รีวิวหนัง Ride or Die

รีวิวหนัง Ride or Die ภาพยนตร์ที่มีดีมากกว่าแค่ฉาก 18+ หลายครั้งคนนักจะตีความว่า ภาพยนตร์แนวเรท 18+ นั้นมักจะเป็นภาพยนตร์เกรด B ที่ทำออกมาให้มีความหวือหวาในงานภาพเพื่อเรียกกระแสให้มีคนมาสนใจมากยิ่งขึ้น แต่ความจริงแล้วภาพยนตร์เรท 18+ หลายเรื่องเป็นภาพยนตร์ที่มีดีกว่าฉากที่เต็มไปด้วยความอีโรติก แต่มันได้แฝงถึงประเด็นอะไรมากมายที่เราได้ขบคิดกันต่อหลังรับชม  ดูหนังออนไลน์ไทย น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่มักจะพูดคุยถึงประเด็นความแรงของฉากอีโรติกมากกว่า

โดยเฉพาะหากภาพยนตร์เรื่องนั้นเล่าถึงเรื่องราวแนวหญิงรักหญิง หลายคนก็น่าจะเดาทันทีว่าเรื่องราวน่าจะเป็นแนวที่เต็มไปด้วยความโหด เพราะส่วนใหญ่แล้วภาพยนตร์แนวอีโรติคหญิงรักหญิงนั้นมักแฝงไปด้วยความสยองขวัญอยู่เสมอ

Below Zero Netflix

แต่ไม่ใช่กับภาพยนตร์เรื่อง Ride or Die ภาพยนตร์ที่ได้รับเรท 18+ จากความรุนแรงของฉากและเนื้อเรื่อง ดัดแปลงเรื่องราวมาจากการ์ตูนยอดนิยมที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความรักระหว่างเพศเดียวกันของหญิงสาววัยรุ่น ประเด็นชีวิตของพวกเธอนั้นมีอะไรที่น่าสนใจมากมายไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในครอบครัว กระบวนการยุติธรรม รวมไปถึงการตัดสินใจที่จะนำพามาเส้นทางแยกใหญ่ของชีวิต

หญิงสาวทั้งสองคนนั้นดูเหมือนว่าจะใช้ความรักนำทางจนเธอนั้นต้องไปพบกับจุดจบที่ไม่ได้สวยงามดั่งฝัน ทำให้เราตั้งคำถามกลับมาถึงตัวเองว่าเราสามารถรักใครสักคนจนถึงขั้นที่จะยอมฆ่าตัวคนตายเพื่อคนคนนั้นเลยหรือไม่ หรือในความจริงแล้วมันมีทางออกที่ดีกว่าเพียงแต่ว่าความรักได้นำทางให้พวกเธอมาสู่การตัดสินใจที่เต็มไปด้วยความเด็ดขาดและความรุนแรงได้ถึงขนาดนี้

เรื่องราวในภาพยนตร์เรื่อง Ride or Die

Ride or Die จะเล่าถึงเรื่องราวของหญิงสาวที่มีชื่อว่าเรย์ เธอนั้นแอบชอบเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งมาตั้งแต่สมัยเรียนที่ชื่อว่าสึจิมูระ หลังจากเรียนจบทั้งสองก็แยกย้ายกันไปและไม่ได้สานความสัมพันธ์ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าเพื่อน เรย์ยังคงใช้ชีวิตโสดไปตามปกติของเธอและเฝ้ามองเพื่อนที่เธอแอบรักมาแสนนาน ส่วนสึจิมูระนั้นได้แต่งงานกับชายหนุ่มที่เธอคบหามาก่อนหน้านี้

แต่ดูเหมือนว่าชีวิตหลังแต่งงานของเธอจะไม่เป็นดังฝัน เพราะเธอนั้นถูกสามีทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงและทารุณ ความรู้สึกเจ็บปวดทั้งกายและใจนั้นถูกสะสมเอาไว้อยู่นานจนกระทั่งเธอตัดสินใจที่จะมาขอความช่วยเหลือกับเพื่อนในวัยเด็กอย่างเรย์ ไม่เพียงเท่านั้นเธอยังแสดงให้เห็นถึงบาดแผลที่เธอได้รับจากผู้เป็นสามีของเธออีกด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นกับหญิงสาวทำให้เรย์ที่แอบรักเพื่อนอยู่นานรู้สึกเหมือนใจสลาย เธอทั้งเจ็บปวดและโกรธแค้นสามีของเพื่อนเป็นอย่างมาก

และมันก็ทำให้เรย์ตัดสินใจที่จะฆ่าสามีของเพื่อนเพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด คนที่เธอรักจะไม่ถูกใครมาทำร้ายอีกต่อไป แต่สำหรับสึจิมูระสิ่งที่หญิงสาวทำทำให้เธอรู้สึกทั้งกลัวและรังเกียจที่เรย์ฆ่าคนตาย แม้ว่าคนนั้นจะเป็นสามีที่ทำร้ายร่างกายเธออย่างไม่น่าให้อภัยก็ตาม

แต่เมื่อฆ่าคนไปแล้วสิ่งที่พวกเธอจะสามารถทำได้ต่อไปก็คือการหนี ทั้งสองคนจึงได้ตัดสินใจที่จะออกเดินทางเพื่อหลีกหนีทั้งความจริงและความผิดทั้งหมด ในขณะเดียวกันเรย์เอ็งก็ยอมรับกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและไม่ได้กดดันหญิงสาวแต่อย่างใด เธอแค่ต้องการที่จะช่วยเหลือคนที่เธอรักเท่านั้น

แต่ความสัมพันธ์ที่พัฒนาใกล้ชิดกันทำให้ทั้งสองคนเริ่มมีความรักกันเกินกว่าเพื่อน น่าเสียดายที่ทั้งสองคนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้ความรักของพวกเธอดูแล้วเหมือนจะไม่มีวันลงเอยกันได้ สุดท้ายแล้วความสัมพันธ์ของพวกเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป สามารถติดตามรับชมได้ในภาพยนตร์

ความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่อง Ride or Die

Ride or Die ได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเบื้องลึกภายในครอบครัวของคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะเรื่องการใช้ความรุนแรง เพราะในประเทศญี่ปุ่นยังมีบางคนที่มีความอนุรักษ์นิยมเป็นอย่างมากและมองว่าผู้ชายยังเป็นใหญ่ในสังคม ผู้ชายจึงมักจะปฏิบัติกับผู้หญิงอย่างไม่เท่าเทียม ยังคงมีการใช้ความรุนแรงในครอบครัวให้เราได้เห็นกันอยู่เป็นประจำ

และปัญหาในครอบครัวส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นปัญหาที่ไม่สามารถปรึกษาใครได้ เพราะเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อน คนไม่ค่อยอยากจะเข้ามายุ่ง ยิ่งแจ้งตำรวจไปก็ยิ่งจะทำให้เรื่องราวแย่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ปรึกษาครอบครัวก็ไม่ได้ ทำให้ทางเลือกสุดท้ายของคนที่ประสบปัญหาดังกล่าวอย่างสึจิมูระจึงตัดสินใจที่จะปรึกษาและเล่าความจริงทั้งหมดให้กับเพื่อนฟัง แต่บังเอิญว่าเพื่อนคนนั้นดันเป็นเพื่อนที่แอบรักเธอมาเป็นเวลานาน ทำให้การแสดงออกของเรย์เต็มไปด้วยความรุนแรงจนสร้างความหวาดกลัวให้กับเธอ

ต้องบอกก่อนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่ติดเรทไม่เฉพาะฉากอิโรติกเท่านั้น แต่ยังมีฉากเลือดจากที่เต็มไปด้วยความรุนแรงมากมาย มันจึงอาจจะไม่ใช่ภาพยนตร์ที่เหมาะสำหรับทุกคน และในการรับชมครั้งแรกหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมหญิงสาวถึงได้ตัดสินใจฆ่าสามีของเพื่อน แต่หากเราลองรับชมไปเรื่อยๆ หรือรองรับชมมากกว่า 1 ครั้งเราก็จะได้ทราบเหตุผลที่แท้จริงของเธอและเริ่มเข้าใจเธอมากยิ่งขึ้น

รีวิว หนัง Ride or Die จาก playinone

สำหรับคนที่อาจจะกระอักกระอ่วนใจก่อนดูเพราะคิดว่าเป็นแนวเลสเบี้ยนหนักไปทางเรื่อง SEX ต้องบอกว่าตัวเรื่องไม่ได้เป็นไปแบบนั้นเลยครับ แม้หัวใจสำคัญของเรื่องจะเป็นเรื่องความคาดหวังเรื่อง SEX ของเรอิที่หลงรักเพื่อนสาวมาตลอด แบบเปิดเผยด้วย ซึ่งถือว่าเรื่องทำออกมาซื่อตรงกับความเป็นจริงมากในมุมของสาวเลสเบี้ยนคนหนึ่งที่คาดหวังเรื่อง SEX กับผู้หญิงที่หลงรัก และเรื่องยังให้เรอิเป็นลูกคุณหนูมีฐานะร่ำรวย ถึงขนาดยอมจ่ายค่าเทอมให้เพื่อนที่ไม่มีเงินเรียนจนถึงขั้นคิดไปขายตัว ซึ่งอีกนัยก็คือการซื้อตัวเพื่อนไว้เพื่อแลกกับ SEX ในอนาคตที่เธอหวังลึกๆ เช่นกัน แม้โตขึ้นมาเรื่องยังวนเวียนอยู่กับความลุ่มหลงในตัวเพื่อนสาวแบบหัวปักหัวปำ จนถึงขนาดฆ่าคนเพื่อช่วยเธอออกมา

ตัวละครในเรื่องนี้หลักๆ มีแค่ 4 คน เป็นตัวละครเรอิกับสึจิมูระในวัยเด็กกับผู้ใหญ่ ซึ่งการแสดงในวัยเด็กของทั้งคู่นั้นก็ดีงาม ดูน่ารักบริสุทธิ์แบบรักวัยรุ่น แต่อาจจะแปลกสักหน่อยตรงที่เป็นเลสเบี้ยนเด็กญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยเห็นทำออกมาจริงจังแบบนี้ และเรอิในวัยเด็กนี่ก็คบกับแฟนสาวผู้ใหญ่มาตั้งแต่ตอนเรียนไฮสคูลแล้ว ส่วนในวัยผู้ใหญ่น้ำหนักบทเทไปที่เรอิมากกว่า เพราะเธอคือคนที่ลงมือฆ่าคน และก็มีปมหลงรักเพื่อนมาตลอด ซึ่ง คิโกะ มิซุฮาระ

เล่นได้อย่างไร้ที่ติจริงๆ และด้วยโครงหน้าเธอที่ดูไม่เหมือนญี่ปุ่นสักเท่าไหร่ มองเผินๆ แอบคล้ายดาราไทยอีกต่างหาก เธอเป็นสาวเลสเบี้ยนที่ดูสวย เท่ แกร่ง ดูปกป้องคนรักได้จริงๆ เธอเคยเล่นบท มิคาสะ ใน Attack on Titan มาก่อนด้วย เรียกว่าลุคให้มากจริงๆ แต่ในอีกมุมหนึ่งเธอกลับอ่อนไหวในเรื่องความรัก แบบแพ้ทางสึจิมูระหมดตัวหมดใจ ไม่ว่าจะทำอะไรเธอก็ไม่โกรธ ยอมให้หมด แต่ก็มีฉากที่เธอระเบิดอารมณ์แนวเลสเบี้ยนรักมากก็แค้นมากแบบรุนแรงออกมาด้วยเช่นกัน

สึจิมูระ ที่แสดงโดย โฮนามิ ซาโตะ บทนี้ไม่ใช่เลสเบี้ยน แต่ค่อยๆ เปิดใจในเรื่องนี้ภายหลัง เป็นสาวแว่นที่อาจจะดูไม่สวยมาก ถอดแว่นก็ดูดีขึ้น แต่มีเสน่ห์ตรงรอยยิ้มแบบที่เรอิบอกว่าหลงรักตรงนี้ ตัวละครนี้คือสาวขี้แพ้ตั้งแต่เด็ก แม้เธอจะเคยเป็นนักกีฬาของโรงเรียน แต่กลับเลือกเดินทางที่ผิดตลอดจนชีวิตตกต่ำ แล้วก็หันไปคว้าเพื่อนกลับมาอีกครั้ง ตัวหนังนำเสนอเธอในแบบที่ดูคลุมเครือ ในตอนแรกก็ดูเหมือนเธอหลอกใช้เรอิ และต่อมาก็เหมือนพยายามทรยศหักหลังเรอิในบางครั้ง ดูไม่แน่ชัดว่าเธอคิดยังไงกับเรอิกันแน่ จนเมื่อถึงจุดหนึ่ง เรื่องใช้เหตุการณ์ในอดีตที่ซ่อนไว้จนถึงปัจจุบันมาเคลียร์ปมตรงนี้ได้อย่างสวยงาม

นี่เป็นหนังเพศทางเลือกที่สวยงาม ไม่ว่าเพศไหนก็ดูเรื่องนี้ได้ อาจจะไม่เมคเซนส์ในความเป็นจริงอยู่บ้าง (เพราะทำจากมังงะด้วย) แต่เรื่องก็ดำเนินไปแบบมีเนื้อหาโฟกัสไปที่มิตรภาพของผู้หญิงสองคนได้อย่างน่าสนใจ และก็ทำฉากทั้งฆาตกรรมกับ SEX ออกมาติดเรตสุดๆ ทั้งคู่ โดยไม่เลอะเทอะมีเหตุผลลงตัวกับเรื่องราว และก็จบลงตัวดีในแบบที่ควรจะเป็น เรียกว่าเป็นหนัง Original Netflix ที่ดีเรื่องหนึ่งเลย แล้วก็หาได้ยากจากความที่เป็นคอนเทนต์หนังญี่ปุ่นใน Netflix ที่นานๆ มาทีด้วย ถ้าเปิดใจเรื่องเพศทางเลือกได้ก็ควรค่าแก่ทดลองดูครับ

ปี 2021 ถือเป็นปีที่กิโกะทำหลายสิ่งที่ดูท้าทาย เธอนำแสดงในหนังเรื่อง Aristocrats โดยรับบทเป็นสาวต่างจังหวัด ฐานะยากจน เรียนเก่ง ทำงานในบริษัทไอที ซึ่งดูเป็นคาแร็กเตอร์ที่ไม่มีอะไรเหมือนกับตัวเธอเองเลย ต่อมาเธอออกโฟโต้บุ๊กชื่อ Dream Blue ซึ่งสร้างเสียงฮือฮาได้อย่างมาก เพราะภาพในเล่มนี้ไม่ใช่แค่ ‘เซ็กซี่’ แต่เป็นภาพนู้ด ถึงกระนั้นก็ได้รับคำชื่นชมว่าถ่ายทอดเรือนร่างของผู้หญิงและภูมิทัศน์ธรรมชาติได้อย่างสมจริง

และอีกหนึ่งผลงานสำคัญปีนี้ของเธอคือการรับบทเลสเบี้ยนในหนังเรื่อง Ride or Die 

 Ride or Die 

ภาพยนตร์เรื่อง Ride or Die ออกฉายทางเน็ตฟลิกซ์เมื่อเมษายน 2021 ดัดแปลงจากการ์ตูนลายเส้นดิบกร้านของ Chin Nakamura ว่าด้วยความสัมพันธ์แบบหญิง-หญิงของของเร (กิโกะ มิซูฮาระ) ศัลยแพทย์ผู้มาจากครอบครัวร่ำรวย กับนานาเอะ (โฮนามิ ซาโตะ) หญิงสาวยากจนที่ถูกสามีทุบตีเป็นประจำ ทั้งคู่เป็นเพื่อนสมัยมัธยมที่ห่างเหินกันไปนาน อยู่ดีๆ วันหนึ่งนานาเอะก็ติดต่อหาเรและขอร้องให้ช่วยฆ่าสามีของเธอ ด้วยเหตุผลกลใดมิอาจทราบแต่เรย์ก็ทำตามคำขอของนานาเอะ

จากนั้นทั้งคู่ขับรถหนีไปด้วยกัน จน Ride or Die กลายสภาพเป็น Thelma & Louise (1991) เวอร์ชั่นญี่ปุ่น อ่านเพียงเรื่องย่อหลายท่านคงเดาได้ว่าหนังเรื่องนี้บอกเล่าถึงสังคมชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงที่ถูกความเป็นชายกดทับ สถานะเลสเบี้ยนที่เป็นคนนอก ซึ่งผู้เขียนคงไม่ลงลึกถึงประเด็นเหล่านั้นเพราะหนังบอกเล่าอย่างชัดเจนอยู่แล้ว จึงอยากจะเขียนถึงแง่อื่นมากกว่า

อย่างแรกที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจสำหรับหนังเรื่องนี้คือเทคนิคภาพยนตร์ที่เน้นการถ่ายแบบ long take หรือการถ่ายยาวโดยไม่ตัดต่อที่ปรากฏอยู่หลายฉาก จุดประสงค์ของการลองเทคในเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการโชว์ความอลังการของการเคลื่อนกล้องแต่เป็นการถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครอย่างต่อเนื่อง ฉากสำคัญน่าจะเป็นฉากเซ็กซ์ระหว่างตัวละครนำ ในเวลาประมาณสิบนาทีกิโกะต้องเล่นทั้งฉากหัวเราะ ถึงจุดสุดยอด ร้องไห้ ถือเป็นฉากที่ซับซ้อนสับสนแต่ก็น่าประทับใจเช่นกัน

ลักษณะเด่นชัดอีกอย่างของหนังคือ ‘ความผิดที่ผิดทาง’ อาจจะเริ่มตั้งแต่การที่คนอย่างเร–ผู้ซึ่งเพียบพร้อมทุกอย่างยอมทิ้งอาชีพและฐานะมาร่วมหัวจมท้ายกับนานาเอะที่เหมือนอยู่คนละโลกกับเธอ เรพูดในฉากหนึ่งว่าตัวเธอนั้นเหมือนค้นพบความรักตอนวัยใกล้สามสิบ หนังย้ำสารตรงนี้ด้วยการใช้เพลง CHE.R.RY (2007) ของ YUI เพลงป๊อปว่าด้วยอาการเขินอายของวัยรุ่นที่ดันกลายเป็นเพลงธีมของผู้หญิงวัยเลขสามคู่หนึ่งที่เพิ่งฆ่าคนตายมา

‘ความคลุมเครือ’ ยังเป็นอีกหัวใจของ Ride or Die ความสัมพันธ์ของเรกับนานาเอะไม่เคยถูกระบุชัดเจนว่าเป็นคู่รัก พวกเขาเปลี่ยนนิยามของมันไปมาระหว่างเพื่อน คนรัก และครอบครัว จุดที่ดีคือนี่ไม่ใช่เรื่องราวความสัมพันธ์สุดแสนโรแมนติก แต่มันแฝงด้วยการใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน นานาเอะต้องพึ่งพาเรเพราะเธอรวยกว่าและใจกล้ากว่า ส่วนเรก็ใช้นานาเอะเป็นข้ออ้างในการหลุดจากคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง ถึงจุดหนึ่งทั้งคู่ก็ไม่ปิดบังความเห็นแก่ตัวที่มีต่อกัน ตามมาด้วยการด่าทอตบตีอันแสนเจ็บปวด

สิ่งสำคัญสุดท้ายที่หนังจงใจทิ้งไว้ให้ผู้ชมถอดรหัสคือเรื่องของ ‘รอยยิ้ม’ เรบอกว่าเหตุผลที่เธอยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อนานาเอะก็เพราะเรื่องง่ายๆ (และอาจฟังดูโง่สำหรับบางคน) ว่าตอนที่นานาเอะยิ้มให้เธอวันที่เจอกันครั้งแรก นับจากนั้นการรับรู้ของเธอก็ถูกทำลายและมอบหัวใจให้อีกฝ่ายทันที ส่วนในช่วงท้ายของหนังเราก็ได้เห็นรอยยิ้มของฝ่ายเรบ้าง แม้จะดูเป็นการฝืนยิ้มเพื่อให้ความหวังลมๆ แล้งๆ กับอีกฝ่าย (และตัวเอง) แต่ไม่ว่าจะมองยังไง นั่นคือรอยยิ้มของคนที่ชีวิตถูกทำลายไปแล้วเสียมากกว่า

Tagged :