อ้วน (Obesity) เป็นภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันมาก

อ้วน (Obesity) เป็นภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันมากผิดปกติหรือมากเกินกว่าที่ร่างกายจะเผาผลาญออกไป จนทำให้เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพ เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก ทำกิจกรรมต่าง ๆ ยากลำบากขึ้น สูญเสียความมั่นใจ นอนกรน ปวดข้อ ปวดหลัง ไขมันในเลือดสูง หอบหืด โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไปจนถึงมะเร็งลำไส้ และโรคร้ายแรงอื่น ๆ ที่อาจพัฒนาตามหลังจากภาวะอ้วนได้

เกณฑ์มาตรฐานสากลที่ใช้กำหนดผู้ที่มีภาวะอ้วน คือ การคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI (น้ำหนักเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง) ผู้ที่มีภาวะอ้วน คือ ผู้ที่มีค่า BMI อยู่ที่ 30 ขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีค่า BMI ทั้งที่อยู่ในกลุ่มน้ำหนักเกิน (BMI อยู่ที่ 25 ขึ้นไป) ไปจนถึงอยู่ในภาวะอ้วน (BMI อยู่ที่ 30 ขึ้นไป) ควรระมัดระวัง เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพเป็นพิเศษ

หากไม่ได้มีรูปร่างหรือมีส่วนเกินในร่างกายที่มากเกินไปจนก่อปัญหา แต่กลับมีค่า BMI มากกว่า 25 ก็สามารถตรวจสอบกับแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ได้ เพราะในบางราย น้ำหนักตัวที่มากไม่ได้มาจากไขมันที่สะสม แต่เป็นกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา เนื่องจากค่าที่ได้จาก BMI เป็นค่าโดยประมาณในการอ้างถึงมวลไขมัน แต่ไม่ได้เป็นค่าที่วัดมวลไขมันได้โดยตรง

อีกวิธีหนึ่งที่ใช้ตรวจหาภาวะอ้วน คือ การตรวจวัดรอบเอว โดยผู้ที่อยู่ในภาวะอ้วนที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคและปัญหาสุขภาพ คือ ผู้ชายที่มีรอบเอวเกินกว่า 90 เซนติเมตร และผู้หญิงที่มีรอบเอวเกินกว่า 80 เซนติเมตร

ผู้ที่อยู่ในภาวะอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน ควรศึกษาหาข้อมูลเพื่อดูแลสุขภาพตนเอง ควบคุมน้ำหนักตัว หรือปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาควบคุม ก่อนจะเผชิญปัญหาสุขภาพที่รุนแรงขึ้น

อาการของภาวะอ้วน

ผู้ที่มีภาวะอ้วน คือ ผู้ที่มีไขมันส่วนเกินสะสมอยู่ในร่างกายปริมาณมาก ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ คือ หายใจติดขัด นอนกรน เหนื่อยง่าย ร้อนง่าย เหงื่อออกง่าย ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ยากลำบาก จนอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ รวมถึงความไม่มั่นใจในตนเอง อาจทำให้มีปัญหาด้านความสัมพันธ์หรือการเข้าสังคม และปัญหาสุขภาพจิตอย่างภาวะซึมเศร้าที่อาจเกิดขึ้นตามมา

สาเหตุของภาวะอ้วน

ภาวะอ้วน คือ การที่ร่างกายมีการสะสมไขมันมากผิดปกติ หรือมากเกินกว่าที่ร่างกายจะเผาผลาญออกไปผ่านกิจกรรมประจำวัน เกิดจากหลายปัจจัย เช่น พฤติกรรมการบริโภค พฤติกรรมการใช้ชีวิต กรรมพันธุ์ อายุ ปัจจัยทางการแพทย์ที่อาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดภาวะอ้วน และปัจจัยภายนอกอื่น ๆ อย่างสภาพแวดล้อม และสถานภาพทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

การวินิจฉัยภาวะอ้วน

การตรวจหาภาวะอ้วนทำได้ด้วยการหาค่า BMI และการตรวจวัดรอบเอว

เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะตรวจร่างกาย ซักประวัติสุขภาพ การใช้ชีวิตประจำวัน การบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การใช้สารเสพติด การทำกิจกรรมต่าง ๆ ประวัติสุขภาพของครอบครัว ความรู้สึกที่มีต่อภาวะอ้วน และปัญหาที่กำลังเผชิญจากภาวะอ้วน

ส่วนการตรวจเพิ่มเติมเมื่อทราบว่าผู้ป่วยกำลังเผชิญกับภาวะอ้วน ได้แก่ การตรวจวัดความดันโลหิต การตรวจหาระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด เพื่อให้ทราบผลความผิดปกติแล้วนำไปสู่การวางแผนรักษาต่อไป

การรักษาภาวะอ้วน

เพื่อให้ผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีสุขภาพจิตที่ดี สามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ควบคุมอาหารและพฤติกรรมการบริโภค ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ

ส่วนการรักษาทางการแพทย์ แพทย์จะพิจารณาเป็นกรณี อาจมีบางรายที่ควรรับประทานยาลดน้ำหนักภายใต้ใบสั่งแพทย์ควบคู่กับการดูแลตนเอง หรือบางราย แพทย์อาจต้องทำการผ่าตัดเพื่อช่วยเหลือให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ก่อนจะรักษาในขั้นต่อ ๆ ไป

ภาวะแทรกซ้อนของภาวะอ้วน

เมื่อเผชิญกับภาวะอ้วน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคและอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงโรคและอาการที่ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มีปัญหาในระบบทางเดินหายใจ ประจำเดือนมาไม่ปกติ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ภาวะมีลูกยาก หอบหืด ปวดตามกระดูกข้อต่อ ปวดหลัง ข้อเสื่อม มีนิ่วในถุงน้ำดี โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน และโรคมะเร็งต่าง ๆ

ส่วนปัญหาสุขภาพจิตที่กระทบต่อการใช้ชีวิตซึ่งอาจเกิดขึ้นตามมา ได้แก่ การขาดความมั่นใจในตนเอง ความรู้สึกโดดเดี่ยว เก็บตัว แยกตัว นำไปสู่ปัญหาด้านความสัมพันธ์ การเข้าสังคม การเรียน การทำงาน หรืออาจเกิดภาวะซึมเศร้าได้

การป้องกันภาวะอ้วน

ภาวะอ้วนที่เกิดจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต สามารถป้องกันได้โดยการควบคุมอาหารและพฤติกรรมการกิน รับประทานผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่มีประโยชน์ มีไขมันสูงและมีน้ำตาลมาก ดื่มน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือน้ำอัดลม ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ และชั่งน้ำหนักอยู่เสมอเพื่อตรวจดูและควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี

ป้องกันโรคอ้วนผู้สูงอายุ

ปัญหาโรคอ้วนถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคนหลายๆ วัย โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ ที่มีความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย รวมถึงระบบการเผาผลาญที่ต่ำลง โดยผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักไม่ค่อยใส่ใจหรือคำนึงถึงรูปร่างของตนเอง มักปล่อยปละละเลย และมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารในแบบที่เคยชิน ตลอดจนไม่รู้จักการดูแลโภชนาการให้ตัวเอง รวมถึงการไม่ออกกำลังกาย จึงทำให้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักเผชิญกับปัญหาโรคอ้วน ส่งผลกระทบให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา

ผู้สูงอายุที่จัดว่าอยู่ในภาวะโรคอ้วน สามารถดูได้จากรอบเอวที่มากเกินไป ความดันโลหิตมากกว่า 130/85 มิลลิเมตรปรอท ระดับไตรกลีเซอไรด์มากกว่า 150 มิลลิกรัม % ถึงขั้นต้องกินยาลดไขมันระดับ HDL (ไขมันตัวดี) มากกว่า 40 และ 50 มิลลิกรัม % ระดับน้ำตาลสูงกว่า 100 มิลลิกรัม % (หรือระดับเสี่ยงเป็นเบาหวาน) โดยเฉพาะคนที่เสี่ยงเป็นเบาหวานร่างกายดื้อต่ออินซูลิน การเผาผลาญต่ำลงมาก และกลุ่มผู้สูงอายุที่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งโรคอ้วนจะเป็นต้นเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น โรคเบาหวาน, โรคไต, ความดันโลหิตสูง, ไขข้ออักเสบ, ข้อเข่าเสื่อม, ไขมันพอกตับ, เกาต์, กระดูกพรุน, ปัญหาระบบทางเดินปัสสาวะ ฯลฯ

4 วิธีป้องกันโรคอ้วนในผู้สูงอายุ

  1. ควรรับประทานอาหารในปริมาณน้อยลง โดยเน้นอาหารเพื่อสุขภาพ ได้แก่ เนื้อปลา, ไข่ต้ม, เต้าหู้, นมสดพร่องมันเนย, ผักต้ม, มะละกอสุก, ส้ม, กล้วยสุก เป็นต้น
  2. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที โดยควรให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายแบบเบาๆ เช่น เดิน, โยนเปตอง, แกว่งแขน เป็นต้น
  3. ควรให้ผู้สูงอายุลดน้ำหนัก ufabet login พยายามอย่าให้น้ำหนักสูงเกินกว่าเกณฑ์ส่วนสูงของผู้สูงอายุ
  4. ควรลดการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะนอกจากแอลกอฮอล์จะเข้าไปกระตุ้นระบบสมอง และระบบการทำงานต่างๆ ภายในร่างกายแล้ว ยังส่งผลถึงโรคอ้วน ความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และอาหารที่มีปริมาณแป้งและน้ำตาลสูงจำพวกอาหารจังก์ฟู้ด หรืออาหารทอดๆ ไขมันสูงทั้งหลาย การดูแลและป้องกันที่ดีที่สุดคือ หมั่นให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จัดโภชนาการอาหารให้ถูกต้อง มีปริมาณที่พอเหมาะเท่ากับที่ร่างกายต้องการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทาน พฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อลดน้ำหนัก ตลอดจนนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด หรือกังวลกับสิ่งต่างๆ

Tagged :

เรอบ่อย สัญญาณของโรคร้าย ?

เรอ (Belching) เป็นปฏิกิริยาของร่างกายในการขับลมออกจากกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหารออกทางปาก ทำให้เกิดเสียงที่เกิดจากสั่นของหูรูดหลอดอาหารและมีกลิ่นของอาหารที่ได้บริโภคและยังค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร โดยมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีลมอยู่ในกระเพาะอาหารมากเกินไปและทำให้กระเพาะอาหารพองตัว ซึ่งการเรอเป็นการขับลมออกเพื่อลดการพองตัวของกระเพาะอาหาร

กระเพาะอาหาร เกิดร่วมกับมีเสียง (เสียงจากการสั่นของหูรูดหลอดอาหาร) และมีกลิ่นของ อาหารที่ได้บริโภคและยังค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร ทั้งนี้เนื่องจากมีลมหรือแก๊สหรืออากาศใน หลอดอาหารและในกระเพาะอาหารมากเกินปกติ

สาเหตุที่ทำให้มีลมในหลอดอาหารและกระเพาะอาหารมากกว่าปกติ อาจเกิดจากกิน อาหารเร็ว เคี้ยวไม่ละเอียด เคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม การดูดน้ำ/อาหารเช่น ดูดนม (ในเด็ก อ่อนที่กินนมแม่) หรือการใช้หลอดดูดอาหารและเครื่องดื่ม หรือเกิดจากมีกรดในกระเพาะอาหาร มากเช่น จากดื่มกาแฟ (สารกาเฟอีน) หรือจากการสูบบุหรี่ หรือปัญหาด้านอารมณ์/จิตใจ หรือ อาจเกิดจากการมีอาหารตกค้างในกระเพาะอาหารมาก จากน้ำย่อยอาหารไม่เพียงพอ เช่น จากกินอาหารมากเกินไป จากประเภทอาหาร ผลข้างเคียงของยาบางชนิดเช่น ยาโรคเบาหวานบางชนิด หรือจาก โรคของอวัยวะที่สร้างน้ำย่อยเช่น ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน และกระเพาะอาหาร

โรคที่เป็นสาเหตุให้มีการเรอบ่อยผิดปกติมีได้หลากหลายโรค ที่พบได้บ่อยเช่น โรคกรด ไหลย้อน โรคแผลในกระเพาะอาหาร/โรคแผลเปบติก โรคกระเพาะอาหารอักเสบ โรคนิ่วในถุง น้ำดี เป็นต้น

เมื่อมีอาการเรอบ่อยผิดปกติ ควรปรับพฤติกรรมในการกิน/ดื่มเช่น กินปริมาณอาหารแต่ ละมื้อให้น้อยลง และสังเกตประเภทอาหาร และหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านั้น แต่ถ้าอาการเรอไม่ดี ขึ้นหรือมีอาการร่วมอื่นๆเช่น ปวดท้อง อาการแสบร้อนกลางอก ถ่ายอุจจาระดำเหมือนยางมะตอย (อุจจาระเป็นเลือด) หรืออาเจียนเป็นเลือด ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเพื่อหาสาเหตุ เพราะอาจเกิดจากโรคต่างๆดังได้กล่าวแล้วได้

การเรอเกิดจากอากาศที่กลืนลงไปพร้อมกับอาหาร หรือเกิดจากแก๊สที่เหลือในกระเพาะจากการกินมากเกินไปย้อนกลับออกมา” ซึ่งเวลาที่อากาศเหล่านี้จะออกมาจากปากมักไปทำให้ช่วงคอสั่นแล้วเกิดเป็นเสียงออกมา

ส่วนเวลาที่เราดื่มน้ำอัดลมแล้วเรอออกมานั้น นั่นก็เพราะว่า “กรดคาร์บอนิกที่อยู่ในน้ำอัดลมเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะกลายเป็นแก๊สและไปสะสมตัวอยู่ในกระเพาะ สุดท้ายแก๊สนั้นย้อนกลับออกมาทางปากจึงเกิดเป็นเสียงเรอขึ้น”

ท้องอืด เรอ บ่อย สัญญาณเตือนเสี่ยง
ท้องอืด เรอบ่อย สัญญาณเตือนเสี่ยง

สาเหตุของการเรอบ่อย

สาเหตุที่ทำให้เรอหรือเรอบ่อย เกิดจากการมีลมอยู่ในกระเพาะอาหารมากกว่าปกติ ซึ่งการที่มีลมมากกว่าปกติมาจากสาเหตุหลายประการ ที่พบบ่อย ได้แก่ รับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำอัดลม อย่างไรก็ตาม การเรอไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีลมมากเกินไปเท่านั้น แต่อาจมาจากอาการไม่สบายท้องที่เกิดจากสาเหตุอื่น อาจเป็นเพราะปัจจัยดังต่อไปนี้

  • การกลืนลม (Aerophagia) เป็นการกลืนอากาศเข้าไปทั้งที่เจตนาและไม่ได้เจตนา โดยการกลืนลมในปริมาณมากสามารถเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมต่อไปนี้ เช่น
    • รับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มเร็วเกินไป
    • รับประทานอาหารพร้อมกับคุยไปด้วย
    • เคี้ยวหมากฝรั่ง
    • ดื่มน้ำจากหลอดดูด
    • สูบบุหรี่
    • ใส่ฟันปลอมที่ไม่พอดี
    • เกิดความวิตกกังวล
    • หายใจลึก ยาว หรือเร็วกว่าปกติ
    • ดูดนม เช่น เด็กอ่อนที่กินนมแม่
  • การรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มบางชนิดทำให้เรอบ่อยขึ้น เช่น
    • น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • อาหารที่มีแป้ง น้ำตาล สมัครบาคาร่า หรือไฟเบอร์สูง
    • อาหารที่ทำมาจากโฮลเกรนหรือธัญพืชเต็มเมล็ด
    • ถั่ว
    • บรอกโคลี
    • หัวหอม
    • กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก
    • กล้วย
    • ลูกเกด
    • ขนมปังโฮลวีท
  • การมีกรดในกระเพาะอาหารมาก เช่น
    • ดื่มกาแฟ (สารคาเฟอีน)
    • ปัญหาด้านอารมณ์ จิตใจ และความเครียด
    • มีอาหารตกค้างในกระเพาะอาหารมาก จากน้ำย่อยอาหารไม่เพียงพอ เช่น กินอาหารมากเกินไป
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น
    • ยาอะคาร์โบส (Acarbose) เป็นยารักษาเบาหวาน ชนิดที่ 2
    • ยาระบาย เช่น ยาแลคตูโลส (Lactulose) และยาซอร์บิทอล (Sorbitol)
    • ยาบรรเทาอาการปวด เช่น ยานาพรอกเซน ยาไอบูโพรเฟน และยาแอสไพริน โดยการใช้ยาแก้ปวดในปริมาณมากอาจทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้เรอบ่อย
  • โรคประจำตัว ที่อาจทำให้มีอาการเรอบ่อย ได้แก่
    • โรคกรดไหลย้อน
    • โรคกระเพาะอาหารอักเสบ
    • โรคกระเพาะอาหารหรือโรคแผลในกระเพาะอาหาร
    • ภาวะแพ้น้ำตาลแล็กโทสซึ่งอยู่ในอาหารที่มีนมเป็นส่วนประกอบ
    • ภาวะการดูดซึมฟรุกโตสหรือซอร์บิทอล (Sorbitol) ที่ผิดปกติ คือไม่สามารถย่อยน้ำตาลฟรุกโตสหรือซอร์บิทอลได้
    • โรคติดเชื้อเอชไพโลไร (H.pylori) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระเพาะอาหาร
  • สาเหตุอื่น ๆ ที่พบได้น้อย เช่น
    • โรคเซลิแอค (Celiac Disease) หรืออาการแพ้กลูเตนในอาหารที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบ เช่น ขนมปัง
    • โรคตับอ่อนทำงานบกพร่อง ทำให้ขาดน้ำย่อยที่ใช้ในการย่อยอาหาร
    • Dumping Syndrome เป็นภาวะที่กระเพาะอาหารย่อยอาหารและส่งไปยังลำไส้เร็วเกินไปก่อนที่อาหารจะถูกย่อย

เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์ ?

โดยปกติอาการเรอมักจะไม่ทำให้เกิดภาวะที่น่ากังวลและสามารถหายไปได้เองโดยที่ไม่ต้องรักษา อย่างไรก็ตาม หากพบว่าเรอบ่อยและเรอมากกว่าปกติ หรือมีนิสัยในการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร รวมไปถึงหากพบว่ามีอาการต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์ทันที

  • ปวดท้องรุนแรงหรือปวดไม่หาย
  • ท้องเสีย
  • อุจจาระเปลี่ยนสี หรืออุจจาระบ่อย
  • อุจจาระปนเลือด
  • น้ำหนักตัวลด
  • เจ็บหน้าอก

แพทย์จะตรวจวินิจัยโดยการสอบถามประวัติและอาการต่าง ๆ ของผู้ป่วย รวมไปถึงตรวจร่างกายและอาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ช่องท้อง ตรวจเอมอาร์ไอ (MRI) ซีทีสแกน (CT-scan) อัลตราซาวด์ หรือตรวจความผิดปกติในการย่อยอาหาร

อาการเรอหรือเรอบ่อย สามารถบรรเทาได้อย่างไร?

เรอที่เกิดขึ้นตามปกติทั่วไปไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา แต่หากพบว่า เรอ บ่อยหรือมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของระบบย่อยอาหารที่ผิดปกติ ในกรณีนี้จึงควรไปพบแพทย์ โดยการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ

อย่างไรก็ตาม การเรอที่เกิดขึ้นทั่วไปจากลมที่มีมากในกระเพาะอาหารและลำไส้ สามารถบรรเทาได้ ดังนี้

ปรับพฤติกรรมการรับประทานและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่าง

  • รับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มให้ช้าลง จะช่วยลดการกลืนอากาศให้น้อยลงได้
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารพร้อมกับคุยไปด้วย
  • ดื่มน้ำให้มากขึ้น และหลีกเลี่ยงน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก
  • หลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลแลคโตส สารให้ความหวานซอร์บิทอล หรือฟรุกโตส ซึ่งอาจทำให้การย่อยอาหารผิดปกติสำหรับบางคน
  • หลีกเลี่ยงผักหรือผลไม้บางชนิด เช่น ถั่ว กะหล่ำปลี หัวหอม แครอท แอปริคอท ลูกพรุน บรอกโคลี หัวหอม กะหล่ำดอก กล้วย ลูกเกด ขนมปังโฮลวีท รวมไปถึงหลีกเลี่ยงหรือลดอาหารที่ทำจากโฮลเกรนหรือธัญพืชเต็มเมล็ด ซึ่งบางคนจะย่อยได้ยากและทำให้เกิดก๊าซมาก
  • อาจรับประทานโยเกิร์ตแทนดื่มนม เพราะพบว่าบางคนที่รับประทานโยเกิร์ตแทนการดื่มนมจะทำให้เกิดก๊าซน้อยกว่า เนื่องจากแบคทีเรียที่อยู่ในโยเกิร์ตได้ย่อยน้ำตาลแลคโตสที่ทำให้เกิดปัญหาในการย่อยสำหรับบางคนได้บางส่วน
  • หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม เพราะขณะที่กำลังเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม จะทำให้กลืนอากาศเข้าไปมากกว่าปกติ
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะทำให้กลืนอากาศเข้าไปมากกว่าปกติ
  • ตรวจสอบฟันปลอม เพราะหากฟันปลอมที่ใส่อยูไม่พอดี อาจทำให้ต้องกลืนอากาศเข้าไปมากเวลารับประทานอาหารและดื่มน้ำ
  • หลีกเลี่ยงความเครียด ความวิตกกังวล

รักษาด้วยการซื้อยาที่จำหน่ายที่ร้านขายยา

  • รักษาอาการจุกเสียดแน่นท้องหรือแสบร้อนกลางอกด้วยยาลดกรดและยาช่วยขับลมที่สามารถซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป  เช่น ยาไซเมทิโคน (Simethicone) หรือถ่านกัมมันต์ (Activated Charcoa)
  • อาหารเสริมเอนไซม์ เช่น Alpha-D-Galactosidase สามารถช่วยย่อยน้ำตาลในผักและธัญพืชต่าง ๆ ซึ่งย่อยได้ยากหรือทำให้เกิดก๊าซมาก
  • ผู้ที่มีปัญหาการย่อยอาหารที่ผิดปกติจากภาวะตับอ่อนบกพร่อง สามารถรับประทานเอนไซม์จากตับอ่อนเสริมพร้อมอาหารเพื่อเพิ่มเอนไซม์ที่ขาดหายไปได้
  • ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน อาจจำเป็นต้องรักษาโดยแพทย์และใช้ยาตามแพทย์สั่ง รวมไปถึงการรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย
Tagged :

หนองในแท้ (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย

หนองในแท้ (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย การติดเชื้อหนองในแท้ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่อวัยวะเพศ ทวารหนัก ลำคอ และมักติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อหรือการสัมผัสของเหลวจากร่างกาย รวมทั้งสามารถติดต่อจากหญิงตั้งครรภ์ไปสู่ทารกในช่วงระหว่างคลอดได้

อาการของหนองในแท้

ปรากฏจนกระทั่งผ่านไปหลายเดือนแล้ว โดยกว่าครึ่งของหญิงที่ป่วยเป็นโรคนี้และประมาณ 1 ใน 10 ของผู้ป่วยเพศชายที่ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการแสดงชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวและไม่ได้รับการรักษา โรคหนองในแท้มักแสดงอาการภายในประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อ หรือบางรายที่อาจไม่มีอาการใด ๆ

การติดเชื้อโรคหนองในแท้ที่อวัยวะเพศในเพศหญิงและชายอาจมีอาการต่างกัน โดยอาการที่ปรากฏในเพศหญิงมีได้ดังนี้

  • มีตกขาวผิดปกติขับออกมาจากช่องคลอด ลักษณะเป็นน้ำ หรือเส้นบาง ๆ สีออกเขียวหรือเหลือง หรือตกขาวมีปริมาณมากขึ้น
  • ปัสสาวะแล้วรู้สึกเจ็บหรือแสบ
  • เจ็บหรือฟกช้ำบริเวณท้องน้อย แต่พบได้ไม่บ่อย
  • มีเลือดออกระหว่างรอบเดือนและหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือประจำเดือนมามากผิดปกติ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้น้อย
องค์การอนามัยโลกเตือนว่า โรคหนองใน
องค์การอนามัยโลกเตือนว่า โรคหนองใน

อาการติดเชื้อหนองในแท้ที่อวัยวะเพศในเพศชายที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • มีหนองสีเหลืองหรือเขียวไหลออกมาจากส่วนปลายของอวัยวะเพศ โดยอาจเกิดขึ้นหลังการมีเพศสัมพันธ์
  • เจ็บหรือแสบขณะปัสสาวะ
  • เกิดการอักเสบของหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ
  • เจ็บ บวม หรือฟกช้ำที่ลูกอัณฑะข้างใดข้างหนึ่ง แต่พบไม่บ่อย

นอกจากนี้การติดเชื้อหนองในแท้ที่บริเวณอื่น ๆ เช่น ทวารหนัก ลำคอ ดวงตา หรือข้อต่อก็ย่อมทำให้มีอาการแตกต่างกันไป ดังนี้

  • การติดเชื้อที่ทวารหนักจะทำให้รู้สึกไม่สบายบริเวณนี้ เจ็บ หรือมีของเหลวขับออกมาได้
  • การติดเชื้อที่ดวงตาสามารถทำให้ระคายเคือง เจ็บ บวมหรือมีของเหลวไหลจากดวงตา
  • การติดเชื้อที่ข้อต่อ จะส่งผลให้ข้อต่อที่ติดเชื้อรู้สึกอุ่น บวมแดง และเจ็บมาก โดยเฉพาะเมื่อมีการเคลื่อนไหวบริเวณดังกล่าว
  • การติดเชื้อที่ลำคออาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บคอและต่อมน้ำเหลืองที่คอโต

ในขณะที่คลอดออกมาผ่านการสัมผัสเยื่อบุช่องคลอดของมารดา โดยทารกแรกเกิดที่ได้รับผลกระทบมักจะแสดงอาการติดเชื้อที่ดวงตาในช่วง 2 สัปดาห์แรก โรคหนองในแท้ยังสามารถแพร่จากหญิงตั้งครรภ์ไปสู่ทารก ซึ่งจะสามารถทำให้ตาของทารกบวมแดง มีของเหลวลักษณะเหนียวข้นคล้ายหนองไหลออกมา หรือถึงขั้นทำให้ทารกตาบอด นอกจากนี้ยังอาจเกิดการติดเชื้อรุนแรงกับอวัยวะอื่น ๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตทารกได้

ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการหรือมีเหตุสงสัยว่าอาจติดเชื้อหนองในจึงควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม รวมทั้งผู้ป่วยที่คิดว่าตนอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหนองในแท้แม้จะไม่มีอาการของโรคที่แสดงเด่นชัดหรือเคยมีอาการข้างต้นแต่หายไปได้เอง เนื่องจากโรคหนองในแท้ที่ไม่ได้รับการตรวจรักษานั้นอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงและเกิดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้

สาเหตุของหนองในแท้

โรคหนองในแท้เกิดจากแบคทีเรียที่ชื่อว่าไนซ์ซีเรีย โกโนร์เรีย (Neisseria Gonorrhoeae) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่สามารถเติบโตและเพิ่มจำนวนในเยื่อเมือกบุผิวของร่างกายได้อย่างง่ายดาย โดยสามารถเติบโตในพื้นที่ที่มีความอุ่นและชื้นอย่างระบบสืบพันธ์ุ ได้แก่ ปากมดลูก มดลูก ท่อนำไข่ และท่อปัสสาวะ รวมถึงบริเวณปาก ลำคอ และทวารหนัก ซึ่งเชื้อนี้จะแพร่จากคนไปสู่คนผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทั้งทางด้านหน้าและทางทวารหนัก รวมถึงการใช้ปากสำเร็จความใคร่

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหนองในแท้ ได้แก่

  • อายุยังน้อย
  • มีการเปลี่ยนคู่นอนใหม่
  • มีคู่นอนหลายคน
  • ใช้คู่นอนร่วมกับผู้อื่น
  • ไม่ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ติดยาเสพติด
  • เคยตรวจพบว่าเป็นโรคหนองในมาก่อน
  • ป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น เช่น โรคซิฟิลิส

การวินิจฉัยหนองในแท้

โรคหนองในแท้สามารถวินิจฉัยได้หลากหลายวิธี โดยส่วนใหญ่จะใช้สำลีป้ายเก็บตัวอย่างเชื้อจากบริเวณที่อาจมีการติดเชื้อเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ การเก็บตัวอย่างนั้นใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีและไม่ทำให้รู้สึกเจ็บ อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยโรคหนองในในเพศชายและเพศหญิงอาจมีข้อแตกต่างกัน คือ

  • การวินิจฉัยในเพศหญิง แพทย์หรือพยาบาลมักจะใช้สำลีป้ายเก็บตัวอย่างจากช่องคลอดหรือปากมดลูกระหว่างที่ตรวจภายใน หรือบางกรณีก็อาจมีการเก็บตัวอย่างจากบริเวณท่อปัสสาวะด้วย ทั้งนี้ผู้ป่วยจะขอเก็บตัวอย่างจากภายในช่องคลอดด้วยสำลีหรือผ้าอนามัยแบบสอดด้วยตนเองก็ได้ แต่การตรวจโรคหนองในแท้ในเพศหญิงจะไม่ตรวจโดยเก็บตัวอย่างปัสสาวะเหมือนการตรวจในเพศชาย
  • การวินิจฉัยในเพศชายมักใช้การตรวจปัสสาวะ หรือเก็บตัวอย่างจากของเหลวที่ถูกขับออกมาจากปลายอวัยวะเพศ ซึ่งผู้ป่วยต้องไม่ปัสสาวะเป็นเวลา 2 ชั่วโมงก่อนหน้าการเก็บตัวอย่าง เนื่องจากการปัสสาวะจะไปล้างเชื้อแบคทีเรียโรคหนองในแท้ ส่งผลต่อความแม่นยำของการวินิจฉัยโรค

แพทย์หรือพยาบาลจะใช้สำลีป้ายเก็บตัวอย่างจากบริเวณเหล่านี้ และหากผู้ป่วยมีเยื่อบุตาอักเสบ เช่น ตาแดง อักเสบ ทั้งนี้โรคหนองในแท้ที่ติดเชื้อบริเวณอื่น ๆ นอกเหนือจากอวัยวะเพศ เช่น ลำคอหรือทวารหนัก หรือมีของเหลวไหลออกจากตาก็อาจมีการเก็บตัวอย่างจากของเหลวนี้ส่งตรวจด้วย

การรักษาหนองในแท้

โรคหนองในนั้นสามารถรักษาให้หายดีได้ โดยผู้ที่จำเป็นต้องรับการรักษาคือผู้ที่วินิจฉัยพบว่าติดเชื้อหนองในหรือมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อ รวมถึงคู่นอนของตนเองด้วย ถึงแม้ในขณะนั้นจะยังไม่รู้ผลการวินิจฉัยก็ตาม

โดยฉีดยาปฏิชีวนะแล้วตามด้วยการให้ยาปฏิชีวนะแบบเม็ด หลังจากได้รับยา ผู้ป่วยจะค่อย ๆ มีอาการดีขึ้นภายใน 2-3 วัน แต่อาการเจ็บบริเวณเชิงกรานหรือลูกอัณฑะนั้นอาจต้องใช้เวลาถึง 2 สัปดาห์จึงจะหายดี  การรักษาโรคหนองในแท้สามารถทำได้ด้วยการให้ยาปฏิชีวนะในช่วงสั้น ๆ ส่วนผู้ป่วยที่มีเลือดออกระหว่างรอบเดือนหรือประจำเดือนมามากผิดปกติซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรคจะพบว่าอาการดีขึ้นเมื่อถึงรอบเดือนครั้งถัดไป

หลังจากการรักษา 1-2 สัปดาห์ ผู้ป่วยควรไปตามการนัดหมายของแพทย์ แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม ทั้งนี้ก็เพื่อที่แพทย์จะได้ตรวจดูอีกครั้งให้แน่ใจว่าเชื้อแบคทีเรียถูกกำจัดออกไปจนหมด และเป็นการป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อขึ้นอีกครั้งหรือเกิดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น แต่หากอาการหลังการรักษาไม่ดีขึ้นหรือสงสัยว่าตนเองอาจติดเชื้อซ้ำ ให้ไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอีกครั้งหรือวินิจฉัยเพิ่มเติม

นอกจากนี้ คู่นอนของผู้ป่วยที่วินิจฉัยพบโรคหนองในแท้ก็ควรเข้ารับการตรวจรักษาเช่นเดียวกัน เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ จึงมีความเป็นไปได้ที่คู่นอนของผู้ป่วยจะเป็นผู้แพร่เชื้อหรือติดเชื้อไปได้ ซึ่งคู่นอนที่ไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลให้ผู้ป่วยติดเชื้อหนองในแท้ซ้ำอีกครั้ง

ส่วนการรักษาทารกที่ได้รับเชื้อหนองในแท้เมื่อแรกเกิดหรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากมารดาที่เป็นโรคหนองในแท้ แพทย์จะให้ยาหยอดตาเด็กทันทีที่คลอดออกมาเพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่หากอาการติดเชื้อพัฒนาขึ้นแล้วจึงรักษาด้วยปฏิชีวนะที่ไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก เพื่อช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็น รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ จากการได้รับเชื้อหนองในแท้

ภาวะแทรกซ้อนของหนองในแท้

โรคหนองในแท้ที่ไม่ได้รับการรักษาสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา เช่น

  • เชื้อหนองในสามารถแพร่กระจายไปยังมดลูกและท่อนำไข่ เป็นสาเหตุของการติดเชื้อและอักเสบในอุ้งเชิงกราน ภาวะมีบุตรยากในเพศหญิง  ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดพังผืดที่ท่อนำไข่ เสี่ยงต่อการท้องนอกมดลูก อาการปวดเชิงกรานระยะยาว ภาวะมีบุตรยาก รวมถึงภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ ได้แก่ แท้งบุตร คลอดก่อนกำหนด เยื่อบุตาทารกอักเสบ เป็นต้น การติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานจึงถือเป็นการติดเชื้อชนิดร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน
  • ภาวะมีบุตรยากในเพศชาย โรคหนองในที่ไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลให้มีภาวะอัณฑะอักเสบ ซึ่งเป็นการอักเสบของท่อม้วนขนาดเล็กในส่วนหลังของลูกอัณฑะที่มีท่ออสุจิอยู่ โดยภาวะอัณฑะอักเสบที่ไม่ได้รับการรักษานี้สามารถนำไปสู่การเกิดภาวะมีบุตรยากในที่สุด
  • สามารถแพร่กระจายผ่านกระแสเลือด
  • การติดเชื้อแพร่ไปยังข้อต่อและส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เชื้อแบคทีเรียต้นเหตุของโรคหนองในแท้ ส่งผลให้มีการติดเชื้อที่อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หนึ่งในนี้คือการติดเชื้อบริเวณข้อต่อซึ่งอาจทำให้มีอาการเจ็บผิวหนัง ปวดข้อต่อ เป็นไข้ ผื่นขึ้น บวม และรู้สึกเมื่อยตามมา ทั้งนี้การติดเชื้อบางบริเวณยังอาจเป็นอันตรายร้ายแรงจนถึงแก่ชีวิตได้
  • เสี่ยงต่อติดเชื้อเอชไอวีหรือเชื้อเอดส์ โรคหนองในจะส่งผลให้ผู้ป่วยไวต่อการติดเชื้อเอชไอวีซึ่งเป็นไวรัสที่นำไปสู่โรคเอดส์ และผู้ที่ติดเชื้อทั้งโรค หนองในแท้ และโรคเอชไอวีจะสามารถแพร่กระจายโรคทั้ง 2 ชนิดนี้ไปสู่คู่นอนของตนเองได้รวดเร็วกว่าปกติ
  • ภาวะแทรกซ้อนในทารก การได้รับเชื้อหนองในแท้จากมารดาระหว่างตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อการมองเห็นของทารกจนทำให้ตาบอด และเกิดการติดเชื้อรุนแรงที่อวัยวะอื่น ๆ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของทารกได้

การป้องกันโรคหนองในแท้

โรคหนองในแท้สามารถป้องกันด้วยการปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อดังนี้

  • ใช้ถุงยางทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์  สมัครบาคาร่า ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคหนองในหรือคู่นอนที่มีความเสี่ยง แต่หากเลือกที่จะมีเพศสัมพันธ์ก็ควรป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์ทางด้านหน้า ทางทวารหนัก หรือการใช้ปากสำเร็จความใคร่ก็ตาม
  • ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ เพราะจะยิ่งเสี่ยงต่อการได้รับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีอาการผิดปกติ โดยเป็นอาการที่บ่งบอกถึงการป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ปวดแสบขณะปัสสาวะ เจ็บหรือมีผื่นขึ้นที่อวัยวะเพศ
  • พูดคุยสอบถามคู่ของตนเองเกี่ยวกับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงโรคหนองในแท้ก่อนเริ่มมีความสัมพันธ์ทางเพศ
  • รับการตรวจโรคหนองในแท้เป็นประจำ หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ที่มีอายุน้อยกว่า 25 ปี หรือหญิงอายุมากกว่านี้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น เปลี่ยนคู่นอนใหม่ มีคู่นอนหลายคน ใช้คู่นอนร่วมกับผู้อื่น หรือคู่นอนป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรเข้ารับการตรวจโรคหนองในแท้เป็นประจำทุกปี

ควรหยุดการมีเพศสัมพันธ์ แล้วรีบปรึกษาแพทย์ ถ้าแพทย์ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคหนองใน และหลังได้รับการรักษาแล้ว ควรพบแพทย์เมื่อไร ? หากมีอาการปัสสาวะแสบขัด หรือมีอาการปวด หรือผื่นขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำอีก ควรแจ้งให้คู่นอนมารับการรักษาด้วย และให้งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าอาการจะหายดีแล้ว
การรักษา : การรักษาโรคหนองใน คือ การใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งใช้ได้ผลดี แต่ในหลายพื้นที่อาจมีเชื้อดื้อยาได้ ดังนั้น หลังการรักษา ถ้ายังคงมีอาการ จึงควรต้องกลับมาปรึกษาแพทย์อีกครั้ง สำหรับในผู้หญิงที่มีอาการหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ ร่วมกับมีไข้สูง ปวดท้องน้อย ขัดเบา ตกขาว อาจเป็นปีกมดลูกอักเสบเฉียบพลัน ควรส่งโรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมงนอกจากนั้น จำเป็นต้องตรวจหาการติดเชื้อที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ที่อาจพบร่วมด้วยโดยเฉพาะ เชื้อ เอชไอวี (HIV) หรือ โรคเอดส์ 

การปฏิบัติ และ การป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

  1. งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหายทั้งผู้ป่วยและคู่นอน ถ้าจำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัย
  2. รับประทานยา หรือรับการรักษาจนครบตามแผนการรักษาของแพทย์
  3. ดูแลความสะอาดร่างกาย และความสะอาดของเสื้อผ้า ชุดชั้นใน ไม่ใส่ซ้ำ ไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น
  4. ดูแลความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ทุกครั้งหลังขับถ่ายโดยล้างจากด้านหน้าไปด้านหลัง แล้วซับให้แห้งด้วยผ้าหรือทิชชูที่สะอาด
  5. มารับการตรวจรักษาตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ
  6. ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ตกขาวมีกลิ่นเหม็น หรือมีหนองไหลจากอวัยวะสืบพันธุ์ ควรไปพบแพทย์ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง
  7. หากคู่นอนมีอาการน่าสงสัย ควรแนะนำ พามาพบแพทย์ และใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์
Tagged :

การรักษาโรคลมชัก การรักษาโรคลมชักนั้นจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและปัจจัยอื่น ๆ

การรักษาโรคลมชัก

การรักษาโรคลมชักนั้นจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย บางกรณีสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็มีหลายรายที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ทำได้เพียงยับยั้งไม่ให้เกิดอาการชักด้วยการรับประทานยาควบคุมอาการ การรักษาโรคลมชักมีดังนี้

การใช้ยา

ผู้ป่วยโรคลมชักส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จใน การรักษาโดยการใช้ยาต้านอาการชัก (Anti-epileptic Drugs: AEDs) ทว่ายาต้านอาการชักนั้นไม่สามารถรักษาโรคลมชักให้หายขาดได้ ทำได้เพียงควบคุมอาการชักเท่านั้น โดยกลไกหลักของยาต้านอาการชักนั้นก็คือ ตัวยาจะเข้าไปปรับเปลี่ยนปริมาณสารเคมีในสมองที่เกี่ยวข้องกับนำกระแสไฟฟ้าในสมอง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดอาการชัก

โดยการเลือกใช้ยาต้านอาการชักนั้นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น

  • ชนิดของอาการชักที่ผู้ป่วยเป็น
  • อายุของผู้ป่วย
  • การใช้ยาของผู้ป่วย เนื่องจากยาต้านอาการชักอาจส่งผลกับยาชนิดอื่น ๆ ที่ผู้ป่วยใช้อยู่ เช่น ยาคุมกำเนิด

นอกจากนี้ ในกรณีที่วางแผนมีบุตร แพทย์อาจต้องพิจารณาในเรื่องการใช้ยาต้านอาการชักด้วยเช่นกัน ยาต้านอาการชักที่มักถูกใช้ในการรักษาโรคลมชัก ได้แก่ ยาโซเดียม วาลโพรเอท (Sodium valproate), ยาคาร์บามาเซพีน (Carbamazepine) ยาลาโมทรีจีน (Lamotrigine) ยาลีวีไทราซีแทม (Levetiracetam) ออกคาร์บาซีปีน (Oxcarbazepine) โทพิราเมท (Topiramate)

แม้ว่าการใช้ยาต้านอาการชักจะช่วยควบคุมโรคได้ แต่ผลข้างเคียงบางอย่างจะขึ้นอยู่กับชนิดของยาต้านอาการชักที่ใช้ ในการรักษา แพทย์จะเริ่มจ่ายยาในปริมาณที่ต่ำสุดก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นไปจนกว่าปริมาณยาจะสามารถควบคุมอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทว่าการใช้ยาต้านอาการชักอาจมีผลข้างเคียงหลายอย่าง ได้แก่

การรักษาโรคลมชัก
การรักษาโรคลมชัก
  • อาการอ่อนเพลีย
  • เวียนศีรษะ
  • น้ำหนักขึ้น
  • มวลกระดูกลดลง
  • ผื่นขึ้น
  • เสียการทรงตัว
  • มีปัญหาเรื่องการพูด ความจำ และความคิด
  • มีอาการเหงือกบวม

นอกจากนี้ อาจมีผลข้างเคียงที่พบได้น้อย เช่น ภาวะซึมเศร้า รู้สึกอยากตาย ผื่นขึ้นอย่างรุนแรง เกิดการอักเสบที่อวัยวะ เช่น ตับ ได้อีกด้วย และหากได้รับยาในปริมาณที่สูงมากเกินไป อาจมีความรู้สึกคล้ายเมาสุรา เช่น ทรงตัวไม่อยู่ สมาธิลดลง และอาเจียนได้ หากมีผื่นขึ้นตามผิวหนังโดยไม่มีสาเหตุหลังจากใช้ยาต้านอาการชัก ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเป็นอาการแพ้ที่เกิดจากยาต้านอาการชัก

เพื่อให้การรักษาด้วยยาสัมฤทธิ์ผล ในระหว่างการรักษา ผู้ป่วยควรปฏิบัติตนดังนี้

  • รับประทานยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งหากมีการเปลี่ยนแปลงของยาที่ใช้ หรือต้องใช้ยาชนิดอื่น ไม่ว่าจะเป็นยาที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป หรือเป็นสมุนไพร
  • ห้ามหยุดยาด้วยตนเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
  • รายงานแพทย์ทันทีหากมีอาการซึมเศร้า หรือมีความคิดฆ่าตัวตาย รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และพฤติกรรมต่าง ๆ
  • ปรึกษาแพทย์หากผู้ป่วยมีอาการไมเกรนร่วมด้วย ซึ่งแพทย์อาจมีการพิจารณาให้ใช้ยาต้านอาการชักที่สามารถป้องกันโรคไมเกรนไปได้พร้อม ๆ กัน

แพทย์อาจแนะให้ใช้การรักษาอื่น ๆ อย่างเช่น การควบคุมอาหารแบบคีโตเจนิคไดเอต (Ketogenic Diet) ว่าหากการใช้ยาต้านอาการชักให้ผลที่ไม่เป็นที่พึงพอใจ เป็นการควบคุมอาหารโดยเน้นอาหารที่มีไขมันสูงและคาร์โบไฮเดรตกับโปรตีนต่ำ ซึ่งการรับประทานอาหารสูตรนี้มีความเชื่อว่าจะช่วยลดแนวโน้มการเกิดอาการชักได้ แต่แพทย์จะไม่แนะนำให้ใช้กับผู้ใหญ่ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยส่วนใหญ่แล้ว การควบคุมอาหารวิธีนี้จะใช้กับเด็กที่ควบคุมอาการชักได้ยาก และการใช้ยาไม่ได้ผล แต่ต้องได้รับการดูแลภายใต้โภชนากรและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

การผ่าตัดสมอง

ในกรณีที่การใช้ยาไม่สามารถควบคุมอาการชักได้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะแนะให้เข้ารับการผ่าตัดเพื่อนำเอาสมองส่วนที่เป็นสาเหตุของโรคลมชักออก โดยก่อนที่จะได้รับการผ่าตัด จะต้องมีการตรวจวินิจฉัยว่าโรคลมชักเกิดขึ้นจากจุดใด และต้องมีการทดสอบความจำและการทดสอบทางจิตวิทยาเพื่อให้ทราบว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มในการรับมือกับความเครียดจากการผ่าตัดอย่างไร และเพื่อให้รู้ว่าการผ่าตัดจะส่งผลกระทบกับผู้ป่วยอย่างไรบ้าง การรักษาด้วยวิธีนี้จะถูกแนะนำให้ผู้ป่วยก็ต่อเมื่อสาเหตุของโรคลมชักเกิดจากส่วนใดส่วนหนึ่งในสมองที่แน่ชัด หรือการผ่าตัดนำส่วนของสมองนั้นออกแล้วจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของสมองโดยรวม นอกจากการผ่าตัดเพื่อนำสมองส่วนที่เกิดปัญหาออกแล้ว ก็ยังมีวิธีการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคลมชักดังนี้

  • การกระตุ้นเส้นประสาทสมอง (Vagus Nerve Stimulation: VNS) เป็นการผ่าตัดฝังอุปกรณ์ไว้ใต้ผิวหนังบริเวณกระดูกไหปลาร้า โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะมีสายไฟติดกับเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ซึ่งอยู่บริเวณคอด้านซ้าย เพื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าไปยังเส้นประสาทดังกล่าว ช่วยให้ความถี่และความรุนแรงของอาการชักลดลงได้ โดยผู้ป่วยที่ฝังอุปกรณ์นี้ยังต้องใช้ยาต้านอาการชัก และอาจพบอาการข้างเคียงเช่น เสียงแหบ เจ็บคอ หรือไอขณะที่อุปกรณ์ทำงาน การรักษาด้วยวิธีนี้มักถูกใช้เมื่อรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ไม่ได้ผล
  • การกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation: DBS) เป็นการผ่าตัดฝังขั้วไฟฟ้าไว้ที่บริเวณสมองเพื่อลดการทำงานที่ผิดปกติของกระแสไฟฟ้าในสมองที่เกี่ยวข้องกับอาการชัก โดยขั้วไฟฟ้าจะถูกควบคุมการทำงานโดยอุปกรณ์ที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอกซึ่งจะถูกเปิดไว้ตลอดเวลา อุปกรณ์นี้สามารถลดความถี่ของอาการชักได้ แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน สมัครบาคาร่า เพราะอาจทำให้เกิดเลือดออกในสมอง เกิดภาวะซึมเศร้า หรือปัญหาเกี่ยวกับความจำ จึงทำให้การผ่าตัดด้วยวิธีนี้ไม่ได้ค่อยได้รับการแนะนำจากแพทย์มากนัก

ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำ ว่าการผ่าตัดนั้นก็มีความเสี่ยงไม่น้อย โดยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัด หรือโรคหลอดเลือดสมองหลังผ่าตัด อย่างไรก็ตาม พบว่ากว่า 70% ของผู้ป่วยโรคลมชักที่เข้ารับการผ่าตัดไม่มีอาการชักอีก ดังนั้นก่อนที่จะเข้ารับการผ่าตัด ผู้ป่วยต้องรับทราบประโยชน์และความเสี่ยงของการผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดนั้นผู้ป่วยจะฟื้นตัวในเวลาไม่กี่วัน และใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะกลับมาสุขภาพดีเต็มร้อยจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ภาวะแทรกซ้อนของโรคลมชัก

โรคลมชักหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจะก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อทั้งสุขภาพ และอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ อาทิ

  • เกิดภาวะสมองถูกทำลายอย่างถาวร อาทิ โรคหลอดเลือดสมอง
  • ความบกพร่องในการเรียนรู้ (Learning Disabilities) ในผู้ป่วยที่เป็นเด็ก
  • เกิดภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก (Aspiration Pneumonia) ในขณะที่เกิดอาการชัก
  • อาการบาดเจ็บของสมองที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากศีรษะถูกกระทบกระเทือนซ้ำขณะที่เกิดอาการชัก
  • อุบัติเหตุที่เกิดจากอาการชัก อาทิ หกล้ม ลื่นล้ม บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
  • จมน้ำ ผู้ป่วยโรคลมชักมีแนวโน้มจะจมน้ำขณะว่ายน้ำมากกว่าคนปกติถึง 15-19 เท่า เนื่องจากเกิดอาการชักขณะอยู่ในน้ำ

จะเป็นอันตรายต่อทั้งตัวผู้ป่วยและทารกในครรภ์ สำหรับสตรีที่ตั้งครรภ์ หากเป็นโรคลมชัก และยาต้านอาการชักก็ส่งผลกระทบต่อเด็กทารกได้เช่นกัน ดังนั้น หากผู้ป่วยเพศหญิงต้องการตั้งครรภ์ หรือวางแผนที่จะตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากได้รับการดูแลที่เหมาะสมก็จะสามารถตั้งครรภ์ได้โดยที่อาการชักไม่ส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์

เพราะผู้ป่วยโรคลมชักมีแนวโน้มอย่างมากที่จะเกิดปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ไม่เพียงเท่านั้น ภาวะแทรกซ้อนของโรคลมชักอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตด้วย และในรายที่อาการรุนแรงอาจถึงขั้นฆ่าตัวตาย ซึ่งปัญหาสุขภาพจิตนั้น เกิดจากปัญหาในการรับมือกับอาการชัก และผลข้างเคียงจากการใช้ยา

อาการชักแบบต่อเนื่องอาจทำให้มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิต ซึ่งเป็นในอัตราที่ต่ำ ทว่าก็มีบางงานวิจัยพบว่า การเสียชีวิตนั้นอาจเกิดปัญหาจากระบบหัวใจหรือระบบทางเดินหายใจ

การป้องกันโรคลมชัก

แม้ว่าจะยังไม่สามารถทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคลมชัก แต่ในบางกรณีก็สามารถป้องกันไม่ให้อาการชักกำเริบได้ด้วยวิธีเหล่านี้

  • รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและถูกต้อง ผู้ป่วยโรคลมชักไม่ควรเปลี่ยนปริมาณยาด้วยตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์หากรู้สึกว่าการรับประทานยาไม่สามารถควบคุมอาการชักได้
  • นอนหลับให้เพียงพอ การนอนหลับไม่เพียงพอสามารถกระตุ้นอาการชักได้ ดังนั้นจึงควรนอนหลับวันละ 6-8 ชั่วโมง
  • สวมป้ายข้อมือทางการแพทย์ การสวมใส่ป้ายข้อมือที่ระบุว่าเป็นโรคลมชัก สามารถช่วยให้คนรอบข้างช่วยผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงทีเมื่ออาการกำเริบ
  • ออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดอาการภาวะซึมเศร้าได้ แต่ก็ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และควรหยุดพักหากรู้สึกเหนื่อย

นอกจากนี้ โรคลมชักยังสามารถป้องกันได้ด้วยการลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรค โดยสามารถทำได้ดังนี้

ป้องกันการบาดเจ็บที่สมอง อาการบาดเจ็บที่สมองคือสาเหตุของโรคลมชักที่มักพบได้บ่อย ดังนั้นจึงควรป้องกันไม่ให้ศีรษะถูกกระทบกระเทือน ด้วยวิธีดังนี้

  • ขับขี่อย่างปลอดภัย ใช้อุปกรณ์ป้องกัน คาดเข็มขัดนิรภัย หมวกกันน็อก หากผู้โดยสารเป็นเด็กเล็กควรจัดให้นั่งบนที่นั่งเฉพาะสำหรับเด็กเพื่อความปลอดภัย
  • เดินอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการหกล้ม โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุที่มีโอกาสเสี่ยงที่จะพลัดตกหกล้มได้ง่าย ดังนั้นควรมีคนคอยดูแลอยู่เสมอ

ทั้งนี้ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะจนเกิดการบาดเจ็บที่สมอง ควรหมั่นดูแลรักษาตัวเองให้มากขึ้นกว่าปกติ เพื่ือหลีกเลี่ยงการเกิดโรคลมชักที่อาจเกิดขึ้นได้หากการดูแลรักษาไม่ดีพอ

ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของโรคลมชักในผู้สูงอายุ ดังนั้นการป้องกันโรคลมชัก รวมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด คือการดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ เท่านี้ก็จะช่วยลงความเสี่ยงลงได้

ล้างมือให้สะอาดและรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ โรคพยาธิตืดหมู (Cysticercosis) คือหนึ่งในสาเหตุของโรคลมชักที่สามารถพบได้ โดยโรคนี้มีสาเหตุมาจากพยาธิที่อยู่ในอาหารที่ปนเปื้อนและไม่ไม่ผ่านการปรุงสุก ดังนั้นการหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงสุก และหมั่นล้างมือให้สะอาดก่อนหยิบจับอาหารเข้าปากจะสามารถช่วยป้องกันโรคพยาธิตัวตืดหมูอันก่อให้เกิดโรคลมชักได้

ดูแลสุขภาพในขณะตั้งครรภ์ ปัญหาสุขภาพในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์และในช่วงการทำคลอดเป็นสาเหตุที่ทำให้ทารกที่เกิดมาเป็นโรคลมชักได้ ดังนั้นมารดาจึงควรดูแลสุขภาพและพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามดูแลสุขภาพทั้งแม่และเด็ก จะช่วยให้ความเสี่ยงโรคลมชักของทารกลดลง

การปฏิบัติตนเมื่อพบผู้ป่วยเกิดอาการชัก

ไม่เพียงแต่ตัวผู้ป่วยเท่านั้นที่จะต้องรับมือกับผู้ป่วยที่มีอาการชัก ผู้คนรอบข้างที่ทำงานหรืออาศัยร่วมกับผู้ป่วยโรคลมชักควรต้องรู้วิธีการรับมือกับอาการชักของผู้ป่วยที่ถูกต้องด้วยเช่นกัน วิธีการปฏิบัติตนของคนรอบข้างเมื่อพบผู้ป่วยเกิดอาการชักมีดังนี้

  • ค่อย ๆ พลิกตัวผู้ป่วยไปด้านใดด้านหนึ่ง
  • หาวัสดุนิ่ม ๆ เช่นหมอน หรือผ้าหนา ๆ รองไว้ใต้ศีรษะผู้ป่วย
  • ปลดเครื่องประดับที่คอ หรือปลดกระดุมเสื้อที่บริเวณคอผู้ป่วยออกเพื่อให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกยิ่งขึ้น
  • ห้ามนำนิ้วมือหรือสิ่งของเข้าไปในปาก เพราะอาจตกลงไปในคอจนทำให้หายใจไม่ออก อีกทั้งความเชื่อที่ว่าคนที่เกิดอาการชักจะกัดลิ้นตัวเองนั้นไม่เป็นความจริง
  • อย่าพยายามมัดตัวเพื่อหยุดอาการชักของผู้ป่วย
  • หากผู้ป่วยที่มีอาการชักกำเริบมีการเคลื่อนไหวร่างกาย ควรนำสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายไปให้ห่างตัว เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจคาดไม่ถึง
  • อยู่กับผู้ป่วยจนกว่าบุคลากรทางการแพทย์จะเดินทางมาถึง
  • สังเกตอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะสามารถแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับอาการชักเมื่อการช่วยเหลือมาถึงได้อย่างถูกต้อง
  • จับเวลาที่เกิดอาการชัก
  • ตั้งสติให้มั่นขณะที่อยู่กับผู้ป่วย ไม่ควรวิตกกังวล หรือตื่นตระหนกจนเกินไป
Tagged :

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus: DM) ที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ การขาดฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin)

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus: DM) เป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) หรือการดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้กระบวนการดูดซึมน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานของเซลล์ในร่างกายมีความผิดปกติหรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จนเกิดน้ำตาลสะสมในเลือดปริมาณมาก หากปล่อยให้ร่างกายอยู่ในสภาวะนี้เป็นเวลานานจะทำให้อวัยวะต่าง ๆ เสื่อม เกิดโรคและอาการแทรกซ้อนขึ้น

จากข้อมูลของสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation: IDF) พบผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลกราว 425 ล้านคนในปี 2560 และคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากถึง 629 ล้านคนในปี 2588 สำหรับสถานการณ์โรคเบาหวานในประเทศไทยพบว่า คนไทยช่วงอายุ 20-79 ปี เป็นโรคเบาหวานร้อยละ 8.3 หรือหมายความว่าใน 100 คน จะพบคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานประมาณ 8 คน และจำนวนมากกว่าครึ่งไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน สถิติการพบผู้ป่วยด้วยโรคนี้ยังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ต้องมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องถึงภัยร้ายของโรค เพราะเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด มีโอกาสเสี่ยงต่อ โรคแทรกซ้อนลุกลามใหญ่โต จนต้องสูญเสียอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ทางสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ และองค์การอนามัยโลก (WHO) จึงได้กำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันเบาหวานโลก เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของโรคนี้

ในปัจจุบัน ประเทศไทยยึดหลักเกณฑ์ตามสมาคมเบาหวานแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาในการจำแนกผู้ป่วยโรคเบาหวานด้วยการตรวจปริมาณน้ำตาลในเลือด หากผลการตรวจหลังงดอาหารและเครื่องดื่มมีน้ำตาลอยู่กระแสเลือดไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แสดงว่าระดับน้ำตาลในเลือดปกติ ทั้งนี้ระดับน้ำตาลในเลือดยังบ่งบอกถึงภาวะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานได้ด้วย (Prediabetes) ซึ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะเป็นเบาหวานสามารถพัฒนาการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 (เบาหวานที่เกิดจากการที่ตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อการใช้) โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดในสมองในอนาคตได้ง่ายขึ้น

อาการของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน ในระยะแรกจะไม่แสดง อาการผิดปกติ บางรายอาจตรวจพบโรคเบาหวานเมื่อพบภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว อาการของโรคเบาหวานแต่ละชนิดอาจมีความคล้ายกัน ซึ่งอาการที่พบส่วนใหญ่ คือ กระหายน้ำมาก ปากแห้ง ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลดหรือเพิ่มผิดปกติ สายตาพร่ามัว เห็นภาพไม่ชัด รู้สึกเหนื่อยง่าย  มีอาการชาโดยเฉพาะมือและขา บาดแผลหายยาก เป็นต้น ทั้งนี้ อาการของโรคเบาหวานประเภทที่ 1 จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่โรคเบาหวานประเภทที่ 2 จะแสดงอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์มักเกิดขึ้นในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 24-28 สัปดาห์

สาเหตุของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน มีหลายประเภท สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ เบาหวานประเภทที่ 1 (Type 1 Diabetes) เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ เบาหวานประเภทที่ 2 (Type 2 Diabetes) เกิดจากการที่ตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อการใช้ หรือเกิดภาวะการดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) และเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) ซึ่งเป็นโรคเบาหวานที่พัฒนาขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์จากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน โดยที่ผู้ป่วยไม่เคยเป็นโรคเบาหวานมาก่อน

นอกจากโรคเบาหวาน ทั้ง 3 ประเภทแล้วยังมี โรคเบาหวาน ที่พบได้ไม่บ่อยอย่าง โรคเบาหวานที่เกิดจากกรรมพันธุ์หรือแบบโมโนเจนิก (Monogenic Diabetes) อีกทั้งยังมีโรคเบาหวานจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น การใช้ยา หรือเกิดจากโรคชนิดอื่นอย่างโรคซิสติก ไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis) ด้วย

การวินิจฉัยโรคเบาหวาน

แพทย์จะสอบถามอาการผู้ป่วย ประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วยและของบุคคลในครอบครัว และการตรวจร่างกาย และที่สำคัญต้องอาศัยการตรวจเลือด เพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือดเป็นหลัก โดยมีวิธีการวิเคราะห์ระดับน้ำตาลในเลือดหลายวิธี ได้แก่

  • การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเวลาใดก็ได้ (Random/Casual Plasma Glucose Test)
  • การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (Fasting Plasma Glucose: FPG)
  •  (Hemoglobin A1c: HbA1c) การตรวจน้ำตาลเฉลี่ยสะสม หรือ ฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี
  • การทดสอบการตอบสนองของฮอร์โมนอินซูลินต่อระดับน้ำตาลในเลือด (Oral Glucose Tolerance Test: OGTT)

หากผู้ป่วยไม่มีอาการของโรคเบาหวานชัดเจน คือ หิวน้ำมาก ปัสสาวะบ่อยและมาก น้ำหนักตัวลดลง โดยที่ไม่มีสาเหตุ การตรวจด้วยวิธีทั้งหมดข้างต้นจำเป็นต้องมีการตรวจซ้ำอย่างน้อย 1 ครั้งด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งอีกครั้งหนึ่งเพื่อยืนยันผลการวินิจฉัย

โรคเบาหวาน อาการ สาเหตุ การรักษา
โรคเบาหวาน อาการ สาเหตุ การรักษา

การรักษาโรคเบาหวาน

จำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนอินซูลินเข้าไปทดแทนในร่างกายด้วยการฉีดยาเป็นหลัก การรักษาผู้ป่วยเบาหวาน ในประเภทที่ 1 ควบคู่ไปกับการคุมอาหารและออกกำลังกายที่เหมาะสม ในขณะที่โรคเบาหวานประเภทที่ 2 หากเป็นในระยะแรก ๆ สามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลัง และควบคุมน้ำหนัก หากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจให้ยาควบคู่ไปด้วยหรือฉีดอินซูลินเข้าไปทดแทนเช่นเดียวกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1

สำหรับผู้เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ควรเข้าฝากครรภ์กับแพทย์ตั้งแต่ในระยะแรก พร้อมทั้งควบคุมอาหารที่รับประทานและออกกำลังกายตามคำแนะนำของแพทย์

นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดแผลเบาหวาน ขึ้นที่เท้า แพทย์อาจให้ผู้ป่วยใส่อุปกรณ์ป้องกันแผล เช่น รองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เฝือก หรือผ้าพันแผล เป็นต้น หากแผลเริ่มมีลักษณะรุนแรงขึ้น แพทย์อาจวางแผนการรักษาตามเหมาะสมขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของแผลเบาหวานที่เป็น ทั้งนี้ หากรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นแพทย์อาจต้องตัดอวัยวะทิ้งเพื่อป้องกันอาการลุกลาม

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน

มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าปกติ หากไม่มีการควบคุมในเรื่องของการรับประทานอาหารและดูแลรักษาสุขภาพ โรคเบาหวานเป็นโรคที่ส่งผลให้ผู้ป่วย อย่างถูกวิธี ปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเป็นเวลานาน จะส่งผลต่อเส้นเลือดที่นำสารอาหารไปเลี้ยงอวัยวะในร่างกายจนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ทั้งโรคแทรกซ้อนชนิดที่เกิดกับเส้นเลือดขนาดเล็ก เช่น เบาหวานขึ้นตา โรคไต เป็นต้น หรือโรคแทรกซ้อนชนิดที่เกิดกับเส้นเลือดขนาดใหญ่ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน เป็นต้น รวมไปถึงโรคแทรกซ้อนที่ระบบประสาทและที่สามารถทำให้ผู้ป่วยต้องสูญเสียอวัยะบางส่วน นอกจากนี้สตรีมีครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ การแท้งบุตรได้

การป้องกันโรคเบาหวาน

สิ่งสำคัญของ การป้องกันโรคเบาหวานทุกชนิด คือ ต้องคอยหมั่นระวังระดับน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอลให้อยู่เกณฑ์ปกติ เน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน มีกากใยสูง หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หากเป็นสตรีมีครรภ์ควรเข้ารับการฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ และได้รับการตรวจคัดกรองเบาหวานหากมีความเสี่ยง เพื่อสามารถตรวจพบโรคเบาหวานได้ในระหว่างการตั้งครรภ์

สัญญาณบ่งบอกของโรคเบาหวานประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 มักพบได้จากอาการเหล่านี้

  • ปัสสาวะบ่อยและมีปริมาณมาก – เมื่อฮอร์โมนอินซูลินที่ตับอ่อนผลิตได้ไม่เพียงพอหรือไม่สามารถผลิตได้ ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นกว่าเกณฑ์ปกติ และไตไม่สามารถกรองน้ำตาลส่วนเกินกลับเข้าสู่เลือด จึงปล่อยออกมาพร้อมน้ำกลายเป็นปัสสาวะ ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานปัสสาวะบ่อยและมีปริมาณมาก
  • กระหายน้ำ – เนื่องจากการสูญเสียน้ำจากการปัสสาวะบ่อยครั้ง ร่างกายจึงจำเป็นต้องชดเชยน้ำที่เสียไป ทำให้มีความกระหายน้ำ  สมัครบาคาร่า  อยากดื่มน้ำมากกว่าปกติ
  • หิวบ่อย – เมื่อฮอร์โมนอินซูลินในเลือดทำงานไม่ปกติหรือร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้เซลล์ไม่ได้รับพลังงาน ร่างกายจึงพยายามหาแหล่งอาหารมากขึ้นด้วยการส่งสัญญาณออกมาด้วยอาการหิว
  • น้ำหนักลดลงผิดปกติ – เนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลินหรือมีไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์ไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงาน เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ได้ รวมทั้งยังไปสลายเอาโปรตีนและไขมันมาใช้แทน
  • เหนื่อยง่าย – เมื่อน้ำตาลไม่สามารถเข้าสู่เซลล์เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานได้ ผู้ป่วยจึงเหนื่อยง่าย รู้สึกอ่อนเพลีย
  • ทำให้เกิดการคั่งของน้ำตาลในเลนส์ตาจนจอตาเกิดอาการผิดปกติ สายตาพร่ามัว เห็นภาพไม่ชัด – เนื่องจาก ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หรือมีระดับน้ำตาลสูงมาเป็นเวลานานจนเกิดความผิดปกติของจอตา ในบางรายที่อาการรุนแรง อาจมีปัญหาสายตาระยะยาวถึงขั้น
  • ในขณะที่อาการของ โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) มักเกิดขึ้นในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 24-28 สัปดาห์ ผู้ป่วยเบาหวานที่ตั้งครรภ์จะมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนบางชนิดที่มีฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมนอินซูลินที่มีหน้าที่ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผู่ป่วยอาจรู้สึกกระหายน้ำมากและปัสสาวะบ่อย แต่อาการของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์พบได้น้อย และการวินิจฉัยจากการสังเกตจากอาการอาจทำได้ยาก เพราะมีความคล้ายคลึงกับอาการของการตั้งครรภ์ปกติ

    อาการของโรคเบาหวานเรื้อรังที่เป็นมานานอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น หงุดหงิด บาดแผลหายช้าหรือหายยาก มีการติดเชื้อทางผิวหนัง เพราะน้ำตาลในเลือดที่มากเกินไป ทำให้ความสามารถในการซ่อมแซมแผลเป็นไปได้ช้า มีอาการผิดปกติในช่องปาก เช่น เหงือกบวมแดง มีเลือดหรือหนองออก เหงือกร่น เหงือกมีอาการติดเชื้อหรือเป็นโรค เนื่องจากการควบคุมระดับน้ำตาลที่ไม่ดี มีอาการชา โดยเฉพาะมือและเท้า คล้ายเข็มทิ่ม เนื่องจากเส้นประสาทได้รับความเสียหายจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เป็นต้น

Tagged :

วิดพื้น ท่าออกกำลังกายง่าย ๆ ได้ประโยชน์เยอะ

วิดพื้น (Push Up) เป็นท่าออกกำลังกายพื้นฐาน ที่ใช้กล้ามเนื้อแทบทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อลำตัวส่วนบน อย่างกล้ามเนื้อแขน หน้าอก หัวไหล่ และหลังส่วนบน ท่าวิดพื้นเป็นท่าที่ง่าย สามารถฝึกได้ไว แต่เพื่อความปลอดภัย ควรศึกษาวิธีการทำอย่างถูกต้อง

การวิดพื้น หรือดันพื้นเป็นบอดี้เวท (ฺBody Weight) การพัฒนาการกล้ามเนื้อด้วยการใช้น้ำหนักตัวรูปแบบหนึ่ง ท่าส่วนใหญ่จึงไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ แต่บางท่าอาจปรับเปลี่ยนของใช้ภายในบ้านมาใช้แทนได้ อย่างโต๊ะหรือเก้าอี้ ด้วยเหตุนี้ ท่าดันพื้นจึงเป็นท่าออกกำลังกายที่ฝึกเองได้และไม่เสียค่าใช้จ่าย

คุณกำลัง วิดพื้น อยู่ใช่ไหม
คุณกำลัง วิดพื้น อยู่ใช่ไหม

ประโยชน์ของการวิดพื้น

การวิดพื้นเป็นการยกน้ำหนักตัวให้ลอยขึ้นด้วย การใช้มือกับแขนเป็นหลัก แต่จริง ๆ แล้ว ในการดันร่างกายที่เต็มไปด้วยน้ำหนักตัวให้ลอยขึ้นจากพื้นได้จำเป็นต้องใช้พละกำลังจากกล้ามเนื้อลำตัวส่วนบน ไม่ว่าจะเป็นหน้าอก หลังส่วนบน หัวไหล่ ส่งมายังแขนและข้อมือ นอกจากนี้ ยังต้องใช้กล้ามเนื้อลำตัว หลังส่วนล่าง และขา เพื่อช่วยในการพยุงร่างกายให้เคลื่อนไหวตามการขึ้นลงของลำตัว

ดังนั้น กล้ามเนื้อเหล่านี้จะเกิดการพัฒนาและแข็งแรงขึ้นเมื่อทำเป็นประจำ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อลำตัวส่วนบนที่รับน้ำหนักมากที่สุด ไม่เพียงเท่านี้ นอกจากความแข็งแรงแล้ว การวิดพื้นยังอาจช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวดูกระชับมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าการออกกำลังกายอย่างการดันพื้นจะเน้นการพัฒนาและเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อเป็นหลัก แต่ก็ยังช่วยดึงพลังงานมาใช้อยู่ไม่น้อย หากทำร่วมกับการทำคาร์ดิโอ อย่างการเดินเร็ว วิ่ง หรือปั่นจักรยาน ก็อาจช่วยเผาผลาญไขมันและพลังงานส่วนเกินได้ เมื่อทำติดต่อกันก็อาจช่วยลดน้ำหนักและทำให้หุ่นดูเฟิร์มขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ การศึกษาจำนวนหนึ่งพบว่าการออกกำลังกาย ที่เน้น การพัฒนากล้ามเนื้อ อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ ซึ่งการดันพื้นก็นับว่าเป็นการพัฒนากล้ามเนื้อเช่นกัน จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจลงได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าร่วมการศึกษาอาจมีพฤติกรรมการออกกำลังกาย การทำกิจกรรม หรือการทำงานที่ต้องใช้กล้ามเนื้ออยู่เป็นประจำอยู่แล้วจึงอาจทำให้ได้ผลการศึกษาดังกล่าว

วิธีวิดพื้นที่ถูกต้อง ทำอย่างไร ?

แม้ว่าจากมุมมองของคนภายนอก ท่านี้อาจดูง่าย เพียงแค่ดันตัวให้ลอยจากพื้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำท่าวิดพื้นอย่างถูกต้องนั้นมีรายละเอียดบางอย่างที่อาจต้องฝึกจนคุ้นชิน สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นหัดวิดพื้นก็อาจมีกล้ามเนื้อที่ยังไม่แข็งแรงพอจะทำท่าวิดพื้นแบบมาตรฐานได้ จึงอาจลองท่าสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นในช่วงแรกดูก่อน

โดยมีตัวอย่างท่าวิดพื้นที่นำมาฝากกัน ดังนี้

วิดพื้นบนผนัง (Wall Pushups)

เป็นท่าสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นวิดพื้น โดยท่านี้จะช่วยลดน้ำหนักและแรงกดจากน้ำหนักตัวทั้งหมด แต่จะมาเน้นน้ำหนักจากลำตัวส่วนบนแทน

  • เริ่มต้นจากยืนโน้มตัวและวางมือลงบนกำแพง โดยให้ความกว้างและความสูงอยู่ในระดับหัวไหล่ แขม่วและเกร็งหน้าท้องเล็กน้อย
  • จากนั้นงอข้อศอกไปด้านข้างเล็กน้อยเพื่อลดระดับตัวเข้าหากำแพง ระหว่างนี้ให้หายใจเข้า
  • เมื่อลดระดับตัวลงจนเกือบชิดกำแพงแล้ว ให้ออกแรงดันจากลำตัวด้านบนผ่านทางท่อนแขนและฝ่ามือ จนกระทั่งกลับมาในท่าเริ่มต้นพร้อมหายใจออก และทำซ้ำจนครบ 10 ครั้ง

คุกเข่าวิดพื้น (Kneeling Pushups)

เป็นท่าสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มวิดพื้นเช่นกัน โดยท่านี้ไม่ต่างจากการวิดพื้นปกติ เพียงแต่ไม่ยกเข่าขึ้นระหว่างการวิดพื้น

  • เริ่มต้นจากการชันเข่าบนพื้น วางเท้าชิด โน้มตัวไปด้านหน้าพร้อมวางฝ่ามือบนพื้นความกว้างเท่าหัวไหล่ หลังขนานกับพื้น แขม่วและเกร็งหน้าท้องเล็กน้อย
  • จากนั้นงอศอกไปด้านข้างเล็กน้อยเพื่อลดระดับลำตัวลง โดยรักษาแนวสันหลังให้ตรงอยู่ตลอด ระหว่างทำการวิดพื้นให้หายใจเข้า
  • เมื่อลดระดับตัวลงจนสุดแล้ว ให้ใช้แรงจากลำตัวส่วนบนดันตัวขึ้นพร้อมหายใจออก และทำซ้ำจนครบ 10 ครั้ง

ท่าวิดพื้นมาตรฐาน (Pushups)

หากลองฝึกท่าข้างต้นจนคุ้นชินแล้ว ลองค่อย ๆ เปลี่ยนมาเป็นท่าวิดพื้นแบบมาตรฐานกันได้

  • เริ่มต้นจากชันเข่าบนพื้นเรียบ วางเท้าให้ชิดติดกัน จากนั้นโน้มตัวไปด้านหน้าพร้อมใช้ฝ่ามือวางบนพื้น โดยความกว้างจะเท่าหัวไหล่และตรงกับฝ่ามือ นิ้วมือชี้ไปด้านหน้า หลังตรงขนานกับพื้น แขม่วและเกร็งหน้าท้องเล็กน้อย
  • ลดตัวลงจนหน้าอกและคางติดหรือห่างจากพื้นเล็กน้อย โดยยังรักษาตำแหน่งการวางมือ หัวไหล่ เท้า หลัง และหน้าท้องไว้อย่างเดิม มีเพียงข้อศอกที่แยกออกเล็กน้อยตามสรีระร่างกาย ระหว่างทำท่านี้ให้หายใจเข้า
  • ใช้แรงจากกล้ามเนื้อลำตัวส่วนบนดันตัวเองขึ้นจนสุดแขนพร้อมหายใจออก หากทำได้ถูกต้องข้อศอกและหลังจะเหยียดตรง โดยหลังส่วนบน ส่วนล่าง ก้น และขาจะต้องเป็นแนวเดียวกัน
  • ลำตัว หลัง ขา จากนั้นทำซ้ำจนครบ 10 ครั้ง ค่อย ๆ ลดระดับตัวลง โดยให้รักษาระดับ และสามารถเพิ่มจำนวนครั้งมากขึ้นได้เมื่อกล้ามเนื้อเริ่มพัฒนา

เมื่อกล้ามเนื้อเริ่มพัฒนา ควรลองวิดพื้นท่าพื้นฐานสลับการวิดพื้นรูปแบบอื่น ๆ เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อลำตัวส่วนบนทุก ๆ ส่วน เช่น

  • Narrow Pushups จะเป็นการวางมือให้แคบกว่าการวิดพื้นปกติ
  • Wild arm Pushups เป็นการวิดพื้นที่วางมือกว้างกว่าหัวไหล่
  • Incline Pushups เป็นการวิดพื้นที่วางมือบนอุปกรณ์ที่มีความสูงเหนือพื้น
  • Decline Pushups เป็นการวิดพื้นด้วยการวางเท้าไว้บนอุปกรณ์ที่มีความสูงเหนือพื้น

นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคที่อาจช่วยให้การดันพื้นเป็นไปได้ราบรื่นขึ้น อย่างการใช้เสื่อโยคะหรือผ้าเช็ดรองเข่าในท่าเริ่มหรือระหว่างพักเพื่อลดอาการเจ็บเข่า สมัครบาคาร่า รวมทั้งควรก้มหน้าในระหว่างดันตัวขึ้นและลงเพื่อลดการเกร็งคอที่ทำให้เกิดการปวดเมื่อย

ข้อจำกัดของการวิดพื้น

เฉพาะในผู้ที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย การวิดพื้นอาจทำให้เกิดอาการตึงหรือปวดกล้ามเนื้อได้  ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ทั่วไป มักไม่เป็นอันตรายและหายเองได้ แต่การวิดพื้นด้วยท่าที่ไม่ถูกต้องหรือวิดพื้นหนักมากเกินไปอาจทำให้กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเส้นประสาทบาดเจ็บหรือเสียหายได้ โดยเฉพาะบริเวณข้อมือที่เป็นจุดรวมของน้ำหนักตัวเมื่อออกกำลังกายด้วยท่านี้

ผู้ที่เล่นเวทเทรนนิ่ง (Weight Training) สำหรับผู้ที่วิดพื้นมาเป็นเวลานาน หรือการพัฒนากล้ามเนื้อโดยใช้อุปกรณ์ การวิดพื้นอาจไม่ตอบโจทย์ในด้านการเพิ่มหรือพัฒนาการกล้ามเนื้อมากนัก เนื่องจากกล้ามเนื้ออาจคุ้นชินกับน้ำหนักตัวของผู้ออกหรือน้ำหนักจากอุปกรณ์ที่มากกว่าน้ำหนักตัว หากต้องการพัฒนากล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นอีก ควรเปลี่ยนไปยกน้ำหนักที่สามารถเพิ่มน้ำหนักของอุปกรณ์ได้ อย่างไรก็ตาม แม้การวิดพื้นอาจไม่ตอบโจทย์การสร้างกล้ามเนื้อในคนกลุ่มดังกล่าว แต่ก็อาจช่วยในการรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้

การพัฒนากล้ามเนื้อด้วยท่าดันพื้นควรเน้นไป สุดท้ายนี้ ความถูกต้องของท่ามากกว่าจำนวนครั้งหรือความเร็วในการทำ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและช่วยให้กล้ามเนื้อพัฒนาได้อย่างสมบูรณ์ หากต้องการลดน้ำหนักและเพิ่มกล้ามเนื้อ ก็ควรเพิ่มการรับประทานอาหารประเภทโปรตีน ลดไขมัน รับประทานคาร์โบไฮเดรตอย่างพอเหมาะ รับประทานผักผลไม้เป็นประจำ และอย่าลืมที่จะทำคาร์ดิโอเพื่อกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานส่วนเกินร่วมด้วย

Tagged :

เริม (Herpes) คืออาการติดเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus)

โดย เชื้อไวรัสเริม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด  อาการติดเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus) เริม (Herpes) ได้แก่

    • ชนิดที่ 1 ( เชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ Herpes Simplex Virus type 1: HSV-1)
    • ชนิดที่ 2  เชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus type 2: HSV-2)

(Gential Herpes) โดยเชื้อไวรัสทั้ง 2 ชนิดนี้จะก่อให้เกิดอาการ เริมที่ปาก (Herpes Simplex) และเริมที่อวัยวะเพศ (Gential Herpes) และสามารถติดต่อกันระหว่างคนสู่คนได้โดยผ่านทางการสัมผัสอย่างใกล้ชิด ทางน้ำลาย น้ำเหลือง หรือผ่านทางเพศสัมพันธ์ได้

เริมเป็นโรคผิวหนังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสเหล่านี้จะยังคงอยู่ในร่างกายแม้อาการจะสงบลงแล้ว และกลับมาแสดงอาการอีกหากร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ

โรคเริม (Herpes Simplex)
โรคเริม (Herpes Simplex)

อาการของเริม

โดยรวมแล้วอาการของเริมที่ปาก และเริมที่อวัยวะเพศนั้นค่อนข้างคล้ายกัน โดยจะมีตุ่มน้ำใสบริเวณที่ติดเชื้อ ได้แก่ ปาก อวัยวะเพศ ทวารหนัก บั้นท้าย หรือต้นขา มีอาการเจ็บปวด แสบที่บริเวณแผล หากเป็นการติดเชื้อครั้งแรกจะมีอาการค่อนข้างรุนแรงและหายช้า แต่ถ้าหากเป็นการติดเชื้อซ้ำ อาการจะไม่รุนแรงและหายได้เร็วกว่า

สาเหตุของเริม

เริมมีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus: HSV) เชื้อไวรัสดังกล่าวแบ่งออกเป็น อีก 2 ชนิดย่อย ๆ คือ HSV-1 และ HSV-2 ซึ่งสามารถติดต่อกันได้จากคนสู่คนผ่านการสัมผัสเชื้อโดยตรง ผ่านทางการสัมผัสกับแผล และการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ หรือทางเพศสัมพันธ์และกิจกรรมทางเพศที่ไม่มีการป้องกัน รวมถึงการใช้ของเล่นทางเพศร่วมกันก็สามารถทำให้ติดเชื้อได้อีกด้วย

การวินิจฉัยเริม

ถ้าหากแพทย์ไม่แน่ใจว่าใช่อาการของเริมหรือไม่แพทย์ โรคเริมสามารถวินิจฉัยด้วยการตรวจโดยแพทย์ ก็อาจจะมีการสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่ม เช่น การตรวจเลือด การเพาะเชื้อ เนื่องจากอาการของเริมนั้นค่อนข้างคล้ายกับโรคอื่น ๆ อาทิ โรคงูสวัด แผลร้อนใน การติดเชื้อแบคทีเรีย

การรักษาเริม

ปัจจุบันโรคเริมยังคงเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายสนิทได้ ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้วการรักษาโรคเริมจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

  • การบรรเทาอาการเจ็บปวด โดยแพทย์อาจสั่งยาบรรเทาอาการปวด ซึ่งแผลจากโรคเริมจะสามารถหายเองได้ภายในเวลา 2-6 สัปดาห์
  • การควบคุมการแพร่กระจายของไวรัส โดยปกติแล้วเมื่อมีอาการของโรคเริม แพทย์มักจะสั่งใช้ยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) หรือยาวาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir) เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส และช่วยลดความรุนแรงของอาการ โดยยาเหล่านี้จะอยู่ในรูปของยาชนิดรับประทาน นอกจากนี้ ยาที่มีส่วนประกอบของอะไซโคลเวียร์ที่อยู่ในรูปแบบครีมสำหรับทา ก็ยังนิยมนำมาใช้เพื่อบรรเทาอาการของเริมในขณะที่เป็นได้ด้วย

ภาวะแทรกซ้อนของเริม

ไม่ว่าจะเป็นเริมที่ปากหรือเริมที่อวัยวะเพศ ก็สามารถส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง โดยการติดเชื้ออาจลุกลามไปที่อวัยวะอื่น ๆ เช่นการติดเชื้อที่บริเวณดวงตาทำให้สูญเสียการมองเห็นหรือตาบอด หรือในกรณีที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก ก็อาจเกิดติดเชื้อที่สมองจนทำให้เกิดสมองอักเสบได้

ไม่เพียงเท่านั้น ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นสตรีมีครรภ์ที่ติดเชื้อเริมที่อวัยวะเพศ และมีอาการแสดงในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด เด็กทารกในครรภ์มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กได้ทั้ง 2 ชนิดในขณะคลอดซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และอาจร้ายแรงจนทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นสตรีมีครรภ์ที่เคยมีการติดเชื้อของเริมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

การป้องกันเริม

วิธีการป้องกันเริมที่ดีที่สุด ก็คือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงใน การติดเชื้อทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ของใช้ร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ หรือการสัมผัสกับเชื้อโดยตรงอย่างการหอมแก้ม และการจูบ นอกจากนี้การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยด้วยการใช้ถุงยางอนามัยก็สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ได้

สำหรับผู้ป่วยที่เคยมีการติดเชื้อมาก่อนแล้ว ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเนื่องจากเชื้อไวรัสจะโจมตีร่างกายเมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ถ้าหากมีสุขภาพที่แข็งแรงก็จะช่วยให้การติดเชื้อลดลงได้

รอยโรคของ เริม

ภายในตุ่มใสจะมีน้ำอยู่ข้างใน และจะขึ้นเป็นกลุ่มบนผิวหนังในบริเวณที่ติดเชื้อ อาการเด่นชัดที่สุดของเริมคือเป็นตุ่มใสเล็ก พอง มีความเจ็บปวด และแสบบริเวณแผล เมื่อ 1-2 วันผ่านไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณปาก อวัยวะเพศ ทวารหนัก บั้นท้าย หรือต้นขา อาการจะเป็นอยู่ในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์

โดยก่อนเกิดอาการตุ่มใส ผู้ป่วยมักจะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือในบางรายอาจมีอาการคล้ายหวัดแต่เป็นอาการเพียงเล็กน้อย ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกต

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อครั้งแรกจะค่อนข้างอาการหนักและรุนแรง ทำให้ต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่าผู้ป่วยที่เคยเป็น และมีเชื้ออยู่แล้ว ซึ่งจะมีอาการที่เบาและรักษาได้เร็วกว่า

เริม อีสุกอีใส และงูสวัด แค่ดูคล้ายแต่ไม่เหมือน

เนื่องจากอาการหลักของเริมคือเป็นตุ่มใสเล็ก พอง ซึ่งก็มีอาการคล้ายโรคอื่นๆ ทำให้หลายครั้งผู้ป่วยและคนทั่วไปอาจสับสนในอาการของโรค ซึ่งได้แก่โรคอีสุกอีใส และโรคงูสวัด

ก่อนจะเป็นตุ่มจะมีอาการอ่อนเพลียคล้ายอาการหวัด ในโรคอีสุกอีใส จะมีอาการแรกเริ่มเหมือนกัน คือ  หลังจากนั้นโรคอีสุกอีใสจะเป็นผื่นราบสีแดง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำเช่นเดียวกับเริม แต่ข้อแตกต่างคือตุ่มของโรคอีสุกอีใสจะมีฐานสีแดงอยู่โดยรอบด้วย และจะมีอาการคัน ในขณะที่เริมจะเป็นตุ่มใสไม่มีฐาน และไม่มีอาการคัน แต่จะเป็นอาการเจ็บปวด และแสบบริเวณแผล

ทำให้อาการโดยทั่วไปมีความใกล้เคียงกัน โรคงูสวัดมีการติดเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใสและอาการที่เด่นชัดของงูสวัดคือจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อน บางรายอาจปวดเหมือนไฟช็อต ในขณะที่บางรายแค่สัมผัสเบาๆ หรือสัมผัสผ่านเนื้อผ้าก็มีอาการปวดแล้ว ซึ่งจะบริเวณที่เป็นของโรคงูสวัดคือผิวหนังตามเส้นประสาท ในขณะที่โรคเริมส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณปากหรืออวัยวะเพศ

แต่แท้จริงแล้วผู้ป่วยไม่ควรวินิจฉัยโรคเอง หากมีข้อสงสัยหรือความกังวลเกี่ยวกับโรคใดๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาอาการและรักษา เพราะการคิดและวินิจฉัยเองอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดและอาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่เสี่ยงต่อชีวิตได้ การได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และทันเวลาจะสามารถช่วยให้อาการทุเลาและไม่รุนแรงได้

การติดต่อของเริม

เริมสามารถติดต่อกันได้โดยการสัมผัสเชื้อโดยตรงจากบริเวณบาดแผล จากน้ำในตุ่มพอง และน้ำลาย การมีเพศสัมพันธ์หรือกิจกรรมทางเพศ รวมถึงการใช้ของเล่นทางเพศร่วมกัน นอกจากนั้นการใช้ของอื่นๆ เช่น แก้วน้ำ ผ้าขนหนู ช้อนส้อม ร่วมกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเริม ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน

ลูกก็สามารถรับเชื้อได้ทั้ง 2 ชนิด หากมารดาติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศขณะคลอดลูก ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพทารก และอาจร้ายแรงจนทำให้เสียชีวิตได้ หรือแพทย์อาจแนะนำให้ผ่าท้องคลอด เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกันของแผลและป้องกันการติดเชื้อ แต่อย่างไรก็ดี สตรีมีครรภ์ที่เคยมีการติดเชื้อของเริมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ควรไปพบแพทย์เมื่อไหร่

อาการแรกเริ่มของเริมคือมีอาการคล้ายมีไข้ อ่อนเพลีย เหมือนเป็นหวัด แต่หากพบว่าผู้ป่วยมีไข้สูงก็ควรไปพบแพทย์ ไม่ควรนิ่งนอนใจเพราะอาการไข้สูงสามารถเป็นอาการแรกเริ่มของหลายๆ โรคได้

นอกจากนี้เมื่อมีตุ่มลามมากเป็นกลุ่มบนผิวหนังที่ติดเชื้อ ก็ควรรีบไปพบแพทย์เช่นกัน เพราะอาจเป็นอาการขั้นรุนแรงของเริม และอาจเป็นอันตรายได้ รวมถึงผู้ป่วยที่เป็นบริเวณรอบดวงตา ควรรีบไปพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง เพราะเป็นบริเวณที่สามารถติดเชื้อได้ง่าย บางครั้งอาจจะมีอาการเจ็บตา เคืองตา น้ำตาไหลร่วมด้วย ซึ่งอาจส่งผลทำให้ติดเชื้อได้

และในผู้ที่ตุ่มน้ำเริ่มมีหนองข้างใน ซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียได้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะในการรักษา ไม่ควรซื้อยามากินเอง เพราะอาจเป็นอันตรายได้

รวมถึงผู้ที่มีอาการกังวลต่างๆ ไม่ต้องรอให้โรคลุกลาม รุนแรง ก็สามารถไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาได้เช่นกันยิ่งรักษาเร็วโอกาสหายสนิทก็จะยิ่งเร็ว

อันตรายจากภาวะแทรกซ้อน

ไม่ว่าจะเป็นเริมที่บริเวณอวัยวะส่วนไหนของร่างกาย การดูแลความสะอาดแผลและตุ่มใสจากเริมคือปัจจัยสำคัญ เพราะสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนได้หากดูแลไม่ดี ตุ่มพองอาจเป็นหนองจากการติดเชื้อแบคทีเรียได้

ซึ่งหากติดเชื้อบริเวณตา อาจส่งผลอันตรายถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นหรือตาบอดได้ เพราะฉะนั้นในผู้ป่วยรายที่เป็นเริมบริเวณดวงตาควรรีบไปพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง

ในผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานที่ลดลงต่ำ หรือในกรณีที่เกิดขึ้นได้น้อยแต่ก็ไม่ควรประมาท คือ อาจติดเชื้อที่สมองหรือเยื่อหุ้มสมอง และทำให้สมองอักเสบ โดยหากเกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะมาก ร่างกายอ่อนแรง ชักและอาจโคม่าได้

หายไม่ขาดแต่จัดการได้

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ Herpes Simplex Virus มาแล้ว อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า ก็จะฝังอยู่ในปมประสาท ทำให้ไม่สามารถหายขาดได้ แต่การไปพบแพทย์ก็สามารถช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและความรุนแรงของโรคได้ รวมทั้งแพทย์สามารถให้ยาเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส และลดความรุนแรงของอาการ และยังมียาสำหรับใช้ทาบริเวณตุ่มและแผล ซึ่งโดยทั่วไปแล้วแผลจากเริมจะสามารถหายได้หลังจาก 2-6 สัปดาห์

หรือในผู้ป่วยทั่วไปที่อาการไม่รุนแรง การพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด และดูแลสุขภาพให้ดีในทุกด้าน ก็สามารถหายเองได้ใน 1-2 สัปดาห์

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นเริม

เนื่องจากเริมเกิดจากการติดเชื้อไวรัสและภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำ เพราะฉะนั้นการดูแลร่างกายให้แข็งแรง ไม่ให้ภูมิคุ้มกันลดลงไปกว่าเดิม สมัครบาคาร่า และการรักษาสุขอนามัยจึงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคนี้

ผู้ป่วยควรพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำสะอาดให้มากพอ หรือดื่ม 8 แก้วต่อวัน และถ้าหากเป็นไปได้ควรออกกำลังกาย นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่จะกระตุ้นอารมณ์ทำให้เครียด หรือวิตกกังวล หลีกเลี่ยงการอยู่ในแดดจัด ลมแรง หรืออากาศหนาวเกินไปเพราะอาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลียได้

รักษาสุขอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียและการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสต่อผู้อื่น โดยการรักษาความสะอาดของแผลและตุ่มพอง ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลังสัมผัสกับแผล ไม่ใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นเกินไปในบริเวณที่เป็นแผลหรือตุ่ม ควรตัดเล็บให้สั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเกาเพราะอาจเป็นสาเหตุทำให้ตุ่มติดเชื้อและเป็นหนองได้ รวมถึงควรอาบน้ำและฟอกสบู่ให้สะอาดด้วย

ผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดควรหลีกเลี่ยงการใช้ของที่อาจทำให้ติดเชื้อร่วมกัน เช่นแก้วน้ำ หรือผ้าขนหนู ช้อนส้อม และในบริเวณที่อยู่อาศัยก็ควรรักษาและทำความสะอาดอยู่เสมอเช่นกัน

หากมีไข้สูง ควรเช็ดตัวอย่างสม่ำเสมอ และปรึกษาแพทย์เพื่อทานยา รวมถึงหากมีอาการปวดหรือคันเช่นกัน

ที่สำคัญในช่วงที่เป็นโรคผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่นโดยตรง เช่น การจูบ หรือการมีเพศสัมพันธ์เพราะเป็นการแพร่เชื้อได้ จนกว่าแผลจะหายสนิท

หากเป็นเริมครั้งแรก ผู้ป่วยสามารถไปตรวจเพื่อหาโรคอื่นๆ ในการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มเติมได้ เพื่อความปลอดภัยและคลายกังวล รวมถึงผู้ที่เป็นเริมบ่อยๆ หรือมีอาการรุนแรง เป็นนานกว่า 1 เดือน ก็ควรตรวจเช่นกัน เพราะอาจมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้ออื่นๆ ได้

Tagged :

รักการอ่าน นิสัยที่สร้างได้ตั้งแต่วัยเด็ก

โดยทั่วไป คุณพ่อคุณแม่หลายคน อาจคิดว่าควรเริ่มต้นฝึกให้ลูกมี นิสัยรักการอ่าน เมื่อลูกอ่านเขียนหนังสือได้แล้วเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วเด็ก ๆ มักจะซึมซับนิสัยรักการอ่านจากการเลี้ยงดูได้ตั้งแต่ยังไม่รู้ความ อีกทั้งการอ่านยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม มาดูกันว่าเคล็ดลับสร้างนิสัยรักการอ่านให้ลูกน้อยมีอะไรบ้าง

ประโยชน์ของการอ่าน

พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กเติบโตจนรู้เรื่องราวจึงจะฝึกการอ่านให้ เหมือนที่สามารถพูดคุยหรือร้องเพลงให้ฟังแม้เด็กจะไม่เข้าใจความหมายก็ตาม เพราะเด็กเล็กจะค่อย ๆ เรียนรู้จากสิ่งที่ผู้ใหญ่ป้อนให้ ซึ่งการอ่านหนังสือนิทานรูปภาพให้เด็กฟังก็เป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดพัฒนาการและยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนี้

เสริมทักษะการพูด

ทารกจะจดจำลักษณะการออกเสียงต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการพูดได้ตั้งแต่ในปีแรก ดังนั้น ยิ่งได้ซึมซับการอ่านออกเสียงและคำศัพท์จากพ่อแม่มากเท่าไร เด็กก็จะยิ่งเลียนแบบและพูดได้ดีขึ้นเท่านั้น

เพิ่มทักษะการฟัง การจำ และเพิ่มคลังคำศัพท์

เด็กที่พ่อแม่พูดคุยด้วยหรืออ่านหนังสือให้ฟังบ่อย ๆ จะรู้คำศัพท์มากกว่าเด็กที่พ่อแม่ไม่ได้อ่านหนังสือให้ฟัง และมีแนวโน้มจะมีทักษะการอ่านในช่วงเวลาที่เหมาะสมตามพัฒนาการ

กระตุ้นทักษะด้านสังคม อารมณ์ และการคิด

เด็กเล็กจะรับรู้ถึงอารมณ์ต่าง ๆ ที่พ่อแม่สื่อออกมาผ่านการใช้เสียงที่แตกต่างกันไป ซึ่งช่วยให้เกิดการเรียนรู้และคุ้นเคยกับการสื่อสาร อีกทั้งการอ่านยังกระตุ้นให้เด็กได้มองหรือชี้รูปภาพและตอบคำถาม ทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านทักษะทางสังคมและทักษะการคิดมากขึ้น

ลูกน้อยรักการอ่าน
ลูกน้อยรักการอ่าน

ช่วยให้เด็กเข้าใจสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น

ตัวเลข ตัวอักษร สี และรูปร่างต่าง ๆ เป็นการอ่านให้เด็กฟังเป็นการปูแนวทางให้เด็กทำความเข้าใจเกี่ยวกับ อย่างสนุกสนาน และยังช่วยให้เกิดการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวด้วย

เลือกประเภทหนังสือให้เหมาะสมกับช่วงวัยของทารก

พ่อแม่ควรเลือกหนังสือให้เหมาะสมกับวัยของลูก ดังนี้ เด็กทารกในช่วงอายุ 1 ปีแรกนั้นมีพัฒนาการที่รวดเร็ว โดยเด็กจะมีความสนใจและเกิดการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

  • ทารกอายุต่ำกว่า 4 เดือน เป็นช่วงวัยที่ยังแยกแยะไม่ได้ว่ารูปภาพในหนังสือคืออะไร แต่เด็กก็จะให้ความสนใจ โดยเฉพาะหน้าคน สีสันที่สดใส หรือสีที่ตัดกัน และทำให้เด็กเพลิดเพลินได้ไม่แพ้การร้องเพลงกล่อม
  • ทารกอายุ 4-6 เดือน จะเริ่มแสดงความสนอกสนใจต่อหนังสือ อาจใช้มือหยิบจับ แต่ก็อาจใช้ปากกัดหรือปาหนังสือทิ้งได้เช่นกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ พ่อแม่จึงควรเลือกหนังสือที่ทำจากวัสดุที่ฉีกขาดได้ยาก ไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก และควรเลือกหนังสือภาพที่มีสีสันสดใส มีคำอ่าน หรือเนื้อร้องบทเพลงง่าย ๆ ซ้ำไปซ้ำมา
  • เด็กจะเริ่มรู้ว่าภาพในหนังสือเป็นรูปอะไร  ภายในช่วงทารกอายุ 6-12 เดือน และมักแสดงออกว่าชอบรูปหรือหน้าใดหน้าหนึ่งเป็นพิเศษ ทั้งยังมีปฏิกิริยาโต้ตอบขณะฟังพ่อแม่อ่าน หรือฉวยคว้าหนังสือพร้อมส่งเสียงแสดงความพึงพอใจ และเมื่ออายุประมาณ 12 เดือน เด็กจะเริ่มใช้มือพลิกหน้าหนังสือได้ โดยพ่อแม่อาจต้องคอยช่วย นอกจากนี้ เด็กอาจเริ่มชี้ไปที่รูปในหน้าหนังสือและส่งเสียงเลียนแบบพ่อแม่ด้วย

เคล็ดลับเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านให้ลูกน้อย

เด็ก ๆ จะติด นิสัยรักการอ่าน ก็ต่อเมื่อรู้สึกมีความสุขที่ได้อ่าน ไม่ใช่การบังคับฝืนใจ พ่อแม่จึงควรทำให้การอ่านกลายเป็นเรื่องที่เพลิดเพลินสำหรับเด็กเสมอ โดยสามารถลองทำตามเคล็ดลับดังต่อไปนี้

  • ทำให้การอ่านเป็นเรื่องสนุก

    อาจทำท่าทางเป็นตัวละครนั้น พ่อแม่ควรใช้โทนเสียงที่บ่งบอกอารมณ์ได้ชัดเจน  และทำเสียงเลียนแบบสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เด็กชอบใจ เมื่อการอ่านเต็มไปด้วยความสนุกและตื่นเต้น เด็กก็จะมีความสุขกับการอ่านหนังสือ และติดนิสัยรักการอ่านในที่สุด

  • อ่านจนเป็นกิจวัตร

    พ่อแม่อาจอ่านนิทานให้เด็กฟังในช่วงเวลาก่อนเข้านอนเป็นหลัก รวมทั้งพยายามสอดแทรกการอ่านหรือเล่านิทานให้เป็นส่วนหนึ่งในการทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ เช่น ระหว่างมื้อเช้า ขณะอาบน้ำ เป็นต้น โดยการจัดสรรเวลาให้ลูกได้อ่านหนังสือนิทานไปด้วยกันทุกวันจะทำให้เด็กเริ่มคุ้นชินและคิดว่าการอ่านเป็นสิ่งสำคัญ

  • ใช้หนังสือสร้างความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก

    แม้จะไม่เข้าใจในสิ่งที่พ่อแม่พูดหรือชี้ชวนให้ดู แต่เด็กเล็ก ๆ จะมีความสุขที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ รวมทั้งเกิดความรู้สึกผูกพันและใกล้ชิดเมื่อนั่งอยู่ในอ้อมกอดของพ่อแม่และได้สนุกไปกับสิ่งตรงหน้าพร้อม ๆ กัน

  • เลือกหนังสือที่ลูกสนใจ

    สังเกตสิ่งที่เด็กสนใจเป็นพิเศษ แล้วเลือกหนังสือเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กชอบเพื่อดึงดูดความสนใจ อาจเป็นหนังสือภาพเกี่ยวกับกิจกรรมที่ชอบทำอย่างการว่ายน้ำ การเล่นลูกบอล สัตว์ที่ชื่นชอบ หรือตัวการ์ตูนตัวโปรด หากไม่แน่ใจอาจทดลองให้เด็กอ่านหนังสือที่หลากหลายหรือพาไปห้องสมุดโซนเด็ก

  • พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่อ่านด้วยกัน

    ชวนเด็กคุยและถามคำถามเพื่อให้เด็กนึกถึงเรื่องราวที่อ่าน เพราะเด็กจะเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ได้ง่ายขึ้นเมื่อได้ยินคำนั้นบ่อย ๆ และหากเด็กเล็กร้องขอให้อ่านนิทานเรื่องเดิมให้ฟังซ้ำ ๆ ก็ไม่ควรขัด เพราะแสดงถึงสัญญาณของการอยากเรียนรู้เป็นอย่างมาก และจะช่วยให้เด็กเริ่มจดจำวลีในหนังสือและพูดออกมาได้เองในที่สุด

  • รับมือกับความซุกซนของเด็ก

    เด็กเล็กมักอยู่ไม่นิ่งและชอบเล่นซน  สมัครบาคาร่า หากลูกหมดความสนใจต่อหนังสือหรือดูอยากเล่นมากกว่าก็ไม่ควรบังคับ แต่อาจพยายามให้เด็กใช้เวลากับหนังสือนานกว่าปกติอีกหน่อยในวันถัดไป สำหรับเด็กที่ชื่นชอบการเล่นสนุกมากกว่าการดูภาพในหนังสือ พ่อแม่อาจใช้วิธีอื่น เช่น เล่านิทาน หรือชี้ชวนให้เรียนรู้จากสิ่งรอบตัวแทน เป็นต้น

  • ชี้ชวนให้ดูคำศัพท์ต่าง ๆ

    แม้เด็กจะยังอ่านคำศัพท์ไม่ออก แต่การชี้ชวนให้เด็กดูบ่อย ๆ จะช่วยให้เกิดการจดจำในที่สุด โดยอาจเป็นคำง่าย ๆ ที่พบเห็นได้บ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน หรือใช้ชุดแผ่นภาพคำศัพท์ที่มีรูปภาพประกอบเพื่อดึงดูดความสนใจเด็ก

  • อย่าสร้างเงื่อนไขในการอ่าน

    การกำหนดบทลงโทษหรือรางวัลเพื่อให้เด็กยอมฟังนิทานหรืออ่านหนังสือนั้น จะทำให้เด็กรู้สึกว่าการอ่านเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดีและไม่ได้เพลิดเพลินกับการอ่านจริง ๆ โดยควรรอให้เด็กผ่อนคลายหรือไม่อยู่ในอารมณ์หงุดหงิด เช่น หลังกินอิ่ม หลังเปลี่ยนผ้าอ้อม ก่อนนอนหลับ เป็นต้น

นอกจากนี้ พ่อแม่ควรจำกัดการใช้เวลากับหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ ของเด็กด้วย เพราะมีส่วนทำให้เด็กมีสมาธิสั้นและขาดปฏิสัมพันธ์ต่อผู้อื่น โดยแพทย์แนะนำว่าไม่ควรให้เด็กอายุน้อยกว่า 24 เดือน ดูทีวีหรือสื่อจากอุปกรณ์ดิจิทัลใด ๆ ยกเว้นแต่เมื่อเป็นการพูดคุยทางวิดีโอที่มีการโต้ตอบจากอีกฝ่าย ส่วนเด็กอายุ 2-5 ปี ควรกำจัดการดูเพียงวันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งต้องมีผู้ใหญ่นั่งดูด้วยกันและคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับพฤติกรรมของตัวละครหรือตัวการ์ตูนที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ด้วยหนังสือภาพแบบเดิมนั้นจัดว่าดีที่สุดสำหรับเด็ก ซึ่งพ่อแม่ควรชักชวนให้เด็กทำกิจกรรมสันทนาการด้วยกันมากกว่าใช้เวลาอยู่กับหน้าจอ

Tagged :

สมองบวม (Cerebral Edema) สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการบาดเจ็บและอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ

อาจเกิดขึ้นกับสมองบางส่วนหรือทั่วทั้งสมอง สมองบวม (Cerebral Edema) เป็นภาวะที่มีของเหลวส่วนเกินสะสมในสมอง จนทำให้สมองบวมและมีความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการบาดเจ็บและอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ซึ่งภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากรับการรักษาไม่ทันการณ์

อาการของสมองบวม

อาการของสมองบวมขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในทันที โดยทั่วไปสามารถสังเกตได้จากอาการดังต่อไปนี้

  • ปวดหัว เวียนหัว
  • ปวดคอ คอแข็ง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • อาการชา
  • มีปัญหาในการมองเห็น
  • เดินลำบาก
  • พฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนแปลงไป
  • พูดผิดปกติ หรือพูดลำบาก
  • อ่อนแรง
  • สูญเสียความทรงจำ
  • ไม่รู้สึกตัว
  • หมดสติ
  • ชัก

สาเหตุของสมองบวม

ภาวะสมองบวมนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

  • การบาดเจ็บของสมอง เมื่อได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างถูกกระแทกหรือพลัดตกจากที่สูง อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อสมองและทำให้เนื้อเยื่อในสมองเกิดการบวม รวมทั้งการบาดเจ็บอย่างรุนแรงจนกะโหลกศีรษะแตกก็ทำให้เส้นเลือดในสมองแตกหรือส่งผลให้สมองบวมได้เช่นกัน
  • โรคหลอดเลือดสมอง สมองบวมอาจเกิดจากโรคหลอดเลือดสมองได้ โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือด (Ischemic Stroke) ซึ่งมีสาเหตุมาจากการอุดตันของลิ่มเลือดบริเวณสมอง ทำให้เลือดและออกซิเจนไม่สามารถไปเลี้ยงสมอง ได้อย่างเพียงพอ จนทำให้เซลล์ในสมองตายและส่งผลให้สมองเกิดการบวมในเวลาต่อมา
  • การติดเชื้อ แบคทีเรียหรือไวรัสบางชนิดอาจทำให้เกิดโรคและความผิดปกติที่นำไปสู่สมองอักเสบและเกิดการบวมได้ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีหนองที่เยื่อหุ้มสมอง ไข้สมองอักเสบ และโรคทอกโซพลาสโมซิส เป็นต้น
  • เนื้องอก หากมีเนื้องอกขนาดใหญ่อาจไปปิดกั้นการไหลเวียนของน้ำในไขสันหลัง ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะสมองบวมและทำให้ความดันในกะโหลกสูงขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนจากสมองบวม

ส่วนด้านภาวะสมองบวมถือว่าเป็นอาการที่มีความรุนแรงมาก หากไม่รับการรักษาอาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หรือหากรับการรักษาช้าเกินไปก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวตามมา เช่น การคิด การตัดสินใจ หรือการนอนหลับผิดปกติ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป การสื่อสารมีปัญหา ความสามารถในการจำลดลง การเดิน การทรงตัวเป็นต้น
ในทางกายภาพบำบัด หากพบว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีประวัติเกิดภาวะสมองบวมขณะเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลอาจพยากรณ์โรคได้ว่าการฟื้นฟูอาจทำได้ยากขึ้น หากผู้ป่วยเกิดภาวะนี้อยู่หลายวัน เพราะนั้นหมายความว่า สมองมีการกดเบียดและอาจขาดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงเป็นเวลานาน สมองอาจตายเป็นวงกว้างมากขึ้น ทำให้การฟื้นฟูทั้งด้านกำลังกล้ามเนื้อ การควบคุมสั่งการกล้ามเนื้อ การทรงท่าต่างๆก็จะทำได้ยากขึ้น อาจต้องใช้เวลามากในการเรียนรู้ให้เกิดกระบวนการคิดและคำสั่งใหม่ ที่ใช้เวลานานขึ้น หากไม่รับการรักษาอาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หรือหากรับการรักษาช้าเกินไปก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวตามมา เช่น การคิด การตัดสินใจ หรือการนอนหลับผิดปกติ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป การสื่อสารมีปัญหา ความสามารถในการจำลดลง เป็นต้น

สมองบวม (Cerebral Edema) ในตัวป่วย
สมองบวม (Cerebral Edema) ในตัวป่วย

การวินิจฉัยสมองบวม

อาการสมองบวมสามารถวินิจฉัยได้ค่อนข้างยาก ต้องมีการตรวจอย่างละเอียดและเหมาะสม โดยการวินิจฉัยนั้นจะขึ้นอยู่กับอาการและสาเหตุ ซึ่งอาจมีขั้นตอนดังนี้

  • การซักประวัติทางการแพทย์ เช่น สอบถามถึงอาการต่าง ๆ โรคประจำตัว และประวัติการรักษาโรค เป็นต้น
  • การตรวจร่างกาย โดยแพทย์จะตรวจระบบประสาทและสมองร่วมกับตรวจบริเวณศีรษะและคอ อาจรวมถึงตรวจบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บด้วย
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือซีทีสแกน (CT Scan) เป็นการตรวจเพื่อให้สามารถเห็นภาพรายละเอียดต่าง ๆ รวมทั้งความผิดปกติของสมองและความรุนแรงของโรค
  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอ็มอาร์ไอ (MRI Scan) เป็นการตรวจหาความผิดปกติของสมองอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถระบุความผิดปกติของสมองได้
  • การตรวจเลือด แพทย์จะตรวจเลือดเพื่อประกอบการวิเคราะห์ถึงสาเหตุในการเกิดสมองบวม

การรักษาภาวะสมองบวม
ด้านการรักษาเป้าหมายที่สำคัญของการรักษาภาวะสมองบวม คือ การลดหรือหยุดยั้งการบวมที่เกิดขึ้นแล้วและป้องกันไม่ให้เกิดความบวมใหม่ ดังนั้นการรักษาหลักเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวคือการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะสมองบวม เช่น การให้ยาสลายลิ่มเลือดอุดตันในโรคหลอดเลือดสมองตีบ การผ่าตัดเนื้องอกสมอง การรักษาภาวะโพรงน้ำสมองคั่งด้วยการใส่สายระบายโพรงน้ำสมอง (CSF diversion) และการผ่าตัดนำก้อนเลือดออกในโรคหลอดเลือดสมองแตกหรือสมองบาดเจ็บ เป็นต้น(7) นอกจากนี้แพทย์ควรเลือกการรักษาที่ตรงกับชนิดของภาวะสมองบวมที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด

ส่วนทั่วไปด้านการรักษาผู้ป่วยที่พบภาวะสมองบวมและเริ่มมีอาการทางระบบประสาท ควรเริ่มให้การรักษาโดยทันที ซึ่งใช้หลักการเดียวกับการรักษาภาวะความดันภายในโพรงกะโหลกศีรษะสูง (increased intracranial pressure, IICP)(10) ซึ่งจะกล่าวถึงโดยละเอียดในบทถัดไป ร่วมกับการพิจารณาให้ยาลดภาวะสมองบวม ซึ่งปัจจุบันยารักษาภาวะสมองบวมที่มีหลักฐานสนับสนุนมีเพียง 2 ประเภท  สมัครบาคาร่า ได้แก่ยา glucocorticoid และยากลุ่ม osmotic ส่วนยากลุ่มใหม่ที่ออกฤทธิ์เฉพาะกับตัวรับตามกลไกที่เกี่ยวข้องกับการบวม เช่น VEGF antibody, NKCC1 inhibitor และ vasopressin receptor antagonist ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติม

Glucocorticoid

คือ ยาที่ใช้ลดการบวมของสมองแบบ vasogenic ได้ดี จึงเป็นยาที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะสมองบวมจากเนื้องอกสมอง ทั้งเนื้องอกสมองปฐมภูมิและเนื้องอกสมองทุติยภูมิ (metastasis brain tumor) โดยมีข้อบ่งใช้ ดังต่อไปนี้(12,13)

1. ผู้ป่วยเนื้องอกสมองมีอาการทางระบบประสาท (neurological deficit)

2. ก่อนและระหว่างทำการผ่าตัดเนื้องอกสมอง

3. ระหว่างได้รับการฉายรังสีสมอง

ตัวยาของกลุ่มนี้จะเป็นยาที่ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับ steroid hormone มีผลยับยั้งกระบวนการอักเสบ กดภูมิต้านทานของร่างกาย (immunosuppressive agent) มีผลต่อการทำงานในระดับยีนที่เป็นองค์ประกอบของ BBB เช่น occludin, claudin และ cadherin เป็นต้น และลดการสร้าง VEGF ซึ่งส่งผลให้สภาพการซึมผ่านได้ของหลอดเลือดมีความเสถียรมากขึ้น

ยา Dexamethasone เป็นยาที่นิยมใช้มากที่สุด เนื่องจากมีฤทธิ์ Mineralocorticoid ต่ำ ค่าครึ่งชีวิตยาว และมีในรูปแบบฉีด แต่ขนาดของยาที่ให้ยังไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจน บางคำแนะนำ พิจารณาให้เพียง 4-8 มิลลิกรัมต่อวัน ถ้ามีอาการทางระบบประสาทน้อย และ สามารถเพิ่มขนาดยาได้สูงถึง 24 มิลลิกรัมต่อวัน ถ้ามีอาการทางระบบประสาทรุนแรง ซึ่งยาจะไม่ได้มีผลลดสมองบวมได้ในทันที โดยเฉลี่ยการตอบสนองที่ดีที่สุดอาจต้องรอ 5-7 วัน และถึงแม้การให้ยาจะช่วยลดอาการทางระบบประสาทได้ดี แต่การให้ยาในระยะยาวจะมีผลข้างเคียงอย่างมากต่อผู้ป่วย ดังนั้นเมื่อเริ่มให้ยาควรมีการติดตามอาการและพิจารณาใช้ยาในช่วงเวลาที่สั้นที่สุด

ส่วนด้านผลข้างเคียงที่เจอบ่อย ๆ เช่น Myopathy, weight gain, behavioral change, insomnia, glucose intolerance, visual blurring, reduced taste, osteoporosis
และยังมีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น Psychosis, hiccup, avascular necrosis, gastric irritation, infection, steroid dependence
ภาวะที่เพิ่มฤทธิ์ของ steroid Cirrhosis, hypothyroidism, ketoconazole, macrolide antibiotics
ยาที่ลดฤทธิ์ของ steroid (CYP 3A4 inducers) Barbiturates, phenytoin, carbamazepine, rifampin

เป็นตัวยาที่มีความเข้มข้นสูงกว่าค่า osmolarity ของตัวยาใน serum โดยยากลุ่มนี้มีการใช้อย่างแพร่หลายในผู้บาดเจ็บสมอง ซึ่งมีกลไกการบวมของสมองส่วนใหญ่เป็นแบบ cytotoxic และ/หรือรูปแบบผสม โดยแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บสมองของ Brain Trauma Foundation(16) แนะนำให้ใช้ยา mannitol และ hypertonic saline ซึ่งการเลือกใช้ osmotic agent ตัวใด ควรพิจารณาจากข้อห้ามในการใช้ยาของผู้ป่วยแต่ละรายและความคุ้นเคยของแพทย์ เป็นสำคัญ

เป็นยาที่สังเคราะห์จากน้ำตาลอยู่ในรูปสารละลาย เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะสลายผ่านตับแล้วขับออกทางไต ยาออกฤทธิ์ในการลดภาวะสมองบวมและลดความดันภายใต้กะโหลกศีรษะได้ด้วย 3 กลไก คือ

1. Rheological effect เป็นกลไกหลักที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกภายในไม่กี่นาที หลังผู้ป่วยได้รับยา โดยจะมีผลทำให้มีการเพิ่มปริมาตรของพลาสมา เป็นผลให้ลดความเข้มข้นเลือด (hematocrit) เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง เป็นผลให้ความหนืดของเลือดลดลง เพิ่ม cerebral blood flow (CPP = MAP – ICP) และเพิ่มการขนส่งออกซิเจนสู่เซลล์สมอง

2. ฤทธิ์ของยา Osmotic effect เกิดขึ้นหลังจากได้รับยาอย่างน้อย 15 ถึง 30 นาที โดยฤทธิ์ของยาจะคงให้มีความแตกต่างของ osmolality ระหว่างภายในและภายนอกเซลล์ ได้นานถึง 6 ชั่วโมง

3. การลดลงของ apoptosis ของ Neurohumoral / Immunological effect มีการศึกษาพบในสัตว์ทดลองที่ได้รับ mannitol พบว่ามีการลดลงของ apoptosis และลดการเกิดเซลล์สมองขาดเลือด

ส่วนความเข้มข้นของยาที่นิยมที่ใช้ในประเทศไทยคือ 20% (mannitol 20 กรัม ในสารละลาย 100 มิลลิลิตร) ขนาดยาที่แนะนำคือ 0.25 ถึง 1 กรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง โดยหยดให้ช้า ๆ ทางหลอดเลือดดำเป็นเวลา 20 ถึง 30 นาที และสามารถให้ยาซ้ำได้ในขนาดดังกล่าว ทุก 6 ชั่วโมง

อีกหนึ่งอย่างของผลข้างเคียงที่สำคัญของยา ได้แก่ ภาวะขาดน้ำจากการที่มีภาวะขับน้ำออกทางปัสสาวะ ภาวะความดันโลหิตต่ำภายหลังการขาดน้ำและไตวาย เป็นต้น (16) ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อก และผู้ป่วยไตวาย โดยระหว่างให้ยาควรมีการเฝ้าระวังภาวะความดันโลหิตต่ำ ประเมิน urine output ทุกชั่วโมง และมีการส่งตรวจ serum osmolality, serum sodium และค่าการทำงานของไตเป็นระยะ โดยควบคุมไม่ให้ค่า serum osmolality มากกว่า 320 mOsm/kg

การป้องกันสมองบวม

วิธีการป้องกันภาวะ สมองบวม อาจทำได้ ดังนี้

  • ไม่สูบบุหรี่

  • ป้องกันการบาดเจ็บบริเวณศีรษะ เช่น คาดเข็มขัดนิรภัยขณะขับรถหรือนั่งรถ สวมหมวกนิรภัยเพื่อป้องกันการกระแทกที่ศีรษะ สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเมื่อต้องเล่นกีฬาที่มีการปะทะกัน เป็นต้น

  • หากมีปัญหาความดันโลหิตสูงควรรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ส่วนผู้ที่มีปัญหาโรคหัวใจควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ เพื่อควบคุมอาการให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

Tagged :

อาเจียนเป็นเลือด (Hematemesis) เป็นการอาเจียนที่มีเลือดหรือลิ่มเลือดปะปนออกมา

อาเจียนเป็นเลือด (Hematemesis) เป็นการอาเจียนที่มีเลือดหรือลิ่มเลือดปะปนออกมา ซึ่งส่วนมากเกิดมาจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นของระบบทางเดินอาหารส่วนต้น และถือว่าเป็นอาการอันตรายที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ ผู้ที่อาเจียนเป็นเลือดจึงจำเป็นต้องรีบพบแพทย์อย่างเร่งด่วนเพื่อทำให้เลือดหยุดไหลเป็นอันดับแรกและค้นหาสาเหตุต่อไป ซึ่งอาจเป็นผลมาจากโรคร้ายแรงได้

อาการอาเจียนเป็นเลือด

การอาเจียนเป็นเลือด นอกจากจะผู้ป่วยอาจจะพบอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปตามสาเหตุ ความรุนแรง และปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพในแต่ละบุคคล โดยอาการที่มักพบร่วมกันได้บ่อยเมื่ออาเจียนเป็นเลือด เช่น

  • คลื่นไส้
  • รู้สึกอึดอัด แน่นท้อง ปวดท้องอย่างรุนแรง
  • อาเจียนปนอาหารหรือน้ำย่อยในกระเพาะออกมา
  • วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม
  • มีปัญหาในการมองเห็น
  • ใจเต้นเร็ว
  • จังหวะการหายใจผิดปกติ หายใจตื้นและเร็วขึ้น
  • มือเท้าเย็น ผิวซีด
  • มีความรู้สึกสับสน
  • ปัสสาวะออกมาในปริมาณน้อย

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีอาการอาเจียนเป็นเลือดเพียงอย่างเดียวหรือมีอาการอื่นร่วมด้วยควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อค้นหาสาเหตุที่ซ่อนอยู่และป้องกันภาวะแทรกซ้อน รวมถึงบรรเทาอาการไม่ให้กำเริบขึ้นจนเป็นอันตรายถึงชีวิต

คลื่นไส้ อาเจียน เป็นบ่อย ๆ อาเจียนเป็นเลือด
คลื่นไส้ อาเจียน เป็นบ่อย ๆ อาเจียนเป็นเลือด

สาเหตุของอาการอาเจียนเป็นเลือด

อาการอาเจียนเป็นเลือดเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

อาเจียนเป็นเลือดจากโรคทางเดินอาหาร เป็นความผิดปกติที่เกิดจากการมีเลือดออกส่วนใดส่วนหนึ่งภายในระบบทางเดินอาหารส่วนต้นอย่างหลอดอาหาร ช่องท้อง หรือลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก

  • แผลในกระเพาะอาหารหรือโรคกระเพาะอาหารขั้นรุนแรง (Stomach Ulcer/Severe Gastritis) เป็นภาวะที่เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงและกลายเป็นแผลขึ้นในกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter Pylori) การใช้ยาต้านการอักเสบมากเกินขนาด ความเครียด การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ปัจจัยเหล่านี้ทำให้มีแผลในกระเพาะอาหารและเกิดเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหารได้ง่าย ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดแสบท้องร่วมกับการอาเจียนเป็นเลือดได้บ่อย
  • การโป่งพองของหลอดเลือดในหลอดอาหาร (Oesophageal Varices) เป็นภาวะที่มีการโป่งพอง บวม และขยายใหญ่ขึ้นของหลอดเลือดบริเวณผนังในหลอดอาหารส่วนล่าง ทำให้เกิดเลือดออกอยู่ภายในแต่มักไม่ก่อให้เกิดอาการปวด ส่วนใหญ่มักพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง โดยเฉพาะตับแข็งจากแอลกอฮอล์
  • โรคกรดไหลย้อนแบบรุนแรง (Gastro-oesophageal Reflux Disease: GORD) เกิดจากกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหาร ทำให้เกิดการระคายเคืองที่เยื่อบุหลอดอาหารจนเกิดเลือดออก
  • Mallory-Weiss Syndrome หลอดอาหารเกิดการฉีกขาด เป็นภาวะที่เกิดการฉีกขาดบริเวณเยื่อบุระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร โดยอาจมีสาเหตุมาจากความดันที่เพิ่มสูงขึ้นในกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร การขย้อน เช่น การอาเจียนซ้ำ ๆ การสะอึกหรือไออย่างรุนแรง
  • โรคมะเร็งหลอดอาหาร หรือโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปี ขึ้นไปและน้ำหนักตัวเยอะ
  • การกลืนเลือดเข้าไปในบางสภาวะ เช่น กลืนเลือดกำเดาหลังจากเกิดเลือดกำเดาไหลอย่างรุนแรง ซึ่งอาจทำให้พบเลือดในอุจจาระ ลักษณะอุจจาระเป็นสีดำ

อาเจียนเป็นเลือดจากสาเหตุอื่น อาการอาเจียนเป็นเลือด อาจเกิดจากความผิดปกติอื่น ๆแต่พบได้ค่อนข้างน้อย เช่น

  • การกลืนสารพิษ สารกัดกร่อน หรือสารกัมมันตรังสี
  • ความผิดปกติของเลือด เช่น ภาวะเกล็ดเลือดต่ำหรือการลดลงของเกล็ดเลือด โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) ฮีโมฟิเลีย (Hemophilia) ซึ่งทำให้มีเลือดออกทางเดินอาหารได้ง่าย
  • ในบางรายไม่สามารถระบุสาเหตุได้ชัดเจน

การวินิจฉัยอาการอาเจียนเป็นเลือด

แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับอาการผิดปกติที่ผู้ป่วยพบในขั้นแรก เช่น เริ่มมีอาการเมื่อไหร่ อาเจียนเป็นเลือดมานานแค่ไหน ปริมาณเลือดที่อาเจียนออกมามากน้อยแค่ไหน สีของเลือดที่พบเป็นอย่างไร จากนั้นจะเป็นการสอบถามประวัติทางการแพทย์ เช่น การใช้ยา ชนิดและปริมาณยาที่รับประทาน โรคประจำตัว รวมไปถึงพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยประเมินความผิดปกติก่อนพิจารณาการตรวจด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติมตามความเสี่ยง เช่น

  • การนำตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยมาตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือ การตรวจเลือด  เช่น สารเคมีในเลือด ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) การทดสอบการแข็งตัวของเลือด (Blood Clotting Tests) การทำงานของตับ ระดับระดับออกซิเจนและเหล็กในเลือด
  • การตรวจส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น (Esophagogastroduodenoscopy: EGD) เป็นการตรวจระบบทางเดินอาหารส่วนต้นตั้งแต่หลอดอาหาร ช่องท้อง และลำไส้เล็กส่วนต้น โดยใช้กล้องสอดผ่านทางช่องปากลงไปส่องดูความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น ในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น เช่น ดูการโป่งพองของหลอดเลือดในหลอดอาหาร แผลในกระเพาะอาหาร แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งแพทย์อาจมีการตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อออกมาตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการในบางราย
  • การถ่ายภาพรังสี (Imaging Tests) อาจเป็นการตรวจเอกซเรย์ (X-Ray) อัลตราซาวด์ (Ultrasound) ซีที สแกน (CT Scan) หรือเอ็มอาร์ไอ (MRI) เพื่อตรวจดูความผิดปกติภายในร่างกาย เช่น บริเวณที่เลือดออก เกิดการฉีดขาด มีการอุดตัน หรือเนื้องอกที่อาจทำให้เกิดการอาเจียนเป็นเลือด
  • การตรวจอุจจาระ (A Bowel Movement Sample) แพทย์จะนำเอาตัวอย่างอุจจาระไปตรวจว่ามีเลือดปะปนออกมาหรือไม่
  • การตรวจอื่น ๆ Rectal Examination การการตรวจทางทวารหนัก เวชศาสตร์นิวเคลียร์ (Nuclear Medicine)

การรักษาอาการอาเจียนเป็นเลือด

โดยทั่วไปการรักษาในเบื้องต้นจะเป็นการให้สารน้ำทางหลอดเลือด หรือให้เลือดทดแทนในผู้ป่วยมีอาการเลือดออกอย่างรุนแรง แต่หากผู้ป่วยมีเลือดออกในปริมาณน้อยและหยุดไหลได้เองก็อาจไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา จากนั้นจึงเป็นการรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเป็นหลัก ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละบุคคล เช่น

  • การรักษาด้วยยา แพทย์จะให้ยาช่วยลดการผลิตกรดในกระเพาะอาหารให้ลดลงในผู้ป่วยที่อาเจียนเป็นเลือดจากการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร บางรายอาจต้องให้ยาเพื่อช่วยให้เลือดไหลมายังบริเวณที่มีบาดแผลหรือเส้นเลือดโป่งพองลดลง หรือให้ยาที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด
  • การให้เลือด (Blood Transfusion) ผู้ที่อาเจียนจนเสียเลือดในปริมาณมากอาจได้รับการให้เลือดทดแทนเลือดที่เสียไปหรือให้ส่วนประกอบของเลือด เพื่อช่วยในการแข็งตัวของเลือดให้ดีขึ้น
  • การเอกซเรย์หลอดเลือดด้วยการฉีดสวนสี (Angiography) แพทย์จะฉีดสารทึบรังสีเข้าไปภายในหลอดเลือดแดงและทำการเอกซเรย์ดูการไหลเวียนของเลือด เพื่อเป็นการตรวจดูและหยุดเลือดที่ไหลจากหลอดเลือดแดง
  • การผ่าตัดโดยการส่องกล้อง เป็นการผ่าตัดผ่านกล้องขนาดเล็กที่เรียกว่า เอ็นโดสโคป (Endoscopy) ในผู้ป่วยที่เกิดการฉีดขาดของอวัยวะภายในจนทำให้เกิดเลือดออก โดยใช้ความร้อนในการช่วยให้เนื้อเยื่อประสานกันดี
  • การผ่าตัด เป็นวิธีที่ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาเจียนเป็นเลือดออกมามาก หรือในกรณีที่การรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่มักจะใช้เมื่อเยื่อบุในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เกิดการฉีดขาด มีสิ่งกีดขวางหรือเกิดก้อนเนื้องอกขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนของอาการอาเจียนเป็นเลือด

อาการอาเจียนเป็นเลือดสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเป็นหลัก โดยทั่วไปผู้ป่วยมักจะเสี่ยงกับการสำลักเลือดได้บ่อยจนทำให้เกิดการคั่งของเลือดไว้ในปอด มีปัญหาในการหายใจ

ในบางรายอาจเสียเลือดมากจนเกิดภาวะช็อกจนนำไปสู่อาการโคม่าและเสียชีวิตได้ในที่สุดหากได้รับการรักษาไม่ทันเวลา โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นผู้สูงอายุ มีประวัติการติดสุรา เป็นโรคหลอดเลือดสมอง หรือมีปัญหาความผิดปกติที่กระทบต่อการกลืนอาหาร ซึ่งผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจะสามารถสังเกตอาการได้จากอาการวิงเวียนศีรษะเมื่อลุกขึ้นยืน หายใจตื้นและเร็ว ปัสสาวะออกมามีปริมาณน้อย ตัวเย็น ผิวซีด อาการซึมลง เรียกไม่รู้สึกตัว

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงในการเป็นโรคโลหิตจางจากการสูญเสียเลือดปริมาณมาก มักจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่อาเจียนเป็นเลือดอย่างเฉียบพลันบ่อย ๆ แต่ในบางรายที่มีสภาวะผิดปกติของร่างกายที่ทำให้เสียเลือดอย่างช้า ๆ เช่น โรคกระเพาะ การรับประทานยากลุ่มแก้ปวดหรือยาเอ็นเสด (NSAID) สมัครบาคาร่า เป็นเวลานานก็อาจพัฒนาโรคขึ้นได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ถัดมา ซึ่งอาจสังเกตอาการได้ยากจนกว่าปริมาณฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในเม็ดเลือดแดงจะลดต่ำลงมาก

การป้องกันอาการอาเจียนเป็นเลือด

อาการอาเจียนเป็นเลือดเกิดได้จากหลายสาเหตุ การป้องกันจะเน้นไปที่การรักษาต้นเหตุของโรคที่ทำให้เกิดอาการขึ้นเป็นหลักก่อน และเลี่ยงปัจจัยที่เอื้อให้เกิดเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนต้นที่พบได้บ่อย โดยสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

  • หลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่ทำให้กระเพาะเกิดการระคายเคืองได้ง่าย เช่น อาหารไขมันสูง อาหารรสจัด ซึ่งในแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันออกไป จึงควรหมั่นสังเกตอาการของตนเอง
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สารอาหารครบถ้วน เน้นอาหารประเภทผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ธัญพืช
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งไปเพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหารจนอาจทำให้เกิดการกัดเยื่อบุกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้นเป็นแผลได้ และแอลกอฮอล์ยังทำให้เกิดตับแข็ง ซึ่งทำให้มีหลอดเลือดในหลอดอาหารโป่งพองและเลือดออกง่ายขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานยาในกลุ่มแก้ปวดหรือยาเอ็นเสด (เช่น ยาแอสไพริน ยาไอบูโพรเฟน) ขณะท้องว่าง เพราะจะสร้างความระคายเคืองกับเยื่อบุภายในช่องท้อง
  • พยายามไม่เครียด หรือ ควบคุมความเครียดด้วยการทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ผู้ที่เป็นโรคในทางเดินอาหาร เช่น โรคกระเพาะอาหารอักเสบ โรคกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร ควรมีการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกำเริบจนอาจเป็นสาเหตุให้เกิดเลือดออกได้ง่าย
Tagged :