ฝึกความคิดสร้างสรรค์ง่าย ๆ เริ่มได้ทุกวัน

เมื่อพูดถึง ความคิดสร้างสรรค์ หลายคนอาจนึกถึงการประดิษฐ์คิดค้นหรือการสร้างผลงานทางศิลปะ แต่ความจริงแล้วความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณลักษณะที่เราทุกคนมีอยู่ในตัว และแสดงออกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การคิดสูตรอาหารใหม่ การเสนอกิจกรรมครอบครัวในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือการนำเสนอแนวคิดใหม่ในการประชุม

ความคิดสร้างสรรค์อาจเกิดจากการสะสมและบ่มเพาะจากนิสัยส่วนตัว อิทธิพลของคนรอบข้าง และสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา จึงทำให้แต่ละคนมีระดับความคิดสร้างสรรค์ที่มากหรือน้อยแตกต่างกัน บทความนี้ได้รวบรวมเทคนิคการฝึกความคิดสร้างสรรค์ด้วยตัวเองมาฝากกัน

กลไกของสมองต่อความคิดสร้างสรรค์

ผลการศึกษาระบุว่าสมองประกอบด้วยเครือข่ายขนาดใหญ่ 3 ส่วนที่ทำงานร่วมกันและทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่

Default Mode Network (DMN)

Default Mode Network เป็นเครือข่ายของสมองที่ทำงานอัตโนมัติเมื่อเราผ่อนคลาย โดยไม่ครุ่นคิดหรือจดจ่อกับสิ่งรอบตัว

Central Executive Network (CEN)

Central Executive Network เป็นเครือข่ายของสมองที่ทำงานเมื่อเราต้องการทำบางสิ่งให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราต้องทำตามกฎเกณฑ์และผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้ จึงควบคุมการทำงานของอารมณ์และทำให้เราจดจ่ออยู่กับการคิดและตัดสินใจ

Salience Network (SN)

เครือข่ายของสมองที่ประเมินข้อมูลหรือกิจกรรมต่าง ๆ  Salience Network โดยแบ่งเป็นข้อมูลที่ต้องใช้สมาธิและตั้งใจทำ (CEN) และข้อมูลที่ไม่ต้องใช้สมาธิหรือไม่มีเป้าหมาย (DMN)

นักวิจัยสันนิษฐานว่าเครือข่ายทั้งสามทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดความสามารถในการประเมินวิธีการและการจัดการกับผลลัพธ์ต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ โดยทบทวนการตัดสินใจในอดีตและจินตนาการถึงอนาคตเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีที่ทำให้ตนเองสามารถบรรลุเป้าหมายตามต้องการได้ การทำงานของเครือข่ายในสมองจึงอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้น

ความคิดสร้างสรรค์ ( Creative Thinking )

เทคนิคพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด การปรับเปลี่ยนมุมมองวิธีคิดโดยอาศัยความรู้และทักษะที่ตัวเองมี จะช่วยให้คุณมีความคิดสร้างสรรค์ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งอาจเริ่มจากเทคนิคง่าย ๆ เหล่านี้

  • ฝึกความคิดสร้างสรรค์อย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่กดดันตัวเองจนเกิดความเครียด การเริ่มต้นคิดและลงมือทำจากสิ่งเล็ก ๆ อาจนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่ใหญ่ขึ้นได้
  • เริ่มต้นวันใหม่ด้วยกิจกรรมที่สร้างสรรค์ อย่างการฟังเพลงเดิมทุกเช้า ดื่มกาแฟ หรือทำสมาธิประมาณ 10 นาที จะช่วยกระตุ้นให้สมองเริ่มทำงานและเตือนให้สมองรู้ว่าเราพร้อมที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวันอย่างสร้างสรรค์
  • การเปลี่ยนเส้นทางการกลับบ้าน กล้าคิดนอกกรอบและทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยวิธีที่แปลกใหม่ เช่น พลิกแพลงสูตรการทำอาหาร เพื่อฝึกสมองในการคิดและตัดสินใจเรื่องใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ
  • ยอมรับข้อผิดพลาด และไม่ยึดติดกับการโทษตัวเอง กระตุ้นตัวเองให้เรียนรู้จากความล้มเหลวนั้น และคิดหาวิธีใหม่ ๆ เพื่อจัดการกับข้อผิดพลาดนั้นให้ดียิ่งขึ้น
  • ค้นหาแรงบันดาลใจเพิ่มเติมจากการออกไปท่องเที่ยว ชมงานศิลปะ หรือไปห้องสมุดอาจช่วยเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ในชีวิต
  • ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ในสวนหลังบ้าน หรือออกไปพักผ่อนที่สวนสาธารณะจะช่วยให้สมองได้ผ่อนคลายความเครียดและมีพลังในการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
  • ออกไปพบปะผู้คน พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่แปลกใหม่ และเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้อื่น เพื่อนำแนวคิดต่าง ๆ มาปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง
  • จดบันทึกแนวคิดใหม่ ๆ ลงในสมุดหรือบันทึกเสียงไว้ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องราวดี ๆ ขึ้นมาได้ เพื่อป้องกันการลืมและสามารถนำแนวคิดต่าง ๆ ไปพัฒนาต่อยอดในอนาคต
  • ช่วยเพิ่มทักษะการเรียนรู้ ผ่อนคลายความเครียดและความกังวล อย่างการฟังเพลงสบาย ๆ เพื่อให้สมองรู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดีขึ้น และพัฒนากระบวนการคิดและการตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้ผ่านการเรียนรู้และสะสมประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเชื่อมั่นในความสามารถและความคิดของตัวเองโดยไม่คิดกังวลหรือตัดสินตัวเองล่วงหน้า จะช่วยพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้หาก รู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือคิดโทษตัวเอง ควรปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำในการปรับวิธีการคิดและรับมือกับปัญหาได้อย่างเหมาะสมต่อไป

กระบวนการคิดของสมองซึ่งสามารถคิดได้หลากหลายและแปลกใหม่ สามารถนำไปประยุกต์ทฤษฎีหรือปฏิบัติได้อย่างรอบคอบและถูกต้อง จนนำไปสู่การคิดค้นและนวัตกรรม
Creativity มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน “creo” = to create, to make =สร้างหรือทำให้เกิด

ความคิดสร้างสรรค์คือ ปรากฏการณ์ที่บุคคลสร้างสรรค์”สิ่งใหม่” อาทิ ผลผลิต การแก้ปัญหา นวัตกรรม หรืองานศิลปะ ฯลฯ ซึ่งมีคุณค่า การจะตีความเกี่ยวกับ”ความใหม่” ขึ้นอยู่กับผู้สร้างสรรค์หรือสังคม หรือแวดวงที่สิ่งใหม่นั้นเกิดขึ้น การประเมินคุณค่าก็ในทำนองเดียวกัน คุณสมบัติที่มักใช้ในการตีความ “ความใหม่” ประกอบด้วย

  • สิ่งประดิษฐ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
  • สิ่งประดิษฐ์ที่อาจปรากฏอยู่ที่อื่น แต่มีผู้สร้างสรรค์ขึ้นใหม่โดยอิสระ
  • การคิดวิธีดำเนินการใหม่
  • ปรับกระบวนการผลผลิตเข้าสู่ตลาดที่แตกต่างออกไป
  • คิดวิธีการใหม่ในการแก้ไขปัญหา
  • เปลี่ยนแนวคิดที่แตกต่างจากผู้อื่น
  • ความคิดสร้างสรรค์คือ ความคิดใหม่ ๆ แนวทางใหม่ ๆ ทัศนคติใหม่ ๆ ความเข้าใจและการมองปัญหาในรูปแบบใหม่ ผลลัพท์ของความคิดสร้างสรรค์ที่ชัดเจน คือ ดนตรี การแสดง วรรณกรรม ละคร สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมทางเทคนิค แต่บางครั้งความคิดสร้างสรรค์ก็มองไม่เห็นชัดเจน เช่น การตั้งคำถามบางอย่างที่ช่วยขยายกรอบของแนวคิดซึ่งให้คำตอบบางอย่าง หรือการมองโลกหรือปัญหาในแนวนอกกรอบ

การมีความคิดสร้างสรรค์ คือ ความคิดเชื่อมโยงที่พยายามหาทางออกหลาย ๆทาง ใช้ความคิดที่หลากหลาย แสวงหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และนอกกรอบ คัดสรรค์หาทางเลือกใหม่ ๆและพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมีวิธีการอยู่ ๖ ขั้นตอน คือ

  • แสวงหาข้อบกพร่อง(Mess Finding)
  • รวบรวมข้อมูล(Data Finding)
  • มองปัญหาทุกด้าน(Problem Finding)
  • แสวงหาความคิดที่หลากหลาย(Idea Finding)
  • หาคำตอบที่รอบด้าน(Solution Finding)
  • หาข้อสรุปที่เหมาะสม(Acceptance Finding)
  • กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์ สมัครบาคาร่า  อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือโดยความตั้งใจ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการศึกษา การอบรมฝึกฝน การระดมสมอง (brain-storming) มากกว่าครึ่งหนึ่งของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของโลก เกิดจากการค้นพบโดยบังเอิญ(serendity) หรือการค้นพบสิ่งหนึ่งซึ่งใหม่ ในขณะที่กำลังต้องการค้นพบสิ่งอื่นมากกว่า

การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative thinking) หมายถึง ความสามารถในการมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่ง ต่างๆ การขยายขอบเขตความคิดออกไปจาก กรอบความคิดเดิมที่มีอยู่สู่ความคิดใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อ ค้นหาคําตอบที่ดีที่สุดให้กับปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม เป็นความคิดที่ หลากหลาย คิดได้กว้างไกล หลายแง่หลายมุม เน้นทั้งปริมาณและคุณภาพ องค์ประกอบของความคิด สร้างสรรค์ ได้แก่ ความคิดนั้นต้องเป็นสิ่งใหม่ไม่เคยมีมาก่อน (New Original) ใช้การได้(Workable) และมี ความเหมาะสม (Appropriate) การคิดเชิงสร้างสรรค์จึงเป็นการคิดเพื่อการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเดิมไปสู่สิ่ง ใหม่ที่ดีกว่า ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ที่ต่างไปโดยสิ้นเชิงหรือที่เรียกว่า “นวัตกรรม” (Innovation)

ความคิดสร้างสรรค์และการค้นหาวิธีการแก้ปัญหาเป็นกิจกรรมที่ปฏิสัมพันธ์กัน
ความพยายามแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ด้วยการใช้เหตุผล(ตรรกะ)หนึ่งเชื่อมโยงไปยังอีกเหตุผลหนึ่งเป็นขั้นตอนขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อให้บรรลุการแก้ปัญหา เรียกวิธีการนี้ว่า “ความคิดแนวตั้ง”(vertical thinking) ซึ่งเป็นการใช้งานสมองซีกซ้ายเป็นหลัก
Dr.Edward de Bono นักจิตวิทยาและนักวิจัยทางการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัย เคมบริดจ์ ได้เสนอการใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วย แนวคิดที่เรียกว่า”ความคิดข้างเคียง”(lateral thinking) ซึ่งแตกต่างจากวิธีการเดิม ๆจากการใช้ความคิดในแนวตั้ง แต่ใช้จินตนาการวาดภาพแบบนอกกรอบ ซึ่งเป็นการใช้งานสมองซีกขวา

Dr. Daniel Pink ในหนังสือขายดี A Whole New Mind(2005) ยืนยันประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงกันตลอดศตวรรษที่ ๒๐ ว่า เรากำลังเข้าสู่ยุคสมัยที่ความสร้างสรรค์มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคแห่งวิสัยทัศน์ เราต้องเสริมสร้างและกระตุ้นการใช้สมองซีกขวา(right-directing thinking) ซึ่งหมายถึง ความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าสมองซีกซ้าย(left-directed thinking) ซึ่งหมายถึงเพียงการใช้เหตุผลและการวิเคราะห์ซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
Dr. Pink ยังอธิบายถึง “แรงจูงใจ”(Motivation) ที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างน่าสนใจว่า

แรงจูงใจในการสร้างความคิดสร้างสรรค์ที่ดีมีคุณภาพ ไม่สามารถใช้เงินเป็นตัวนำหลักได้ ยิ่งใช้เงินมากเท่าใด งานสร้างสรรค์ยิ่งมีคุณภาพต่ำ
การใช้เงินสร้างแรงจูงใจต้องระมัดระวังและเฉพาะที่จำเป็นอย่างเหมาะสม แต่ต้องให้ความสำคัญกับจิตใจและความตั้งใจจริง
การจะสร้างความคิดสร้างสรรค์ที่ดี ต้องใช้องค์ประกอบสำคัญ ๓ ประการคือ

อิสระในการคิดและทำงาน(Autonomy)
มีสิทธิและอำนาจที่จะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อย ๆหรือก้าวไปสู่ความเป็นเลิศ(Mastery)
มีความตั้งใจจริง(Purpose)
ลักษณะการทำงานของสมองซีกซ้าย

  • เป็นการใช้สติปัญญาอย่างมีเหตุมีผล
  • เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลข
  • เป็นการคิดแบบนามธรรม
  • เป็นการคิดเป็นเส้นตรง
  • เป็นเรื่องของการวิเคราะห์
  • ไม่เกี่ยวกับจินตนาการ
  • คิดแบบต่อเนื่องตามลำดับ
  • เป็นเรื่องของวัตถุวิสัย
  • ไม่เกี่ยวกับคำพูด เห็นเป็นภาพ

ลักษณะการทำงานของสมองซีกขวา

  • เป็นเรื่องของสหัชญาณ(ไม่เกี่ยวกับเหตุผล)(สหัช=ที่มีมาแต่กำเนิด)
  • เป็นเรื่องของการอุปมาอุปมัย
  • เป็นการคิดแบบเป็นรูปธรรม
  • คิดอิสระไม่เป็นเส้นตรง เห็นภาพทั้งหมด
  • เป็นเรื่องของการสังเคราะห์
  • ใช้จินตนาการ
  • ไม่เป็นไปตามลำดับ
  • เป็นเรื่องของอัตวิสัย
  • ไม่เกี่ยวกับคำพูด เห็นภาพ
Tagged :

ไขมันคอเลสเตอรอล โอเมก้า 3 วิตามินอี โปรตีน รวมที่ปลาหมึก

ปลาหมึก เป็นอาหารทะเลยอดนิยมที่อุดมไปด้วยไขมันคอเลสเตอรอล โอเมก้า 3 วิตามินอี โปรตีน และแร่ธาตุต่าง ๆ จึงเชื่อว่าการบริโภคปลาหมึกอาจส่งผลดีต่อสุขภาพ เช่น เพิ่มไขมันดี ลดความดัน สมานแผล แต่ปลาหมึกมีไขมันหลากชนิด หลายคนจึงตั้งข้อสงสัยว่า ปลาหมึกดีต่อสุขภาพจริงหรือ และการรับประทานปลาหมึกปริมาณมากอาจทำให้เสี่ยงมีไขมันในเลือดสูงไปด้วยหรือไม่

ปลาหมึกมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่ที่นิยมนำมาบริโภค ได้แก่ ปลาหมึกกล้วย ปลาหมึกกระดอง และปลาหมึกสาย โดยตัวอย่างสารอาหารที่ได้จากปลาหมึกกล้วยสดที่หนัก 85 กรัม ได้แก่ โปรตีน 13.2 กรัม ไขมันคอเลสเตอรอล 198 มิลลิกรัม ไขมันอิ่มตัว 0.3 กรัม ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 0.09 กรัม และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 0.4 กรัม

แม้จะอุดมไปด้วยไขมัน แต่ปลาหมึกก็มีโปรตีนสูง ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยสร้างความแข็งแรงแก่ร่างกาย ช่วยในการทำงานของกระดูก กล้ามเนื้อ และผิวหนัง และไขมันบางชนิดที่พบในปลาหมึกก็เป็นไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มีการค้นคว้าเกี่ยวกับปลาหมึกในแง่ของประโยชน์และผลกระทบต่อสุขภาพไว้ ดังนี้

ปลาหมึก เพิ่มไขมันดี ลดไขมันเลว

ภาวะไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูงอาจเป็นอันตรายต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด และนำไปสู่การเกิดโรคร้ายต่าง ๆ ตามมาได้ ปลาหมึกเป็นอาหารที่มีไขมันหลายชนิดโดยเฉพาะไขมันคอเลสเตอรอล หลายคนจึงเกรงว่าการบริโภคปลาหมึกอาจเสี่ยงทำให้มีภาวะไขมันในเลือดสูงได้

แต่จากการวิจัยในอดีตที่ให้ผู้ชายซึ่งมีระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ 18 คน บริโภคอาหารทะเลที่แตกต่างกัน 6 ชนิด คือ ปลาหมึกกล้วย ปู กุ้ง หอยนางรม หอยแมลงภู่ และหอยกาบ พบว่าปลาหมึกกล้วยและกุ้งมีไขมันคอเลสเตอรอลสูงกว่าอาหารชนิดอื่น ในขณะที่มีไขมันโอเมก้า 3 ต่ำกว่า และไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในเลือดของผู้บริโภค ยิ่งไปกว่านั้น ปลาหมึกกล้วย หอยแมลงภู่ และหอยนางรมช่วยเพิ่มไขมันคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี (HDL) ให้แก่ร่างกาย สมัครบาคาร่า ซึ่งไขมันชนิดนี้จะช่วยกำจัดคอเลสเตอรอลส่วนเกินออกไปด้วย

ส่วนอีกงานวิจัยที่ศึกษาโดยให้หนูทดลองบริโภคสารสกัดจากปลาหมึกกล้วยเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่า สารจากปลาหมึกกล้วยมีประสิทธิภาพในการลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ลงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และลดไขมันคอเลสเตอรอลลงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มหนูทดลองที่บริโภคสารดังกล่าวเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้บริโภคสารนี้ โดยสารสกัดจากปลาหมึกช่วยลดการดูดซึมกรดน้ำดีในลำไส้เล็กและยับยั้งการสร้างไขมันในตับด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ปลาหมึกอาจมีไขมันชนิดที่ดีที่ช่วยลดระดับไขมันไม่ดีในร่างกายได้ แต่ยังคงต้องศึกษากลไกในการลดระดับไขมันร่างกายจากการบริโภคปลาหมึกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อนำผลลัพธ์ไปประยุกต์ใช้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพได้จริงในอนาคต ดังนั้น ขณะนี้ผู้บริโภคควรรับประทานปลาหมึกในปริมาณพอเหมาะ เพราะหากบริโภคปริมาณมากอาจเสี่ยงมีไขมันสะสมในร่างกายมากเกินไป เพราะในปลาหมึกมีไขมันอิ่มตัวและไขมันชนิดอื่น ๆ อยู่ด้วยเช่นกัน

ปลาหมึก ลดความดันโลหิต
ปลาหมึก ลดความดันโลหิต

ปลาหมึก ลดความดันโลหิต

ความดันโลหิตสูงเป็นภาวะความดันเลือดภายในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติตลอดเวลา หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมา เช่น โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งภาวะนี้มักเกิดขึ้นอย่างเรื้อรังและไม่สามารถรักษาให้หายขาดไปได้ ดังนั้น จึงมีงานค้นคว้ามากมายที่พยายามหาแนวทางรักษาภาวะความดันโลหิตสูง

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เชื่อว่าอาจช่วยรักษาความดันโลหิตสูงได้ จึงมีการทดลองที่ใช้อาหารชนิดต่าง ๆ เพื่อหาประสิทธิผลในการลดระดับความดันโลหิต ปลาหมึกก็เป็น 1 ในอาหารที่ถูกนำมาทดลองด้วยเช่นกัน โดยมีงานวิจัยหนึ่งที่ให้หนูทดลองรับประทานโปรตีนที่มีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ ACE ซึ่งสกัดได้จากส่วนกล้ามเนื้อของปลาหมึกกระดอง พบว่าสารดังกล่าวช่วยลดระดับความดันซิสโตลิกหรือความดันขณะหัวใจบีบตัวลงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยผลลัพธ์นี้อาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการรักษาภาวะความดันโลหิตสูง และป้องกันโรคร้ายต่าง ๆ ที่อาจเกิดจากความดันโลหิตสูงได้ในอนาคต

แม้จะปรากฏประสิทธิผลของการบริโภคปลาหมึกต่อการลดระดับความดันโลหิต แต่มีเพียงระดับความดันซิสโตลิกที่ลดลง อีกทั้งยังเป็นงานวิจัยขนาดเล็กที่ทดลองในสัตว์เท่านั้น จึงควรค้นคว้าทดลองในมนุษย์และขยายกลุ่มทดลองให้มีขนาดใหญ่ เพื่อยืนยันประสิทธิผลจากการบริโภคปลาหมึกให้ชัดเจนต่อไป

ปลาหมึก ช่วยสมานแผล

ร่างกายมีกระบวนการฟื้นฟูตนเองและสมานแผลให้หายดีหลังมีแผลบาดเจ็บ โดยเส้นใยคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งมีส่วนในการสมานแผลให้ขึ้นมาทดแทนบริเวณเดิม เนื่องจากปลาหมึกเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง จึงมีการศึกษาประสิทธิภาพของโปรตีนคอลลาเจนที่ได้จากผิวหนังชั้นนอกของปลาหมึกกล้วยไดมอนด์ พบว่าคอลลาเจนที่ได้จากปลาหมึกชนิดนี้เป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูสภาพผิวหนังและกระดูกของวัว

เช่นเดียวกับอีกหนึ่งงานวิจัยที่ค้นคว้าคุณสมบัติของเจลคอลลาเจนที่ได้จากผิวหนังชั้นนอกของปลาหมึกกระดองในห้องปฏิบัติการ พบว่าหลังจากทาสารชนิดนี้ แผลติดกันเร็วขึ้น ซึ่งอาจพัฒนาสารดังกล่าวไปเป็นยาสมานแผลได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การค้นคว้าข้างต้นเป็นเพียงการทดลองในสัตว์หรือศึกษาผ่านการส่องกล้องจุลทรรศน์เท่านั้น จึงไม่อาจสรุปประสิทธิผลของสารสกัดจากปลาหมึกต่อการสมานแผลได้อย่างแน่ชัดในขณะนี้ และควรศึกษาทดลองให้ชัดเจนในมนุษย์ต่อไป ทั้งในด้านประสิทธิผลต่อสุขภาพและความปลอดภัยจากการใช้หรือการบริโภคปลาหมึกและผลิตภัณฑ์จากปลาหมึก ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีแผลบาดเจ็บควรรักษาแผลด้วยวิธีที่เหมาะสม และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสมานแผลชนิดใด ๆ โดยปราศจากคำแนะนำของแพทย์

ความปลอดภัยในการบริโภคปลาหมึก

แม้ปลาหมึกมีสารโภชนาการที่เป็นประโยชน์และอาจส่งผลดีต่อสุขภาพในบางด้าน แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดปริมาณที่แนะนำในการรับประทานปลาหมึกที่ชัดเจน ผู้บริโภคจึงควรรับประทานปลาหมึกที่สด สะอาด และปรุงสุกในปริมาณที่เหมาะสมเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ แม้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่ก็เคยมีรายงานว่ามีผู้แสดงอาการแพ้หลังสัมผัสปลาหมึกกล้วย เช่น หอบหืด เยื่อจมูกอักเสบ เยื่อตาอักเสบ ลมพิษ และผื่นแพ้สัมผัส ดังนั้น ผู้ป่วยภูมิแพ้หรือผู้ที่ไวต่อการแพ้ควรระมัดระวังเป็นพิเศษก่อนสัมผัสหรือบริโภคปลาหมึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่แพ้อาหารทะเลก็มีแนวโน้มจะแพ้ปลาหมึกด้วยเช่นกัน จึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบว่าแพ้ปลาหมึกหรือไม่ก่อนจะรับประทานปลาหมึก ส่วนผู้ที่กำลังมีปัญหาสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภคปลาหมึกเสมอ เพราะอาจทำให้อาการป่วยแย่ลงหรือมีอาการรุนแรงที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม หากรับประทานปลาหมึกแล้วปรากฏอาการแพ้ดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาทันที

  • เกิดลมพิษ รู้สึกคัน หรือมีผื่นขึ้นตามผิวหนัง
  • คัดจมูก หายใจเสียงดังวี้ด หรือหายใจลำบาก
  • มีอาการบวมที่ใบหน้า ลำคอ ริมฝีปาก ลิ้น หรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น หู ฝ่ามือ นิ้วมือ
  • ปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน
  • รู้สึกมึนงง วิงเวียน บ้านหมุน หรือคล้ายจะเป็นลม
  • คอบวมหรือมีก้อนในลำคอ ส่งผลให้ทางเดินหายใจแคบลงและหายใจลำบาก
  • ชีพจรเต้นเร็ว
  • วิงเวียนศีรษะอย่างมาก หรือหมดสติ
Tagged :

เตรียมให้พร้อมก่อนรับคีโมเคมีบำบัด เป็นการรักษาโรคมะเร็ง

คีโม (Chemotherapy) หรือในทางการแพทย์เรียกว่า เคมีบำบัด เป็นการรักษาโรคมะเร็งโดยการใช้ยาหลายรูปแบบเข้าไปทำลาย ชะลอ หรือหยุดเซลล์มะเร็งที่มีการเติบโตและแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจมีผลต่อเซลล์ปกติในร่างกายบางส่วนได้เช่นกัน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการข้างเคียงจากการใช้ยาเคมีบำบัดขณะรักษา

วัตถุประสงค์ของการทำคีโม

การทำคีโมหรือเคมีบำบัดสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายวัตถุประสงค์ ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจถึงเป้าหมายของการรักษาโรคมะเร็งเมื่อแพทย์มีการแนะนำ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการตัดสินใจ

รักษาโรคมะเร็ง การทำเคมีบำบัดมีจุดประสงค์ในการเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งให้หายไป แต่ผู้ป่วยก็อาจเกิดมะเร็งขึ้นมาใหม่ได้หลังการรักษา แต่ในบางกรณีมีความเป็นไปได้ที่ตัวยาสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์จึงไม่สามารถรับรองได้ว่าการทำเคมีบำบัดจะช่วยรักษาโรคมะเร็งให้หายขาด

ควบคุมเซลล์มะเร็ง นอกเหนือจากการเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง แพทย์อาจแนะนำการทำเคมีบำบัดให้เป็นวิธีที่เข้าไปช่วยควบคุมมะเร็งในผู้ป่วยที่มะเร็งมีการเติบโตจนแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เพื่อช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นและมีชีวิตยืนยาวมากขึ้น เพราะการทำเคมีบำบัดในบางครั้งอาจเป็นการเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งให้หายไปในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อผู้ป่วยกลับมาเป็นซ้ำเมื่อหยุดการรักษาซึ่งคล้ายกับการรักษาโรคเรื้อรังชนิดอื่น ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการทำเคมีบำบัดเป็นระยะ

ช่วยประคับประคองอาการ เมื่อมะเร็งเกิดการแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นจนไม่สามารถควบคุมได้ การทำเคมีบำบัดอาจมีวัตถุประสงค์ที่มุ่งในการบรรเทาอาการและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นให้มากที่สุด เช่น ช่วยลดขนาดเนื้องอกที่เข้าไปกดทับจนเกิดอาการปวดตามร่างกาย

การทำเคมีบำบัดอาจใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเพียงวิธีเดียวหรือใช้รักษาควบคู่กับวิธีอื่น เช่น การให้เคมีบำบัดเบื้องต้นก่อนการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดหรือฉายแสงรังสี เพื่อช่วยให้ก้อนเนื้องอกมีขนาดเล็กลง (Neo-adjuvant Chemotherapy) การให้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัดหรือฉายรังสี (Adjuvant Chemotherapy) เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่หลังการผ่าตัดหรือการฉายแสง หรือช่วยให้การรักษาแบบวิธีการฉายแสงและการรักษาด้วยยาชีวบำบัดได้ผลที่ดียิ่งขึ้น

ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับ เคมีบำบัด
ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับ เคมีบำบัด

ข้อห้ามของการทำเคมีบำบัด

การทำเคมีบำบัดอาจส่งผลต่อสุขภาพของผู้ป่วยให้แย่ลงได้ในบางกรณี จึงควรทำเคมีบำบัดหรือเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นแทนตามดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกรณีต่อไปนี้

  • อยู่ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ การทำเคมีบำบัดในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์อาจมีโอกาสทำให้ทารกในครรภ์พิการแต่กำเนิด
  • เป็นโรคไตหรือตับในขั้นรุนแรง ยาเคมีบำบัดส่วนใหญ่มักต้องผ่านขั้นตอนการกรองหรือกำจัดของเสียโดยตับและไต จึงอาจมีผลกระทบอันตรายสูงหากเป็นผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไตอยู่ก่อนแล้ว
  • ผู้ที่มีเซลล์เม็ดเลือดต่ำ การทำเคมีบำบัดอาจทำให้ป่วยได้ง่ายขึ้นและมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง เนื่องจากมีภูมิต้านทานต่ำ ในบางรายจึงอาจต้องมีการให้เลือดหรือการใช้ยาก่อนเข้ารับการทำเคมีบำบัด เพื่อช่วยเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดให้มากขึ้น
  • หลังเข้ารับการผ่าตัดหรือมีบาดแผล การทำเคมีบำบัดอาจส่งผลต่อความสามารถในการซ่อมแซมบาดแผลของร่างกายที่เกิดความเสียหายขึ้น แพทย์มักแนะนำให้รอให้บาดแผลหายสนิทก่อนทำการรักษาด้วยการทำเคมีบำบัด
  • เกิดการติดเชื้อ ในผู้ป่วยบางรายที่ร่างกายเกิดการติดเชื้อ ไม่ควรเข้ารับการทำเคมีบำบัด เนื่องจากอาจทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่มากขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง

ขั้นตอนในการทำเคมีบำบัด

การทำเคมีบำบัดจะต้องมีการวางแผนการรักษาล่วงหน้าตามขั้นตอน เพื่อให้ผลของการรักษามีประสิทธิภาพและผู้ป่วยได้รับผลประโยชน์สูงสุด

ในขั้นแรก แพทย์จะมีการสอบถามประวัติผู้ป่วย ตรวจร่างกายทั่วไป และอาจมีการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น มีการการตรวจปัสสาวะ ตรวจดูการทำงานของตับ ตรวจเลือดดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้อง การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อเช็คการทำงานของหัวใจ การฉายภาพรังสีเพื่อดูขนาดและตำแหน่งของก้อนเนื้อมะเร็ง เพื่อดูปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการทำเคมีบำบัดและเป็นการยืนยันว่าผู้ป่วยพร้อมที่จะได้รับการรักษาก่อนการวางแผนการรักษาผู้ป่วยในขั้นต่อไปตามสถานการณ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งต้องดูหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ประเภทของมะเร็ง ขนาดหรือตำแหน่งการเกิด อายุของผู้ป่วย และผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายผู้ป่วยโดยรวม

จากนั้นแพทย์จะต้องมีการแจ้งและพูดคุยกับผู้ป่วยเกี่ยวกับแผนการรักษา ข้อดีและข้อเสีย ไปจนผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น โดยทั้ง 2 ฝ่ายจะมีการตัดสินใจในการเลือกใช้ยาเคมีบำบัดร่วมกัน แต่ในเรื่องของปริมาณการใช้ยา วิธีการให้ยา ความถี่ในการให้ยา และระยะเวลาในการทำเคมีบำบัดจะอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์เป็นผู้กำหนด

การทำเคมีบำบัดอาจใช้ยาชนิดเดียวหรือใช้ยาจากหลายกลุ่มรวมกันแล้วแต่กรณี ซึ่งการใช้ยาหลายกลุ่มรวมกัน อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและลดโอกาสที่มะเร็งทนทานต่อยาเพียงชนิดเดียวในการรักษาได้มากกว่า ซึ่งการให้ยาเคมีบำบัดกับผู้ป่วยสามารถทำได้หลายทาง เช่น

  • ยาชนิดรับประทาน (Oral Chemotherapy) เป็นยาในรูปแบบยาเม็ด แคปซูล หรือยาน้ำสำหรับการรับประทาน
  • การฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ (Intravenous: IV) เป็นยาที่ฉีดเข้าสู่เส้นเลือดดำโดยตรง
  • การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular) การให้ยาโดยฉีดเข้าบริเวณกล้ามเนื้อของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน สะโพก
  • การฉีดยาเข้าทางไขสันหลัง (Intrathecal) ยาจะถูกฉีดเข้าไปในช่องว่างระหว่างชั้นเนื้อเยื่อที่ปกคลุมสมองและเส้นประสาทไขสันหลัง
  • การฉีดยาเข้าทางช่องท้อง (Intraperitoneal: IP) เป็นการให้ยาด้วยการฉีดเข้าไปที่บริเวณช่องท้องของผู้ป่วย
  • การฉีดยาเข้าหลอดเลือดแดง (Intra-arterial: IA) เป็นการให้ยาโดยผ่านหลอดเลือดแดงที่สามารถนำตัวยาไปยังเซลล์มะเร็งได้
  • ยาทาที่ผิวหนัง (Topical) ยาในรูปแบบครีมสำหรับทาลงไปบนผิวหนังโดยตรง

ระยะเวลาในการรักษาด้วยการทำเคมีบำบัด ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีความถี่ที่แตกต่างกันออกไปตามความเสี่ยงของแต่ละคน ทั้งประเภทของมะเร็ง จุดประสงค์ของการทำเคมีบำบัด วิธีในการทำเคมีบำบัด หรือแม้แต่การตอบสนองของร่างกายต่อการรักษา โดยส่วนมากจะมีระยะเวลาการทำเคมีบำบัดเป็นรอบหรือช่วงระยะ เช่น เข้ารับการทำเคมีบำบัด 1 สัปดาห์แล้วเว้นให้ร่างกายได้พัก 3 สัปดาห์ เพื่อช่วยให้ร่างกายได้ปรับตัวและสร้างเซลล์ปกติขึ้นมาทดแทนได้ทัน รวมทั้งหมด 4 สัปดาห์ถือว่าเป็น 1 รอบ ในบางครั้งแพทย์อาจมีการเลื่อนหรือปรับตารางการทำเคมีบำบัดให้เหมาะกับคนไข้มากขึ้นในรอบต่อไป เพราะบางรายอาจเกิดผลข้างเคียงรุนแรงขึ้น โดยแพทย์หรือพยาบาลจะเป็นผู้แจ้งให้ทราบถึงสาเหตุในการเปลี่ยนแปลงการรักษา

นอกจากนี้ ผู้ป่วยจะต้องมีการกลับมาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอในช่วงระหว่างการเข้ารับการทำเคมีบำบัด ซึ่งแพทย์จะมีการสอบถามเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นหลังการรักษา รวมไปถึงมีการนัดตรวจพิเศษต่าง ๆ เพื่อดูความก้าวหน้าของการรักษาและปรับแผนการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยมากขึ้น

การเตรียมตัวก่อนทำเคมีบำบัด

การทำเคมีบำบัดอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในบางด้าน การเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับการรักษาจะช่วยบรรเทาความเครียด รวมไปถึงลดผลกระทบทางด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจ ด้วยคำแนะนำต่อไปนี้

  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยให้มีความสมดุลระหว่างพลังงานที่ได้รับและสารอาหาร เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วหลังการรักษา
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ทำอารมณ์และจิตใจให้พร้อมรับการรักษา
  • แจ้งแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามินเสริม หรือสมุนไพรที่กำลังใช้อยู่ เพราะอาจไปลดประสิทธิภาพของยาเคมีบำบัดหรือก่อให้เกิดผลข้างเคียงเพิ่มขึ้น
  • ในผู้ป่วยที่เป็นเด็ก ควรมีการอธิบายให้เข้าใจถึงผลข้างเคียงและการรักษาที่กำลังจะเกิดขึ้น สมัครบาคาร่า  เพื่อช่วยให้ลดความวิตกกังวลลงบางส่วน
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะอาจส่งผลการเกิดมะเร็งบางชนิดขึ้นมาใหม่ได้ในรายที่เคยผ่านการรักษาโรคมาแล้ว หรือพัฒนาให้เกิดมะเร็งชนิดอื่นขึ้นมาได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจลดความอยากอาหารให้น้อยลงหรือส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพมากขึ้น เช่น ปัญหาในสุขภาพของช่องปาก เป็นต้น

การดูแลและติดตามผลหลังการทำเคมีบำบัด

หลังการรักษาจบลง ผู้ป่วยควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดทั้ง ด้านร่างกายและจิตใจจากผู้ดูแล คนรอบข้าง หรือแม้แต่ครอบครัว เพราะเป็นช่วงของการพักฟื้นร่างกาย รักษาผลข้างเคียงจากการรักษาโรค และฟื้นฟูสภาพจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้เป็นปกติได้เร็วมากขึ้น แต่โดยทั่วไปผู้ป่วยจะค่อย ๆ ฟื้นตัวและกลับไปทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้หลังการรักษา ซึ่งจะช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพทางร่างกายของแต่ละคน วิธีการรักษาโรคมะเร็ง นอกจากนี้แพทย์อาจมีการนัดตรวจติดตามผลหลังการรักษาเป็นระยะในบางราย และผู้ป่วยควรมีการขอเก็บสำเนาของประวัติการรักษาโรคของตนเองไว้ เพราะอาจมีโอกาสในการกลับมาของโรคหรือเกิดอาการแทรกซ้อนขึ้นได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการรักษาในครั้งต่อไป

ผลข้างเคียงของการทำเคมีบำบัด

ยาเคมีบำบัดไม่เพียงแต่มีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเซลล์ปกติและอวัยวะอื่นทั่วไป จึงทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการรักษา ซึ่งจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล ส่วนมากมักไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ ยกเว้นในบางกรณีที่อาจกลายเป็นปัญหาที่ร้ายแรงได้ จึงควรไปพบแพทย์หากพบอาการเหล่านี้

  • มีไข้ขึ้นสูง
  • หนาวสั่น
  • หายใจลำบาก
  • เจ็บหน้าอก
  • ครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • เลือดกำเดาไหลหรือเลือดออกตามไรฟัน
  • เกิดแผลในปากจนทำให้รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้
  • อาเจียนไม่หยุด แม้ว่ารับประทานยาช่วยบรรเทาอาการอาเจียน
  • ถ่ายมากกว่า 4 ครั้งต่อวัน หรือมีอาการท้องเสีย

ผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณและชนิดของยาที่ใช้ ความแข็งแรงของผู้ป่วย อาการของโรค รวมไปถึงการตอบสนองของร่างกายผู้ป่วย บางรายมีอาการมาก บางรายมีอาการน้อยหรือไม่มีเลย เนื่องจากยาเคมีบำบัดแต่ละชนิดมีผลข้างเคียงไม่เหมือนกัน ซึ่งอาการทั่วไปที่เกิดขึ้นได้บ่อยมีดังนี้

เหนื่อยง่าย ผู้เข้ารับการทำเคมีบำบัดมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติแม้ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมทั่วไปหรือกิจกรรมที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน จึงควรมีการพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ทำงานหรือกิจกรรมที่อาจทำให้เหนื่อยได้ง่าย และควรมีการออกกำลังกายเบา ๆ ไม่ใช้แรงมาก เช่น การเดิน เล่นโยคะ เพื่อช่วยกระตุ้นร่างกาย

คลื่นไส้ อาเจียน เป็นอาการที่พบได้มาก โดยแพทย์อาจให้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน เพื่อช่วยบรรเทาอาการระหว่างการทำเคมีบำบัด ซึ่งยาที่ใช้มีหลายรูปแบบ ทั้งแบบเม็ด และฉีด แต่ยาเหล่านี้อาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการท้องผูก อาหารไม่ย่อย นอนไม่หลับ หรือปวดศีรษะได้ในช่วงการรับประทานยา แต่หากผู้ป่วยมีอาการแย่ลงหรือรุนแรงมากกว่าเดิม ควรรีบปรึกษาแพทย์

ผมร่วง เป็นอีกอาการที่พบได้บ่อยในการใช้ยาเคมีบำบัดบางประเภท และมักส่งผลกระทบต่อผู้หญิงได้มากกว่าผู้ชาย ซึ่งผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการในช่วงสัปดาห์ 1-3 หลังการให้ยาเคมีบำบัด และผมร่วงอย่างมากในช่วง 1-2 เดือนถัดมา รวมไปถึงเกิดหนังศีรษะลอกตามมา อย่างไรก็ตามอาจเกิดผิวลอกได้ตามแขน ขา ใบหน้า หรือร่างกายส่วนอื่น ๆ ได้เช่นกัน อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะหายไปหลังการรักษา ผมจะกลับมาขึ้นตามปกติ แต่อาจมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ เช่น ผมตรงหรือหยิกมากขึ้น สีผมเปลี่ยนไปเล็กน้อย

เกิดการติดเชื้อ การทำเคมีบำบัดอาจทำให้ร่างกายอ่อนแอลงและเสี่ยงต่อการติดเชื้อง่ายขึ้น แพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และผู้ป่วยควรมีการดูแลตนเองในเรื่องของสุขอนามัยและความสะอาดในชีวิตประจำวัน เช่น รักษาความสะอาดของเสื้อผ้า ทำความสะอาดร่างกาย ล้างมือหลังจับสิ่งสกปรก ดูแลเรื่องอาการกินให้ถูกสุขลักษณะ ระมัดระวังไม่ให้ผิวหนังเกิดบาดแผล หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้กับผู้ที่เป็นโรคติดต่อ หรืออยู่ในสถานที่แออัด ซึ่งแพทย์อาจมีการตรวจเลือดเป็นระยะ เพื่อตรวจดูภาวะการติดเชื้อในผู้ป่วย

ภาวะเยื่อบุทางเดินอาหารอักเสบ การทำเคมีบำบัดสามารถก่อให้เกิดอาการปวดและการอักเสบของเนื้อเยื่อผิวด้านในของระบบย่อยอาหารตั้งแต่ช่องปากไปจนถึงทวารหนัก บางรายเกิดเยื่อบุภายในช่องปากซึ่งอาจเกิดได้จากการรับประทานอาหารร้อน ๆ ที่ส่งผลให้เกิดแผลในช่องปาก ลิ้น หรือรอบริมฝีปากจนรับประทานอาหารได้ลำบากมากขึ้น มีอาการปวด เลือดไหล และเกิดการติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งอาการอักเสบเหล่านี้มักเกิดหลังจากการทำเคมีบำบัดประมาณ 7-10 วัน และผู้ที่ได้รับยาในปริมาณสูงอาจมีอาการรุนแรงมากขึ้น แต่อาการจะค่อย ๆ หายไปภายในไม่กี่สัปดาห์หลังจากการรักษา

Tagged :

สำลัก มีสิ่งแปลกปลอมหล่นเข้าไปในช่องคอหรือหลอดลม

สำลัก อาการที่เกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมหล่นเข้าไปในช่องคอหรือหลอดลม ทำให้กีดขวางช่องทางการหายใจ ไม่สามารถหายใจได้ตามปกติ สาเหตุของการสำลักในวัยผู้ใหญ่นั้นมักเกิดจากเศษอาหาร หรือการดื่มน้ำเร็วเกินไป ส่วนในเด็กอาจเกิดจากการกลืนสิ่งของเล็ก ๆ เข้าไป เราทุกคนต่างเคยสำลักกันทั้งนั้น โดยปกติแล้วการสำลักนั้นเกิดขึ้นแค่ครู่เดียวและดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงอะไร อย่างไรก็ตาม การสำลักอาจเป็นอันตรายและคุกคามขั้นรุนแรงถึงชีวิตได้

อาการสำลัก

อาการของคนสำลักที่สังเกตได้โดยทั่วไปนั้น มักจะใช้มือจับที่คอของตนเอง แต่หากผู้ที่สำลักไม่ได้ส่งสัญญาณดังกล่าว ให้สังเกตอาการต่อไปนี้

  • หายใจไม่สะดวก หรือมีอาการหายใจแรงและเสียงดังผิดปกติ
  • พูดคุยตอบสนองไม่ได้
  • ไอแรง ๆ ไม่ได้
  • ผิวหนัง ริมฝีปาก และเล็บเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ เนื่องจากขาดออกซิเจน
  • ขาดสติ ไม่รู้สึกตัว
สำลัก อาหาร
สำลักอาหาร

สาเหตุของการสำลัก

เด็กมักจะสำลักเมื่อนำสิ่งของเข้าปากด้วยความอยากรู้อยากเห็น หรือเกิดการสำลักขณะที่กินอาหารเร็วเกินไป หรือพูดขณะที่กำลังมีอาหารอยู่ในปาก ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผู้ใหญ่สำลักนั้นมักเกิดจากการเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด หัวเราะขณะกินอาการหรือดื่มน้ำเร็วเกินไป

อาหาร ที่มักทำให้เกิดอาการสำลักได้แก่ ถั่วลิสง หมากฝรั่ง ป๊อปคอร์น ลูกอม ไส้กรอก ผักและผลไม้ชิ้นใหญ่ๆ เช่น มะเขือเทศเชอรี่ ลูกองุ่น และวัสดุเล็ก ๆ อย่างยางลบ

วิธีการช่วยเหลือเบื้องต้น

วิธีการช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับเด็กทารก

หากสังเกตเห็นว่าอยู่ดี ๆ เด็กมีอาการที่แปลกไปคือ ดูเจ็บปวดและหายใจเสียงดัง ร้องไห้หรือไอไม่ได้ บางครั้งก็ไม่สามารถส่งเสียงร้องหรือหายใจได้ นั่นอาจหมายความว่าเด็กกำลังมีอาการสำลัก

สิ่งที่ต้องทำเมื่อเด็กสำลักคือ

  1. ตบหลัง นั่งลงและจับเด็กนอนคว่ำหน้าให้ขนานกับต้นขาและประคองหัวเด็กไว้ จากนั้นใช้สันมือตบเข้าไปแรง ๆ 5 ครั้ง ระหว่างสะบักทั้ง 2 ข้างของเด็ก
  2. ตรวจเช็คดูในปากของเด็กว่ามีอะไรอยู่ไหม ถ้ามีให้รีบใช้ปลายนิ้วหยิบออก สมัครบาคาร่า ควรระวังไม่ให้สิ่งที่ติดอยู่ในปากของเด็กไหลกลับเข้าไปในคออีก
  3. หากการช่วยเหลือด้วยการตบหลังยังไม่สามารถเอาสิ่งแปลกปลอมที่ขวางทางเดินลมหายใจของเด็กได้ ให้ใช้วิธีกดที่หน้าอกของเด็ก ด้วยการจับให้เด็กนอนหงายหน้าขึ้นขนานกับต้นขา จากนั้นใช้นิ้ว 2 นิ้วกดลงไปตรงกลางใต้ราวนมของเด็ก 5 ครั้ง ตรวจดูภายในปากของเด็กว่ามีอะไรหลุดออกมาหรือไม่ แล้วหยิบออกอย่างระมัดระวัง
  4. หากช่วยเหลือด้วยวิธีข้างต้นแล้วยังไม่ได้ผล ให้รีบโทรเรียกรถพยาบาล ระหว่างที่รอรถพยาบาลมาถึงนั้นให้ช่วยเหลือด้วยการตบหลังและกดหน้าอกสลับกัน จนกว่าสิ่งที่เข้าไปอุดตันทางเดินหายใจจะหลุดออกมาหรือรถพยาบาลมาถึง หากเด็กไม่หายใจให้เริ่มทำการกดหน้าอกหรือป้๊มหัวใจด้วยวิธีสำหรับเด็กทารก ซึ่งอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมที่ติดอยู่ในคอหลุดออกมาได้

วิธีการช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่

เมื่อสังเกตเห็นคนที่มีอาการสำลักให้พยายามกระตุ้นให้ผู้สำลักไอเพื่อให้สิ่งที่เข้าไปอุดตันทางเดินหายใจหลุดออกมาด้วยตัวเอง หากผู้สำลักไม่สามารถพูดคุย ร้อง หรือไอด้วยตัวเองได้ สามารถให้ความช่วยเหลือด้วยวิธีการดังนี้

  1. กระตุ้นให้ผู้ที่สำลักไอออกมา กรณีที่ผู้สำลักไม่สามารถไอให้สิ่งที่ติดอยู่ในคอหลุดออกมาเองได้ ให้่ช่วยประคองหน้าอกของผู้สำลัก แล้วเอียงตัวของผู้ที่สำลักไปด้านหน้า เพื่อให้สิ่งแปลกปลอมที่ติดในคอหลุดออกมา
  2. หากการพยายามกระตุ้นให้ผู้สำลักไอด้วยตัวเองไม่ได้ผล ให้ประคองตัวผู้ที่สำลักโค้งไปทางด้านหน้า แล้วใช้สันมือตบเข้าไปแรง ๆ ระหว่างกระดูกสะบักทั้ง 2 ข้าง ควรทำซ้ำ 5 ครั้ง ตรวจสอบว่ามีอะไรหลุดออกมาหรือไม่ ถ้ามีให้รีบหยิบออก
  3. หากช่วยเหลือด้วยวิธีการตบหลังไม่ได้ผล ให้ยืนซ้อนหลังผู้สำลัก แล้วกดกระแทกที่ท้อง 5 ครั้ง โดยใช้แขนทั้ง  2 ข้าง โอบแนบกับผู้ที่สำลักเหนือสะดือ แต่ให้ต่ำกว่าระดับหน้าอก แล้วกำมือเป็นกำปั้น จากนั้นให้ดึงกระแทกกำปั้นทั้ง 2 ข้างเข้าหาตัวและขึ้นทางด้านบนอย่างเร็วและแรง ห้ามใช้วิธีการกระแทกที่ท้องกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี และหญิงที่กำลังตั้งครรภ์
  4. หากยังสำลักอยู่ให้รีบโทรเรียกรถพยาบาล ระหว่างที่รอรถพยาบาลให้ตบหลัง และกระแทกที่ท้องซ้ำจนกว่าสิ่งที่ติดในช่องคอผู้สำลักจะหลุดออกมา หรือจนกว่ารถพยาบาลจะมาถึง กรณีที่ผู้ที่สำลักหมดสติไป ให้ตรวจดูว่าเขายังหายใจอยู่ไหม หากไม่หายใจ ให้เริ่มทำการกดหน้าอกหรือป้๊มหัวใจซึ่งการปั๊มหัวใจนั้นอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมที่ติดอยู่ในคอหลุดออกมาได้

ภาวะแทรกซ้อนของการ สำลัก

การสำลักอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ในกรณีที่สำลักเพียงเล็กน้อยอาจเกิดการบาดเจ็บที่คอ หรืออาจเกิดอาการระคายเคือง แต่หากสำลักวัตถุขนาดใหญ่ และเกิดการอุดตันหลอดลมอาจเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจได้

การป้องกันการสำลัก

เราสามารถป้องกันเด็กจากการสำลักได้ด้วยการไม่ให้เด็กเล่นวัตถุที่มีขนาดเล็ก เช่น เหรียญ ยางลบ บล็อคและของเล่นตัวต่อที่เด็กอาจสำลักและอุดตันหลอดลมได้ หั่นอาหารให้มีขนาดเล็กลงเพื่อให้ง่ายต่อเด็กในการกลืน กำชับไม่ให้เด็กคุยขณะกินอาหาร นอกจากนี้ เรายังสามารถป้องกันตัวเราเองจากการสำลักได้ด้วยการเคี้ยวอาหารให้ละเอียด หลีกเลี่ยงการคุย หรือหัวเราะขณะกินอาหาร และควรมีน้ำดื่มอยู่ใกล้ตัวขณะกินอาหารด้วย

Tagged :

รู้จักอันตรายจากยาฆ่าแมลงและวิธีล้างผักผลไม้ให้ปลอดภัย

ยาฆ่าแมลง หรือวัตถุอันตรายทางการเกษตรเป็นสารเคมีที่ใช้ควบคุม กำจัด ทำลาย หรือขับไล่สัตว์ แมลง รวมถึงวัชพืชที่สร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรในขั้นตอนการเพาะปลูก รวมถึงป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในการเก็บรักษา การขนส่ง และการจำหน่าย

ในปัจจุบันทางกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานต่าง ๆ ได้มีการควบคุมความปลอดภัยของการใช้ยาฆ่าแมลงที่อาจส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม เพราะหากรับประทานผักผลไม้ที่มียาฆ่าแมลงหรือสารพิษตกค้างก็อาจทำให้เกิดอันตรายมากกว่าที่คิด

15 อันดับยาฆ่าแมลงที่ตกค้างในอาหาร

แม้ยาฆ่าแมลงจะช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดจากศัตรูพืชและช่วยให้ผักผลไม้คงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์น่ารับประทาน แต่หากใช้มากเกินไปหรือล้างไม่สะอาด ก็อาจทำให้มีสารพิษตกค้างที่ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศเรื่องสารพิษตกค้างในอาหารที่พบมากที่สุด 15 อันดับ ได้แก่

  1. คลอร์ไพริฟอส พบได้ในพริกแห้ง เครื่องเทศที่มีลักษณะเป็นเมล็ด พริกสด กล้วย ลิ้นจี่ เนื้อโคหรือเนื้อกระบือ เป็นต้น
  2. คลอโรทาโลนิล พบได้ในมะเขือเทศ ผักคะน้า ฝักถั่วเหลืองสด ผักกาดขาว เป็นต้น
  3. คาร์บาริล พบได้ในทุเรียน ลำไย ข้าวฟ่าง ผลไม้ตระกูลส้ม พริกหวาน มะม่วง เป็นต้น
  4. คาร์เบนดาซิม พบได้ในพริกแห้ง หอมแดง องุ่น เงาะ ต้นหอม กุยช่าย หอมหัวใหญ่ เป็นต้น
  5. คาร์โบซัลแฟน พบได้ในพริกแห้ง กระเจี๊ยบเขียว ผักตระกูลกะหล่ำ มะเขือเทศ เมล็ดงา เป็นต้น
  6. แคปแทน พบได้ในองุ่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง มะม่วง ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น
  7. ไซเพอร์เมทริน พบได้ในพริกแห้ง พริกสด ลิ้นจี่ ลำไย ทุเรียน ผักตระกูลกะหล่ำ เป็นต้น
  8. 2, 4-ดี พบได้ในเครื่องในและเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม ข้าวสาร ข้าวโพด ข้าวฟ่าง สับปะรด เป็นต้น
  9. เดลทาเมทริน พบได้ในเมล็ดกาแฟ ผักคะน้า ผักกาดขาว ผักกวางตุ้ง ต้นหอม เป็นต้น
  10. ไดคลอร์วอส พบได้ในผลไม้ตระกูลส้ม เมล็ดธัญพืช เครื่องเทศ เนื้อสัตว์ปีก เป็นต้น
  11. ไดโคฟอล พบได้ในเครื่องในโคและกระบือ มะเขือเทศ แตงกวา ถั่วเขียว เป็นต้น
  12. ไดไทโอคาร์บาเมต พบได้ในพริกแห้ง ต้นหอม ผักคะน้า องุ่น มะม่วง มะเขือเทศ เป็นต้น
  13. ไดเมโทเอต พบได้ในผลไม้ตระกูลส้ม เครื่องเทศที่มีลักษณะเป็นเมล็ด มะเขือเทศ แตงไทย เป็นต้น
  14. ไดแอซินอน พบได้ในเครื่องเทศที่มีลักษณะเป็นเมล็ดและราก เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นต้น
  15. ไตรอาโซฟอส พบได้ในถั่วเหลืองสด ถั่วฝักยาว ถั่วเขียว เมล็ดทานตะวัน หอมหัวใหญ่ เป็นต้น
วิธีล้างผักผลไม้ให้ปลอดภัย จาก ยาฆ่าแมลง
วิธีล้างผักผลไม้ให้ปลอดภัย จาก ยาฆ่าแมลง

ยาฆ่าแมลงและผลกระทบต่อสุขภาพ

การรับประทานผักผลไม้ รวมถึงอาหารที่มียาฆ่าแมลงหรือสารพิษตกค้างยังอาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ปวดศีรษะ หน้ามืด หายใจไม่ออก มีอาการชา หรือรุนแรงถึงขั้นหมดสติได้ และในปัจจุบันยังคงเป็นที่ถกเถียงกันถึงความปลอดภัยจากการใช้ยาฆ่าแมลง  สมัครบาคาร่า  แม้จะมีการควบคุมไม่ให้ใช้เกินจากปริมาณที่กำหนดที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคแล้วก็ตาม แต่ผู้ที่ทำการเกษตรโดยใช้ยาฆ่าแมลงปริมาณมาก และผู้ที่อาศัยใกล้บริเวณที่มีการใช้ยาฆ่าแมลงในระยะยาวอาจทำให้เกิดปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ ระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาท ส่งผลต่อการทำงานของต่อมไร้ท่อ เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้มากขึ้น นอกจากนี้ การศึกษายังได้ระบุว่าทารกในครรภ์ของหญิงที่อาศัยในบริเวณที่มีการใช้ยาฆ่าแมลงนั้นเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมาธิสั้นและโรคออทิสติกได้

ล้างผักผลไม้อย่างไรให้ปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง

การล้างผักผลไม้ให้สะอาดก่อนนำไปรับประทานหรือปรุงอาหารอาจช่วยทำให้ปริมาณยาฆ่าแมลงหรือสารพิษที่ตกค้างลดน้อยลงไปได้ ซึ่งผู้บริโภคสามารถปฏิบัติได้ตามวิธีดังต่อไปนี้

  1. แช่ด้วยเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร นาน 15 นาที แล้วนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ประมาณ 90-95 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ ควรล้างเบกกิ้งโซดาออกให้สะอาด เพราะถ้าร่างกายได้รับในปริมาณมากเกินไปอาจส่งผลให้ท้องเสียได้
  2. แช่ด้วยน้ำส้มสายชู ที่มีกรดน้ำส้มความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำเปล่าในอัตราส่วน 1:10 นาน 10-15 นาที แล้วนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ประมาณ 60-84 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจทำให้ผักผลไม้มีกลิ่นของน้ำส้มสายชูติดมาด้วย อีกทั้งยังอาจทำให้ผักบางชนิดอย่างผักกาดเขียวหรือผักกาดขาวมีรสชาติเปลี่ยนไป
  3. นำไปต้มหรือลวกน้ำร้อนะช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจสูญเสียคุณค่าทางอาหารบางชนิดอย่างไนอาซิน วิตามินซี หรือวิตามินบี 1 ไปกับน้ำและความร้อนได้
  4. ปอกเปลือก หรือลอกใบชั้นนอกของผักที่มีใบซ้อนกันออกอย่างผักกะหล่ำปลี แล้วนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ประมาณ 27-72 เปอร์เซ็นต์
  5. แช่ด้วยน้ำยาล้างผัก โดยใช้ความเข้มข้นประมาณ 0.3 เปอร์เซ็นต์ แล้วนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ประมาณ 25-70 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ ควรปฏิบัติตามฉลากข้างผลิตภัณฑ์ด้วยความระมัดระวัง เพราะบางครั้งน้ำยาล้างผักอาจซึมเข้าไปในเนื้อผักผลไม้และทำให้เกิดอันตรายได้
  6. ล้างโดยใช้น้ำไหลผ่าน โดยเด็ดใบผักใส่ตะแกรงแล้วเปิดน้ำให้แรงพอประมาณเป็นเวลา 2 นาที สามารถใช้มือคลี่ใบออกและถูหรือขัดใบผักหรือเปลือกผลไม้ร่วมด้วย จะช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ประมาณ 25-63 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจใช้เวลานานและใช้น้ำในปริมาณมาก
  7. แช่ด้วยด่างทับทิม ปริมาณ 20-30 เกล็ดผสมน้ำ 4 ลิตร นาน 10 นาที แล้วนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ประมาณ 35-43 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าใช้ด่างทับทิมในปริมาณมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อระบบทางเดินอาหาร หากสูดดมไอระเหยในปริมาณมากอาจทำให้เกิดปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ และหากเข้าตาก็อาจทำให้ตาบอดได้ จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
  8. แช่ด้วยเกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร นาน 10 นาที จะช่วยลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ประมาณ 27-38 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจทำให้ผักผลไม้บางชนิดมีรสเค็มติดไปด้วย

การล้างผักผลไม้แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดที่ต่างกันออกไป ควรเลือกตามความสะดวก เวลา และปริมาณผักผลไม้ที่มี นอกจากนี้ การรับประทานผักปลอดสารพิษหรือผักผลไม้ออแกนิคก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี รวมถึงการรับประทานผักผลไม้ที่หลากหลาย ไม่ซ้ำ ๆ กันเกินไป และเปลี่ยนแหล่งหรือร้านที่ซื้อบ้าง เพื่อลดความเสี่ยงจากสารพิษตกค้างที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย

Tagged :

ประจำเดือนหลังคลอด เริ่มมาตอนไหน และต้องดูแลตัวเองอย่างไร

ประจำเดือนหลังคลอด ภาวะการมีประจำเดือนครั้งแรกหลังคลอดบุตร โดยทั่วไปแล้ว ผู้ตั้งครรภ์จะพบความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทางร่างกายเมื่อเริ่มอุ้มท้อง ซึ่งรวมไปถึงประจำเดือนไม่มา เมื่อคลอดทารกแล้ว ร่างกายจะเริ่มปรับตัวให้มีประจำเดือนอีกครั้ง โดยแต่ละคนจะมีประจำเดือนหลังคลอดแตกต่างไปกันไปตามเงื่อนไขของภาวะสุขภาพ อีกทั้งการมีประจำเดือนหลังคลอดบุตรยังต่างจากการมีประจำเดือนก่อนตั้งครรภ์ดังจะกล่าวต่อไป

เริ่มมีประจำเดือนหลังคลอดเมื่อไหร่ ?

ผู้ตั้งครรภ์ที่คลอดบุตรแล้วจะกลับมามีประจำเดือนหลังคลอดแตกต่างกันไป ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ ผู้ที่ไม่ให้นมบุตรหรือให้นมบุตรร่วมกับนมชง และผู้ที่ให้นมบุตรอย่างเดียว ดังนี้

  • ผู้ที่ไม่ให้นมบุตรหรือให้นมบุตรร่วมกับนมชง โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ไม่ได้ให้นมบุตรเองหรือให้นมบุตรสลับกับให้ดื่มนมชงนั้น จะกลับมามีประจำเดือนหลังคลอดบุตรไปแล้วประมาณ 6-8 สัปดาห์ หากประจำเดือนยังไม่มาภายใน 3 เดือน ควรพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา โดยแพทย์จะตรวจร่างกาย เพื่อดูว่าประสบภาวะขาดประจำเดือนแบบทุติยภูมิ ตั้งครรภ์ หรือเกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ หรือไม่
  • ผู้ที่ให้นมบุตรอย่างเดียว การให้นมบุตรนับเป็นปัจจัยของการมีประจำเดือนหลังคลอด โดยผู้ที่ให้ทารกดื่มนมแม่เพียงอย่างเดียวบางรายจะไม่มีประจำเดือนตลอดช่วงที่ให้นมบุตร ส่วนผู้ที่ให้นมบุตรรายอื่นอาจมีประจำเดือนมาช้า เนื่องจากโพรแลคติน (Prolactin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำหรับผลิตน้ำนมแม่มีฤทธิ์ยับยั้งฮอร์โมนสืบพันธุ์ ส่งผลให้ร่างกายไม่ตกไข่ออกมา ทั้งนี้ ปริมาณการให้นมบุตรส่งผลต่อการกลับมามีประจำเดือน กล่าวคือ ผู้ที่ให้นมบุตรน้อยลงอาจกลับมามีประจำเดือนได้เร็วขึ้น หากได้รับประทานอาหารเสริมร่วมกับอาหารหลักอย่างเพียงพอ ก็มีแนวโน้มที่จะกลับมามีประจำเดือนเร็วกว่า 6 เดือน

อย่างไรก็ตาม ร่างกายอาจไม่ได้หยุดการตกไข่ขณะที่ให้นมบุตรเสมอไป ผู้ที่ให้นมบุตรบางรายอาจกลับมามีประจำเดือนหลังคลอดบุตรไปแล้ว 1 เดือน ในขณะที่ผู้ให้นมบุตรบางส่วนที่รับประทานอาหารหลักและอาหารเสริมอย่างเพียงพออาจมีประจำเดือนมาช้าหลายเดือนได้

ข้อสังเกตในการมาของประจำเดือนหลังคลอด
ข้อสังเกตในการมาของประจำเดือนหลังคลอด

รู้ได้อย่างไรว่ามีประจำเดือนหลังคลอด ?

ผู้ตั้งครรภ์ที่คลอดบุตรแล้วจะกลับมามีประจำเดือนได้อีกครั้ง ขึ้นอยู่กับการให้นมบุตรตามที่กล่าวไปข้างต้น โดยอาการประจำเดือนหลังคลอด มีดังนี้

  • มีเลือดออกเป็นจุด ผู้ที่ให้นมบุตรน้อยลงจะเริ่มกลับมามีประจำเดือน โดยจะมีเลือดประจำเดือนออกมาเป็นจุดเล็ก ๆ และไม่สม่ำเสมอ
  • มีลิ่มเลือด ผู้ที่มีประจำเดือนหลังคลอดหลายรายมักมีลิ่มเลือดออกมา  สมัครบาคาร่า  โดยลิ่มเลือดนั้นอาจเกิดจากการฟื้นฟูซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกาย ไม่ใช่สาเหตุของปัญหาสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีลิ่มเลือดออกมากับเลือดประจำเดือนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หรือประจำเดือนมามากกว่าที่เคยเป็น ควรพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา
  • ตกไข่และตั้งครรภ์ได้ ผู้ที่คลอดบุตรแล้วอาจตั้งครรภ์ได้อีกแม้ประจำเดือนจะยังไม่มา เนื่องจากร่างกายจะตกไข่ออกมาก่อนประจำเดือนมาประมาณ 2 สัปดาห์โดยที่อาจไม่รู้ตัว จึงควรคุมกำเนิดทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะมีประจำเดือนหลังคลอดแล้วหรือไม่ก็ตาม
  • มีตกขาว โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่คลอดบุตรมักมีเลือดหรือตกขาวออกมาจากช่องคลอด เนื่องจากร่างกายต้องขับเลือดและเนื้อเยื่อที่ตกค้างภายในมดลูกระหว่างตั้งครรภ์ออกไป ผู้ที่คลอดบุตรอาจมีเลือดและลิ่มเลือดออกมามากในช่วงสัปดาห์แรก ผู้ที่ไม่ได้ให้นมบุตรอาจมีน้ำคาวปลาหรือตกขาวออกมาเป็นเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่จะกลับมามีประจำเดือนอีกครั้ง โดยจะเริ่มมีเลือดประจำเดือนปนมากับน้ำคาวปลาเมื่อประจำเดือนใกล้มา

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่คลอดบุตรแล้วอาจประสบภาวะเลือดออกจากช่องคลอดผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาทันทีในกรณีที่พบว่ามีเลือดประจำเดือนมากกว่าปกติจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยชั่วโมงละหลายชิ้น เกิดอาการปวดท้องกะทันหันอย่างรุนแรง เป็นไข้เฉียบพลัน และมีประจำเดือนนานกว่า 7 วัน

ประจำเดือนหลังคลอดแตกต่างจากประจำเดือนทั่วไปอย่างไร ?

ผู้ตั้งครรภ์ที่คลอดบุตรแล้วจะกลับมามีประจำเดือนอีกครั้งในช่วงเวลาที่แตกต่างกันไปตามภาวะสุขภาพ โดยอาจปรากฏอาการบางอย่างที่ต่างจากการมีประจำเดือนก่อนตั้งครรภ์ก่อนที่จะค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ เนื่องจากร่างกายต้องปรับระบบการทำงานของรอบเดือนอีกครั้ง ส่งผลให้มีอาการของ ประจำเดือนหลังคลอด ที่ต่างไปจากเดิมบ้าง ดังนี้

  • รู้สึกปวดบีบที่ท้องน้อยมากกว่าหรือน้อยกว่าที่เคยเป็น
  • มีลิ่มเลือดเล็ก ๆ ปนมากับเลือดประจำเดือน
  • ประจำเดือนมามาก
  • ประจำเดือนมาไม่ปกติบ้าง
  • มีเลือดประจำเดือนออกมากะปริบกะปรอย

เมื่อมีประจำเดือนหลังคลอดควรทำอย่างไร ?

ผู้ที่คลอดบุตรด้วยวิธีธรรมชาติและมีประจำเดือนหลังคลอดทันทีนั้น ควรเลี่ยงการใช้ผ้าอนามัยแบบสอดในช่วงแรกของการมีประจำเดือน เนื่องจากต้องฟื้นฟูอวัยวะภายในร่างกายก่อน การสอดผ้าอนามัยสำหรับซับเลือดประจำเดือนจะทำให้เกิดการกระทบกระเทือนต่ออวัยวะดังกล่าวได้ โดยแพทย์จะพิจารณาว่าจะกลับไปใช้ผ้าอนามัยแบบสอดหลังคลอดบุตรไปแล้วประมาณ 6 สัปดาห์ได้หรือไม่

นอกจากนี้ ผู้ที่ยังไม่มีประจำเดือนหลังคลอดอันเนื่องมาจากการให้นมบุตรนั้น ก็ควรคุมกำเนิดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง โดยปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการคุมกำเนิดวิธีต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับตนเอง  เนื่องจากการให้นมบุตรไม่ได้ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะผู้ที่กลับมามีประจำเดือนอีกครั้งระหว่างที่ให้นมบุตร

Tagged :

โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder)  โรคทางจิตใจที่มีความรุนแรงกว่า

โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder)  โรคทางจิตใจที่มีความรุนแรงกว่าความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรควิตกกังวลจะพบว่ามีความวิตกกังวลและอาการอื่น ๆ ต่อเนื่องและอาการไม่หายไป หรืออาจมีอาการที่แย่ลงได้ในที่สุด

โรควิตกกังวลทำให้เกิดอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การทำงาน การเรียนหนังสือ และการรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมก็สามารถจัดการกับอาการและกลับมาใช้ชีวิตปกติได้

โรควิตกกังวลมีหลายประเภท เช่น โรคแพนิค (Panic Disorder) โรคกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder: GAD) โรคกลัวการเข้าสังคม (Social Anxiety Disorder) หรือโรคกลัวแบบจำเพาะ (Specific Phobias) เป็นต้น

โรควิตกกังวล หายได้ไหม

อาการของโรควิตกกังวล

อาการของโรควิตกกังวลขึ้นอยู่กับประเภทของโรควิตกกังวล โดยอาการทางกายและใจที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป ได้แก่

  • มีอาการตื่นตระหนก กลัว และไม่สบายใจ
  • ไม่สามารถอยู่ในความสงบได้ กระสับกระส่าย กระวนกระวาย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ
  • มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ
  • มือและเท้าเย็น หรือเหงื่อแตก
  • หายใจตื้น
  • ใจสั่น
  • เจ็บหน้าอก
  • ปากแห้ง
  • มีอาการเหน็บชาที่มือและเท้า
  • มีอาการคลื่นไส้
  • เวียนศีรษะ
  • ปวดศีรษะ
  • กล้ามเนื้อตึงเกร็ง
  • มีความอ่อนล้า เหนื่อยง่าย
  • มีอาการสั่น

นอกจากนั้น ในแต่ละประเภทยังมีอาการเฉพาะ ดังต่อไปนี้

  • อาการของโรคแพนิค (Panic Disorder) เช่น เหงื่อออก เจ็บหน้าอก ใจสั่น รู้สึกสำลัก มีความรู้สึกเหมือนตนเองเป็นโรคหัวใจหรือเหมือนจะเป็นบ้า
  • อาการของโรคกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder: GAD) เช่น มีความเครียดหรือมีความกังวลมากเกินไปจากความเป็นจริง ถึงแม้ว่าจะมีสาเหตุเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีสาเหตุที่ไปกระตุ้นให้เกิดอาการกังวลได้
  • อาการของโรคกลัวการเข้าสังคม (Social Anxiety Disorder) เช่น มีความกังวลที่รุนแรงมากหรือมีความระมัดระวังตัวเกินเหตุในสถานการณ์ทางสังคมต่าง ๆ ที่ต้องพบเจอตามปกติในชีวิตประจำวัน โดยความกังวลที่เกิดขึ้นมักเป็นความกลัวการตัดสินจากผู้อื่น หรือกลัวว่าจะเกิดความอับอายและถูกล้อเลียน
  • อาการของโรคกลัวแบบจำเพาะ (Specific Phobias) ผู้ป่วยจะมีความกลัวอย่างรุนแรงต่อสิ่งของหรือสถานการณ์เฉพาะ เช่น กลัวความสูง กลัวการเข้าสังคม และกลัวสัตว์บางชนิด ซึ่งจะกลัวในระดับที่ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ปกติในชีวิตประจำวัน

สาเหตุของโรควิตกกังวล

สาเหตุของโรควิตกกังวล ไม่ได้มาจากความบกพร่องทางบุคคลิกภาพ หรือการเลี้ยงดูที่ไม่ดี แต่มีสาเหตุคล้ายกับโรคทางจิตชนิดอื่น ๆ จากการวิจัยพบว่าโรคทางจิตใจเหล่านี้เกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ได้แก่ การทำงานของสมองบางส่วนที่เกิดความเปลี่ยนแปลง และความเครียดที่เกิดจากสภาพแวดล้อม

  • โครงสร้างการทำงานของสมอง โรควิตกกังวลอาจมีสาเหตุมาจากข้อบกพร่องหรือปัญหาที่เกิดขึ้นกับการทำงานของสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ต่าง ๆ หรือหากมีความเครียดมาก ๆ เป็นเวลานาน อาจทำให้เซลล์ประสาทและสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากนั้น ยังพบว่าผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลบางชนิด มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับอารมณ์และความรู้สึก
  • กรรมพันธุ์ โรควิตกกังวลเกิดได้จากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูกทำนองเดียวกันกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของโรคมะเร็งและโรคหัวใจ
  • ปัจจัยที่มาจากสิ่งแวดล้อม เช่น การได้รับบาดเจ็บ หรือประสบกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิดโรควิตกกังวล โดยเฉพาะผู้ป่วยเป็นโรควิตกกังวลที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม จะมีปฏิกิริยาที่ไวต่อการถูกกระตุ้นจากปัจจัยดังกล่าว
  • ปัจจัยเฉพาะอื่น ๆ เช่น
    • ความขี้อายหรือไม่กล้าแสดงอารมณ์ในเด็ก
    • มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ไม่ดี
    • เป็นหม้ายหรือเคยหย่าร้าง
    • ต้องพบกับเหตุการณ์ในชีวิตที่มีความตึงเครียด ทั้งในวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่
    • มีประวัติของคนในครอบครัวที่เป็นโรคทางจิตใจ
    • มีระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลในน้ำลายเพิ่มในช่วงบ่ายซึ่งมาจากความเครียด โดยเฉพาะกับผู้ที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคม (Social Anxiety Disorder)
    • โรคอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายคลึงกับอาการของโรควิตกกังวล เช่น ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน หัวใจเต้นผิดปกติ หรือภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งเป็นกรณีที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรควิตกกังวล

แพทย์จะเริ่มจากการถามประวัติทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น อาการที่เกิดขึ้นและโรคประจำตัว หลังจากนั้นจะตรวจร่างกายและอาจตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด ตรวจสมรรถภาพปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และตรวจปัสสาวะ เพื่อแยกโรคอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายกับโรควิตกกังวล เช่น ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน โรคกระเพาะอาหารอักเสบเฉียบพลัน โรคหืด หรือหัวใจเต้นผิดปกติ หรือภาวะได้รับยาและสารเสพติดที่ทำให้เกิดอาการคล้ายโรควิตกกังวล

แต่หากไม่พบโรคทางกายใด ๆ แพทย์จะส่งตัวไปให้จิตแพทย์วินิจฉัยโดยการสัมภาษณ์ หรือใช้เครื่องมือช่วยในการประเมินโรคทางจิตใจ โดยการประเมินสุขภาพทางจิตอย่างละเอียดจะมีประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรควิตกกังวลเป็นอย่างมากในการแยกโรคทางจิตใจ เพราะโรควิตกกังวลมักมีอาการคล้ายกับภาวะอื่น ๆ เช่น ภาวะซึมเศร้า หรือโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder: OCD)

การรักษาโรควิตกกังวล

การรักษาโรควิตกกังวลขึ้นอยู่กับประเภทของโรค ซึ่งวิธีที่ใช้ในการรักษาโดยทั่วไป มีดังนี้

  • จิตบำบัด (Psychotherapy) เป็นการรักษาด้วยการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีรับมือกับปัญหาของโรควิตกกังวลได้ในที่สุด
  • การรักษาด้วยการเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (Cognitive-Behavioral Therapy) เป็นวิธีการรักษาทางจิตที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้การปรับเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมที่นำไปสู่ปัญหาทางอารมณ์และความรู้สึก เช่น ช่วยให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคแพนิคเรียนรู้ว่าอาการแพนิคนั้นไม่ใช่อาการของโรคหัวใจ หรือช่วยให้ผู้ที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคมเรียนรู้ที่จะเอาชนะความเชื่อที่คิดว่าคนอื่นคอยจ้องมองหรือตัดสินตน เป็นต้น
  • การฝึกจัดการกับความเครียด วิธีฝึกการจัดการกับความเครียดและการทำสมาธิ เป็นวิธีที่จะช่วยให้ผู้ป่วยโรควิตกกังวลมีอารมณ์ที่สงบลงและยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัดวิธีอื่นได้ด้วย
  • การรักษาด้วยยา ยาที่นำมาใช้ในการรักษาและลดอาการของโรควิตกกังวล เช่น
  • ยารักษาอาการซึมเศร้า สมัครบาคาร่า  เช่น ยากลุ่มเอสเอสอาร์ไอ
  • ยาระงับอาการวิตกกังวล เช่น ยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน เช่น ยาอัลปราโซแลม และยาโคลนาซีแพม
  • ยาช่วยควบคุมอาการทางร่างกายเมื่อมีความวิตกกังวล เช่น ใจสั่น มือสั่น คือ ยาเบต้า บล็อกเกอร์ เช่น ยาโพรพราโนลอล
  • ยาอื่น ๆ เช่น ยารักษาโรคลมชัก และยาระงับอาการทางจิต

การใช้ยาเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำและดุลยพินิจของแพทย์

นอกจากนั้น ยังพบว่าการออกกำลังกายด้วยวิธีแอโรบิกมีผลทำให้อาการสงบลงได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานจากการศึกษาค้นคว้าที่มากพอเพื่อนำมาเป็นหนึ่งในวิธีการรักษา รวมไปถึงควรพิจารณาที่จะหลีกเลี่ยงคาแฟอีน ยาเสพติด และยาแก้หวัดที่ซื้อตามร้านขายยาทั่วไป เพราะมีผลทำให้อาการของโรควิตกกังวลแย่ลงและที่สำคัญ คือการได้รับการสนับสนุนและกำลังใจจากคนในครอบครัวเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยโรควิตกกังวลฟื้นฟูสู่สภาพปกติได้ดี

ภาวะแทรกซ้อนโรควิตกกังวล

โรควิตกกังวลเป็นภาวะที่อาจทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน เรียนหนังสือ หรือการรักษาความสัมพันธ์ให้ดี นอกจากนั้น หากไม่ได้รับการรักษาอาจเพิ่มความเสี่ยงที่รุนแรงต่าง ๆ จนถึงขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น

  • ภาวะซีมเศร้า โรควิตกกังวลมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะซึมเศร้า ซึ่งต่างมีอาการที่คล้ายกัน เช่น  ไม่มีสมาธิ กระสับกระส่าย หงุดหงิด นอนไม่หลับ และรู้สึกกังวล
  • การฆ่าตัวตาย โรคทางจิตใจหรือโรควิตกกังวลเป็นหนึ่งในสาเหตุของการฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ โรคกลัวการเข้าสังคม หรือผู้ที่เป็นโรควิตกกังวลพร้อมกับมีภาวะซึมเศร้า จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการฆ่าตัวตายได้ หากผู้ป่วยเริ่มรู้ตัวว่าตนเองมีความคิดในการฆ่าตัวตาย ควรรีบขอรับความช่วยเหลือจากแพทย์โดยเร็ว
  • การใช้สารเสพติด ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางจิตหรือโรควิตกกังวล มีแนวโน้มที่จะติดสิ่งเสพติดที่ให้โทษ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือยาเสพติด โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วยก็ยิ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้ติดสิ่งเสพติดเหล่านี้ โดยผู้ป่วยมักใช้สิ่งเสพติดเพื่อบรรเทาอาการ
  • ความเจ็บป่วยทางกาย โรควิตกกังวลอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคทางกายได้ เช่น ผู้ที่มีความเครียดเรื้อรังเกี่ยวกับความวิตกกังวล จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำลง ซึ่งส่งผลให้ร่างกายไวต่อการเจ็บป่วยหรือติดเชื้อต่าง ๆ เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัส

การป้องกันโรควิตกกังวล

ถึงแม้ว่าโรควิตกกังวลจะไม่สามารถป้องกันได้ อย่างไรก็ตาม มีวิธีที่จะช่วยควบคุมหรือบรรเทาอาการให้ทุเลาลงได้ เช่น

  • หลีกเลี่ยงหรืองดการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต หรือเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่อาจกระตุ้นให้อาการของโรควิตกกังวลแย่ลงได้
  • ก่อนซื้อยารักษาโรคหรือสมุนไพรต่าง ๆ ตามร้านขายทั่วไป ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพราะยาหรือสมุนไพรบางชนิดอาจมีส่วนประกอบที่อาจกระตุ้นอาการวิตกกังวลได้
  • ควรฝึกทำจิตใจให้ผ่อนคลายและรู้จักปล่อยวางด้วยการฝึกทำสมาธิ ซึ่งจะช่วยจิตใจสงบ
  • หากรู้ตัวว่าตนเองเริ่มมีความวิตกกังวลอยู่บ่อยครั้งโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ควรไปพบจิตแพทย์หรือผู้ให้คำปรึกษาเพื่อขอความช่วยเหลือ ทำความเข้าใจ และหาวิธีแก้ไขต่อไป
Tagged :

ล้างมืออย่างไรให้สะอาดชัวร์ การหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ

มือเป็นอวัยวะ ที่ใช้สัมผัสสิ่งต่าง ๆ นับครั้งไม่ถ้วนในแต่ละวัน การหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็ไม่ควรละเลย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียทั้งหลายถูกกำจัด ป้องกันการติดเชื้อจากการเผลอนำมือไปสัมผัสดวงตาหรือปาก และลดการแพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่ผู้อื่นด้วย

เมื่อไหร่จึงควรล้างมือ ?

หลังจากสัมผัสสิ่งสกปรกทั้งหลาย เช่น ถังขยะ ดิน ทราย สิ่งของสาธารณะต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วย เชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรีย จำนวนมาก การล้างมือจะช่วยทำความสะอาดและกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้ให้หมดไปได้
ก่อนรับประทานหรือสัมผัสอาหาร เมื่อใช้มือที่ปนเปื้อนเชื้อโรคหยิบจับอาหาร เชื้อโรคเหล่านั้นย่อมปนเปื้อนและเข้าสู่ร่างกายไปพร้อมอาหาร แล้วยิ่งหากมือนั้นสะสมเชื้อโรคมาตลอดทั้งวันก็ยิ่งมีจำนวนเชื้อโรคมหาศาล และยังเสี่ยงต่อการเกิดอาหารเป็นพิษได้ง่าย
ช่วงฤดูที่โรคหวัดและไข้หวัดใหญ่แพร่กระจายได้ง่ายอย่างฤดูฝนหรือฤดูหนาว ยิ่งต้องล้างมือให้บ่อยขึ้น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อจากการติดเชื้อ รวมถึงการแพร่กระจายของเชื้อโรค
ก่อนและหลังการดูแลหรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ไม่เพียงแต่ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากผู้ป่วยเท่านั้น แต่เชื้อโรคที่อาจติดไปกับมือของเราก็ยังส่งผลให้ผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแออยู่แล้วติดเชื้อเพิ่มเติมได้ง่าย
ก่อนและหลังจากการทำแผล ล้างมือให้สะอาดก่อนทำแผลเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านแผล และล้างมือหลังการทำแผลเสร็จสิ้นอีกครั้ง
หลังเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือทำความสะอาดให้เด็กเล็กเมื่อเข้าห้องน้ำ รู้หรือไม่ว่าอุจจาระของคนและสัตว์นั้นเต็มไปด้วยเชื้อโรคมากมาย เพียงแค่กรัมเล็ก ๆ ก็ประกอบไปด้วยเชื้อโรคกว่าล้านล้านตัวเลยทีเดียว การล้างมือให้สะอาดจึงเท่ากับลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้อย่างมาก
หลังจากเข้าห้องน้ำ ห้องน้ำถือเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคอันตรายทั้งหลาย การล้างมืออย่างถูกวิธีหลังทำธุระในห้องน้ำจึงจำเป็นอย่างยิ่ง
ล้างมือทุกครั้งหลังไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่ผู้อื่น
ล้างมือทุกครั้งเมื่อสัมผัสกับสัตว์หรือมูลของสัตว์ทุกชนิด และควรล้างมือหลังจากให้อาหารสัตว์เลี้ยงด้วย

การล้างมืออย่างถูกวิธี

การปล่อยให้น้ำไหลผ่านมือเพียงไม่กี่วินาทีไม่อาจช่วยขจัดเชื้อโรคให้หมดไปได้ หน่วยงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำถึงการล้างมือที่ได้ผล ว่าควรล้างด้วยสบู่และถูทำความสะอาดอย่างน้อย 20 วินาที โดยไม่ลืมที่จะความสะอาดข้อมือ หลังมือ  สมัครบาคาร่า ง่ามนิ้วมือ และบริเวณซอกเล็บหากเล็บยาวด้วย เรียบร้อยแล้วล้างด้วยน้ำเปล่าและเช็ดมือให้แห้ง หรืออธิบายเป็นขั้นตอนที่ละเอียดตามการล้างมือมาตรฐาน 11 ข้อ ดังนี้

ล้างมือด้วยน้ำสะอาด
ใช้สบู่ในปริมาณที่เพียงพอต่อการล้างมือในแต่ละครั้ง
ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างถูกันและกัน โดยสลับกันถู
ใช้ฝ่ามือข้างซ้ายถูหลังมือข้างขวา โดยสอดนิ้วเข้าไปถูง่ามนิ้ว ทำสลับกันกับมืออีกข้าง
ถูฝ่ามือด้วยการไขว้นิ้วมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันคล้ายท่าประสานมือ
ใช้นิ้วทั้งสี่ของมือทั้งสองเกี่ยวกันในท่ามือหนึ่งคว่ำ มือหนึ่งหงาย เพื่อถูหลังนิ้วมือด้วยฝ่ามืออีกข้าง
ใช้มือข้างซ้ายจับนิ้วโป้งข้างขวาแล้วหมุนไปมา ทำซ้ำแบบเดียวกันกับนิ้วโป้งข้างซ้าย
ถูปลายนิ้วเข้ากับฝ่ามือของอีกข้างในท่าหมุนเป็นวงกลมกลับไปกลับมาบนฝ่ามือ
ล้างสบู่ออกด้วยน้ำ
เช็ดมือให้แห้งดีด้วยกระดาษชำระสำหรับเช็ดมือ
อาจใช้กระดาษชำระที่เช็ดมือปิดก๊อก เพื่อป้องกันการสัมผัสเชื้อโรคอีกครั้ง

ล้างมืออย่างไรให้สะอาดชัวร์

วิธีสอนให้ลูกล้างมือ มือเป็นอวัยวะ ที่สำคัญ

เด็ก ๆ เป็นวัยที่ชอบเล่นสนุกสนานและอยากรู้อยากลอง จึงสัมผัสสิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่ายมาก พ่อแม่อาจลองหาวิธีช่วยดึงดูดความสนใจให้ลูกรู้สึกว่าการล้างมือเป็นเรื่องสนุกและอยากทำตามมากขึ้น ด้วยหลากหลายวิธีดังนี้

สอดแทรกกิจกรรมสนุก ๆ การล้างมือให้สะอาด ปราศจากเชื้อโรค ควรทำอย่างน้อย 20 วินาที แต่เด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาล้างมือเพียงไม่กี่วินาที กิจกรรมสนุก ๆ ระหว่างการล้างมือจะช่วยให้ลูกเพลิดเพลินและล้างมือได้นานขึ้น เช่น ให้ลูกร้องเพลงง่าย ๆ ช้า ๆ หนึ่งรอบ หรือร้องเร็ว ๆ สัก 2 รอบ ให้ลูกนับ 1-20  หรือ 1-10 อย่างช้า ๆ หรือใช้นาฬิกาทรายช่วยจับเวลาให้น่าตื่นเต้น
ทำสภาพแวดล้อมให้อำนวยต่อลูก การหาเก้าอี้ให้ยืน มีผ้าเช็ดมือพร้อมสบู่ที่สามารถเอื้อมถึงได้ จะทำให้เด็กรู้สึกว่าตนสามารถทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้เหมือนผู้ใหญ่ ทำให้เกิดความภูมิใจ และไม่รู้สึกว่าการล้างมือเป็นเรื่องยากลำบาก เต็มใจล้างมือมากขึ้น
ใช้สิ่งของดึงดูดใจ หาสบู่ที่มีกลิ่นหอม หรือขวดใส่สบู่เหลวรูปตัวการ์ตูนที่ลูกโปรดปราน เพื่อดึงดูดให้การล้างมือรื่นเริงกว่าเดิม

Tagged :

ล้างจมูก วิธีทำความสะอาดจมูกง่าย ๆ ด้วยตนเอง

การล้างจมูก เป็นการฉีดหรือเทน้ำเกลือจากรูจมูกข้างหนึ่งให้ไหลผ่านโพรงจมูกแล้วไปออกรูจมูกอีกข้างหนึ่ง โดยการล้างด้วยน้ำเกลือนี้จะช่วยลดอาการคัดจมูกจากน้ำมูกหรือระคายเคืองจากสารก่อภูมิแพ้ทั้งหลาย และเป็นวิธีที่มีการยืนยันแล้วว่าใช้ได้ผลจริง

การล้างจมูกช่วยอะไรได้บ้าง?

ในจมูกคนเรามีโครงสร้างลักษณะเป็นขนขนาดเล็กที่เรียกว่าซีเลีย (Cilia) อยู่ภายในจมูกและโพรงจมูก คอยพัดเอาน้ำมูกหรือสารคัดหลั่งไปที่หลังคอให้ถูกกลืนลงไปหรือไม่ก็พัดให้ออกไปจากจมูก การใช้น้ำเกลือช่วยล้างจะมีประโยชน์ในการช่วยกำจัดแบคทีเรีย ไวรัส และสารก่อความระคายเคืองทั้งหลายให้หลุดออกไปรวดเร็วยิ่งขึ้น และช่วยในกรณีที่ซีเลียไม่อาจทำหน้าที่ได้ตามปกติเนื่องจากเยื่อบุโพรงจมูกบวม

นอกจากนี้ น้ำเกลือจะไปเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการอักเสบของโพรงจมูกให้มีอาการบวมน้อยลง และกลับมาหายใจได้เป็นปกติดังเดิม ทั้งยังช่วยชะล้างน้ำมูกให้น้อยลงอีกด้วย การล้างจมูกจึงสามารถนำมาใช้กับผู้ที่มีภาวะต่าง ๆ ต่อไปนี้

วิธีล้างจมูกด้วยตัวเอง

ข้อควรระวังในการล้างจมูก

การล้างจมูกสามารถทำได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ แต่ไม่ควรนำมาใช้กับทารกที่อายุยังน้อย และควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าจะปลอดภัยหรือสามารถบรรเทาอาการที่เป็นหรือไม่ หากทำแล้วพบว่าอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าเดิม แนะนำให้กลับไปสอบถามแพทย์  สมัครบาคาร่า  ยิ่งในกรณีที่มีอาการไข้ ปวดศีรษะหรือมีเลือดกำเดาไหลตามมา

ทั้งนี้ผู้ที่เกิดการติดเชื้อบริเวณหูหรือโพรงจมูกที่มีอาการแน่นจมูกและหายใจลำบากไม่ควรใช้วิธีนี้ และยังต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาดของอุปกรณ์ที่ใช้เป็นอย่างมาก ไม่เช่นนั้นจะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยเฉพาะหากเป็นผู้มีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานไม่ปกติ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้วิธีนี้

ล้างจมูกมีวิธีการอย่างไร ?

ขั้นเตรียมการ

  • เตรียมอุปกรณ์สำหรับใส่น้ำเกลือล้างจมูก การล้างจมูกในแต่ละครั้งจะต้องใช้ภาชนะที่สามารถฉีดหรือเทน้ำเกลือเข้าไปในโพรงจมูกได้อย่างสะดวก โดยอาจหาซื้ออุปกรณ์สำเร็จรูปสำหรับล้างจมูกที่มีน้ำเกลือภายในพร้อม หรือใช้ลูกสูบยางแดง กระบอกฉีดยา หรืออุปกรณ์คล้ายกาน้ำสำหรับการล้างจมูกโดยเฉพาะก็ได้
  • เตรียมสารละลายน้ำเกลือ (ในกรณีที่เตรียมเอง) ผงสารละลายสำหรับทำน้ำเกลือนั้นสามารถหาซื้อได้ทั่วไป และควรเป็นผงเกลือที่ปราศจากไอโอดีนหรือเกลือแกง เมื่อได้แล้วก็ทำตามขั้นตอนแนะนำบนฉลาก โดยส่วนประกอบมักจะใช้น้ำอุ่น 2 แก้ว ผสมกับเกลือ ¼-½ ช้อนชา อาจเพิ่มเบกกิ้งโซดาสักหยิบมือเล็ก ๆ ช่วยให้ฤทธิ์ของเกลือเบาลง ทั้งนี้น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำสะอาดผ่านการกลั่นหรือต้มมาก่อน อยู่ในภาชนะปิดที่สะอาดและปลอดภัย และหากเป็นน้ำเกลือที่เตรียมเองก็ควรใช้ภายใน 1 วันเท่านั้น ที่เหลือให้ทิ้งไปเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ขั้นตอนการล้างจมูก

  • อยู่ในท่าเตรียมพร้อมโดยโน้มตัวเข้าหาอ่างล้างหน้าทำมุมประมาณ 45 องศา แล้วเอียงศีรษะตะแคงให้รูจมูกข้างหนึ่งอยู่ในบริเวณอ่าง เพื่อน้ำเกลือจะได้ไหลออกไปยังอ่างล้างหน้า ป้องกันน้ำเกลือย้อนไหลลงคอหรือหลอดลม
  • เทหรือฉีดสารละลายน้ำเกลือประมาณ 10-15 มิลลิลิตร ในผู้ใหญ่ หรือประมาณ 5 มิลลิลิตร ในเด็ก โดยจ่อปลายของอุปกรณ์ฉีดเข้าไปในรูจมูกข้างที่อยู่ด้านบนประมาณ 1 เซนติเมตร ขณะนี้ให้อ้าปากไว้เพื่อหายใจทางปากแทนจมูก จากนั้นจึงบีบหรือเทน้ำเกลือให้ไหลผ่านโพรงจมูกจนออกมาจากรูจมูกอีกข้างหนึ่งหรืออาจไหลออกมาปาก ซึ่งในกรณีนี้ควรบ้วนน้ำเกลือทิ้ง ไม่ควรกลืนลงคอ
  • คอยเอียงศรีษะอยู่ในระดับ 45 องศาอยู่ตลอดเวลาในขณะที่ล้าง อย่าเผลอยกตัวกลับ แหงนหน้า หรือหายใจทางจมูก เพราะจะทำให้ให้เกิดการสำลักน้ำเกลือได้
  • เสร็จแล้วค่อย ๆ สั่งน้ำมูกเบา ๆ เพื่อให้น้ำเกลือที่เหลือไหลออกมาให้หมด แล้วทำขั้นตอนเดียวกันใหม่กับรูจมูกอีกข้างหนึ่ง เมื่อเรียบร้อยแล้วให้ทิ้งสารละลายน้ำเกลือที่เหลือในภาชนะ ไม่ควรนำกลับมาใช้ใหม่
  • ล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้ทั้งหมด ตากให้แห้ง และเก็บไว้ในที่ที่สะอาดและปราศจากความชื้น

ผลลัพธ์หลังจากการล้างจมูก

การล้างโพรงจมูกด้วยน้ำเกลืออาจเห็นผลได้ใน 1-2 ครั้งหลังจากเริ่มทำ และหากทำไปนาน ๆ ก็จะยิ่งเห็นผลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยบางคนอาจล้างทุกวันเพื่อไม่ให้มีอาการระคายเคืองเกิดขึ้น แต่หากสังเกตเห็นว่าอาการที่เป็นอยู่ดีขึ้นแล้วก็อาจลดลงเหลือเพียงสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

การล้างจมูกมีผลข้างเคียงหรือไม่

การล้างจมูกนั้นค่อนข้างปลอดภัย แต่ก็มีโอกาสทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาได้เช่นกัน ได้แก่ ความรู้สึกระคายเคือง มีอาการแสบหลังล้าง หรือมีเลือดกำเดาไหล แต่ข้อหลังนั้นพบได้น้อย ซึ่งผู้ที่เกิดอาการเหล่านี้ควรลดปริมาณเกลือที่ใช้ผสมให้น้อยลง ลดความถี่ในการล้างจมูกลง และปรับอุณหภูมิน้ำที่ใช้ให้เหมาะสม ไม่ให้ร้อนหรือเย็นจนเกินไป ก็อาจช่วยให้ผลข้างเคียงลดน้อยลงได้ แต่หากอาการดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือพบปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ มีเลือดกำเดาไหล เป็นไข้ ปวดศีรษะตามมา ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการ

Tagged :

สาเหตุและการรักษาหน้าผากย่น ปัญหาที่มาพร้อมวัย

หน้าผากย่น และริ้วรอยบนหน้าผากเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น แต่ปัจจัยบางอย่างก็อาจกระตุ้นให้หน้าผากย่นมาเยือนใบหน้าได้เร็วขึ้น หรืออาจทำให้รอยย่นดูลึกกว่าปกติ แน่นอนว่าปัญหาหน้าผากย่นย่อมส่งผลต่อความมั่นใจ โดยเฉพาะรอยย่นบนหน้าผากที่มาก่อนวัย

แต่ถึงอย่างนั้น คุณอาจรับมือกับปัญหาหน้าผากย่นได้หลายวิธี ทั้งการดูแลตนเอง การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคุณสมบัติลดริ้วรอย การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง รวมไปถึงการรักษารอยย่นที่หน้าผากด้วยขั้นตอนทางการแพทย์ ซึ่งบทความนี้จะช่วยบอกสาเหตุที่อาจทำให้ หน้าผากย่น รวมถึงวิธีการรักษารอยย่นบนหน้าผากด้วย

หน้าผากย่นเกิดจากอะไร

ความเหี่ยวย่นและริ้วรอยเป็นสัญญาณหนึ่งของอายุที่เพิ่มขึ้น เพราะเซลล์ภายในร่างกาย รวมถึงเซลล์ผิวจะค่อย ๆ เสื่อมลง สารธรรมชาติต่าง ๆ ที่เคยช่วยให้ผิวดูเต่งตึง อย่างคอลลาเจนและอีลาสติน (Elastin) ก็มีปริมาณลดลงและสร้างขึ้นได้น้อยลงจึงอาจทำให้เกิดรอยย่นบนใบหน้าและร่างกายได้

นอกจากนี้ปัจจัยภายนอกก็มีผลต่อการเกิดหน้าผากย่นได้ไม่น้อย โดยเฉพาะ

  • การสูบบุหรี่ สารพิษและสารเคมีภายในบุหรี่ส่งผลเสียต่อร่างกายในหลายด้าน สารเหล่านี้จะเข้าไปทำให้เซลล์ รวมทั้งเซลล์ผิวหนังเสียหาย และแน่นอนว่าการสูบบุหรี่เป็นประจำย่อมมีความเสี่ยงที่พบกับรอยย่นได้มากขึ้น
  • รังสียูวีจากแสงแดด เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เซลล์ผิวเสียหาย ขาดสมดุล ขาดความชุ่มชื้นจนอาจเพิ่มความเสี่ยงของริ้วรอยได้เช่นกัน
  • การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารก่อการระคายเคือง โดยเฉพาะน้ำหอม แอลกอฮอล์ สี สารกันเสีย และสารอื่น ๆ ที่ทำให้ผิวแห้งและอักเสบ
  • การแสดงสีหน้าซ้ำ ๆ อย่างการยิ้มและหัวเราะ
  • ภาวะผิวแห้งอาจเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาหน้าผากย่น และริ้วรอยได้มากขึ้น
  • ปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อการเสื่อมของเซลล์ เช่น ฝุ่นควัน มลพิษ ความเครียด และอาหารที่ไม่มีประโยชน์
  • โรคผิวหนังบางชนิดก็อาจเพิ่มความเสี่ยงของปัญหานี้ได้เช่นกัน

จุดริ้วรอยที่คุณแม่

วิธีจัดการปัญหาหน้าผากย่น

หน้าผากย่นอาจแก้ไขและชะลอได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

1. ดูแลผิวอย่างเหมาะสมและเติมความชุ่มชื้นให้ผิวเสมอ

การดูแลผิวเป็นประจำทุกวันด้วยวิธีที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่คุณสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ โดยอาจเริ่มจากการทำความสะอาดใบหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและทำความสะอาดได้ล้ำลึก ไม่ทำให้หน้าแห้งตึง

ร่วมกับการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีสารให้ความชุ่มชื้นหรือมอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer) เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพราะผิวที่มีความชุ่มชื้นเหมาะมักมีแนวโน้มที่จะเกิดรอยย่นและปัญหาผิวได้น้อยกว่า

อีกทั้งผิวที่อิ่มน้ำอาจช่วยให้รอยย่นที่หน้าผากดูตื้นขึ้นด้วย โดยควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อผิว ปราศจากสารก่อการระคายเคือง โดยเฉพาะน้ำหอม แอลกอฮอล์ สารกันเสีย และสี

2. ใช้ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอย

ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยเป็นที่นิยมและหาซื้อได้ง่าย มีหลากหลายรูปแบบและหลายยี่ห้อ โดยผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยส่วนใหญ่มักมีส่วนผสมของสารออกฤทธิ์ที่ช่วยให้ผิวดูฟู เต่งตึง ยืดหยุ่น ไม่เหี่ยวย่น

ตัวอย่างของสารออกฤทธิ์ในกลุ่มนี้ เช่น เรตินอยด์ (Retinoids) สารกลุ่มวิตามินเอ วิตามินซี โคเอนไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) สารประเภทเปปไทด์ (Peptides) และสารสกัดอื่น ๆ

แม้ว่าจะมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับว่าสารเหล่านี้อาจช่วยลบเลือนรอยย่นและริ้วรอยได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ที่ประกอบไปด้วยสารเหล่านี้จะสามารถลดริ้วรอยและแก้ปัญหาหน้าผากย่นได้จริง

อีกทั้งผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยแต่ละสูตร แต่ละยี่ห้อมีส่วนผสมที่แตกต่างกันจึงไม่สามารถระบุได้ว่าสารชนิดใดดีที่สุดในการลดริ้วรอย และผลลัพธ์ของการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็อาจแตกต่างกันในผู้ใช้แต่ละคน นอกจากนี้ สารบางชนิดอาจก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ได้ด้วย

สำหรับคนที่สนใจการใช้ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอย ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ ไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาเกินจริงหรือเห็นผลลัพธ์ไวผิดปกติ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ขายตามโซเชียลมีเดีย หากมีโรคประจำตัวหรือโรคผิวหนัง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิด

3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด

อย่างที่ได้บอกไปว่ารังสียูวีทำให้เซลล์ผิวหนังอักเสบ ผิวไหม้ และระคายเคือง ในระยะยาวแสงแดดอาจเป็นปัจจัยของปัญหาผิวได้หลายประเภท รวมทั้งปัญหาหน้าผากย่นและริ้วรอยบนใบหน้า

การศึกษาจำนวนมากพบว่าการสัมผัสแสงแดดและรังสีที่มากเกินไปหรือบ่อยเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคผิวหนัง อย่างฝ้า ผิวแห้ง ริ้วรอยก่อนวัย และโรคมะเร็งผิวหนัง

ดังนั้นเพื่อลดความเสียหายจากแสงแดดจึงควรดูแลตนเองด้วยการทาครีมกันแดดที่มีเอสพีเอฟสูงก่อนออกแดดเสมอ สวมเสื้อผ้าที่มิดชิดเพื่อปกป้องผิวจากแสง กางร่มเมื่อออกแดด หากเป็นไปได้ ควรพยายามเดินหลบหรือยืนในที่ร่มอยู่เสมอ

4. เลิกบุหรี่

เช่นเดียวกับรังสียูวี สารพิษจากบุหรี่เร่งการเสื่อมของเซลล์และระบบภายในร่างกายจนทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้หลากหลายรูปแบบ การศึกษาชิ้นหนึ่งศึกษาความเสี่ยงในการเกิดริ้วรอยในคน 3 กลุ่ม หลากหลายช่วงวัย

กลุ่มแรกเป็นคนที่ไม่สูบบุหรี่จำนวน 299 คน กลุ่มที่สองเป็นคนที่เลิกบุหรี่แล้วจำนวน 551 คน และกลุ่มที่สามเป็นกลุ่มคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำจำนวน 286 คน ภายหลังการสรุปผล การศึกษาชิ้นนี้ชี้ว่าผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่มีความเสี่ยงที่จะเกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้สูงกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่

ด้วยเหตุนี้การเลิกบุหรี่จึงเป็นอีกวิธีที่อาจช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ภายในร่างกาย ลดการเกิดริ้วรอย รอยย่นที่หน้าผาก รวมทั้งลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพด้านอื่น ไม่เพียงสารพิษจากการสูบบุหรี่เท่านั้น ควันบุหรี่มือสองก็ส่งผลต่อร่างกายได้ไม่ต่างกัน

ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับควันบุหรี่ไม่ว่าจะรูปแบบใด สมัครบาคาร่า  หากพบปัญหาในการเลิกบุหรี่ สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ

5. รับการรักษาด้วยขั้นตอนทางการแพทย์

ในปัจจุบันมีเครื่องมือ ขั้นตอน และเทคโนโลยีทางแพทย์หลากหลายรูปแบบที่สามารถช่วยแก้ปัญหาหน้าผากย่น รวมทั้งปัญหาผิว ริ้วรอย และปัญหาอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแพทย์อาจแนะนำวิธีต่อไปนี้ในการจัดการกับปัญหาหน้าผากย่น

  • การขัดผิว (Resurfacing) เป็นขั้นตอนที่ช่วย ขัดผิวเพื่อเอาเซลล์ผิวเก่า หรือเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพบนผิวชั้นนอกออกจากหน้าผากและใบหน้า ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น การขัดผิวทำได้หลายวิธี ทั้งการใช้ครีมที่ผสมสารผลัดเซลล์ผิว ไปจนถึงการใช้เครื่องยิงเลเซอร์
  • การฉีดโบท็อกซ์ (Botox) หรือสารโบลูทินัมท็อกซิน (Botulinum Toxin) เข้าไปทำให้กล้ามเนื้อหน้าผากหรือกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ เป็นอัมพาต เมื่อยิ้มหรือแสดงสีหน้า กล้ามเนื้อหน้าผากและใบหน้าส่วนนั้นก็จะไม่สามารถขยับจึงไม่ทำให้เกิดรอยย่นบริเวณหน้าผาก
  • การผ่าตัดเพื่อยกกระชับผิวทำได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การทำเฉพาะส่วน ไปจนถึงการทำทั่วทั้งใบหน้า โดยวิธีนี้จะช่วยลดความหย่อนคล้อย รอยย่น และช่วยให้ใบหน้าดูตึง กระชับ และดูเด็กลง

แพทย์อาจแนะนำขั้นตอนทางการแพทย์ให้เหมาะสมกับความรุนแรงของปัญหาหน้าผากย่นและความต้องการของผู้เข้ารับบริการ ซึ่งผลลัพธ์ของขั้นตอนเหล่านี้อาจเห็นได้ชัดและไวกว่าวิธีอื่น แต่ก็ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น อีกทั้งขั้นตอนทางการแพทย์ทุกขั้นตอนล้วนอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้

ส่วนผลลัพธ์ของวิธีการเหล่านี้อาจคงอยู่ได้ในระยะเวลาที่แตกต่างกันตามขั้นตอนและการใช้ชีวิต ดังนั้นเพื่อความคุ้มค่าและความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ

แม้ว่าวิธีในข้างต้นอาจช่วยแก้ไขและชะลอปัญหาหน้าผากย่นได้ แต่ก็เป็นผลเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะร่างกายย่อมเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลาและอายุที่เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การดูแลรักษาสุขภาพในทุก ๆ ด้านก็อาจช่วยได้ไม่มากก็น้อย ควรใส่ใจในอาหารการกิน กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ และทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด

หากเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าปัญหาหน้าผากย่นและริ้วรอยบนใบหน้ากวนใจและไม่สามารถควบคุมได้ ควรไปปรึกษาแพทย์

Tagged :