยทำให้คุณหาซื้อที่ดินได้ตามขนาดที่ต้องการ แถมยังสามารถนำไปใช้อ้างอิงกับการประมาณงบประมาณในการก่อสร้างได้ด้วย

3.ออกแบบโดยกำหนดตำแหน่ง และทิศทางลม

การออกแบบบ้านที่ดีนอกจากเรื่องความสวยงามแล้ว อีกหนึ่งสิ่งก็คือการออกแบบให้สอดคล้องกับธรรมชาติ เพื่อให้การอยู่อาศัยภายในบ้านเป็นไปอย่างเหมาะสม ดังนั้นจึงควรนึกถึงทิศทางของแสงแดด และทิศทางลม ตามหลักธรรมชาติแสงแดดจะส่องมากในทิศตะวันตก และใต้ ฉะนั้นห้องที่ต้องการแสงมากหรือห้องที่ต้องการกำจัดความชื้นจึงควรออกแบบให้หันไปทางทิศนั้น เช่น ห้องน้ำ, ห้องครัว, ห้องซักล้าง เป็นต้น ส่วนห้องที่ต้องการปริมาณแสงที่เพียงพอเหมาะ เช่น ห้องนอน, ห้องนั่งเล่น, ห้องทำงาน, ห้องดูหนัง เพราะห้องเหล่านี้ถ้ามีแสงเข้ามาเกินไปก็จะทำให้ห้องร้อนได้เช่นกัน ข้อดีของการออกแบบด้วยหลักการนี้ยังช่วยประหยัดพลังงาน เพราะถ้าบ้านมีแสงส่องสว่างเข้ามาเพียงพอก็ไม่จำเป็นต้องเปิดไฟในช่วงเวลากลางวัน

4.การวางตำแหน่งของเครื่องปรับอากาศ

อย่างที่ทราบกันดีว่าด้วยสภาพภูมิอากาศประเทศเราเป็นเมืองร้อน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องติดเครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนที่ผู้อยู่อาศัยต้องการความเย็นสบายเวลานอน การออกแบบห้องนอนจึงต้องคำนึงถึงมุมที่สามารถวางเครื่องปรับอากาศ รวมทั้งจุดตำแหน่งของเครื่องระบายความร้อน ต้องไม่รบกวน และไม่ดูดความร้อนกลับเข้ามา หรือจะติดฉนวนกันความร้อนเพิ่มเข้าไป ก็ช่วยให้ห้องมีความเย็นสบายมากยิ่งขึ้น

5.ออกแบบเพื่อป้องกันเสียง

ในที่นี้หมายถึงทั้งเสียงรบกวนจากภายในบ้านและภายนอกบ้าน เช่น จากถนนหน้าบ้าน, เสียงจากข้างบ้าน ดังนั้นจึงควรออกแบบป้องกันเสียงจากที่ต่างๆ เช่น การออกแบบให้หน้าต่างกันเสียงได้ , การจัดแบ่งพื้นที่การใช้งานเป็นสัดส่วน, การติดตั้งฉนวนกันเสียง, การทำกำแพงสองชั้น หรือการใช้ประตูทึบ เป็นต้น

6.ออกแบบบ้านโดยคำนึงถึงอนาคต

ในการออกแบบ้านต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ และมองการณ์ไกลไปถึงอนาคต เพราะนอกจากจะคิดถึงเรื่องความสะดวกสบายของทุกคนภายในบ้านแล้ว ยังต้องคิดเผื่อว่าหากสมาชิกในครอบครัวมีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุอาศัยอยู่ด้วย ควรจะเลือกสร้างห้องหรือใช้โครงสร้างบ้านที่ดูแล้วปลอดภัย หลีกเลี่ยงการมีพื้นต่างระดับเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และควรเพิ่มห้องนอนชั้นล่างเพื่อความสะดวกของคนในครอบครัว และอย่าลืมเผื่อโครงสร้างกรณีที่อาจจะต้องมีการต่อเติมเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน หากต้องมีสมาชิกใหม่เข้ามาเพิ่ม

หลักการออกแบบบ้านที่นำเสนอมาเป็นเพียงแค่ขั้นพื้นฐาน ซึ่งผู้ที่ต้องการสร้างบ้านจึงควรต้องศึกษาเพิ่มเติม ด้วยการใช้เหตุผลว่าบ้านคือที่อยู่อาศัยอันเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต แต่ทั้งนี้จากหลักการทั้งหมดก็สามารถนำไปเป็นแนวทางออกสร้างบ้านในฝันได้เช่นเดียวกัน

ตามมาดูการออกแบบบ้านด้วยไม้ การสร้างบ้านหนึ่งหลังนั้นต้องมีองค์ประกอบ และวัสดุมากมายกว่าจะเป็นบ้านหนึ่งหลัง วัสดุหลักที่เรามักจะเห็นทั่วไปมักจะเป็น เหล็ก ปูน อิฐ กระเบื้อง กระจก และไม้ เป็นต้น ซึ่งวันนี้เราจะมากล่าวถึงการตกแต่งและออกแบบบ้านด้วยไม้กัน เพราะในปัจจุบันไม้เป็นวัสดุสร้างบ้าน ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ด้วยความสวยงามของลายไม้ ความทนทานต่อการใช้งาน รวมถึงเป็นวัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติอีกด้วย

สำหรับการสร้างบ้านหรือออกแบบบ้านที่ใช้ไม้ เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติ หรือผู้ที่ชื่นชอบบ้านสไตล์วินเทจ สไตล์ร่วมสมัยและ สไตล์เนเชอรัล เป็นต้น การใช้ไม้สร้างบ้านนอกจากตัวบ้านที่ใช้ไม้แล้ว ส่วนประกอบของบ้าน เช่น ประตู หน้าต่าง และผนัง ก็นิยมทำจากไม้ด้วยเช่นกัน ไม้นั้นเป็นวัสดุธรรมชาติที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อผู้อาศัย จึงทำให้กลุ่มผู้รักสุขภาพนิยมใช้ไม้สร้างบ้านอีกด้วย

การตกแต่งบ้าน ไม้ก็มักเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่นำมาทำเฟอร์นิเจอร์ ด้วยไม้มีลวดลายที่สวยงาม สามารถเข้าได้กับทุกสไตล์ และสามารถเข้าได้กับทุกพื้นที่ จึงทำให้เป็นส่วนหนึ่งในการตกแต่งบ้านของคุณ การแปรรูปไม้นิยมแปรรูปเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ เช่น ตู้เสื้อผ้า เตียงนอน โต๊ะ ชั้นวางของ เป็นต้น

ซึ่งในการแปรรูปในแต่ละครั้งก็จะมีการใช้สีเข้ามาช่วยให้ไม้มีจุดเด่นมากขึ้น สีที่นิยมนำมาใช้กับไม้ ได้แก่ สีขาว สีน้ำตาล สีน้ำตาลเข้ม สีน้ำตาลแดง และสีเหลืองอมน้ำตาล เพราะสีเหล่านี้จะทำให้ลายไม้เด่น และเป็นสีที่เข้ากับบ้านได้ทุกรูปแบบ

การตกแต่งบ้านด้วยไม้ยังช่วยให้บ้านนั้นน่าอยู่ยิ่งขึ้น ทำให้สบายตา ดูละมุน ดูดีมีสไตล์ และส่งเสริมฐานะให้เราได้ด้วย เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้มักมีราคาแพง โดยเฉพาะเพอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ทั้งต้น ซึ่งหากคุณต้องการสร้างบ้านหรือออกแบบบ้านด้วยไม้ หรือมีไม้เป็นส่วนประกอบภายในบ้าน


แล้วก็มาถึงเดือนธันวาคม เดือนที่ใครหลาย ๆ คนชื่นชอบมากที่สุดเพราะเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองและการตกแต่ง การสังสรรค์ต่าง ๆ และเป็นเดือนแห่งการเปลี่ยนแปลงด้วย ซึ่งใครหลาย ๆ คนได้ให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงภายในบ้านกันไม่น้อยเลยทีเดียว เช่นการเปลี่ยนสไตล์การตกแต่งภายในบ้านต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งในวันนี้แอดมินจะขอแนะนำสไตล์การตกแต่งบ้านต่าง ๆ ที่สามารถเข้าได้กับ พื้นไม้จริง เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการตกแต่งบ้านต้อนรับอะไรใหม่ ๆ

เสน่ห์ของการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลกับพื้นไม้จริงคือการเข้ากันได้อย่างดีและลงตัวทั้งในด้านของอารมณ์ สัมผัส และสีสัน เนื่องจากจุดเด่นของการตกแต่งสไตล์มินิมอลคือการใช้สีเอิร์ธโทนอย่างสีขาว สีน้ำตาล สีเทา จึงไม่แปลก ที่พื้นไม้จริงจะสามารถเข้ากับการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลได้เป็นอย่างดี และด้วยสไตล์ของการตกแต่งบ้านแบบมินิมอลที่มักจะเน้นเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นและเป็นสีที่สะอาดตานั้น เลยส่งผลให้พื้นไม้จริงที่ถูกปูอยู่ภายในบริเวณห้องโดดเด่นมากขึ้นอีกด้วย

การตกแต่งสไตล์ทรอปิคอลกับพื้นไม้จริง

อีกหนึ่งสไตล์การตกแต่งที่สามารถเข้ากับพื้นไม้จริงของคุณได้ดีก็คือการตกแต่งสไตล์ทรอปิคอล เนื่องจากว่าสไตล์การตกแต่งสไตล์ทรอปิคอลนั้นจะเป็นการตกแต่งที่จะทำให้บ้านดูมีชีวิตชีวา ด้วยการนิยมใช้สีและลวดลายเลียนแบบธรรมชาติในเมืองร้อน เช่น สีฟ้า สีเขียว สีเหลือง การใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นลายธรรมชาติต่าง ๆ เช่นใบไม้ ให้ความรู้สึกเหมือนได้พักร้อน เหมาะกับการพักผ่อน สบาย และผ่อนคลายดังนั้นจึงไม่แปลก ที่พื้นไม้จริงจะสามารถเข้ากับการตกแต่งสไตล์ทรอปิคอลได้เป็นอย่างดี

การตกแต่งสไตล์รัสติกกับพื้นไม้จริง

อีกหนึ่งสไตล์การตกแต่งที่สามารถเข้ากับ พื้นไม้จริง ได้ เป็น อย่าง ดี คือ การ ตก แต่ง สไตล์ รัสติก เนื่องจากการตกแต่งบ้านสไตล์รัสติก คือการตกแต่งบ้านที่คล้ายกับสไตล์ลอฟท์ แต่มีความแตกต่างกันตรงที่สไตล์รัสติกมีกลิ่นอายของความวินเทจ และคันทรีอย่างละนิด เน้นเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่และของที่ทำจากหินอ่อน งานไม้ แม้จะเปลือยผิววัสดุ แต่ก็มีการตกแต่งให้ดูสวยงาม นอกจากนี้ยังนิยมใช้ของเก่ามารียูสใหม่หรือของ DIY ที่ทำขึ้นเองอีกด้วย

การตกแต่งบ้านสไตล์โคสตัลกับพื้นไม้จริง

หากใครชอบบรรยกาศของสีน้ำทะเล ริมทะเล และชายทะเลแอดมินขอแนะนำการตกแต่งสไตล์โคสตัลเลย  ซึ่งการตกแต่งบ้านสไตล์นี้จะเน้นการใช้สีโทนเย็นเช่นสีขาว สีฟ้า สีเขียวน้ำทะเลและเน้นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้เป็นหลักเช่นโต๊ะไม้ เก้าอี้หวาย รวมถึงของตกแต่งชิ้นเล็ก ๆ น่ารัก ๆ อย่าง เปลือกหอย โมเดลประภาคาร หรือภาพวาดของท้องทะเลเป็นต้น  และหากมีความธรรมชาติของพื้นไม้จริงเสริมมาด้วยแล้วหละก็จะทำให้สไตล์การแต่งห้องแบบโคสตัลของคุณมีเสน่ห์มากขึ้นอย่างน่าประหลาดใจเลยทีเดียว

Tagged :

การมี ฟังก์ชันบ้านสมัยใหม่ ในการจัดการ ปรับปรุงบ้านเก่าชั้นเดียว

ปรับแปลนภายใน อยู่สบายกว่าเดิม
ตอนแรกคิดว่าใช่ นาน ๆ ไปกลับพบว่า ไม่ใช่เสียแล้ว ใครเคยเจอเหตุการณ์หรือความรู้สึกนี้คงเข้าใจเป็นอย่างดีว่า แม้ว่าจะเสียดายกับสิ่งที่เคยคิดว่าใช่ แต่ก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งที่ใช่ว่า โดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวกับการอยู่อาศัยในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น ผังแปลนบ้าน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เปลี่ยนไป อาจเกี่ยวเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงขนาดของครอบครัว หน้าที่การงาน รวมถึงไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้นในอดีต เป็นต้น

เจ้าของบ้านชั้นเดียวหลังนี้ก็เคยคิดว่าผังแปลนบ้านที่อยู่อาศัยมานาน ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแล้วเช่นเดียวกัน แต่กาลเวลาและปัจจัยบางอย่างมากระตุ้นทำให้พื้นที่เดิมไม่ได้ตอบโจทย์อย่างครบครัน ถึงเวลาต้องเปลี่ยนใหม่ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์มากที่สุด ผังภายในเดิมนั้น ห้องนอนและห้องแฟมิลี่อยู่ใกล้ชิดจนเกินไป จึงทำให้ความเป็นส่วนตัวลดน้อยลง อีกทั้งจำนวนของห้องนอนที่มีแค่ 2 ห้องไม่เพียงพอต่อสมาชิกที่เพิ่มขึ้น นอกจากการปรับผังแล้ว ได้มีการขยับขยายพื้นที่ด้านหลังเพิ่มขึ้นด้วย

ผังใหม่มีการแบ่งโซนของห้องนอนเอาไว้อย่างเป็นกลุ่มก้อน ออกแบบภายใน โดยห้องนอนทั้ง 3 ห้องอยู่รวมกันโซนหน้าของบ้าน และจัดสรรให้ห้องแฟมิลี่หรือพื้นที่ส่วนรวมของครอบครัวอยู่โซนด้านหลังแทน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสวนกลางแจ้งได้อย่างมีชีวิตชีวา ไม่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในห้องผนังสี่เหลี่ยมอย่างเช่นที่ผ่านมา

การตกแต่งภายในที่นำมาให้ชมในบทความนี้เน้นไปที่ห้องแฟมิลี่หรือโซนหลังบ้านที่ทำการต่อเติมขึ้นใหม่ ห้องที่เปิดโปร่งแบบ Open Plan ช่วยให้ใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น ขณะเดียวกันก็ช่วยสานสัมพันธภาพระหว่างสมาชิกในครอบครัวให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นอีกด้วย  แต่การที่จะทำให้สมาชิกทุกคนมารวมตัวอยู่ด้วยกันในห้องเดียวได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดนั้น ต้องทำการออกแบบให้มีความปลอดโปร่ง โล่งกว้างและสว่างไสว

แสงธรรมชาติสาดส่องเข้ามาสู่พื้นที่ภายในได้อย่างสะดวก ผ่านช่องแสงด้านข้าง อย่างประตู หน้าต่างกระจก รวมถึงสาดส่องลงมาจากช่องแสงด้านบน เจาะช่องหลังคาเพื่อทำการติดตั้งฟังก์ชัน Sky Light ไม่ว่าจะฤดูไหน แสงจึงไม่ขาดหายไปแม้แต่น้อย

bay window

เติมไอเดียการใช้สอยให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อกระจายการใช้งานไปยังมุมต่าง ๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มุมนั่งเล่นริมหน้าต่าง กรอบสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่พอประมาณ รองรับการนั่งพักพร้อมกันได้ 2 คน ไม่เพียงเท่านี้ยังเป็นมุมสวยที่สามารถมองเห็นสวนนอกบ้านได้อย่างเพลิดเพลินตาด้วยBay Window ได้ติดตั้งหน้าต่างบานเกล็ดเข้าไป เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางในการระบายอากาศ ภายในจึงไม่อบอ้าว เพราะมีอากาศใหม่ไหลเข้ามาผลัดเปลี่ยนกับอากาศเก่าอยู่เสมอสีขาว สีน้ำตาลและสีเทา เป็นสีหลักที่นำมาใช้กับการตกแต่ง ความเรียบนิ่งของสีแต่ละโทนนั่น ช่างเข้ากันได้อย่างลงตัว อารมณ์ของบ้านจึงมีความผ่อนคลาย สุขุม และอบอุ่นไปพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวจัดสัดส่วนของห้องซักล่างเอาไว้อย่างชัดเจน เอาใจคุณพ่อบ้านแม่บ้านที่ต้องดูแลทำความสะอาด บิลท์อินตู้เก็บของ เคาน์เตอร์ด้วยหน้าบานสีน้ำตาลสว่าง ซ่อนเก็บอุปกรณ์ของใช้ไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ผนังด้านหนึ่งใช้ Pegboard สำหรับแขวนกระเป๋า เสื้อหรือร่ม ได้มากกว่าเดิม แถมยังสวยงามสบายตาอีกด้วย

โครงสร้างเดิมของบ้านหลังเก่า รวมไปถึงองค์ประกอบ เดิม ๆ ของ บ้าน มา ปรับ ปรุง ให้ เข้า กับ การ ใช้ ชีวิต และ สไตล์ ที่ ทัน สมัย ขึ้น ใน ปัจจุบัน ซึ่ง ขอ บอก เลย ว่า ใน ขั้นตอนของการปรับปรุงให้เข้ายุคสมัยอย่างไม่ทิ้งกลิ่นอายเดิม ๆ นั้นเรียกได้ว่าไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็น การ Renovate แบบนี้จะมีหลักคิดอะไรบ้าง วันนี้เราได้สรุปมาเป็นข้อๆให้คุณได้อ่านกันแล้ว

1. รื้อดีไม่มีเสียของ
สำหรับบ้านเก่าอายุเกินกว่า 50 ปี ขึ้นไปนั้น มักจะเป็นบ้านไม้ หรือผสมระหว่างปูนและไม้ หลายๆ ส่วนของบ้านจึงมักกร่อนสลายเสียหายไปตามกาลเวลา การรื้อถอนบ้านเดิมจึงเป็นเรื่องทีต้องทำก่อนขั้นตอนอื่นๆ แต่การรื้อออกโดยไม่ได้วางแผนอาจจะกลายเป็นเรื่องน่าเสียดายไปได้ เพราะโครงสร้างหรือองค์ประกอบต่างๆ นั้นไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างทดแทนหรือซื้อหามาเติมได้ หากรู้จักเลือกใช้ดีๆ การ Renovate จะไม่ใช่เพียงแค่การทำให้บ้านกลับมาใช้งานได้ดี แต่เปรียบเสมือนการชุบชีวิตคุณค่าและความทรงจำให้กลับมามีชีวิตชีวาได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

สภาพบ้านโทรมกว่า 30 ปี

2. ผสมผสานองค์ประกอบจากวันวาน กับ ปรับแปลนภายใน
และอย่างที่ได้บอกไปในข้อที่ 1 ถึงการเลือกเก็บเอาองค์ประกอบของบ้านเดิมเอาไว้ แต่การเลือกปรับใช้นั้นไม่จำเป็นต้องคงการใช้งานเดิมๆ ไว้ก็ได้ เช่น ไม้พื้นจากเรือนเดิมอาจกลายเป็นผนังไม้สวยๆ ในบ้านหลัง Renovate หรือจะเป็นชุดหน้าต่างที่นำมาจัดวางใหม่ให้ลงตัว สร้างจังหวะใหม่ๆ จากองค์ประกอบเดิมๆ ให้น่าสนใจขึ้น ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ ที่คนมักนึกไม่ถึง เช่น การลอกสีและการทาน้ำยารักษาเนื้อไม้ด้วยสีที่อ่อนลงให้แตกต่างไปจากเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มเดิมๆ ที่นิยมในสมัยโบราณ สามารถนำเอาเฟอร์นิเจอร์เก่าให้ดูร่วมสมัยและเข้ากับการตกแต่งอื่นๆ ได้ง่ายขึ้นอย่างมาก หรือการนำเอาบานหน้าต่างเก่าจากผนังด้านต่างๆ ของบ้านมารวมกันเป็นชุดผนังเดียวก็ทำให้ภาษาของงานสถาปัตยกรรมดูน่าสนใจและลงตัวมากขึ้นกว่าเดิม
3. ปรับพื้นที่เก่าเพื่อการใช้งานใหม่
ในหลายพื้นที่ของบ้านที่เคยมีการใช้งานเดิมอยู่นั้น ก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมกับปัจจุบัน เช่น โต๊ะทำงานเดิมของคุณย่า ก็ปรับให้พื้นที่แลดูโปร่งขึ้น ผ่านการกั้นพื้นที่จากพื้นที่รับแขกด้วยชั้นวางของแบบโปร่งที่สามารถมองเห็นกันได้ทั้งสองพื้นที่ เปลี่ยนบานทึบของหน้าต่างให้เป็นบานกระจก รวมทั้งห้องทานข้าวที่แต่เดิมเป็นห้องทำงานและมีพื้นที่ต่อเนื่องยาวออกไปยังชานนอกบ้าน ก็ลดขนาดของห้องลงให้พอดีกับจำนวนสมาชิก จากนั้นจึงกั้นผนังและทิ้งพื้นที่ชายคาให้ต่อเนื่องไปยังชาน ทำให้ห้องทานข้าวมีจังหวะที่อบอุ่นมากยิ่งขึ้น เพราะการ Renovate นั้นไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ในวิธีการของบ้านเดิมเสมอไป แต่อยู่ที่วิธีใช้และความเข้าใจในความพอดีเสียมากกว่า
4. เก็บรักษากลิ่นอายของวันวาน
และนี่คือสิ่งสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนบ้านเก่าให้หลายเป็นบ้านใหม่ ความทรงจำที่อบอวลอยู่ในบ้านแต่ละหลังนั้นเป็นคุณค่าที่ควรแก่การตีความและทำความเข้าใจ นักออกแบบที่ดีจะไม่รื้อทำลายกลิ่นอายของความทรงจำเหล่านั้น แต่จะหาวิธีสานต่อเรื่องราวของบ้านแต่ละหลังให้ดำเนินต่อไปผ่านหลากหลายวิธีการ เช่น การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดิมๆ ของบ้านเก่า การสร้างพื้นที่กิจกรรมที่คุ้นเคยจากวันวาน เก็บรักษามุมโปรดของบุคคลในครอบครัวเอาไว้ หรือแม้แต่การประดับภาพครอบครัวตามทางสัญจรในบ้านอย่างโถงบันได สิ่งเล็กๆ อันธรรมดาเหล่านี้ จะกลายเป็นสิ่งมีค่าในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน
Tagged :

หลักการออกแบบห้องครัวในงานสถาปัตยกรรม (Kitchen Design)

หลัก การออกแบบห้องครัว (Kitchen Design) คือ

การออกแบบวางผังพื้นที่ปรุงอาหาร (ครัว) ในภาพรวม ให้มีความเหมาะสมสัมพันธ์กับรูปแบบการใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ ถูกต้องตามหลักสุขลักษณะ ให้ความสะดวกสบาย ให้ความปลอดภัยในการใช้งาน และช่วยยกระดับสุขอนามัยที่ดี หรือ คุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้อยู่อาศัย หรือ ผู้ใช้งาน  โดยมีองค์ประกอบหลักในการออกแบบ ดังนี้

ตำแหน่งที่ตั้ง (Area)

การกำหนดพื้นที่ตั้งของห้องครัวจะต้องคำนึงถึงปัญหาเรื่องการใช้งานเป็นหลัก ตำแหน่งของห้องครัวไม่ควรอยู่ใกล้กับส่วนที่เป็นมุมพักผ่อน เช่น ห้องนั่งเล่น หรือมุมที่ต้องการความสงบ เช่น ห้องนอน ห้องทำงาน ฯลฯ เนื่องจากการประกอบอาหารนั้นอาจมีเสียงและกลิ่น ที่เกิดจากการประกอบอาหารรบกวนได้

นอกจากนี้ตำแหน่งที่ตั้งของห้องครัวยังมีผลในเรื่องของความสะอาด และสุขอนามัยที่ดี ซึ่งจะต้องเป็นพื้นที่ ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่อับชื้น เพื่อไม่ให้เกิดแหล่งสะสมเชื้อโรค และจะต้องมีทางเดินที่สะดวกในการเดินเข้าสู่พื้นที่ครัว

แสงสว่าง (Lighting)

การออกแบบแสงสว่างในพื้นที่ครัวถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่จะโโต้องพิจารณาเป็นลำดับต้นๆ แสงธรรมชาติที่ส่องผ่านเข้ามาจากช่องเปิด หรือ หน้าต่าง นอกจากจะให้แสงสว่างที่นุ่มนวลสบายตาแล้ว ยังเป็นช่องระบายอากาศที่ดีอีกด้วย  ออกแบบภายใน การมีแสงสว่าง และการระบายอากาศที่เหมาะสมจะทำให้ครัวไม่มีกลิ่นเหม็นอับ และไม่มีปัญหาเรื่องความอับชื้น อีกทั้งยังให้อุณหภูมิความร้อน (โดยเฉพาะแสงแดดช่วงบ่าย) ที่สามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้ดีอีกด้วย

ในกรณีภายในครัวมีช่องเปิด หรือ มีหน้าต่างค่อนข้างน้อยจนทำให้มีแสงสว่างไม่เพียงพอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายในระหว่างปรุงอาหาร หรือ ประกอบอาหารได้ไม่สะดวกเท่าที่ควร ดังนั้นควรติดตั้งไฟส่องสว่างเพิ่ม เพื่อให้แสงกระจายไปยังจุดต่างๆภายในครัวได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้การทาสีห้องครัวด้วยโทนสีอ่อนๆ จะช่วยให้บรรยากาศภายในครัวรู้สึกสว่าง และดูกว้างขึ้น

การถ่ายเทอากาศ (Ventilation)

พื้นที่ห้องครัวภายในบ้านพักอาศัยทั่วไป ถ้าหากมีช่องเปิด หรือ มีหน้าต่างที่เพียงพอย่อมเป็นผลดี (ส่วนมากนิยมใช้หน้าต่างบานเปิด หน้าต่างบานเลื่อน หรือ หน้าต่างบานกระทุ้ง) เพราะนอกจากจะเป็นช่องให้แสงธรรมชาติส่องผ่านเข้ามาอย่างเพียงพอแล้ว ยังเป็นช่องระบายอากาศที่จะช่วยให้พื้นที่ครัวมีอากาศถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ และไม่มีปัญหาเรื่องความชื้น อีกทั้งยังช่วยลดการสะสมตัวของเชื้อโรค เชื้อรา และแบคทีเรียได้อีกด้วย

แต่ในกรณีที่ห้องครัวอยู่ในอาคารชุดที่มีพื้นที่จำกัด หรือ อาคารสาธารณะ เช่น อพาร์ทเมนต์ คอนโดมิเนียม โรงแรม ฯลฯ อาจมีช่องเปิด หรือ หน้าต่างในพื้นที่ครัวค่อนข้างน้อย หรือ ไม่มีช่องเปิดเลย จึงจำเป็นต้องติดตั้งระบบระบายอากาศเพิ่มเติม เพื่อช่วยดูดควัน หรือ กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ออกไปยังด้านนอกอาคาร และช่วยถ่ายเทอากาศได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดความอับชื้น กลิ่นเหม็นอับ และการสะสมของเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้น

พื้น (Floor)

การออกแบบตกแต่งพื้นห้องครัว ควรออกแบบให้ลดระดับต่ำกว่าพื้นห้องอื่นๆประมาณ 5-10 ซม. และจะต้องมีองศาพื้นที่ลาดเอียงเล็กน้อยซึ่งจะช่วยให้การระบายน้ำสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น การออกแบบพื้นห้องครัวในลักษณะนี้ก็เพื่อความสะดวกเวลาทำความสะอาดพื้น หรือ ล้างพื้น เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำที่ใช้ในการล้างทำความสะอาดใหลไปเปรอะเปื้อนห้องอื่นๆ เนื่องจากเวลาที่ปรุงอาหารพื้นจะเป็นส่วนที่สกปรกได้ง่ายจากคราบวัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหารซึ่งมักจะหล่นลงสู่พื้นในระหว่างปรุงอาหาร

แต่ในกรณีที่ห้องครัวอยู่ในอาคารชุดที่มีพื้นที่จำกัด เช่น อพาร์ทเมนต์ หรือ คอนโดมิเนียม ซึ่งไม่สามารถลดระดับเพื่อล้างพื้นได้ มักนิยมทำเป็นครัวฝรั่งมากกว่าเป็นครัวไทย เพราะมีกรรมวิธีปรุงอาหารที่เรียบง่ายกว่า และมีความสกปรกน้อยกว่า ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการทำความสะอาด

ห้องครัวถือเป็นพื้นที่ ที่มีการใช้งานค่อนข้างหนัก วัสดุที่เหมาะสมกับการปูพื้นห้องครัวนั้น ควรเป็นวัสดุที่แข็งแรงทนทาน สามารถรับน้ำหนักได้ดี ทนทานต่อรอยขีดข่วน ทนความร้อน ทนความชื้น ทนกรดด่าง หรือ สารเคมีต่างๆ และดูแลรักษาทำความสะอาดได้ง่าย เช่น กระเบื้องที่มีพื้นผิวไม่มันหรือด้านจนเกินไป หรือ พื้นหินขัด

แม้พื้นไม้จริง พื้นลามิเนต หรือ พื้นกระเบื้องยาง จะมีความสวยงาม แต่ในแง่การใช้งานจริงมักจะทำความสะอาดได้ยาก และไม่ค่อยทนทาน แต่ถ้าหากอยากจะนำมาใช้งานจริงๆควรนำมาใช้งานในครัวฝรั่ง เพราะมีกรรมวิธีปรุงอาหารที่เรียบง่ายกว่า และมีความสกปรกน้อยกว่าครัวไทย

ผนัง (Wall)

การออกแบบตกแต่งผนังห้องครัว ถ้าหากทาสี แนะนำว่าควรใช้สีน้ำมัน หรือสีอะครีลิคกึ่งเงาแทนการใช้สีน้ำพลาสติคสำหรับทาภายในทั่วไป เนื่องจากสามารถทำความสะอาดคราบเขม่า คราบควัน ที่เกิดจากการปรุงอาหารได้ง่ายกว่าสีทาบ้านทั่วไป

แต่ถ้าหากเลือกใช้วัสดุตกแต่งปิดผิวผนัง ควรใช้วัสดุที่ทนทานต่อรอยขีดข่วน ทนความร้อน และมีพื้นผิวมัน เพื่อความสะดวกในการกำจัดคราบสกปรกจากการปรุงอาหาร เช่น กระเบื้องเคลือบที่มีพื้นผิวไม่มันหรือด้านจนเกินไป กระจกเคลือบสี หรือ คริสตัลบอร์ด

ท็อปเคาน์เตอร์ (Top Counter)

การออกแบบตกแต่งท็อปเคาน์เตอร์ครัว ควรมีความลึกอย่างน้อย 60 ซม. และสูงจากพื้นถึงท็อป 90-105 ซม.ในบริเวณขอบควรลบมุมขอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานเวลาเกิดการชน หรือ การกระแทกโดยไม่ตั้งใจ

ควรใช้วัสดุที่แข็งแรงทนทานสามารถรับน้ำหนักแรงกดได้ดี ทนทานต่อรอยขีดข่วนไม่แตกหักง่าย ทนความร้อน ทนความชื้น ทนกรดด่าง หรือ สารเคมีต่างๆ และมีพื้นผิวมัน เพื่อความสะดวกในการกำจัดคราบสกปรกจากการปรุงอาหาร เช่น สแตนเลส ปูนซีเมนต์เปลือย หินแกรนิต หินสังเคราะห์ ลามิเนตแรงอัดสูง(HPL) หรือ คริสตัลบอร์ด

ฝ้าเพดาน (Ceiling​​​​​​​)

การออกแบบฝ้าเดานห้องครัวควรมีความสูงจากพื้นห้องถึงฝ้าเพดานไม่น้อยกว่า 2.5 เมตร เพื่อความสะดวกในการถ่ายเทอากาศ และวัสดุที่ใช้ควรเป็นแบบแผ่นเรียบที่ดูแลทำความสะอาดได้ง่าย ทนความร้อน ทนความชื้นได้ดีในระดับหนึ่ง และเป็นวัสดุไม่ลามไฟ เช่น ยิปซั่มบอร์ด ไฟเบอร์ซีเมนต์ ฯลฯ

ลักษณะพื้นที่ใช้สอยแบบต่างๆของห้องครัว (Function Zoning)

สามารถแบ่งออกได้ 3 Zone ดังนี้

Zone 1 : พื้นที่สำหรับเก็บของ ทั้งของสดและของแห้ง

องค์ประกอบหลักของพื้นที่ส่วนนี้ คือ ที่เก็บวัตถุดิบทั้งแบบสด และแบบแห้ง ประกอบด้วย

– ตู้ และชั้นลอย (สำหรับเก็บของแห้ง)

– ตู้เย็น (สำหรับเก็บของสด) ควรจัดวางห่างจากผนังอย่างน้อย 15 ซม. เพื่อให้ตู้เย็นมีพื้นที่รอบๆสำหรับระบายความร้อนได้อย่างเหมาะสม ในด้านรูปแบบส่วนใหญ่แล้วตู้เย็นจะมีตั้งแต่แบบ 1 ประตู 2 ประตู และ 3 ประตู  โดยมีลักษณะการเปิดที่แบ่งได้ดังนี้ เปิดจากด้านซ้าย (นิยมเป็นส่วนใหญ่) เปิดจากด้านขวา (นิยมเป็นส่วนน้อย) และบานเปิดคู่ (ส่วนใหญ่ใช้กับครัวขนาดใหญ่)

ในการออกแบบพื้นที่ส่วนนี้ ควรจัดให้อยู่ใกล้กับบริเวณทางเข้าห้องครัวมากที่สุด และเพื่อความสะดวกในการหยิบจับใช้สอยได้ง่าย จึงควรแยกชนิดวัตถุดิบต่างๆ อย่างชัดเจน

Zone 2 : พื้นที่สำหรับล้าง และทำความสะอาด 

องค์ประกอบหลักของพื้นที่ส่วนนี้ คือ ซิงค์ล้างจาน และที่พักจาน ในการออกแบบควรจัดพื้นที่สำหรับล้าง และทำความสะอาดให้อยู้ใกล้กับช่องเปิด หรือ หน้าต่าง สำหรับให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อป้องกันเชื้อรา และกลิ่นเหม็นอับ

นอกจากนี้ควรจัดวางอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับตู้เย็น เพราะจะสะดวกต่อการจัดเตรียมวัตถุดิบ เช่น สามารถนำวัตถุดิบสด เช่น เนื้อ ผักประเภทต่างๆ หรือ ผลไม้ มาล้างทำความสะอาดก่อนปรุงอาหารได้อย่างสะดวก

Zone 3 : พื้นที่สำหรับเตรียมของ และปรุงอาหาร 

องค์ประกอบหลักของพื้นที่ส่วนนี้ ประกอบด้วย

– ท็อปครัว (สำหรับเตรียมอาหาร)

– พื้นที่เตาประกอบอาหาร และเครื่องดูดควันสำหรับถ่ายเทอากาศ (สำหรับปรุงอาหาร)

– เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เช่น เครื่องปั่น ตู้อบ หรือ ไมโครเวฟ ฯลฯ (สำหรับปรุงอาหารด้วยกรรมวิธีอื่นๆนอกเหนือจากเตาประกอบอาหาร)

ในการออกแบบพื้นที่ส่วนนี้ควรจัดวางเตาปรุงอาหาร และเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทต่างๆให้อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันในระยะที่เดินได้ไม่เกิน 1-2 เมตร และไม่ควรมีสิ่งกีดขวาง เพื่อความสะดวก และความปลอดภัยในการใช้งาน

รูปแบบการวางผังครัว (Kitchen Layout Types)

สามารถแบ่งออกเป็นรูปแบบต่างๆได้ดังนี้

การจัดวางผังครัวแบบ I หรือ I-Shaped Kitchen

เหมาะกับพื้นที่ขนาดเล็ก  3-5 ตร.ม. ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นห้องในอาคารชุด เช่น อพาร์เม้นท์ คอนโดมิเนียม หรือ ทาวน์เฮ้าส์ พื้นที่ครัวลักษณะนี้มักจะมีพื้นที่ทั้ง 3 โซน อยู่ในแถวเดียวกัน โดยออกแบบเรียงลำดับพื้นที่ใช้งานจากซ้ายไปขวา เริ่มจากพื้นที่สำหรับเก็บของ ทั้งของสดและของแห้ง (Zone 1)  พื้นที่สำหรับล้าง และทำความสะอาด (Zone 2) พื้นที่สำหรับเตรียมของ และปรุงอาหาร (Zone 3) ตามลำ

การจัดวางผังครัวแบบ L หรือ L-Shaped Kitchen

เหมาะกับพื้นที่ตั้งแต่  6 ตร.ม. ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นห้องชุดคอนโดมิเนียมที่มีขนาดใหญ่ หรือ บ้านพักอาศัยทั่วไป แต่การจัดผังครัวในลักษณะนี้มักไม่มีรูปแบบการวางฟังก์ชั่นที่ตายตัว 100% ดังนั้นการจะจัดวางตำแหน่งฟังก์ชั่นใดๆ จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาจากตำแหน่งพื้นที่ตั้ง จำนวนช่องเปิด และบริบทสภาพแวดล้อมเป็นหลัก

แต่ส่วนใหญ่โดยทั่วไปแล้วมักจะจัดให้พื้นที่สำหรับเก็บของ ทั้งของสดและของแห้ง (Zone 1) และพื้นที่สำหรับล้าง และทำความสะอาด (Zone 2) อยู่เคาน์เตอร์ด้านที่มีความยาวมากที่สุด และมักจัดวางในบริเวณใกล้เคียงกัน โดยในส่วนพื้นที่สำหรับเตรียมของ และปรุงอาหาร (Zone 3) จะจัดวางอยู่ในบริเวณเคาน์เตอร์ด้านที่มีความยาวสั้นกว่า ซึ่งการจัดวางฟังก์ชั่นต่างๆในลักษณะนี้ลักษณะพื้นที่ห้องมักจะมีช่องเปิดอย่างน้อย 2 จุด

การจัดวางผังครัวแบบ U หรือ U-Shaped Kitchen 

เป็นการจัดวางผังครัวที่เหมาะกับพื้นที่ขนาด  9 ตร.ม. ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย หรือ อาคารสาธารณะ เช่น ครัวโรงแรม หรือ ครัวในร้านอาหาร การจัดวางผังครัวในลักษณะนี้ ควรจัดวางพื้นที่สำหรับเก็บของ ทั้งของสดและของแห้ง (Zone 1) และพื้นที่สำหรับเตรียมของ และปรุงอาหาร (Zone 3) ให้อยู่ตรงข้ามกัน

โดยจัดวางพื้นที่สำหรับล้าง และทำความสะอาด (Zone 2) และพื้นที่สำหรับเตรียมของ และปรุงอาหาร (Zone 3) ให้อยู่ในฝั่งเดียวกัน โดยพื้นที่ตรงกลางจะต้องมีความกว้างตั้งแต่ 90 ซม. ขึ้นไป ซึ่งเป็นความกว้างที่สามารถเดิน หมุนตัว หรือ กลับตัวทั้งด้านหน้า และหลังในระหว่างปรุงอาหารได้อย่างสะดวก และไม่เป็นอันตราย

เนื่องจากการจัดวางผังแบบ U หรือ U-Shaped Kitchen จะกินพื้นที่มากพอสมควร ดังนั้นควรมีช่องเปิด หรือ หน้าต่าง สำหรับการระบายถ่ายเทอากาศอย่างน้อย 2 จุด แต่ถ้าหากมีช่องเปิดน้อยกว่าที่กล่าวมา จะต้องติดตั้งระบบระบายอากาศ เช่น พัดลมดูดควัน และ พัดลมช่องระบายอากาศ ให้มีจำนวนที่เหมาะสมสัมพันธ์กับขนาดพื้นที่ครัว และรูปแบบการปรุงอาหาร

การจัดวางผังครัวแบบเกาะกลาง หรือ Island Kitchen 

เป็นการจัดวางผังครัวที่เหมาะกับพื้นที่ 12 ตร.ม. ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย(ขนาดใหญ่) หรือ อาคารสาธารณะ เช่น ครัวโรงแรม หรือ ครัวร้านอาหาร การจัดวางผังครัวในลักษณะนี้ถ้าหากจัดวางในพื้นที่แบบ Open Space จะมีความสวยงามโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง

การจัดวางผังแบบเกาะกลาง หรือ Island Kitchen มีทั้งขนาดเล็ก และใหญ่ เพื่อความเหมาะสมลงตัวในการเข้าคู่ได้กับผังครัวทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นผังครัวแบบ I-Shaped Kitchen ผังครัวแบบ U-Shaped Kitchen หรือ ผังครัวแบบ L-Shaped Kitchen โดยตัวเกาะกลางจะต้องมีความสูงอย่างน้อย 90 ซม. และจะต้องมีพื้นที่ช่องว่างระหว่างเกาะกลาง และเคาน์เตอร์ติดผนังสำหรับใช้เป็นทางเดินกว้างตั้งแต่ 90 ซม. ขึ้นไป ซึ่งเป็นขนาดความกว้างที่สามารถเดิน หมุนตัว หรือ กลับตัวทั้งด้านหน้า และหลังในระหว่างปรุงอาหารได้อย่างสะดวก และไม่เป็นอันตราย

ในการออกแบบเกาะกลางนั้น สามารถทำได้ทั้งแบบถาวร และใส่ล้อสำหรับเคลื่อนย้ายได้ โดยรูปแบบของเกาะกลางนั้นขึ้นอยู่กับว่าจะใช้งานเกาะกลางนั้นอย่างไร ถ้าในกรณีที่ไม่มีความจำเป็นมากเท่าใดนักก็อาจจะทำเป็นเพียงเคาน์เตอร์โล่งๆสำหรับวางวัตถุดิบ หรือ ทานอาหารเท่านั้น แต่ในกรณีที่ต้องปรุงอาหารจำนวนมากอยู่ตลอดเวลา เช่น ครัวในโรงแรม หรือ ร้านอาหาร อาจใช้เป็นอ่างล้างจาน หรือ เตาปรุงอาหารก็ได้

ในการทำเกาะกลางนั้น สิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญไม่แพ้ส่วนอื่นๆเลยก็คือ งานระบบน้ำ และงานระบบไฟ ควรมีการวางแผนออกแบบให้แน่ชัดก่อนว่าจะใช้งานเกาะกลางเพื่อวัตถุประสงค์ใดเป็นหลักก่อนที่จะสร้างจริง ก็เพื่อให้การติดตั้งไม่ยุ่งยาก การเก็บรายละเอียดงานเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูแลรักษาง่าย สามารถใช้งานได้สะดวก และมีความปลอดภัยไม่เป็นอันตราย

การจัดวางผังครัวแบบเส้น 2 ด้าน หรือ Gallery Kitchen

เป็นการจัดวางผังครัวที่เหมาะกับพื้นที่ขนาด  9 ตร.ม. ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย หรือ อาคารสาธารณะ เช่น ครัวโรงแรม หรือ ครัวในร้านอาหาร

การจัดวางผังครัวในลักษณะนี้จะมีลักษณะคล้ายกับผังแบบ U หรือ U-Shaped Kitchen เพียงแต่จะไม่มีเคาน์เตอร์ด้านสั้นมาเชื่อมให้เป็นตัว U เท่านั้น ซึ่งจะจัดวางพื้นที่สำหรับเก็บของ ทั้งของสดและของแห้ง (Zone 1) และพื้นที่สำหรับเตรียมของ และปรุงอาหาร (Zone 3) ให้อยู่ตรงข้ามกัน

และจัดวางพื้นที่สำหรับล้าง และทำความสะอาด (Zone 2) และพื้นที่สำหรับเตรียมของ และปรุงอาหาร (Zone 3) ให้อยู่ในฝั่งเดียวกัน โดยพื้นที่ตรงกลางจะมีความกว้างตั้งแต่ 90 ซม. ขึ้นไป ซึ่งเป็นความกว้างที่สามารถเดิน หมุนตัว หรือ กลับตัวทั้งด้านหน้า และหลังในระหว่างปรุงอาหารได้อย่างสะดวก และไม่เป็นอันตราย

G-Shaped Kitchen

การจัดวางผังครัวแบบ G หรือ G-Shaped Kitchen (มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Peninsula Kitchen)

เป็นการจัดวางผังครัวที่เหมาะกับพื้นที่ 12 ตร.ม. ขึ้นไป ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นครัวร้านอาหาร การจัดวางผังครัวในลักษณะนี้มักจะจัดวางในบริเวณกลางห้อง นอกจากพื้นที่ทำครัวปรุงอาหารแล้ว ยังสามารถประยุกต์ให้มีเคาน์เตอร์บาร์สำหรับนั่งรับประทานอาหารอยู่รอบๆได้ ซึ่งนั่งได้ตั้งแต่ 2 – 6 คน (ขึ้นอยู่กับขนาด)

การจัดวางผังครัวในลักษณะนี้จะมีเคาน์เตอร์หลักอยู่ 3 ด้าน โดยจะจัดวางพื้นที่สำหรับเก็บของ ทั้งของสดและของแห้ง (Zone 1) และพื้นที่สำหรับเตรียมของ และปรุงอาหาร (Zone 3) ให้อยู่ตรงข้ามกัน

แล้วจัดวางพื้นที่สำหรับล้าง และทำความสะอาด (Zone 2) อยู่ในบริเวณเคาน์เตอร์ที่คอยเชื่อมระหว่างเคาน์เตอร์สำหรับเก็บของ ทั้งของสดและของแห้ง (Zone 1) และเคาน์เตอร์สำหรับเตรียมของ และปรุงอาหาร (Zone 3) ซึ่งการจัดวางฟังก์ชั่นการใช้สอยในลักษณะนี้จะทำให้การใช้งานมีความสะดวก และสัมพันธ์เหมาะสมกับขั้นตอนในการปรุงอาหาร

เนื่องจากการจัดวางผังแบบ G-Shaped Kitchen หรือ Peninsula Kitchen จะกินพื้นที่มากพอสมควร ดังนั้นควรมีช่องเปิด หรือ หน้าต่าง สำหรับการระบายถ่ายเทอากาศอย่างน้อย 2 จุด แต่ถ้าหากมีช่องเปิดน้อยกว่าที่กล่าวมา จะต้องติดตั้งระบบระบายอากาศ เช่น พัดลมดูดควัน และ พัดลมช่องระบายอากาศ ให้มีจำนวนที่เหมาะสมสัมพันธ์กับขนาดพื้นที่ครัว และรูปแบบการปรุงอาหาร

การจัดวางผังครัวแบบอิสระ (Cross Zone Kitchen)

การจัดวางผังครัวในลักษณะนี้จะเป็นการจัดผังแบบอิสระ โดยไม่เรียงลำดับความสัมพันธ์ หรือ ความต่อเนื่องในการใช้งานตาม Zone 1 > Zone 2 > Zone 3 เฉกเช่นการจัดวางผังครัว 6 รูปแบบที่ผ่านมาก่อนหน้านี้

ส่วนใหญ่แล้วการจัดผังครัวในลักษณะอิสระมักจะจัดวางแบบ Cross Zone ตามความต้องการของเจ้าของ หรือ ตามวัตถุประสงค์การใช้งานบางอย่าง ที่ทำให้ไม่สามารถใช้การจัดวางผังครัวแบบปกติทั่วๆไปได้

เมื่อไม่สามารถจัดวางผังแบบทั่วๆไปได้ ข้อควรระวังที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆเลยก็คือ การออกแบบงานระบบน้ำ งานระบบไฟฟ้า และระบบถ่ายเทอากาศ ที่จะต้องออกแบบในลักษณะพิเศษเพื่อรองรับการใช้งานที่จะต้องให้ความสะดวกสบาย มีความเหมาะสม และให้ความปลอดภัยในการใช้งาน

Tagged :

10 ไอเดีย “ออกแบบห้องครัว”

  • ห้องครัว ถือเป็นอีกห้องที่ใช้เวลาตกแต่งค่อนข้างนาน เพราะต้อง ออกแบบให้มีพื้นที่วาง สิ่งของให้เป็นระเบียบ ไหนจะเตาเอย ตู้เย็นเอย ไม่รวมข้าวของเครื่องใช้อื่น ๆ ที่ต้องอยู่ในครัวอีก ดังนั้น การออกแบบห้องครัวให้ออกมาสวย ดูดี และประหยัดพื้นที่ จึงต้องมีไอเดียก่อน


ห้องครัวสีเขียว

  • ถ้าใครยังนึกไม่ออก Short Recap  ออกแบบภายใน มีไอเดียห้องครัวมาให้ มีทั้งครัวหินอ่อน (Marble) ครัวสีโรสโกลด์ (Rose Gold) ครัวสีขาว (White), ดำ (Black), เขียว (Green) น้ำเงินเข้ม (Navy Blue) และสีอื่น ๆ อีกมากมาย

  • การออกแบบห้องครัวควรเลือกวัสดุที่ทำความสะอาดได้ง่ายและมีรอยต่อให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันเชื้อโรคสะสมอยู่ตามร่อง

  • สำหรับใครที่ไม่รู้ว่าจะออกแบบห้องครัวแบบไหนให้สวยโดนใจ วันนี้ Short Racap มีไอเดียห้องครัวมาให้เพียบ รับรองว่าต้องมีสักสไตล์ที่ถูกใจแน่นอน แถมยังได้รู้ด้วยว่าควรบิวต์อินห้องครัวแบบไหน ถึงจะประหยัดพื้นที่ใช้สอย

    1. ออกแบบห้องครัว “ลายหินอ่อน” (Marble Kitchen)

    หากชอบสไตล์หรูหรา ดูมีระดับ ลองเลือกออกแบบห้องครัวเป็นลายหินอ่อนสิ ดูคลีน ๆ ไม่หวือหวา แต่ก็ไม่เรียบจนเกินไป บอกเลยว่าลายนี้เป็นลายที่ใคร ๆ ใฝ่ฝันหาเลยนะ จะทำเป็นลายฝาผนังห้องครัวก็ได้ หรือจะเป็นโต๊ะกลางสำหรับเตรียมวัตถุดิบทำอาหารก็ยิ่งดีเลยล่ะ

    2. ออกแบบห้องครัว “โทนน้ำเงินเข้ม” (Navy Blue Kitchen)

    ลองเปลี่ยนบรรยากาศห้องครัวให้เป็นสีน้ำเงินเข้มก็ไม่แย่นะ จะอยู่กับไม้ ปูนเปลือย หรือลายหินห่อนก็เข้ากันไปหมด ถ้านำไอเดียนี้ไปออกแบบห้องครัว บอกเลยว่าบ้านจะดูทันสมัยขึ้นมาเลยล่ะ ใครที่หลงรักสี Navy ต้องชอบแน่ ๆ นอกจากนี้ สี Navy ยังบ่งบอกถึงความเข้มแข็งและความน่าเชื่อถืออีกด้วยนะ

    3. ออกแบบห้องครัว “โทนขาว” (White Kitchen)

    ออกแบบห้องครัว “โทนขาว” (White Kitchen)​
    อยากออกแบบห้องครัวสไตล์มินิมอล หรูหรา หรือโมเดิร์น สีขาว Adapt ได้หมดทุกสไตล์ ใครบอกว่าเลอะง่ายอย่าไปเชื่อ เพราะจริง ๆ แล้วทุกสีเลอะง่ายเหมือนกันหมด ถ้าทำความสะอาดดี ๆ สีขาวนี่แหละที่ทำให้ครัวดูสะอาดมากที่สุด แต่ถ้าปูกระเบื้องแผ่นเล็ก ๆ ตรงชั้นวางจะไม่อยากแนะนำเท่าไร เพราะร่องยาแนวจะดำและเห็นได้ชัด ทำให้ครัวดูสกปรก ทางทีดีเลือกกระเบื้องแผ่นใหญ่หรือใช้วัสดุที่ไร้รอยต่อน้อย ๆ จะดีกว่า ดูสวยแล้วยังทำความสะอาดง่ายอีกด้วย

    4. ออกแบบห้องครัว “โทนดำ” (Black Kitchen)

    ออกแบบห้องครัว “โทนดำ” (Black Kitchen)​
    สีดำเป็นสีที่ดูคลาสสิก ให้ความหรูหรา ดูมีระดับ ใครเห็น ไอเดียนี้ แล้วรู้สึก ใช่ นำ ไปออก แบบห้องครัว ได้เลย นะ รับรอง ไม่ผิดหวัง แถม ยังเช็ด ทำความสะอาด ได้ง่าย แต่ถ้าบ้านไหน ฝุ่นเยอะ หน่อยก็อาจจะต้องทำ ความสะอาด บ่อย ๆ เพราะ สีดำ จะเห็น ฝุ่นได้ ชัด แต่ ข้อดี อีกอย่างนึงก็คือ เก่าช้า

    5. ออกแบบห้องครัว “โทนสีโรสโกลด์” (Rose Gold Kitchen)

    ออกแบบห้องครัว “โทนสีโรสโกลด์” (Rose Gold Kitchen) ​
    สี Rose Gold เป็นสีผสมระหว่างสีทอง สีเงิน และสีทองแดง ทำให้สีที่ออกมาเป็นทองอมชมพู เห็นแล้วหรูหราสุด ๆ เหมาะกับผู้หญิงมาก แถมยังให้ความรู้สึกอบอุ่น ดูมีชีวิตชีวา ใครออกแบบห้องครัวโทนสีนี้ บอกเลยว่าเหมือนได้ทำอาหารและนั่งกินข้าวอยู่บนสวรรค์แน่นอน ถ้าได้นั่งจิบไวน์เบา ๆ ไปด้วย คงจะแฮปปี้น่าดูเลยล่ะ

    6. ออกแบบห้องครัว “โทนเขียว” (Green Kitchen)

    ออกแบบห้องครัว “โทนเขียว” (Green Kitchen) ​
    ใครสายเขียว ชอบความเป็นธรรมชาติ อยากมองแล้วเจริญหูเจริญตา ลองออกแบบห้องครัวเป็นโทนสีเขียวดูสิ ได้สมหวังดั่งใจแน่นอน เหมาะกับทั้งบ้านสไตล์ลอฟต์และวินเทจสุด ๆ ยิ่งเป็นสีเขียวเข้มยิ่งให้ความหรูหรา ทันสมัย แนะนำว่าเป็นอีกหนึ่งสีที่เหมาะแก่การนำมาทาบ้านมาก ๆ

    7. ออกแบบห้องครัว “สไตล์วินเทจ” (Vintage Kitchen)

    ออกแบบ ห้องครัว “สไตล์วินเทจ” (Vintage Kitchen)
    หากคุณเป็นคนที่หลงใหลความวินเทจ เก่าแก่ และ คลาสสิก การออกแบบห้องครัวให้มีร่องรอยของกาลเวลาที่ยาวนานอาจไม่ได้ทำให้ครัวดูเก่าหรือสกปรกเสมอไป กลับกันคือให้ความแปลกตา ดูน่าค้นหา แถมข้าวของต่าง ๆ สามารถนำมา Adapt ใช้งานได้ใหม่ เช่น ไม้เก่าที่สามารถนำมาทำเป็นชั้นวางของ รวมถึงผนังอิฐที่ดูเหมือนถลอกก็ยังเข้ากับเฟอร์นิเจอร์บิวต์อินต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว

    8. ออกแบบห้องครัว “โทนสีเบจ” (Beige Kitchen)

    ออกแบบห้องครัว “โทนสีเบจ” (Beige Kitchen) ​
    โทนสีเบจหรือสีน้ำตาลอ่อนเป็นโทนสีที่ให้ความรู้สึกสงบ อบอุ่น เรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความหรูหรา อยู่กับอะไรก็ดูสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับหรือของตกแต่งบ้าน หากนำสีนี้มาออกแบบห้องครัวแล้วล่ะก็… บอกเลยว่าไม่เอาต์แน่นอน เป็นสีที่อยู่เหนือกาลเวลาจริง ๆ

    9. ออกแบบห้องครัว “โทนเหลือง – ดำ” (Yellow & Black Kitchen)

    ออกแบบห้องครัว “โทนเหลือง – ดำ” (Yellow & Black Kitchen)
    การออกแบบห้องครัวโทนสีเหลือง – ดำ เหมาะอย่างยิ่งกับบ้านสไตล์ลอฟต์หรือโมเดิร์นที่เน้นความทันสมัย สีสันสดใส ดูเท่ ๆ แมน ๆ แต่ก็เหมาะกับทุกเพศ มองแล้วดูมีอะไร ใครชอบไอเดียห้องครัวสไตล์นี้ต้องจัดแล้วล่ะ

    10. ออกแบบห้องครัว “โทนแดง” (Red Kitchen)

    ออกแบบห้องครัว “โทนแดง” (Red Kitchen) ​
    หรูหราร้อนแรงสุดก็สีแดงนี่แหละ ไม่ว่าจะตัด กับสีขาว หรือสีดำ ก็เข้า กัน ไปหมด ใครถูกใจ ห้องครัว โทนแดง ลองนำไป ออกแบบห้อง ครัวของ ตัวเองได้เลย ถึงแม้ว่าจะเป็น สีห้องครัว ที่ไม่ได้พบเห็นบ่อย แต่ทำ ออกมาแล้ว ก็ไม่ ผิดหวังเลย ใช่ไหมล่ะ แปลกตา อย่างไม่น่าเชื่อ!

Tagged :